ตอนที่ 16 : ตอนที่ ๑๕ ประจันหน้าต้อนกล้า อิทธิฤทธิ์ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 มี.ค. 62

ตอนที่ ๑๕ ประจันหน้าต้นกล้า อิทธิฤทธิ์


 



บทเรียนที่รสสุคนธ์ได้รียนรู้ในวันนี้มีสองอย่าง บทเรียนแรกคือ การปลูกกุหลาบขึ้นพื้นฐานแต่ก็อัดแน่นด้วยเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดูแล ซึ่งในบางความรู้นั้นก็ค้านกับความเชื่อขอหล่อนเรียกได้ว่าถ้าไม่ลองทำหล่อนก็ยังไม่อยากเชื่อสนิทใจ เช่น กุหลาบต้องการแสงแดดหกชั่วโมงถึงแปดชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ส่วนปุ๋ย ก็ให้ตามอายุของกุหลาบ ดินต้องมีค่ากรดด่างที่เหมาะสม

และบทเรียนที่สอง เป็นบทเรียนที่ไม่ได้เกี่ยวกับการปลูกกุหลาบเลยสักนิดเดียว แต่หล่อนก็ใคร่ที่จะเรียนรู้ นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับครูหนุ่ม ทว่าเขาก็ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน และหวงแหนอดีตของตนราวกับเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเก็บซ่อนไว้ในที่ลับสุดยอด แต่หล่อนก็ยังทำตัวเป็นนักโจรกรรม ยิงคำถามใส่ครูหนุ่มแบบไม่สนใจคำดุ

“เด็กกำพร้าอย่างผมไม่มีประวัติอะไรให้คุณต้องศึกษา ถ้าคุณยังถามเรื่องนี้อีก ครั้งหน้าผมจะเลื่อนบทเรียนหัวข้อแมลงที่เป็นศัตรูกุหลาบมาให้คุณเรียนก่อน”

เจ้าของใบหน้าคมเข้มทำตาดุใส่ แต่รสสุคนธ์พออกพอใจที่ได้เห็นการแสดงสีหน้าอื่นของเขาที่ไม่ใช่อารมณ์เศร้า ต่อให้คิ้วเขาย่นเข้าหากันเสียชิดขนาดที่หล่อนอยากเอานิ้วไปแหวกออกให้ก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนหยุดตั้งคำถามเกี่ยวกับเขาได้ชะงักก็ตรงที่เขาพูดคำว่าแมลงนั่นแหละ

“แหม ฉันก็อยากรู้ประวัติอาจารย์ผู้สอนบ้างจะเป็นไร แค่ถามว่าคุณเรียนที่ไหน จบอะไรมา แล้วทำไมถึงกลับมาเป็นครูที่เมืองไทย ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้ซักประวัติอาชญากรรมของคุณสักหน่อย”

ครูหนุ่มส่ายหน้า พ่นลมหายใจ แสนระอาในความวุ่นวายของศิษย์สาว “กว่าดอกกุหลาบต้นนั้นของคุณจะบาน ผมคงปวดประสาทก่อนแน่”

“มันชื่อโรส” หล่อนก้าวกระโดดไปประชิด ยืนไขว้มือไว้ข้างหลัง ทำตากลมแป๋วใส่ครูหนุ่ม “ไม่ใช่ดอกกุหลาบต้นนั้น แต่คุณต้องเรียกมันว่าโรสสส”

เสียงลากยาวทำให้เขาแค่นหัวเราะเสหน้าไปทางอื่น แต่หล่อนก็กระแซะเท้าหมุนไปประจันหน้าจ้องตาอีกหน ต่อให้เขาหันไปทางไหน ก็ไม่มีทางเลี่ยงการหล่อนได้หรอก

“คุณไม่ควรตั้งชื่อให้มัน” ในที่สุด ร่างสูงก็ถอนหายใจ ก้าวขาไปเปิดประตูเดินออกไปในแปลงกุหลาบใหญ่ด้านนอก

“ทำไมล่ะคะ” รสสุคนธ์รีบผลักประตูเปิดแล้วตามเขาไปติด ๆ

“ปิดประตูให้สนิท!

รสสุคนธ์สะดุ้งสุดตัว พราะตกใจที่เขาพูดเสียงดังใส่ จึงรีบเดินกลับไปใส่กลอนประตูโรงเรือนมุ้ง แต่ก็ไม่วายแอบบ่นเขาในใจว่าไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้น

“เห็นที บทเรียนพรุ่งนี้ต้องเป็นเรื่องศัตรูกุหลาบ” แล้วตามมาด้วยน้ำเสียงเข้มงวดจากด้านหลัง

“ไม่ต้องมาขู่หรอกค่ะ เพราะจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องเรียนใช่ไหมล่ะคะ ฉันจำได้ว่ามันอยู่ต่อจากการติดตาไปไม่กี่บท”

ตอบโต้โวาจาแล้วก็กอดอก เชิดคางมน สะบัดหน้าหันไปทางอื่น คิดในหัวว่าถ้าศัตรูของกุหลาบแสนสวยคือการถูกแมลงแทะเล็ม ศัตรูของโรสคนนี้ก็คงจะเป็นเสียงดุ ๆ ของนายต้นกล้านี่แหละ ทีกับเด็กนักเรียน ทำเป็นใจดีมีเมตตา ทีกับหล่อนล่ะก็ ถ้าไม้เรียวอยู่ใกล้คงหยิบมาฟาดแล้วกระมัง

คนฟังพ่นลมหายใจทิ้ง ยกฝ่ามือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “วันนี้พอแค่นี้ก่อน ผมต้องไปรับจ้อยที่โรงพยาบาล”

รสสุคนธ์คลายแขนลง “ฉันขอเยี่ยมครูเพ็ญด้วยได้ไหมคะ”

ดวงตาสีสวยของครูหนุ่มฉายแววค้านเต็มที่ แต่หล่อนก็หาเหตุผลสนับสนุนที่ฟังดูเข้าที “ระหว่างที่คุณพาจ้อยไปฝากกับคุณแพร้ว ครูเพ็ญจะได้มีคนดูแลก่อนที่คุณจะกลับมาไงคะ”

