ตอนที่ 18 : ตอนที่ ๑๗ เพื่อนรักเพื่อนร้าย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 284
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มี.ค. 62

ตอนที่ ๑๗ เพื่อนรักเพื่อนร้าย




สมาร์ทโฟนรุ่นบางเฉียบถูกหยิบขึ้นมากดหมายเลขล่าสุดอีกครั้ง แต่เสียงสัญญาณปลายทางที่ดังไม่แตกต่างจากครั้งก่อน สร้างความโมโหจนทำให้แพรพรรณรายกระแทกโทรศัพท์ลงบนเคาน์เตอร์บาร์ แล้วแล้วคว้าแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มอย่างหัวเสีย

แต่ความขมแสบคอก็มิอาจดับความร้อนรุ่มกำลังเกิดในอกให้หายไปได้ ต้นเหตุมีแค่ข้อเดียวคือการที่อิทธิฤทธิ์คิดตัดขาดความสัมพันธกับหล่อนจริงจังอย่างที่เขายืนกราน ไม่คำนึงถึงเยื่อใยพิศวาทที่เคยมอบให้กันและกัน ความน้อยใจมันเกินอดกลั้นจนกระบอกตาร้อนผ่าว แต่ไม่ร้อนเท่าไฟแค้นที่ลุกลามไปทั่วทั้งทรวง

หล่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง แล้วกดหมายเลขที่ไม่เคยอยากเป็นฝ่ายติดต่อไป เมื่อได้ยินเสียงปลายทาง ก็ส่งข้อความบอกตามใจหมาย แล้วนั่งที่เดิม สั่งเครื่องดื่มแก้วใหม่ที่รสชาติรุนแรงกว่าเดิมมาดื่มระหว่างรอ

“สุดท้าย... นางฟ้ากำมะลอก็ถูกเนรเทศจากสวรรค์”

แพรพรรณรายเหยียดยิ้มกับคำพูดเหน็บแนมแสบ ๆ คัน ๆ พลางทอดสายตามองแก้วเปล่าตรงหน้า “ก็ยังดีกว่าพวกกิ้งก่าได้ทอง”

“แต่กิ้งก่าก็ไม่เคยอยู่ใต้อิทธิพลใคร” เจ้าของคำพูดหล่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหญิงสาว ชันศอกกับเคาน์เตอร์มองหล่อนด้วยแววตาเย้ยเต็มพิกัด “และถ้าจะเรียกมาตีฝีปากแก้เหงาล่ะก็ เธอต้องเลี้ยงเหล้าฉันเป็นค่าตอบแทนสักแก้ว”

“ฉันจะให้ค่าตอบแทนมากกว่าเหล้าแก้วเดียว” หล่อนแค่นยิ้ม “วันก่อน... บอกว่าจะช่วยฉันใช่ไหม”

“ใช่ ฉันเคยบอกแบบนั้น” ชายหนุ่มหรี่ตาแคบมองอย่างสงสัย

“แล้วนายเปลี่ยนใขหรือยัง”

ดวงตาคมฉาบอายชาโดวสีเทาหันไปจดจ้อง แล้วคำตอบที่หล่อนได้คือรอยยิ้มที่มุมปาก กับการลากสายตาลากสายตาของเขาจากใบหน้าหล่อนลงมาหยุดตรงเนินอิ่มที่เบียดเสียดในชุดเกาะอกสีดำประดับเลื่อมพราวแสง

“ก็ต้องดูว่าค่าตอบแทนมากกว่าเหล้าแก้วเดียวน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน” แล้วย้ายสายตาขึ้นมาสบกับดวงตาคม

“ถ้าสำเร็จ ฉันจะจัดให้สมน้ำสมเนื้อ” หล่อนพูดเสียงกดต่ำ

“ถ้าอย่างนั้น...” มือหนายกขึ้นจับต้นแขนบาง เคลื่อนระดับลงมาอยู่ที่เอาคอดกิ่ว ก่อนไต่ลงไปหยุดนิ่งที่บั้นท้ายงามงอน “ฉันขอเบิกล่วงหน้าก่อน... คืนนี้”

ดวงตาเจ้าเล่ห์ไม่เคยซุกซ่อนแรงปรารถนา ร่างของหล่อนเองก็เริ่มร้อนวูบวาบเต็มทนยามถูกฝ่ามือร้อนเค้นคลึงสะโพกผาย เขารู้จักจุดสัมผัสที่ปลุกเร้าความปรารถนาของหล่อนได้โดยไม่ต้องเสียเวลาชี้ทาง ความคุ้นเคยที่สั่งสมจากการร่วมเรียงเคียงหมอนในอดีตไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความชินจนด้านชา หากแต่กลับยิ่งปะทุร้อนเหมือนถ่านไฟราคะที่มิอาจมอดดับลง

การขอเบิกจ่ายล่วงหน้าเป็นไปอย่างเร่าร้อนรุนแรง สองร่างแนบประสานครวญครางราวคนบ้าคลั่ง ทั้งด้วยความเมามายในฤทธิ์สุรา ปั่นคลื่นตัณหาให้ทั้งสองว่ายวนหลงในทะเลกาม ซึมซับทุกความสุขสมเข้าไปเติมเต็มทุกอณูร่างกายกันและกันอย่างหิวกระหาย

แพรพรรณรายกรีดร้องเปล่งชื่อชายในห้วงฝันลั่น หากอิทธิฤทธิ์ปรารถนาจะขยี้กลีบกุหลาบ หล่อนก็พร้อมจะเป็นกุหลาบปลอม ๆ ทดแทนให้ แม้กลีบของมันจะไม่สดสวยดั่งดอกไม้แรกแย้ม แต่กลิ่นหอมของมันก็ไม่เคยพ่ายแพ้ดอกไม้ดอกใดเลย

