ตอนที่ 15 : ตอนที่ ๑๔ เร้นรักซ่อนความลับ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.พ. 62

ตอนที่ ๑๔ เร้นรักซ่อนความลับ




ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นอนข้างกายทำให้แพรพรรณรายมองด้วยดวงตาอิ่มรักได้ทั้งคืนไม่รู้เบื่อ แค่ร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันกับมัดกล้ามตั้งแต่แผงอกไล่ลงไปถึงหน้าท้องในแบบของคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้เขาน่าคลั่งไคล้เกินพอ แต่หยดเหงื่อที่ซึมผุดตามไรผมนั้นช่างยั่วยวนใจเสียจนอยากป่ายปีนขึ้นไปครอบครองร่างแกร่งอีกครั้ง

เขาเป็นชายคนเดียวที่เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในทุกด้าน ต่อให้ได้รับบทพิศวาสจากร้อยชาย ก็ไม่เท่ากับได้รับจากชายผู้นี้ คนที่หล่อนปรารถนาจะครอบครองทั้งกายและหัวใจ แม้จะรู้ว่าไม่มีทางได้ความรักจากเขามาเต็มร้อย แต่อย่างน้อยในตอนที่เขาอ้างว้างต้องการคนปลอบใจ หล่อนก็อยากให้เขานึกถึงหล่อนคนแรก

“พี่อยากให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” เขานอนหนุนท่อนแขนตัวเอง ลืมตาโพลงมองเพดานสีควันบุหรี่ แล้วหันมาสายตามาทางหล่อน ย้ำคำพูดนั้นอีกครั้ง “เราจะไม่ทำแบบนี้อีก”

“แต่หงส์ยังทำใจไม่ได้ถ้าจะไม่ให้เจอพี่อิทอีก หงส์ยอมเป็นผู้หญิงหลังบ้านให้พี่อิทเก็บไว้ใช้งานก็ได้ แต่อย่าตัดขาดกันเลย” หล่อนเว้าวอนด้วยแววตาของคนยอมแล้วทุกอย่าง

“ไม่ดีแน่ถ้าโรสรู้” ความไม่สบายใจแสดงออกทางสีหน้าชัดเจน “พี่ไม่อยากให้โรสมองพี่แย่ไปกว่านี้ ถ้ารู้ว่าพี่กับหงส์ลอบมีอะไรกันลับหลัง”

“ห่วงแต่ความรู้สึกโรส แล้วไม่สงสารหงส์บ้างหรือไง” หล่อนแล้วพลิกร่างตะแคงมองชายหนุ่มด้วยดวงตาตัดพ้อ “มีแต่หงส์เท่านั้นไม่ใช่หรือคะที่เข้าใจความรู้สึกของพี่อิท ไม่ใช่ผู้หญิงที่คิดถึงแต่ตัวเองอย่างโรส”

“มันเป็นนิสัยของเขา เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก”

เพราะชายหนุ่มแก้ตัวให้หญิงสาวอีกคน  ความน้อยอกน้อยใจทำให้หล่อนอยากเอาชนะ จึงโน้มร่างงามเปล่าเปลือยอาภรณ์ทาบทามบนร่างแกร่ง แม้ความไม่พอใจจะฉายในดวงตาคมของชายหนุ่มร่างผึ่งผาย แต่แพรพรรณรายก็รู้วิธีให้เขาหายโกรธ

หล่อนก้มใบหน้าแนบริมฝีปากอิ่มบนปากหยัก แล้วขบเม้นเบา ๆ ค่อย ๆ ปลุกเร้าความร้อนรุ่มในกายชายหนุ่มให้มันติดไฟลุกฮืออีกครั้ง แต่มือหนาทั้งสองโอบใบหน้าแล้วดันออก มองด้วยสายตาตำหนิรุนแรง

“พี่พูดจริง” เอ่ยเสียงขึงขัง แล้วพลิกร่างบางออกจากตัว ก่อนดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง คว้าผ้าขนหนูจากพื้นพันร่างกาย แล้วหย่อนขาลงจากเตียง “แค่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว พี่ไม่อยากเอาเปรียบหงส์”

จากนั้นลุกขึ้นพาร่างสูงเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งหญิงสาวให้ตกอยู่ในความรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนถูกเหวี่ยงลงจากสวรรค์อย่างที่อดีตคนรักเคยถากถางไว้