เขาถอนหายใจเหมือนยอมจำนน คำตอบที่หล่อนได้จึงสร้างรอยยิ้มเบ่งบาน “ก็ได้ แต่ถ้าผมไปถึงแล้ว คุณต้องรีบกลับโรงแรม ห้ามไปไซต์งานตอนกลางคืนเด็ดขาด”

รสสุคนธ์ตบมือตัวเองดังแผะที่หน้าอก “ตายแล้ว นี่คุณห่วงฉันด้วยหรือ”

“ใช่”

เจ้าของเสียงทุ้มบอกชัดเจนตอบแล้วหมุนตัวเดินออกจากแปลงกุหลาบไป ส่วนศิษย์สาวยังยืนหน้าแดงอยู่ข้างหลัง บางสองมือขึ้นแนบแก้มร้อนผ่าว มองตามแผ่นหลังด้วยหัวใจเต้นตึกตัก

แต่แล้วเมื่อมีประโยคถัดมาลอยมาจากครูหนุ่มว่า “ผมห่วงสัญญาของเราจะเป็นโมฆะ ถ้าคุณเป็นอะไรไปก่อนที่จะได้เห็นกุหลาบต้นนั้นบาน”

ความรู้สึกที่เหมือนนกกำลังจะกางปีกโผบิน แต่ถูกแหเหวี่ยงให้ร่วงหล่นดิ่งพสุธา ทำให้รสสุคนธ์รีบดึงสติด้วยการตบแก้มแรง ๆ สองทีก่อนรำพึงคำถามกับตัวเอง

“นี่เราเป็นอะไรไป”

จากนั้นก็เอามือเท้าเอว ก้าวขาเดินไปหาครูหนุ่มที่สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์เตรียมตัวออกเดินทาง เตือนความจำของเขา “โรส กุหลาบต้นนั้นมันชื่อโรส”

ครุหนุ่มหัวเราะส่ายหน้า แล้วบิดเครื่องยนต์ออกจากประตูโรงเรียน ไม่วายส่งเสียงสั่งหล่อนไว้ “ถ้าคุณจะไป ก็ปิดประตูโรงเรียนให้ผมด้วย”

รสสุคนธ์กระแทกเท้ากับพื้น “โรงเรียนคุณมันไม่หายไปวันสองวันนี้หรอกน่า”

ต้นกล้าหยุดรถกึก เอี้ยวใบหน้ามาส่งยิ้มกวน “อ๋อ แน่นอนครับ มันไม่หายไปวันสองวันหรอก เพราะผมจะทำให้มันคงอยู่ตรงนั้นตลอดไป” แล้วบึ่งมอเตอร์ไซค์ให้แล่นฉิว ทิ้งความเจ็บใจให้รสสุคนธ์จนอยากกรีดร้องดัง ๆ

พอหญิงสาวออกจากโรงเรียนได้ ก็แวะซื้อผลไม้เป็นของเยี่ยมก่อนไปโรงพยาบาล และเฝ้ารออยู่ตรงทางเข้าออกจนเห็นครูหนุ่มกับจ้อยที่เกาะชายเสื้อของเขาแจคล้ายลูกแหง่ติดพ่อก็ไม่ปาน จึงค่อยเข้าไปแจ้งขอเยี่ยมครูเดือนเพ็ญ

เมื่อทางสะดวก หล่อนก็ออกจากมุมที่ซ่อนตัวแล้วเดินเข้าห้องพักฟื้นเตียงเดี่ยว ผลักประตูเข้าไปเห็นนางพยาบาลกำลังเข็นโต๊ะวางอาหารออกจากเตียงผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยก็เอนหลังพิงหมอนก่อนหันหน้ามาทางหล่อนช้า พร้อมส่งเสียงทักทายด้วยรอยยิ้มเหนื่อยอ่อน

“อ้าว สวัสดีค่ะคุณโรส” ทักทายแล้วจะลุกนั่ง

รสสุคนธ์จึงรีบเข้าไปช่วยจึงประคองหลังให้นั่งสบาย เหลือบเห็นกับข้าวยังเหลือเต็มถ้วย ก็เอ่ยถาม “ครูเพ็ญไม่ทานอีกหน่อยหรือคะ”

“ทานไม่ลงแล้วค่ะ มันรู้สึกแน่นท้องไปหมด”

“แย่จัง โรสซื้อส้มกับลูกพลับมาฝาก อย่างน้อยครูเพ็ญทานส้มของโรสสักกลีบสองกลีบได้ไหมคะ ส้มไร้เมล็ดรสหวานเจี๊ยบ โรสรับประกันค่ะ”

ครูชราคลี่ยิ้มบาง พยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ รสสุคนธ์ก็แช่มชื่นใจ หยิบส้มจากตะกร้าผลไม้ไปล้างเปลือกให้สะอาด จากนั้นก็ค่อยแกะเปลือกระวังไม้ให้เนื้อช้ำ แล้วจัดใส่จานเรียงกลีบส้มที่ลอกเส้นใยออกอย่างบรรจงก่อนนำมาเสิร์ฟให้ครูชราที่นั่งอมยิ้มมองหล่อนด้วยแววตาประกาย

“คุณโรสเป็นแม่ศรีเรือนมากทีเดียว คุณแม่ของคุณโรสท่านคงภูมิในใจตัวคุณโรสมาก”

รสสุคนธ์ได้ยินแล้วยิ้มขื่น ก้มหน้าใช้ส้อมจิ้มส้มป้อนครูชรา “ไม่รู้สิคะ แม่ไม่เคยชมโรสเลยสักครั้ง อีกอย่างโรสก็ไม่เคยทำแบบนี้ให้แม่เห็นหรอกค่ะ”

“ทำไมหรือคะ”

“โรสเคยถูกแม่ดุตอนเด็ก ๆ ตอนนั้นโรสหนีซ้อมเปียโนไปช่วยงานคุณป้าแม่ครัวที่บ้านจัดจานอาหาร พอแม่รู้เข้าก็เรียกคุณป้าแม่ครัวไปตำหนิ แล้วก็ทำโทษโรสโดยการสั่งให้ซ้อมเปียโนหลายชั่วโมงติดต่อกัน ตั้งแต่นั้นมาแม่ก็ไม่ได้เห็นโรสทำอะไรแบบนี้อีก เพราะโรสกลัวคุณป้าแม่บ้านถูกดุ”