“ถามจริงเถอะ...” ชายหนุ่มถามเสียงแผ่ว หลังถอนตัวเองออกแล้วพลิกหงายนอนข้างหญิงสาว “มันให้เธอแบบนี้เหมือนกับที่ฉันให้หรือเปล่า”

“เขาให้ฉันได้มากกว่านั้น...” หล่อนตอบโดยไม่เสียเวลาคิด “เขาเติมเต็มความฝันของฉัน... เขาเป็นเจ้าชายในอุดมคติ เป็นเจ้าชายในนิทานที่ฉันได้เจอในชีวิตจริง”

“นี่เธอหวังจะได้เจอคำว่าเป็นสุขชั่วนิรันดรจริงหรือไง” สัญชัยแค่นหัวเราะเยาะเสียงดัง “โลกไฮโซที่เธอแฝงตัวเข้าไปปะปนมันเปลี่ยนสมองเธอไปได้ขนาดนี้เลยหรือ”

หล่อนไม่ตอบคำถาม ด้วยรู้ว่าการอธิบายความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนสีดำของอีกาให้เป็นสีขาวสะอาดดั่งปีกหงส์อย่างชื่อที่บุพการียาจกตั้งให้นั้นมีความหมายสำหรับหล่อนเพียงใด มิเช่นนั้นแล้ว หล่อนจะเลือกตัดขาดความสัมพันธ์กับนายสัญชัย ผู้ชายที่ไม่มีสมบัติพัสถานใดติดตัวเลยทำไม

“ฉันไม่อยากให้พวกเขาแต่งงานกัน นายจะช่วยฉันยังไง”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม พลิกตัวขึ้นไปคร่อมร่างงาม วางมือทั้งสองยันกับที่นอน จ้องใบหน้าของหญิงสาวใต้ร่าง “เธอบอกว่าถ้ายายโรสนั้นสร้างห้างสรรพสินค้าสำเร็จ ก็จะไม่ต้องแต่งงานกับนายอิทธิฤทธิ์ใช่ไหม”

แพรพรรณรายพยักหน้า “แต่ยายโรสเล่าว่านายต้นกล้า เพื่อนกำพร้าของนายก็เหนียวเหลือเกิน”

“หึ” สัญชัยเหยียดยิ้ม “เห็นเงียบ ๆ แบบนั้น ก็ซ่อนเขี้ยวเล็บร้ายไม่เบา”

“นายรู้จักเขาดีแค่ไหน”

สัญชัยไม่ยอมบอก แต่ถามหล่อนกลับ “นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าถ้าฉันทำสำเร็จ เธอจะไม่หักหลังฉัน”

“แล้วนายต้องให้ฉันทำอะไรถึงจะมั่นใจ” คิ้วเรียวย่นเข้าหากัน ถามด้วยแววตาเคืองขุ่น

“ฉันจะมาเก็บส่วยกับเธอเป็นระยะจนกว่างานจะสำเร็จ”

“เมียแก่ของนายให้นายไม่จุใจหรือไง” หล่อนไม่พอใจรุนแรง เมื่อเห็นแววความปรารถนาปะทุให้หน่วยตาคู่นั้นอีกครั้ง

“อย่าทำเป็นปฏิเสธเลย เพราะฉันรู้เธอว่าก็ถูกใจลีลาของฉันเหมือนกัน ต่อให้เธอไปเฟ้นหาตัวสแตนอินแทนนายอิทธิฤทธิ์นั่นในโฮสต์คลับ เธอก็หาคนที่รู้ใจอย่างฉันไม่ได้”

แพรพรรณรายเม้มเรียวปาก รู้สึกร้อนวาบยามมือหนาบีบต้นขาทั้งสองแน่น ไม่รู้ว่าเพราะเงินตราในคลังของเขามีส่วนเติมความมั่นใจเสริมด้วยไฟสิเน่หาด้วยหรือไม่ ทว่าคล้ายมีพลังอำนาจบางอย่างเปลี่ยนชายหนุ่มจากไอ้สัญคนรันทดในอดีตกลายเป็นคุณสัญชัยที่ใช้ชีวิตอย่างคุณชาย

ถึงกระนั้น ต่อให้ตอนนี้เขาจะรวยรูปรวยทรัพย์แค่ไหน อิทธิฤทธิ์คือคนคนเดียวที่มีอำนาจเหนือหัวใจ หากแต่ร่างกายยามนี้กลับกำลังหลอมละลายด้วยไฟราคะจากอดีตคนเคยรักอีกครา

 

โรสต้องเข้าประชุมวาระพิเศษศุกร์นี้!’

เสียงระฆังแก้วที่รสสุคนธ์ตั้งไว้สำหรับข้อความเข้าไม่ช่วยให้ประโยคที่ถูกส่งจากอิทธิฤทธิ์นุ่มนวลลงแม้แต่น้อย แถมหล่อนยังสามารถจินตนาการน้ำเสียงของชายหนุ่มได้ราวกับกดปุ่มเล่นเครื่องบันทึกเสียง

เท่าที่จำความได้ หล่อนเห็นชายหนุ่มลูกชายของเพื่อนแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ความสนิทกันระหว่างนางปัทมา มารดาของหล่อนกับนางวัลยา มารดาของเขาทำให้ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรถึงแผนการจับคู่แต่งงานกัน

อิทธิฤทธิ์จัดอยู่ในกลุ่มผู้ชายแบบที่ผู้หญิงหลายคนชื่นชอบ ใบหน้าหล่อเฉี่ยวแบบดาราหนังชาวเอเชียสอดคล้องไปด้วยกันได้ดีกับมาดนิ่งสุขุมพร้มอฐานะมั่งคั่งระดับเศรษฐียิ่งเสริมบารมีให้หญิงสาวหลายคนอยากเข้าใกล้ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าเพื่อน ๆ สมัยมหาวิทยาลัย