แพรพรรณรายขบกรามแน่น ทั้งชังทั้งสมเพชตัวเองที่ถวายตัวและหัวใจให้คนที่ไม่เคยเห็นหล่อนเป็นตัวจริง เช่นกันกับเขาที่รสสุคนธ์ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าไม่คิดอยากได้เขาไปเป็นสามี แต่เขาก็ยังคงฝันพร่ำเพ้อ แล้วหวังให้รสสุคนธ์พลาดพลั้งในงานที่ทำ เพื่อที่เขาจะได้ใช้โอกาสโอบอุ้ม ทั้งอุ้มบริษัทที่กำลังล้มละลาย และอุ้มทั้งตัวรสสุคนธ์เข้าประตูวิวาห์

“ฉันจะไม่มีวันถูกทิ้ง” แพรพรรณรายเค้นเสียงออกจากลำคอ จะไม่ยอมเป็นของเล่มยามว่างของเขาอีกต่อไป

หล่อนก้าวขาลงจากเตียง เยื้องย่างพาร่างเปลือยเปล่าเข้าไปในห้องน้ำ จ้องมองร่างการเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนของคนที่กำลังยืนอยู่ใต้ฝักบัวด้วยแววตาอันร้อนแรงไปด้วยไฟปรารถนา

ขาเรียวงามก้าวย่างเชื่องช้า ล้ำเข้าสู่เขตแดนใต้สายน้ำที่กำลังหลังไหลอาบรดร่างชายหนุ่ม หล่อนวาดแขนโอบกอดเขาไว้ แนบใบหน้ากับแผ่นหลังกว้าง

“อย่างน้อย หงส์ก็น่าจะได้บอกลาพี่อิทเป็นครั้งสุดท้าย” หล่อนไล้มือไปตามมัดกล้ามเนื้อ จากหน้าอกไล่สู่หน้าท้องหนั่นแน่น “นะคะพี่อิท”

ชายหนุ่มจับแขนบางออกฉับพลัน แล้วหมุนตัวหันมาประจันหน้า จ้องมองหล่อนด้วยแววตาดุดันพร้อมกับส่ายหน้าเป็นการเตือน แต่หญิงสาวกลับทำสิ่งตรงข้าม หล่อนกดจูบแนบริมฝีปากกับเรียวปากหยัก ยกแขนทั้งสองโอบรัดรอบคอหนา เบียดร่างอวบอิ่มของตนแนบชิดกับกายร้อนใต้สายน้ำอุ่นกำลังชโลมริน

“นะคะพี่อิท..” หล่อนกระซิบแผ่วเบา คลี่ยิ้มราวเด็กสาวบริสุทธิ์ที่ใครต่อใครใหลหลงมานัก ไม่เว้นแม่แต่อิทธิฤทธิ์ ผู้ชายที่หมายปองตั้งแต่วันแรกที่รสสุคนธ์แนะนำให้รู้จักก่อนที่แม่เพื่อนสาวจะบินลัดฟ้าไปเรียนต่อที่อังกฤษ

เขาหลงกลเล่ห์มารยาของหล่อน ที่ล่อลวงให้ตกหลุมพรางจนมีความสัมพันธ์ทางกาย ด้วยเงื่อนไขไร้พันธะผูกพันที่หล่อนเป็นผู้เสนอ แม้เขาจะดูไม่เต็มใจในคราวแรก แต่คราวสองและคราวสามจนมาถึงคราวนี้ก็เป็นสัญญาณดีที่บอกหล่อนว่าอิทธิฤทธิ์ติดใจรสรักของหล่อนแค่ไหน แต่เมื่อรสสุคนธ์กลับมา สวรรค์ของหล่อนก็ล่มสลายหายไปกับตา

“ครั้งสุดท้าย แล้วต่อไปนี้จะไม่มีอีก” เขามีน้ำเสียงอ่อนลง

แพรพรรณรายไม่ได้เอ่ยคำตอบ มองชายหนุ่มด้วยแววตาหวานหยาดเยิ้ม แล้วเริ่มต้นการบอกลาด้วยการเขย่งปลายเท้าขึ้นแนบประทับเรียวปากหยักด้วยความโหยหาราวเขาเป็นอาหารมื้อสุดท้าย แต่หล่อนก็รู้อยู่ในใจว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

เพราะเยื่อใยแสนบางราวเส้นด้ายระหว่างเขากับรสสุคนธ์นั้นจะค่อย ๆ มอดไหม้ไปด้วยไฟริสยาราคะที่หล่อนเป็นผู้จุดขึ้นมาเอง

 

ภาพแผ่นหลังของชายหนุ่มใต้ซุ้มกุหลาบเลื้อยที่ฉายชัดในความฝันเป็นความทรงจำแรกของรสสุคนธ์เมื่อตื่นจากห้วงนิทรา ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนเห็นภาพครูหนุ่มในความฝัน แต่หล่อนก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนกันที่เขาได้เข้ามารุกรานหล่อนในยามหลับใหล