ครูเดือนเพ็ญมองด้วยรอยยิ้มเอ็นดู พยักหน้ารับรู้เรื่องราว แล้วกล่าวชมรสชาติของผลไม้ “ส้มหวานจริง ๆ ด้วยค่ะคุณโรส สงสัยสองกลีบจะไม่พอ คุณโรสเลือกส้มเก่งจริง ๆ”

รสสุคนธ์ยิ้มทั้งดวงตา รีบส่งชิ้นต่อไปให้ครูเดือนเพ็ญ “ตอนไปเรียนที่อังกฤษ โรสแอบทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทยโดยไม่บอกให้คนที่บ้านรู้ค่ะ เชฟเขาสอนโรสหลายอย่าง แต่โรสก็จำ ๆ ลืม ๆ ค่ะ ที่จำได้ขึ้นใจก็เห็นจะเป็นการเลือกผลไม้กับการทอดไข่เจียวนี่แหละ” พูดแล้วก็หัวเราะขำตัวเอง แต่เสียงใส ๆ ของหล่อนก็หยุดทันทีในตอนที่มีเสียงครูหนุ่มเข้ามาแทนที่

“ทานส้มได้หรือครับครู ผมฟังจากคุณหมอว่าก่อนให้ครูทานอะไร ต้องปรึกษาคุณหมอก่อน”

รสสุคนธ์หน้าเฝื่อนก้มมองส้มด้วยความรู้สึกผิด แต่ครูชราก็แก้ตัวให้ “กินแต่อาหารรสจืดทุกวัน ครูก็เบื่อนะ ส้มนี่รสหวานแถมยังมีประโยชน์ คุณหมอจะห้ามได้ยังไง”

ต้นกล้าถอนหายใจ ก้าวขายาวเข้ามาขอจานส้มจากหญิงสาวไปถือไว้โดยไม่สบตา แต่มีคำพูดถึงหล่อนว่า “ขอบคุณที่ช่วยเฝ้าครูเพ็ญ แต่ตอนนี้คุณกลับไปได้แล้ว”

ทำไมถึงชอบไล่จังนะ...รสสุคนธ์อยากจะถามเขาแบบนั้น แต่นึกเกรงใจผู้ป่วยที่อยู่บนเตียง จึงลุกจากเก้าอี้เดินไปหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย แต่ตอนที่จะยกมือไหว้ลาครูชราก็ยังไม่อยากให้หล่อนกลับ

“ฉันอยากลองทานลูกพลับจังค่ะ รบกวนคุณโรสปอกให้ได้หรือเปล่า”

แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่รสสุคนธ์ก็ตอบรับด้วยความยินดี รีบวางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟา จงใจให้มันเฉี่ยวถูกตัวครูหนุ่ม เพื่อให้เขาส่งสายตาหันมาแล้วจะได้เจอกับใบหน้าเยาะเย้ยที่ตั้งใจปั้นแต่งให้เขาเต็มที่ ถึงจะรู้ว่าเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยไม่พอใจก็ตาม

ครูเดือนเพ็ญทานผลไม้ได้เยอะ ไม่รู้เป็นเพราะรสชาติของผลไม้ถูกปาก หรือรสชาติของเรื่องเล่าสมัยเรียนอยู่อังกฤษของรสสุคนธ์ถูกใจ ผลไม้ที่หล่อนปอกไว้ถึงพร่องลงไปมาก นอกจากส้มสองผลแล้วยังมีลูกพลับหวานกรอบที่ครูเดือนเพ็ญเรียกชายหนุ่มแบบกึ่งบังคับให้มาชิมลูกพลับที่หล่อนปอกจัดเรียงใส่จาน

ในตอนแรก เขาทำท่าทางบ่ายเบี่ยงจากโซฟา แล้วบอกว่าอยากให้ครูเดือนเพ็ญทานเยอะ ๆ แต่พอครูเดือนเพ็ญเริ่มเล่าว่าเขาเคยส่งลูกพลับจากอังกฤษมาให้ ครูหนุ่มก็เด้งขึ้นจากโซฟาทันทีแล้วเตือนกับรสสุคนธ์เรื่องเวลากลับ

“นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ผมว่าเราให้คุณรสสุคนธ์กลับเถอะครับครู”

“นั่นสินะ ที่เขาว่าเวลาความสุขผ่านไปเร็วที่เป็นแบบนี้เอง” ครูชราหันมองเข็มนาฬิกาบนผนัง แล้วทอดถอนลมหายใจ “คุยกับคุณโรสสนุกจริง ๆ ฉันอยากฟังเรื่องที่คุณถูกเชฟดุอีกครั้งจัง ทำเอาฉันหัวเราะน้ำตาไหล”

“ถ้าครูเพ็ญอยากฟัง โรสมาเล่าให้ฟังได้ทุกวันค่ะ”

“จริงหรือคะ อย่าหลอกคนแก่นะ” ครูชรายิ้มแช่มชื่น “มีคุณโรสมาเล่าอะไรสนุก ๆ ให้ฟัง โรงพยายาลจะได้ไม่น่าเบื่อ”

“เรื่องที่ผมเล่าให้ฟังไม่สนุกหรือครับ” คนที่เหมือนเป็นส่วนเกินประกาศตัวตน

“เห็นเขาขรึม ๆ แต่จริง ๆ แล้วต้นกล้าเขาเป็นคนขี้น้อยใจค่ะ ตอนเขาเด็ก ๆ เห็นฉันอุ้มเด็กคนอื่นล่ะไม่ได้เลย พ่อคุณจะเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาร้องโยเยทันที นี่เขาก็คงจะอิจฉาคุณโรสอยู่”

แต่ครูที่เคารพกลับคิดว่าอดีตลูกศิษย์กำลังน้อยใจ หันมาป้องปากพูดกับรสสุคนธ์ที่ปรายตามองชายหนุ่มราวกับผู้มีชัย ส่วนเขาก็ได้แต่ยืนทำหน้าบึ้ง

“ผมจะออกไปรอส่งคุณที่รถ รีบตามไป อย่าโอ้เอ้”

พอไม่มีพวก ก็เลยหาข้ออ้างหนีออกจากสถานการณ์อับจน รสสุคนธ์เห็นแล้วก็อมยิ้ม หันไปไหว้ลาครูเดือนเพ็ญ แล้วเดินตามชายหนุ่มร่างสูงที่เดินลิ่วนำหน้าจนมาถึงรถ คิ้วของครูหนุ่มก็ผูกกันเป็นโบ