กระนั้น หล่อนก็ไม่เคยเห็นเขาควงคู่กับผู้หญิงคนไหนสักคน ซึ่งไม่น่าเกี่ยวกับเรื่องการผูกสัมพันธ์โดยไม่เต็มใจ เพราะช่วงที่หล่อนไปเรียนที่อังกฤษจนกลับมาเมืองไทยนั่นแหละถึงจะรู้ความว่ามารดาจัดการมอบหล่อนให้เขาเป็นว่าที่ภรรยาแบบอาหารจานด่วนที่หล่อนไม่อยากรับไปเสียแล้ว

ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอะไรดี แต่จากการคบกันในรูปแบบของพี่ชายน้องสาวก่อนเปลี่ยนสถานะมันก็พอแล้ว และหล่อนพอใจให้เขาเป็นพี่ชายผู้เข้มงวดมากกว่าสามีที่ใช้อำนาจบารมีชี้นำทางชีวิตภรรยา

เขาเหมาะจะเป็นแบบนั้น... แต่หล่อนก็ไม่เคยเปิดใจพูดออกมา เพราะเจอกันทีไร ความรู้สึกที่เกิดจากการถูกบีบคั้นให้ต้องแต่งงานกันก็ถูกยกมาเป็นฉากกั้นการเปิดใจทุกครั้งไป

รสสุคนธ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อความคิดในหัวมาบรรจบตรงเหตุผลที่หล่อนต้องทำโครงการห้างสรรพสินค้าให้สำเร็จ ก็ทั้งเพื่อชีวิตหล่อนเองและเพื่อชีวิตของบริษัทคุณากรพร็อพเพอตี้ เวลาอีกหกเดือนต่อจากนี้ จะเปลี่ยนอนาคตหล่อนไปสู่ทิศทางใด แล้วครูหนุ่มผู้นั้นเล่า ตอนนี้เขากำลังคิดเช่นหล่อนอยู่หรือเปล่า

หล่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง พลิกตัวตะเคียงดูทะเลสงบยามค่ำคืนจากเตียงหนานุ่มของโรงแรมที่ใช้พักผ่อนมาตลอดหลายสัปดาห์ เริ่มรู้สึกว่าห้องสี่เหลี่ยมที่ตบแต่งเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอย่างห้องนอนที่บ้านมีความคุ้นเคยประหลาดแทรกซึมทั่วทุกตารางเซนติเมตร และสามารถหลับตาลงนอนได้อย่างสนิทใจโดยไม่คิดว่าตนเป็นนกพลัดถิ่น

แต่ความสนิทที่เกิดขึ้นนี้ หล่อนอยากกำหนดขอบเขตมันไว้แค่ภายในห้องหับสถาน ไม่อยากให้กินกว้างไปถึงคนที่หล่อนพบเจอในทุกวัน ทั้งกับครูเดือนเพ็ญที่ยิ้มและหัวเราะไปกับเรื่องเล่าชวนหัว ทั้งกับหนูมุกที่ยิ้มกว้างหลังจากได้กินเค้กรสชาติถูกใจ แม้กระทั่งนางแพร้วที่ส่งเสียงทักทายหล่อนเวลาเจอเจอะบนถนนหนทาง และสุดท้าย กับนัยน์ตาสีน้ำผึ้งป่าคู่นั้นที่กำลังกลายเป็นสิ่งหล่อนอยากพบเจอในทุก ๆ วัน

แล้วถ้าวันหนึ่ง... สิ่งเหล่านั้นหายไปจากชีวิตหล่อน

เพียงแค่คิดก็เจ็บปวดในอก ทั้งที่ไม่ควรเกิดความรู้สึกนี้เลย เป็นครั้งแรกที่รสสุคนธ์อยากเอาไปขอยืมความเย็นชาของอิทธิฤทธิ์มาใส่หัวใจตัวเอง

ความว้าวุ่นทำให้รสสุคนธ์ต้องหาทางระบาย และทางเลือกที่หล่อนนึกถึงเป็นอันดับแรกคือการเล่าความในให้เพื่อนสนิทอย่างแพรพรรณรายฟัง โทรศัพท์มือถือจึงถูกหยิบขึ้นมาแล้วกดเลขหมาย ฟังเสียงสัญญาณดังไม่นาน หล่อนก็ได้ยินคำทักทายเพื่อนสาวผู้รู้ใจ

“พักรบกับนายต้นกล้าแล้วหรือ ถึงโทรหาหงส์ได้” ปลายทางกระเง้ากระงอดใส่ทันทีจนรสสุคนธ์ยิ้มขำ

“โรสกับเขายังรบกันอยู่ แต่พวกเรากำลังทำสงครามอย่างผู้มีอารยธรรม”

แพรพรรณรายหัวเราะเสียงใส “อะไรของเธอกันยะยายโรส รบอย่างผู้มีอารยธรรม”

“เขายื่นข้อเสนอให้โรส เขาบอกว่าถ้าโรสปลูกกุหลาบสำเร็จภายในหกเดือน จะต้องยกเลิกการไล่ที่เขา” รสสุคนธ์เล่าพลางลงจากเตียง เดินไปหยิบสมุดรวมภาพศัตรูกุหลาบที่ครูหนุ่มสรรค์สร้างขึ้นมาให้หล่อน จำเพาะเจาะจงเลือกเอาหนอนเขียวตัวอวบขึ้นเป็นปกสมุด

“ปลูกกุหลาบ ?” ปลายเสียงสูงเชิงถาม “เธอเนี่ยนะ จะปลูกกุหลาบ ?

“ยายโรสคนนี้แหละจะปลูกกุหลาบ แล้วดอกกุหลาบดอกแรกจะบานในอีกหกเดือนข้างหน้า” หล่อนยืดอกพูดมาดมั่น แต่แล้วก็ส่ายหัวว่ากล่าวตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเพราะหากหล่อนทำได้ ก็เท่ากับแพ้พ่ายแก่โรงเรียนปลูกปัญญา

“เขามั่นใจหรือว่าจะสอนให้เธอปลูกกุหลาบสำเร็จหรือ ถึงได้กล้าเสนอเงื่อนไขแบบนั้น”

รสสุคนธ์ทอดถอนลมหายใจ นึกถึงแววความมาดมั่นที่ฉายชัดเจนในดวงตาของครูหนุ่มทุกครั้งที่ได้พบกัน คำพูดที่เขากล่าวกับเธอในวันท้าตอนนั้น ยังติดอยู่ในใจ

คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าคุณเองก็ไม่ได้อยากทุบโรงเรียนของพวกเด็ก ๆ ทิ้ง ผมถึงอยากเอาดอกกุหลาบแลกหัวใจของคุณ

เขาพูดถูก ยิ่งนานวันที่ได้เข้าไปพันผูกกับพวกเขา ก็เท่ากับความตั้งมั่นที่จะยึดครองพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ของครูหนุ่มถูกหลอมเหลวลงไปทุกที แต่นั่นก็ไม่สะกิดใจหล่อนได้มากเท่ากับอีกหนึ่งความรู้สึกที่ค่อย ๆ เติบโตช้า ๆ อยู่ภายใน เป็นความรู้สึกที่ทำให้หัวใจเต้นแรง

“หงส์...” รสสุคนธ์เม้มเรียวปาก “ใจหนึ่ง... โรสก็อยากให้ตัวเองปลูกกุหลาบสำเร็จ”

ปลายทางเงียบไปชั่วอึดใจก่อนเอ่ยน้ำเสียงคล้ายโกรธเคือง “หมายความว่ายังไง... โรส”

“โรส... โรสก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายความว่ายังไง...” อย่าว่าแต่เพื่อนสาวเลยที่นึกฉงน เพราะในหัวของหล่อนเองก็ยังอึงอลด้วยคำถามที่ยังหาคำตอบเจอ

“ยังไงก็ตาม โรสมีเวลาแค่หกเดือนที่จะทำให้เขาย้ายโรงเรียนออกจากพื้นที่” รสสุคนธ์เปลี่ยนประเด็นพูด ดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากความรู้สึกซับซ้อน “มิสเตอร์เรมอนด์ขีดเส้นตายไว้แล้ว และพี่อิทก็โมโหน่าดูตอนที่ยังเห็นโรงเรียนปลูกปัญญาอยู่อย่างสง่าผ่าเผย”

“แล้วพี่อิทรู้เรื่องเงื่อนไขที่โรสทำกับนายต้นกล้าหรือเปล่า”

“ยังไม่รู้ และโรสก็จะไม่บอกเขาด้วย”

“แล้วถ้าเกิดนายต้นกล้าทำสำเร็จล่ะ”

รสสุคนธ์ทิ้งตัวลงนอน “จริง ๆ แล้ว ตอนนี้โรสกำลังทำบางสิ่งที่ทำให้เขาจำใจต้องย้ายออกเองโดยที่ไม่ต้องบังคับขืนใจเจ้าตัว”

“ยังไง”

เรียวปากอิ่มเม้มแน่น ชั่งตวงน้ำหนักความคิดก่อนเอ่ยบอกเพื่อนสาว “โรสทำดีลกับพ่อแม่ค้าในตลาด ให้พวกเขาสามารถเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าฟรีหนึ่งปีหลังห้างเปิด แล้วก็จะประกันราคาปลาของชาวประมง และรับซื้อปลาของพวกเขามาขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้าง จากนั้นจะค่อย ๆ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าห้างสรรพสินค้ามีประโยชน์กับชีวิตพวกเขามากกว่าโทษ และถ้าพวกเขาเห็นด้วย แค่นายต้นกล้าคนเดียวที่เป็นคนกลุ่มน้อยก็จะหมดปัญหา”

“ถึงแม้เขาจะทำให้เธอปลูกกุหลาบสำเร็จน่ะหรือ หงส์ว่าเอาน้ำกรดไปราดต้นกุหลาบที่ปลูกยังเห็นผลเร็วกว่า”

ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก... คำตอบต่อต้านผุดขึ้นในหัวทันที และเพราะหล่อนเงียบคำพูดไปหลายนาที จึงได้ยินเสียงถอนหายใจของปลายทาง ก่อนตามด้วยคำพูดที่คล้ายดั่งลูกศรพุ่งปักตรงที่หัวใจ

“อย่าลืมว่าสิ่งเดิมพันของโรสกับพี่อิทคืออะไร ถ้ากุหลาบบานเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัดชุดเจ้าสาวรอไว้เลย”

ก็รู้อยู่ว่าดอกกุหลาบต้องไม่บาน ก็รู้อยู่ว่าคุณากรพร็อพเพอตี้กำลังย่ำแย่  แล้วก็รู้ด้วยว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไป หล่อนหลับตาลง พยายามรำลึกขุดเอารสสุคนธ์ผู้ที่ประกาศกร้าวว่าจะยึดเอาที่ดินของโรงเรียนกปลูกปัญญาให้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“ฉันจะพาคุณากรผ่านพ้นวิกฤตโดยไม่พึ่งทะเบียนสมรส” น้ำเสียงเข้มข้นไปด้วยความมุ่งมั่นกลับมาอีกครั้ง แต่เรื่องเอาน้ำกรดไปราดกุหลาบที่หล่อนเฝ้าดูแลทุกวัน ไม่ใช่ทางเลือกตอนนี้