“ทำไมรถของคุณถึงมีสภาพเป็นแบบนั้น อย่าบอกนะว่าถูกเหล็กนั่งร้านเกี่ยว”

รสสุคนธ์อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ คิดหาคำตอบที่สมเหตุสมผล “สงสัยฉันไปจอดรถขวางทางใครเข้ากระมังคะ เขาถึงฝากคำเตือนถึงเจ้าของรถ”

“คุณรสสุคนธ์” ดวงตาคมเข้มหรี่แคบมองอย่างคาดคั้น

หล่อนโบกไม้โบกมือ “แค่รอยขูดนิดเดียว ทำให้ฉันหยุดขับไประรานคุณที่โรงเรียนไม่ได้หรอกค่ะ อย่าห่วงนักเลย คุณจะเห็นฉันเสนอหน้าที่แปลงกุหลาบของคุณทุกวันแน่นอน”

แล้วก็นึกเรื่องเบี่ยงเบนประเด็นออก “จริงสิ คุณออกมาส่งฉันแบบนี้ก็ดี คุณบอกฉันได้ไหมว่าครูเพ็ญเป็นอะไร”

คำถามของหล่อนได้ผลชะงัด ดวงตาคู่นั้นมีแวววูบไหว ร่างสูงพ่นลมหายใจ แล้วผินหน้าเหมือนไม่อยากมองหล่อนตรง ๆ

“ครูเพ็ญเป็นมะเร็ง... ในระยะที่โอกาสรักษาเหลือน้อยเต็มที”

รสสุคนธ์นิ่งงัน จ้องเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของครูหนุ่ม ถึงจะไม่ได้เห็นความหวั่นไหวในแววตาของเขา แต่เงาแห่งความเศร้าที่เข้าฉาบทับร่างสูงก็ทำให้คนมองรับรู้ถึงความรู้สึกในใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดอะไรต่อ และในสถานการณ์ที่คำปลอบใจอาจกลายเป็นการตอกย้ำความทุกข์ รสสุคนธ์จึงทำแค่พยักหน้ารับรู้ แล้วยืนเงียบจนกว่าครูหนุ่มจะเก็บกลั้นความรู้สึกที่หล่อนเป็นผู้กระทุ้งออกมากลับเข้าไปในอก

“คุณรีบกลับเถอะครับ อย่าลืมที่ผมบอก ห้าม...”

“ห้ามเข้าไปไซต์ก่อสร้างตอนกลางคืน” หล่อนต่อประโยคให้ด้วยเสียงสดใส แล้วทำท่าตะเบ๊ะเหมือนรับคำสั่งนายพล “รับทราบค่ะคุณครู”

“บอกว่าไม่ให้เรียกครู” คล้ายมีรอยยิ้มกดลึกที่มุมปาก

“บอกว่าให้เรียกโรส” หล่อนก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ต้นกล้าเก็บรอยยิ้มไม่อยู่ ทำเป็นเมินหน้าทะเล้น หันไปทางอื่น เปรยคำพูดเบา “ก็ได้ ๆ”

หน้าอกของหล่อนพองโต หัวใจเต้นแรงเหมือนเด็กที่กำลังได้รับของขวัญชิ้นโปรด “ถ้าอย่างนั้น ก็เรียกให้ได้ยินหน่อยสิคะ”

ครูหนุ่มปรายตามองเพียงชั่วแวบ ก่อนเสดวงตาสีน้ำผึ้งป่าไปทางอื่น ขบเรียวปากหยักเหมือนกลั้นยิ้ม แล้วค่อย ๆ เปล่งเสียงออกมา

“โรสสสส...”

หัวใจของหล่อนกำลังตั้งท่าเตรียมกระโดดตบมือดีใจในชัยชนะ แต่พอเขาลากเสียงยาวแล้วไปจบที่สองพยางค์สุดท้ายว่า

“...สุคนธ์”

“คุณต้นกล้า!

รสสุคนธ์ถลึงตาใส่ทันที แต่คนที่แกล้งหล่อนได้ก็ทำหน้าระรื่น หมุนตัวโบกมือลา พร้อมกับแจ้งข่าวการเรียนการสอนให้หล่อนเตรียมใจล่วงหน้าว่า

“เจอกันพรุ่งนี้พร้อมบทเรียนเรื่องศัตรูของกุหลาบ แล้วศัตรูตัวแรกที่คุณต้องเจอก็คือหนอน”

 

ต้นกล้าหุบยิ้มไม่ลงตั้งแต่เดินหันหลังให้หญิงสาวที่กระแทกประตูรถแล้วขับออกไป เขาไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มอิ่มเอิบที่เกิดตอนนี้มาจากความสะใจที่ได้แกล้งหล่อนหรือเปล่า รู้แต่ว่าจังหวะการเต้นของหัวใจจะแปลกไปจากเดิมทุกครั้งที่ได้ใกล้หญิงสาว

แต่อาการประหลาดก็จางลงในทันทีเหมือนมียาระงับในตอนที่โทรศัพท์มือถือของเขาสั่น และเมื่อเห็นว่าเป็นหมาขเลขจากแดนไกลทางภูมิภาคยุโรป ต้นกล้ากดรับสายของเจ้าของหมายเลขที่ไม่ควรปล่อยให้รอนาน พลางลุกจากโซฟาแล้วเดินออกจาห้องพักฟื้น หาที่สงบเงียบเพื่อสนทนากับพี่ชายบุญธรรม

“สวัสดีครับเบน” น้ำเสียงที่กรอกคำทักทายปั้นแต่งให้ฟังดูราบเรียบที่สุด

“ว่าไงน้องชาย อยู่ทางนั้นแล้วมีความสุขสมกับที่คิดไว้หรือเปล่า” คำถามของปลายทางยังคงแฝงความไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา

“แน่นอนเบน ไม่มีสุขไหนจะเท่ากับการได้กลับมาบ้านของตัวเองอีกครั้ง” ต้นกล้ากล่าวกลับ

“อย่างนั้นหรือ ก็ขอให้เป็นอย่างที่พูดจริงนะ”