“พี่อิทเรียกฉันไปประชุมศุกร์นี้ โรสต้องหาความคืบหน้าไปเป็นของฝากบ้าง” หล่อนกล่าวกับแพรพรรณราย

“ไว้มีโอกาสจะไปเชียร์ข้างสนามรบ” ปลายทางก็เสริมคำพูดให้ฮึกเหิม

“ขอบใจนะหงส์ที่ช่วยเตือนสติโรส” รสสุคนธ์นึกซาบซึ้งใจ และรู้สึกดีที่ได้มีแพรพรรณรายเคียงข้างในยามที่ขาดไร้คนให้กำลังใจ และคอยเป็นที่ระบายความทุกข์ใจอย่างที่หล่อนไม่อาจเอ่ยกับบิดาหรือมารดา

“นั่นเป็นเพราะหงส์ไม่อยากเป็นเพื่อนเจ้าสาว” แต่เสียงในประโยคของแพรพรรณรายที่ตอบกลับมานั้นกลับหนักแน่นยิ่งกว่า

รสสุคนธ์วางสายจากเพื่อนสาว สูดลมหายใจเข้าแล้วลุกขึ้นจากเตียง เตรียมตัวออกจากโรงแรมไปพบกับครูหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์พร้อมรับความรู้ที่เขาจะอัดให้ รวมถึงหย่อนยาทาแก้แพ้ในกระเป๋าเพราะล่าสุดที่จบการเรียนการสอนเรื่องหนอน เขาให้หล่อนไล่เด็ดใบเว้า ๆ แหว่ง ๆ ซึ่งความซวยก็มาเยี่ยมเยียนหล่อนไม่ขาดสาย ในตอนที่ยื่นมือไปลิดใบกุหลาบที่ถูกหนอนเจาะจนพรุนหนึ่ง หล่อนก็ไปแตะถูกมดคันไฟตัวร้ายที่ฝังเขี้ยวจมมิดบนนิ้วมือ

ก่อนไปโรงเรียนปลูกปัญญา หล่อนแวะตรวจงานที่ออฟฟิศ ฝากฝังเรื่องที่ต้องทำกับธุรการสาวที่เริ่มสนิทคุ้นเคยกัน พูดคุยสัพเพเหระได้สักพัก นายวิชัยก็พาร่างท้วมของเขาเข้ามาในออฟฟิศ

“อ้าว คุณวิชัย ยุ่งกับโปรเจคอื่นอยู่หรือคะ ถึงได้ไม่ค่อยมาไซต์งานที่นี่” หล่อนเอ่ยทักทาย สังเกตอาการเลิ่กลั่ก เหงื่อแตกพลั่กตามไรผมของเขาทั้งที่มีเครื่องปรับอากาศให้ความเย็นสบาย

“คะ... ครับ” นายวิชัยตะกุกตะกักตอบ “มีงานรีสอรท์ทางเหนือที่คุณอิทธิฤทธิ์มอบหมายให้ผมดูแลครับ พอดีผู้จัดการโครงการเขาลาออก”

“แหม ดีจัง” รสสุคนธ์เอ่ยเสียงลอย “คนเก่ง ใคร ๆ ก็ต้องการตัว”

นายวิชัยยิ้มเจื่อน ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “สายแล้ว นี่ผมนัดหัวหน้าทีมวิศวกรไว้ ขอตัวนะครับคุณโรส” แล้วรีบหมุนตัวผลักประตูออฟฟิศ จ้ำอ้าวเดินเข้าไปส่วนไซต์ก่อสร้างเหมือนนัดนั้นสำคัญมากมายนัก

รสสุคนธ์หันมาทางธุรการสาว “เดือนนี้คุณวิชัยเข้ามาที่ไซต์กี่ครั้ง”

“ครั้งนี้ก็ครั้งที่สองค่ะ คุณโรส” ธุรการสาวตอบเสียงใส

“ครั้งแรกของเดือนเขามาเมื่อไหร่”

“เมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วค่ะ ประมาณวันจันทร์”

เป็นวันที่หล่อนถูกเรียกตัวไปกินกลางวันกับนางวัลยาและอิทธิฤทธิ์ รสสุคนธ์เก็บความสงสัยบางเรื่องไว้รอให้มีข้อมูลมากพอก่อนที่จะกระทำการ หล่อนบอกกับธุรการสาวว่าจะกลับมาตรวจรายงานอีกครั้งในช่วงกลางคืน โดยขอร้องให้ธุรการของเธออยู่ทำงานล่วงเวลา

หญิงสาวก้าวขาออกจากออฟฟิศพาตัวเองมาขึ้นรถ สอดสายตามองหานายวิชัย แต่ก็ไม่เห็นผู้ช่วยร่างท้วมอยู่ในไซต์งาน ทั้งทีหัวหน้าทีมวิศวกรก็กำลังคุมงานอยู่ไม่ไกลตา แต่ยังไม่ใช่เวลาที่ต้องเข้าไปหาคำตอบ รสสุคนธ์ต้องไปถึงโรงเรียนปลูกปัญญาก่อนเก้าโมง

ซึ่งระยะห่างจากโครงการถึงที่หมายใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที จึงตัดสินใจเดินเท้าเพราะต้องการดูความคืบหน้าของการปรับพื้นที่ว่าเข้าใกล้โรงเรียนของครูหนุ่มมากแค่ไหนแล้ว