คิ้วเข้มของครูหนุ่มขมวดมุ่นกับคำพูดของพี่ชายบุญธรรม เพราะอำนาจเงินที่เบนมีส่งผลให้เขามีผู้ที่คอยเป็นหูเป็นตาให้มากมาย จึงไม่ยากเลยที่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ของเขาจะเล็ดรอดผ่านการรับรู้ของเบนไปได้  

“ที่โทรมาก็เรื่องเดียวกับครั้งก่อนที่เราคุยกัน”

“ว่ามาเลยครับเบน” ผู้เป็นน้องพร้อมรับใช้

“เคสที่มีปัญหาหนี้ค้างรายนี้เป็นบริษัทการบินสัญชาติไทย ฉันอยากให้นายช่วยสืบข่าวให้หน่อยว่าบริษัทนี้ยังน่าเชื่อถือพอที่มิลเลอร์โฮลดิ้งจะผ่อนผันหนี้ได้จริงหรือเปล่า”

งานไม่ยากเท่าไหร่ แต่ความเชื่อถือต้องมาจากการได้พูดคุยพบปะกับเจ้าของกิจการ หาใช่เพียงแค่เดาสุ่มจากตัวเลขผลประกอบการ

“งานนี้ต้องนายเท่านั้นนะทีเค”

เบนย้ำถึงความคาดหวังในน้องชายบุญธรรมผู้ผ่านชีวิตลบมามากมาย ความสามารถในการมองคนและอ่านใจโดยไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตนนั้น น้อยคนในมิลเลอร์โฮลดิ้งจะทำได้ จึงไม่แปลกที่เบนจะฟังความเห็นของเขายามประชุมตัดสินต่ออายุลูกหนี้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยทำให้เบนผิดหวังเลยสักครั้ง

“ส่งชื่อบริษัทกับข้อมูลทางการเงินมาให้ผมทางอีเมล์ได้เลยครับ ผมจะให้คำตอบหลังจากวิเคราะห์เสร็จ”

“เยี่ยมไปเลยน้องชาย”

เบนพอใจในคำตอบ แต่ก่อนวางสายพี่ชายของเขาเล่าถึงแม่หนูโรซี่ว่าคิดถึงคุณอาบุญธรรมขนาดไหน ส่วนหลานชายตัวแสบอย่างแมกซ์เวลก็ร่ำร้องอยากมาเที่ยวเมืองไทย ได้ยินแล้วก็ให้นึกถึงช่วงเวลาที่กับหลานทั้งสองอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลดัง

แล้วก็กุหลาบทั้งหลายในสวนอีเดน... หวังว่าเบนจะไม่ทิ้งขว้างปล่อยให้พวกมันเฉาตายไปก่อนที่เขาจะได้กลับไปเยี่ยมอีกครั้ง

ชายหนุ่มย้อนกลับมาที่ห้องพักฟื้นอีกครั้ง เขาผลักประตูเข้าไปแล้วส่งสายตามองร่างสงบที่หลับสนิทดีแล้วบนเตียงพักฟื้น จึงเดินไปใกล้เพื่อจับจ้องใบหน้าของญาติผู้ใหญ่คนเดียวในโลกที่รักและเทิดทูน แม้จะสูญเงินมากแค่ไหน เขาก็จะดูแลรักษาครูเดือนเพ็ญให้ถึงที่สุด เมื่อช่วยยืดอายุครูให้อยู่กับเขาขึ้นนานแค่หนึ่งวันก็จะทำ

“อย่าจากผมไปเร็วเลยครับครู ผมไม่ได้เป็นคนเข้มแข็งขนาดนั้น”

ต้นกล้าหยิบมือผอมของครูชราขึ้นจูบแล้ววางลงอย่างละมุน จากนั้นก้าวขาออกจากห้องพัก เดินไปฝากฝังการดูแลกับพยาบาล

“คุณโรสกลับไปแล้วหรือคะครูกล้า” หนึ่งในพยาบาลสาวหลังเคาน์เตอร์ชะโงกหน้ามาถาม

“ครับ” ต้นกล้าตอบ สังเกตเห็นใบหน้าเสียดายของอีกฝ่าย “พรุ่งนี้ผมจะเจอเขาอีก ถ้ามีอะไรฝากผมบอกเขาได้”

นางพยาบาลสาวยิ้มกว้าง แล้วส่งกระดาษเขียนชื่อตัวยาตัวหนึ่ง “วันก่อนที่คุณโรสมาพบคุณหมอ คุณโรสให้ฉันจดชื่อยาบรรเทารอยแผลเป็น กับยาทาแก้ฟกช้ำค่ะ แต่ฉันลืมฝากไป วันนี้ก็เพิ่งมาเข้าเวร”

“รอยข่วนนั่นถึงขนาดเป็นแผลเป็นเลยหรือครับ” ชายหนุ่มย่นคิ้วถาม

“แผลก็ลึกอยู่นะคะ”

“ไม่ใช่ถูกเหล็กนั่งร้านเกี่ยว?

“อืม... ไม่แน่ใจค่ะ คุณโรสไม่ยอมบอกว่าถูกอะไรมา” นางพยาบาลทำท่านึก “แต่รอบ ๆ แผลมีรอยช้ำ เหมือนถูกของแข็งถูกกระแทก” หล่อนบอกได้แค่นั้น แล้วต้องเดินออกจากเคาน์เตอร์ไปยังห้องผู้ป่วยที่เรียกใช้บริการ

เพราะด้วยใจอยากรู้ความจริง จึงขับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเพื่อไปหาคำตอบจากตัวหญิงสาว และถึงเขาจะไล่ให้หล่อนกลับไปโรงแรม แต่ยายคุณหนูรสสุคนธ์ไม่น่าเป็นเด็กอนามัยเข้านอนแต่หัวค่ำ และความหัวรั้นของหล่อนก็ทำให้ครูหนุ่มเป็นกังวล ขนาดต้องดั้นด้นไปสอดส่องให้แน่ใจว่าสาวเจ้าย้อนกลับมาทำงานในไซต์ก่อสร้างหรือไม่