การเดินเท้าของรสสุคนธ์ทำให้มาหยุดหน้าแปลงกุหลาบก่อนเวลานัดห้านาที และเขากำลังให้ความรู้กับนักเรียนอยู่ในห้อง บทเรียนวันนี้เกี่ยวกับการกินห้าอาหารให้ครบห้าหมู่นำไปผสมผสานกับบทเพลงที่ครูหนุ่มเป็นผู้ดีดกีตาร์แล้วให้นักเรียนของเขาขับร้องประสานเสียงกัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงดนตรีที่มีให้ฟังทุกวันมีส่วนช่วยให้กุหลาบทุกต้นในแปลงของเขาเจริญงอกงามดีหรือไม่ แต่ถึงจะไม่ใช่ต้นไม้ หล่อนก็ยังพออกพอใจในน้ำเสียงใส ๆ ของเด็ก ๆ เหล่านั้น แม้ว่าจำนวนนักเรียนจะบางตาลงกว่าครั้งที่หล่อนทักถาม แต่เขาก็ยังคงทำหน้าที่ของครูผู้ประสาทวิชาไม่ขาดตกบกพร่อง

น่าเสียดายที่โรงเรียนของเขาต้องถูกโยกย้ายออกไป แต่รสสุคนธ์ก็หวังในใจว่า การย้ายที่ตั้งโรงเรียนจะไม่ทำให้ความตั้งใจในวิชาชีพของเขาถูกถอดถอนออกไปจากหัวใจ

หล่อนสูดลมหายใจเข้า ผินตาจากห้องเรียนแล้วเดินตรงเข้าไปในโรงเรือนมุ้งอันเป็นที่เก็บรักษากุหลาบต้นสำคัญ ทว่าประตูเรือนเปิดอ้าค้างไว้ ไม่ได้ถูกล็อคแน่นหนาอย่างเคย จึงรีบเดินเข้าไปโดยไม่รีบปิดประตูให้สนิท มุ่งตรงไปที่ต้นกุหลาบ แล้วก้มมองดูว่ามีศัตรูพืชชนิดไหนเกาะกินใบของมันหรือไม่

“คุณทำอะไรอยู่” เสียงทุ้มดังจากด้านหลัง

“ฉันเห็นประตูมันแง้มอยู่ค่ะ ก็เลยมาส่องดูว่ามีผู้ก่อการร้ายบินมาแฝงตัวใต้ใบกุหลาบของฉันหรือเปล่า” รสสุคนธ์ยังก้ม ๆ เงย ๆ หงายใบทีละใบดู

“ประตูแง้ม ?

“ค่ะ ประตูมันแง้มอยู่ตอนที่ฉันมาถึง” แล้วหมุนตัวหันไปเห็นคิ้วเข้มที่ขนานไปกับดวงตาเข้มขมวดเข้าหากัน

“เมื่อเช้าผมเข้ามาฉีดยากันแมลงให้คุณ แต่ผมมั่นใจว่าปิดประตูแล้วแน่นอน” แววตาคู่คมสื่อความหมายของคำว่า มั่นใจเต็มเปี่ยม ในขณะเดียวกัน ก็ตีความได้ถึงการไม่เชื่อในคำพูดของหล่อน

“อาจจะเป็นนักเรียนของคุณ” เพราะเห็นกับตาตัวเองจึงพูดได้อย่างเต็มอก

“พวกเขารู้ว่าต้องทำอย่างไร”

“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องติดกล้องวงจรปิดด้วยแล้วค่ะ เพราะฉันก็มั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาด” รสสุคนธ์ลอบพ่นหายใจด้วยความฉุน ก้าวขาเดินผ่านครูหนุ่ม ออกไปนอกโรงเรียน แต่ยังไม่ทันได้ปิดประตู ชายหนุ่มเจ้าของขายาวก็ก้าวขาออกมาทันหล่อน แล้วปิดประตูด้วยมือของเขาเอง

“แล้ววันนี้คุณจะสอนอะไรฉันคะ” รสสุคนธ์กอดอกพูด

“วันนี้ผมของด มีธุระกับพี่เผ่า” เขาหันมาบอกหลังจากเช็คความแน่นหนาของประตูดีแล้ว

“ฉันขาดทุนที่คุณงดสอน”

“กรณีนี้ผมน่าจะเป็นฝ่ายขาดทุน ถ้าผมเสร็จธุระเร็วจะโทรไปบอก”

“งั้นฉันจะทำงานรอที่ออฟฟิศก็แล้วกัน แต่ถ้าเลยเวลาเย็น ฉันไปเจอคุณที่โรงพยาบาล”

แววตาของครูหนุ่มมีแวววูบไหว “คุณหมอขอให้งดเยี่ยมครูเพ็ญตั้งแต่เมื่อคืนครับ”

หัวใจของรสสุคนธ์สั่นทันที “ทะ... ทำไมหรือคะ”

“เกิดผลข้างเคียงที่เปิดจากการรับคีโมครั้งแรก ร่างกายของครูเลยอ่อนแอลง”

หล่อนถอนหายใจบาง และเพราะไม่เห็นจ้อยอยู่ในละแวกนั้นก็อดถามไม่ได้ หากงดเยี่ยมครูชราแล้ว เจ้าเด็กคู่ปรับของหล่อนก็คงไม่พลาดที่จะเข้ามาวอแว แต่เหมือนเขาจะเดาความคิดหล่อนได้

“จ้อยยังอยู่กับพี่แพร้ว ผมขอให้ไปจ้อยช่วยงานคัดปลา เพราะยังไม่อยากให้เขารู้”

รสสุคนธ์รับทราบตามนั้น หล่อนกลับไปที่ออฟฟิศอีกครั้ง แล้วอยู่ทำงานที่นั่นตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจวบเย็น จนรายงานสมบูรณ์พอจะให้ประธานกรรมการผู้จัดใหญ่อ่านในวันประชุมวาระพิเศษ และเพราะว่างานสำเร็จเรียบร้อย หล่อนจึงอนุญาตให้ธุรการสาวกลับบ้าน ส่วนหล่อนขอตรวจความคืบหน้าของการปรับพื้นที่เพื่อคำนวณเวลาว่าอีกกี่วันจะเข้าใกล้รัศมีอันตรายของโรงเรียนปลูกปัญญา