ไฟไซต์ก่อสร้างโครงการห้างสรรพสินค้ายังส่องสว่าง จากกำแพงสังกะสีที่กั้นขวางแบ่งเขตอันตรายมีช่องว่างพอให้ครูหนุ่มลอบส่งตามองหารถของรสสุคนธ์ จนมั่นใจว่าหน้าสำนักงานชั่วคราวไม่มีรถของหล่อนจอดอยู่ จึงจะขี่มอเตอร์ไซค์ต่อมุ่งตรงไปโรงแรม แต่เสียงซอยเท้าของคนกลุ่มหนึ่งกำลังใกล้เข้ามาตรงทางออก ครูหนุ่มจึงต้องรีบดับเครื่องยนต์ทันทีด้วยเกรงจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเขามาสอดแนม

“ดวงกูกำลังมา คืนนี้กูต้องกอบโกยเงินที่เสียไปกลับบ้านให้ได้ พวกมึงคอยดูกูจะเล่นยังฟ้าสาง” คนพูดเป็นคนงานขี้เมาจนพูดจาลามปามกับเจ้านายในวันก่อน

“แต่งวดที่แล้ว พี่ยังค้างเงินที่กู้กับนายประชาอยู่นะพี่ รอบนี้พี่จะเอาเงินที่ไหนเล่น”

“ก็กู้เขาเล่นต่อสิวะ นายประชาแกใจกว้างอยู่น่า แกชอบให้มีคนไปเข้าบ่อนเรียกแขกให้แก”

กลุ่มขี้เหล้าเมายาที่กำลังผันตัวเป็นผีพนันเดินห่างออกไปพอให้ชายหนุ่มก้าวขาออกมาจากมุมมืด คำพูดของพวกเขาชี้ชัดว่าบ่อนนั่นเป็นของนายประชาอย่างที่เขาเคยกังวล

แต่จากพ่อค้ายี่ปั๊วและเจ้าหนี้เงินกู้ที่กำลังก้าวสู่บัลลังก์ผู้มีอิทธิพลจริงจังนั้นจะสร้างอุปสรรคใดมากมายให้เขานั้น ต้นกล้ายังไม่กล้าคิด เพราะทั้งเรื่องการแจกเงินที่แอบได้ยินจากปากของผู้ปกครองเด็กหน้าทางเข้าบ่อนก็ยังคงเป็นสิ่งรบกวนจิตใจ แล้วก็ยังมีกำแพงขวากหนามอันใหญ่ที่เขาต้องฟาดฟันผ่านไปให้ได้คือการเปลี่ยนใจหญิงสาวนามว่ารสสุคนธ์

 ‘บอกว่าให้เรียกโรส

แล้วเสียงของแม่นั่นก็ดังในหัวเหมือนหล่อนยืนอยู่ใกล้ ๆ ต้นกล้าสะบัดความหลอกหลอนออก แล้วขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากตรงนั้นมุ่งไปยังโรงแรมที่หญิงสาวพัก

แต่พอถึงที่หมายก็ไหว้วานพนักงานรีเซฟชันฝากกระดาษจดชื่อยาทาบรรเทาแผลเป็นให้เพราะไม่อยากโทรศัพท์ไปรบกวนเวลาพักผ่อน ส่วนเรื่องที่มาของรอยแผลทั้งบนแขนกับรถนั้น เขาจะยกยอดไว้ถามเจ้าหล่อนวันรุ่งขึ้น

หากแต่หญิงสาวก็ไม่ปรากฏกาย ต้นกล้ารอหล่อนตั้งแต่เช้าจรดบ่ายก็ไม่เห็นวี่แววจะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วอย่างนกแก้วช่างจำนรรจา จนจรดเย็นย่ำตะวันใกล้ลับฟ้า ครูหนุ่มจึงต้องคว้าบัวรดน้ำเดินเข้าไปในโรงเรือนมุ้งเพื่อเยี่ยมเยียนเจ้ากุหลาบต้นนั้นแทนนายสาวของมันที่ไม่มีทีท่าจะโผล่มาให้เห็น

แต่ป้ายชื่อกุหลาบที่เจ้าหล่อนเขียนด้วยตัวหนังสือบรรจงกลับเด่นเป็นสง่าราวกับว่าต้องการให้มันเป็นตัวแทนใบหน้าของตัวเอง เห็นแล้วก็ให้ฉุนในใจ หล่อนไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วที่จะเห็นความรับผิดชอบเป็นเรื่องล้อเล่น หากมีเรื่องจำเป็นต้องขาดเรียนก็ควรจะแจ้งล่วงหน้า ไม่ใช่อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็หายหน้าไปแบบนี้

“ครูกล้าขา”

เสียงเรียกหวานจ๋อยไม่ได้เป็นของคนที่กำลังโชว์ใบหน้าหราในหัว แต่เป็นเสียงของหนูมุกที่ยืนส่งยิ้มแป้นแล้นข้างนางแพร้วหน้าโรงเรือน ต้นกล้าจึงวางบัวรดน้ำแล้วเดินออกไปหาโดยไม่ลืมลงกลอนประตูของโรงเรือนมุ้งให้สนิทดี

“ว่าไงหนูมุก หายป่วยแล้วใช่ไหม หยุดเรียนไปเป็นอาทิตย์แบบนี้ครูต้องจัดติวพิเศษให้แล้วล่ะสิ”

เด็กหญิงยิ้มจนแก้มป่อง “หนูมุกอยากมาเรียนตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ แต่แม่บอกว่าให้หายดีก่อน”

“ได้ทีล่ะฟ้องครูเชียวนะ” นางแพร้วทำหน้าเข้มเหมือนจะดุ แต่พอบุตรสาวตัวน้อยเอียงคอแหงนมองส่งตาหวานก็ยิ้มส่ายหน้า

“พี่แพร้วต้องดูทั้งจ๊ะจ๋าทั้งหนูมุก ถ้าพี่แพร้วไม่สะดวกใจจริง ๆ ผมจะไปรับจ๊ะจ๋ากลับมาดูเองได้ครับ”

“โอ๊ย ๆ ไม่ลำบาก” นางแพร้วรีบโบกมือไปมา “ยายหนูมุกก็ชอบเล่นกับน้อง พี่กลัวว่าหวัดยายหนูมุกจะไปติดจ๊ะจ๋าเสียมากกว่า นี่เห็นว่าหายจริงก็วันนี้แหละครูกล้า ที่มั่นใจก็เพราะเมื่อเช้าหนูมุกบ่นอยากกินเค้ก แสดงว่าเริ่มอยากอาหารเข้าแล้ว ก็เลยฝากเผ่าดูจ๊ะจ๋าแล้วก็พาออกมาซื้อเค้ก แต่เค้กในตลาดคุณเธอก็ไม่กิน หัวสูงอยากกินเค้กโรงแรมอันที่คุณโรสเขาเอาไปฝากวันก่อนนั่นแน่ะ”