กระทั่งได้คำตอบที่มั่นใจ แต่หล่อนจำเป็นต้องปรึกษาหัวหน้าทีมวิศวกร แต่พอเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ก็พบว่ารอบออฟฟิศมืดสนิท เว้นแต่ไฟด้านนอกยังคงเปิดสว่างเพื่อให้ยามรักษาการณ์สามารถสอดส่องสายตาเข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยด้านใน

รสสุคนธ์ปิดหน้าปกรายงาน ยืดแขนบิดขี้เกียจก่อนเก็บเอกสาร ก่อนชักข้อมือลงดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เห็นว่ายังไม่ดึกมาก แต่ครูหนุ่มก็ยังไม่ติดต่อกลับมา ธุระของเขาคงกินเวลานานเป็นวันจนลืมที่จะติดต่อมาหาหล่อน จึงคว้ากระเป๋าสะพายเดินออกจากออฟฟิศโดยไม่ลืมใช้กุญแจสำรองที่ตนมีล็อคกลอนประตูทางเข้า จากนั้นตรงไปยังรถของตนเพื่อขับกลับโรงแรม

แต่แล้วก็เกิดความคิดบางอย่างฉายวาบในหัว ทิศทางของล้อจึงหมุนไปสู่โรงเรียนปลูกปัญญาแทนที่โรงแรมที่หล่อนควรจะกลับไปพักผ่อนกายา

หากทว่าเมื่อไปถึง โรงเรียนยังคงมืดสนิท ไร้วี่แววของครูหนุ่ม รสสุคนธ์จึงลงจากรถแล้วลอดตามองผ่านซี่รั้ว แปลงกุหลาบก็ปิดไฟ รวมไปถึงอาคารเรียนด้านในด้วยเช่นกัน

“ยังไม่กลับอีกหรือเนี่ย”

รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา จึงหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า กดหมายเลขของเขา แล้วฟังสัญญาณโทรศัพท์ของหมายเลขปลายทางดัง พลางหมุนตัวเพื่อเดินกลับไปที่รถ

แต่ฉับพลันดวงตาคมก็เบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของชายฉกรรจ์ท่าทางถมึงทึงสวมหน้ากากไหมพรมอย่างคนงานก่อสร้างพุ่งกระโจนเข้ามาปิดปาก ด้วยความตกใจ จึงปล่อยโทรศัพท์ตกพื้น เพราะคนร้ายชักมีดขึ้นจี้ที่ใบหน้า แล้วฉุดลากตัวหล่อนเข้าไปในพงหญ้าสูงท่วมหัวข้างโรงเรียน

“เอาเงินมาให้กู!” เสียงขู่กรรโชกนั้นข่มให้เบาที่สุด แต่ดวงตาดุดันที่เผยพ้นให้เห็นนั้นบอกหล่อนว่าควรรักชีวิตมากกว่าเงิน

รสสุคนธ์จึงพยักหน้าหงึก ๆ แล้วล้วงเอากระเป๋าสตางค์ส่งให้ แต่เจ้าคนร้ายยังมีความโลภ ขอของรักของหวงของหล่อนเพิ่มเป็นของแถม

“นาฬิกาของมึงด้วย!

รสสุคนธ์ส่ายหน้าแรง ถึงมันจะเป็นยี่ห้อที่ซื้อหามาได้ แต่เพราะเป็นนาฬิกาเรือนที่ได้รับเป็นของขวัญจากบิดา มันจึงเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่แทนค่าความรักความห่วงใย

“อย่าให้กูหงุดหงิด เอามาให้กู!

น้ำตาร้อนปริ่มตามขอบในตอนที่ปลายมีดเย็นยะเยือกแตะบนใบหน้า ไม่อาจร้องตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยริมฝีปากถูกปิดภายใต้มือหยาบที่มีกลิ่นของสุรา

“หรือมึงอยากเสียโฉม!

รสสุคนธ์สะดุ้งวาบเพราะแรงกดของคมมีดหนักขึ้น จึงหล่อนขบกรามแน่นแล้วพยักหน้าให้สัญญาณยอมแพ้ ก่อนปลดสายหนังออกจากข้อมือบาง

แต่ความเลวชาติยังไม่หมดแค่นั้น มันผลักหล่อนล้มลงกับพื้น แล้วตามเข้ามาคร่อม ใช้มีดจ่อคอ พูดด้วยเสียงแหบห้าว

“ถ้ามึงร้องแค่แอะเดียวกูจะปาดคอ” มันขู่คำราม แล้วใช้ปากคาบมีด เพื่อให้มือทั้งสองอิสระพอที่จะปลดซิปกางเกง

น้ำตาร้อนของหญิงสาวไหลอาบสองแก้ม จ้องดวงตาของชายชั่วเขม็ง ใจอยากขัดขืนแต่ก็กลัวเกินกว่าจะขยับร่างกาย ภาวนาขอให้รอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ แต่ทางหนีริบหรี่เกินทน หากมันบ้าทำตามที่พูดจริง หล่อนคงจบชีวิตอย่างอนาถอาดูร

แต่แล้วก็มีเงาของใครคนหนึ่งปรากฏที่ด้านหลังชายชั่ว เพียงแค่วินาทีเดียวที่หล่อนกะพริบตา ท่อนไม้หนาก็ฟาดลงบนหัวของมัน ส่งให้เจ้าของร่างนั้นพลิกล้มลงข้างตัวหล่อน

“คุณต้นกล้า!