“แต่คุณโรสไม่อยู่” หนูมุกแทรกน้ำเสียงผิดหวัง

“ไม่อยู่หรือครับ” คิ้วเข้มของครูหนุ่มย่นเข้าหากัน

“เห็นเสมียนในออฟฟิศบอกว่าคุณโรสป่วย ไม่เข้าบริษัททั้งวัน”

ต้นกล้าลอบถอนหายใจเมื่อล่วงรู้ถึงเหตุผลการขาดเรียนของหญิงสาว เขาก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหนูมุก ส่งมือหนาลูบหัวเอ็นดู “ถ้าครูเจอเขา ครูจะบอกให้ว่าหนูมุกไปหา”

“แต่หนุมุกอยากไปเยี่ยมคุณโรส เลยชวนแม่มาซื้อกุหลาบของครู”

ต้นกล้าย่อตัวนั่งชันเข่ากับพื้นให้ดวงตาอยู่ในระดับเดียวกับดวงตาของหนูมุก “หนูมุกเพิ่งหายป่วยวันนี้เอง อย่าเพิ่งไปเลยนะ เดี๋ยวครูจะเป็นคนเอากุหลาบที่มุกอยากได้เป็นของเยี่ยมไปฝากคุณเขาให้”

หนูมุกยิ้มกว้างพยักหน้า เดินปร๋อไปชี้นิ้วเลือกกุหลาบดอกที่ต้องการ แต่ละพันธุ์ที่เลือกก็ระบุชัดเจนว่าต้องมีกลิ่นหอมเท่านั้น ต้นกล้าก็ไม่ขัดใจ ตัดกิ่งกุหลาบตามที่หนูมุกอยากได้มาลิดหนามและใบให้ก้านโปร่งตา

ไม่เพียงเท่านั้น หนูมุกยังวิ่งไปเลือกกระดาษสีชมพูกับริบบิ้นสีฟ้าจากในห้องเรียนมาอ้อนเขาจัดเป็นช่อดอกไม้สวย ๆ ให้ ครูหนุ่มต้องรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะนั่นแหละ เด็กหญิงถึงสบายใจยอมกลับบ้านกับมารดา

น้ำใจกับความห่วงใยในตัวผู้อื่นของเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสานั้นสร้างรอยยิ้มลดทอนความขุ่นในใจให้คนเป็นครู ถ้าเจ้าหล่อนรู้คงจะกระโดดดีใจที่เข้าถึงหัวใจของหนูมุกได้ แม้หล่อนจะใช้วิธีล่อด้วยขนมหวานรสชาติที่ถูกใจเด็กทุกคนก็ตาม แต่ผลของมันก็กำลังตอบแทนหล่อนด้วยสิ่งที่มีค่ามากกว่า

ก็ไม่รู้ว่าช่อกุหลาบจากหนูมุกจะช่วยลดทอนความตั้งใจสร้างห้างสรรพสินค้าทับโรงเรียนปลูกปัญญาได้หรือไม่ ความคิดในหัวทำให้ต้นกล้าหันสายตาไปทางโรงเรือนมุ้ง แล้วทอดถอนลมหายใจออกมาก่อนละมือจากงานจัดช่อดอกไม้ของหนูมุก เดินไปเปิดประตูโรงเรือนมุ้ง แล้วก้าวขาไปหยุดยืนตรงหน้ากุหลาบตัวแทนหญิงสาว ใช้นิ้วเรียวช้อนป้ายชื่อขึ้นมอง

“คุณจริงจังกับสัญญาที่ให้ไว้กับผมแค่ไหนกัน...” เป็นคำถามที่แม้แต่เขาเองก็รู้สึกหวั่นไหว

ต้นกล้าสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดแล้วกลับไปจัดการคำขอของหนูมุก แต่ดอกไม้เยี่ยมที่เด็กหญิงคัดเลือกถูกแซมด้วยกุหลาบกลีบสีแดงสดที่เขาตัดพวงช่อระย้าที่สวยที่สุดจากซุ้ม ตกแต่งด้วยกระดาษและริบบิ้นสีหวานพร้อมกระดาษแผ่นจิ๋วเขียนข้อความลงท้ายว่าจากหนูมุก

และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการจัดช่อดอกไม้เยี่ยมกลิ่นหอมที่ครูหนุ่มจะนำไปส่งให้ถึงมือผู้รับ เขาก็ขับขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากโรงเรียนไปตามถนนมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่มีเครนก่อสร้างเป็นฉากหน้า

จนเจ้ารถคู่ใจนำมาถึงที่หมายเห็นรถหญิงสาวจอดสนิทในที่จอดรถหน้าโรงแรม ก็โล่งใจว่าหล่อนยังไม่ได้ออกไปไหน จึงดับเครื่องยนต์ หยิบช่อกุหลาบแล้วก้าวขาผ่านประตูกระจกบานเลื่อนอัตโนมัติ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อกดเลขหมายหญิงสาวให้ลงมารับของฝากเยี่ยมจากหนูมุก

แต่ในตอนที่ก้าวขาเข้าสู่ล็อบบีโรงแรมนั้น สายตาคมก็สะดุดกับชายหนุ่มรูปร่างสมาร์ทที่หันหน้าจากรีเซฟชันมาทางเขาโดยมีถือโทรศัพท์แนบกับใบหู ครูหนุ่มจึงชะงักขานิ่งแล้วยืนรอให้เขาผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ได้ยินเสียงสนทนาบอกลาคู่สายว่า

“พี่จะโรสรอที่ล็อบบี้ อย่าให้ช้านัก”

ต้นกล้าจึงกดวางสายด้วยรู้ว่าหญิงสาวเจ้าของเลขหมายคงไม่สะดวกรับสายตอนนี้ ส่วนช่อกุหลาบที่อยู่ในมือคงได้แค่ฝากไว้ที่รีเซฟชัน

“สวัสดีครับคุณทีเค อ้อ ไม่สิ ถ้าอยู่เมืองไทยคุณใช้ชื่อว่าต้นกล้าใช่ไหมครับ” ฝ่ายนั้นยืนในท่าสองมือล้วงกระเป๋า คลี่ยิ้มทักทาย “ผมรู้เรื่องคุณจากโรสแล้ว... โลกมันกลมจริง ๆ นะครับ”

“ครับ” ต้นกล้าตอบไปเพียงแค่นั้น สังเกตเห็นสายตาของอีกฝ่ายหรี่มองช่อดอกไม้ในมือ “กุหลาบช่อนี้เป็นของเยี่ยมจากเด็กนักเรียนของผมที่รู้จักกับคุณรสสุคนธ์ เขาได้ยินมาว่าคุณรสสุคนธ์ป่วย แต่มาเยี่ยมเองไม่ได้ ผมก็เลยอาสามาส่งแทน”

“อย่างนั้นหรือครับ...” อีกฝ่ายพูดเสียงลอย ๆ “ผมเพิ่งวางสายจากโรสเมื่อกี้ เห็นว่าเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เจ้าตัวบอกว่าน่าจะแพ้พิษผึ้ง”

พูดจบก็ไหวไหล่ ชักมือข้างหนึ่งออกจากกระเป๋าแล้วยื่นมาทางครูหนุ่ม “ฝากผมให้ก็แล้วกัน คืนนี้ผมกับโรสต้องไปทานดินเนอร์กับมิสเตอร์เรมอนด์ที่พัทยา กว่าโรสจะแต่งตัวเสร็จเดี๋ยวคุณจะรอเสียเวลาเปล่า”

เพราะมัวแต่คิดเรื่องที่หล่อนแพ้ผึ้ง ในตอนที่มีมือยื่นมาหาเพื่อขอช่อกุหลาบไป ครูหนุ่มก็ชักมือกลับโดยพลัน ไม่ได้ตั้งใจสร้างแววขุ่นให้เกิดในดวงตาอีกฝ่าย

“ถ้าอย่างนั้น คุณอิทธิฤทธิ์ช่วยบอกคุณรสสุคนธ์ให้ผมด้วยว่า หนูมุกอยากกินเค้กของโรงแรมอีก” จึงฝากข้อความแก้สถานการณ์ แล้วยืนช่อกุหลาบส่งให้

อิทธิฤทธิ์เลิกคิ้วมองก่อนรับของฝากจากหนูมุกแล้วค้อมหัวให้เชิงขอตัวแล้วหันหลังเดินออกไป ส่วนครูหนุ่มเองก็ควรจะพาตัวเองกลับ แต่คล้ายมีความรู้สึกบางอย่างหน่วงขาไว้ให้ยังยืนนิ่งค้าง จึงเดินตรงไปหาผู้จัดการโรงแรม เสนอตัวช่วยตรวจซุ้มดอกไม้สำหรับงานแต่งงาน

แต่เมื่อหญิงสาวเผยตัวออกจากลิฟต์ ชายหนุ่มก็รีบซ่อนกายหลังพุ่มดอกไม้ ลอบส่งตามองร่างบอบบางในชุดราตรีเกาะอกตัวยาวชายกรอมพื้นสีแดงเพลิง

“อ้าวคุณโรส หายดีแล้วหรือครับ” ต้องขอบคุณผู้จัดการโรงแรมที่ส่งเสียงทัก หล่อนจึงย่างกรายเข้ามาให้เขาได้ชื่นชมความงามหมดจดเต็มตา

“ก็ดีขึ้นมาหน่อยค่ะ ขอบคุณที่หายาแก้ปวดมาให้นะคะ”

“เป็นบริการจากทางโรงแรมอยู่แล้วครับ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็น่าจะรีบไปหาหมอนะครับ”

“แค่แพ้พิษผึ้งค่ะ โรสเคยเป็นมาก่อน ทานยากับนอนพักผ่อนสักหน่อยก็ดีขึ้น” คงเพราะอาการป่วยจึงทำให้น้ำเสียงที่เขาได้ยินไม่สดใสอย่างที่เขาคุ้นเคย

“โรส ชักช้าอยู่ทำไม รีบไปกันได้แล้ว” เจ้าของเสียงเข้มงวดเข้ามาฉุดข้อมือบาง ดึงตัวหล่อนให้เดินตาม

ความรู้สึกขุ่นก็เกิดขึ้นฉับพลันในใจครูหนุ่ม รุมร้อนในอกประหลาดตอนที่เห็นมือหนาบีบเอวของหญิงสาว ส่วนอีกมือคที่ควรจะมีช่อกุหลาบของฝากจากหนูมุกก็ว่างเปล่า

ต้นกล้าจึงเลียบเดินออกจากซุ้มกุหลาบเข้าไปในบริเวณล็อบบี้ ส่ายตามองหาช่อดอกไม้ ก็ไม่พบว่ามันถูกหลงลืมไว้บนโซฟาตัวไหน จึงตัดสินใจเปิดฝาถังขยะทุกใบ จนพบว่าของสำคัญถูกทิ้งลงถังขยะในห้องน้ำชาย ความโกรธขึ้งจึงเพิ่มพูนเหมือนมีลูกไฟในอก

“อ้าวครูกล้า” ผู้จัดการโรงแรมเดินเข้ามาถามไถ่ คงไม่สังเกตุความถมึงทึงที่อยู่บนใบหน้าครูหนุ่ม “เป็นไงครับ เจอแมลงในซุ้มกุหลาบบ้างไหม”

ต้นกล้ากำช่อกุหลาบในมือแน่น ส่งสายตาเคืองแค้นไปยังแผ่นหลังของอิทธิฤทธิ์ที่ใช้แขนเกี่ยวรัดร่างบางไม่สนว่าหญิงสาวจะทำหน้าไม่พอใจ

“เจอครับ ตัวใหญ่เชียวล่ะ” ชายหนุ่มเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน

 




ขอบคุณที่ติดตามนะคะ


กว่าดอกกุหลาบของโรสจะบาน หนุ่มสาวของเราใครจะปวดประสาทก่อนกัน

ฝากให้กำลังใจโรสของเรากันต่อไปนะคะ 

ฤดีวัลย์


แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

9 ความคิดเห็น