หล่อนร้องเรียกเขาเสียงหลงแล้วรีบลุกขึ้นทันที แล้วตระหนักด้วยดวงตาตัวเองว่าร่างสูงที่ถือท่อนไม้มั่นในมือคือครูหนุ่ม ทว่าขบวนการหน้ากากไหมพรมไม่ได้มีแค่คนเดียว เมื่อคนแรกร้องครวญคราง คนที่สองและคนที่สามก็กระโดดผลุงออกจากพงหญ้า

การต่อสองแบบสองรุมหนึ่งก็เริ่มต้น แต่ครูหนุ่มก็หาได้เสียเปรียบไม่ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีมีดคนละเล่ม แต่เขาก็มีท่อนไม้หน้าสามไว้ปกป้องร่างกายและใช้เป็นอาวุธได้อย่างคล่องมือ

แต่รสสุคนธ์กลับไม่กล้ามองเหตุการณ์ตรงหน้า ไม่ใช่เพราะหวาดเสียวยามที่ปลายมีดจ้วงส่ายไปมาหวังเฉือนร่างของเขา แต่เป็นเพราะดวงตาอบอุ่นของคนที่หล่อนลอบมองเป็นประจำกำลังแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาโหดเหี้ยมเหมือนเป็นคนละคน

ผลแพ้ชนะใช้เวลาไม่นาน ผู้แพ้แสดงหลักฐานเป็นร่างของพวกตนที่นอนกองบนพื้น ส่วนผู้ชนะคือคนที่ยืนหายใจหอบถือไม้หน้าสาม

เขาเดินก้าวอาดไปคว้าคอเสื้อหนึ่งในนั้น แล้วถอดหน้ากากไหมพรมออก ก่อนแยกเขี้ยวคำรามหันมาบอกหล่อนด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“คนงานของคุณ”

ความชัดเจนปรากฏชัด คนร้ายที่จี้ชิงทรัพย์แล้วพยายามปล้นสวาทหล่อนคือคนงานที่เมาแล้วพูดจาลามปามในคืนก่อน แล้วเหมือนกับสมองยังทำงานไม่เข้าที่ เขาจึงเข้ามาฉุดมือหล่อนให้เดินออกจากพงหญ้า หลังจากได้ยินเสียงเรียกที่หล่อนจำได้ขึ้นใจว่าเป็นเสียงนายเผ่า

“คิดไว้แล้วว่าสักวันต้องมีเรื่อง” นายเผ่าพูดกับต้นกล้าอย่างหัวเสียในตอนที่เขาพาหล่อนออกมา “รถตำรวจมาโน่นแล้วครูกล้า โชคดีครูกับคุณเขาไม่เป็นอะไรไปก่อน”

“คุณเลี้ยงงูเห่าไว้ คุณรู้บ้างไหม” ต้นกล้ากล่าวโทษหล่อน

“ฉันไม่รู้ว่าเรื่องไม่ให้กินเหล้าไซต์จะทำให้เขาแค้นขนาดนี้”

“เขาไม่ได้ทำเพราะแค้นคุณเรื่องนั้นหรอก” นายเผ่าบอก “เขาทำเพราะจะเอาเงินไปใช้หนี้นาย...”

แต่ไม่ทันได้เอ่ยต่อ ก็ดูเหมือนคำพูดนั้นจะหายไปเพราะสายตาครูหนุ่ม

“คุณอยู่อธิบายกับตำรวจ ผมจะให้พี่เผ่าอยู่ด้วย” เขาบอกหล่อนแล้วเดินเข้าไปโรงเรียนด้วยท่าทางร้อนรน มือข้างหนึ่งจับที่ลำแขนตนเอง

รสสุคนธ์มองตามจนแผ่นหลังกว้างกลืนหายไปในความมืด นึกกังวลใจขึ้นมาแต่ก็ต้องอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ โชคดีที่คราวก่อน นายเผ่าแจ้งความบันทึกประจำวันแทนหล่อนไว้ การกระทำครั้งนี้ของพวกนั้นจึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

หลังจากข้อมูลจำเป็นถูกถ่ายทอดจนหมด รสสุคนธ์ก็รีบวิ่งเข้าไปในโรงเรียน เป้าหมายแรกไม่ใช่แปลงกุหลาบ แต่เป็นห้องพักครูที่เมื่อหล่อนผลักประตูเข้าไป ก็เห็นใบหน้าเจ็บปวดของคนที่กำลังพยายามทำแผลคมมีดด้วยตัวเอง

หล่อนเข้าไปคว้าลำแขนแกร่ง มองความลึกของปากแผลแล้วก็บอกเขาด้วยอาการกระวนกระวาย “คุณต้นกล้า ไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ ฉันจะพาคุณไป”

ต้นกล้าชักแขนกลับ แต่ก็เม้มปากแน่นเหมือนอยากเก็บกลั้นความเจ็บ “คุณรีบกลับโรงแรมเถอะ แล้วผมขอล่ะ อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวตอนกลางคืน”

“ไม่กลับ!” รสสุคนธ์ยืนกรานเสียงแข็ง

“ทำไมคุณดื้ออย่างนี้นะ”

ดวงตาสีน้ำผึ้งป่าบ่งบอกว่าอยากตำหนิ แต่เพราะฤทธิ์แผลร้ายทำลายความเข้มงวดในน้ำเสียงจนหมด แต่ถึงเขาจะว่ากล่าวหล่อนอย่างไร หล่อนก็ต้องพาเขาไปรักษาแผลที่โรงพยาบาลให้ได้

“ว่าฉันดื้อ คุณก็ดื้อเหมือนกัน ถ้าคุณไม่ไปโรงพยาบาลกับฉัน ฉันจะนอนเฝ้าคุณในห้องพักครูที่นี่ทั้งคืน!




ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

เจอกันอีกทีหลังวันหยุดปีใหม่นะคะ

ขอให้นักอ่านทุกท่านมีความสุขในปีใหม่และตลอดไปค่ะ

รัก

ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

10 ความคิดเห็น