หรือจะเป็นการเอาคืนจากครูหนุ่มที่ถอดจิตมาเข้าฝันรบกวนการนอนหลับเพื่อแก้แค้นที่ถูกหล่อนก่อกวนเวลากลางวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็ทำสำเร็จ เพราะหล่อนยังรู้สึกสะลึมสะลือทั้งที่เข้านอนเร็วกว่าทุกวัน

หญิงสาวอยากเติมพลังต่อ จึงปิดเปลือกตาแล้วคว้าชายผ้าห่มขึ้นคลุมร่าง แต่ในจังหวะที่ขยับแขน ความเจ็บจากบาดแผลก็เข้าเล่นงานโดยพลัน แม้จะไม่ลึกขนาดต้องเย็บ แต่ความยาวของมันก็ทำให้หล่อนปวดตึง พานให้นึกถึงตอนถูกนางพยาบาลฉีดวัคซีนบาดทะยักที่ต้นแขนก่อนกลับโรงแรม

เจ้าเด็กจ้อยทำให้หล่อนเจ็บตัวสองต่อทีเดียว คิดแล้วก็ขุ่นใจ พอหลับตาก็เห็นแต่ภาพเรื่องราวเมื่อคืน เกิดอะไรขึ้นกับครูเพ็ญถึงทำให้เขาหลั่งน้ำตา เกิดอะไรขึ้นกับจ้อยถึงทำให้กลายเป็นเด็กคิดร้ายได้ขนาดนั้น แล้วเกิดอะไรขึ้นกับหล่อนที่ต้องเอาเรื่องราวคนอื่นมาใส่หัว

รสสุคนธ์สะบัดความคิดขับไล่ใบหน้าของครูหนุ่มและจ้อยออก จากนั้นค่อย ๆ พลิกตัวตะแคงหันไปทางหน้าต่าง เห็นม่านน้ำฝนจากฟ้าตกเป็นสายสู่ผิวท้องทะเล งดงามน่ามองจนทำให้เกือบลืมไปว่าวันนี้เป็นวันสำคัญจึงตัดสินใจลงจากเตียง แล้วทำกิจวัตรประจำวันเตรียมตัวไปรับการสอนสั่งจากครูหนุ่ม

หญิงสาวเลือกเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนออกจากตู้เสื้อผ้า ตั้งใจอาศัยความยาวของส่วนแขนปกปิดบาดแผลกับบลูยีนส์ขนาดพอดีตัวสวมใส่ จากนั้นรวบผมยาวสีน้ำตาลธรรมชาติเป็นหางม้าสูงเผยผิวหน้ากระจ่างใสเพื่อความทะมัดทะแมงสำหรับกิจกรรมวันนี้

ยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้นพิลึก เพราะนอกจากการเข้าอบรมสัมมนาที่เกี่ยวกับงานในสายการจัดการธุรกิจแล้ว ความรู้นอกสายวิชาชีพที่หล่อนกำลังจะได้เรียนรู้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นการเรียนสิ่งที่หล่อนไม่เคยนำไปปฏิบัติได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งก็หวังว่านายต้นกล้าจะปรานีและไม่หวงความรู้ที่เขามี

แต่ถ้าเขาทำแบบนั้นล่ะก็ มันก็เท่ากับเขากำลังฆ่าตัวเอง เพราะกุหลาบดอกแรกต้องผลิบานอวดโฉมให้หล่อนเชยชมก่อนทัพคุณากรจะเคลื่อนพลไปประชิดกำแพงโรงเรียน

รสสุคนธ์ออกจากโรงแรมแล้วขับรถที่จ้อยฝากรอยขูดทั่วคันจนถึงหน้าโรงเรียน หล่อนจอดในตำแหน่งเดิมกับที่จอดเมื่อคืน ซึ่งแท่งเหล็กปลายแหลมเจ้ากรรมไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว เลยช่วยไม่ได้ที่จะกังวลถึงความปลอดภัยของตัวเองระหว่างอยู่ในโรงเรียนปลูกปัญญา

ฝนที่ยังโปรยสายลงมาทำให้หล่อนคว้าร่มจากในรถมากาง แล้วเดินย่ำเท้าบนดินแฉะเข้าสู่เขตรั้วสถานศึกษาที่มีบรรยากาศแสนอึมครึมราวกับมีแปรงพู่กันของศิลปินไล้ลากเส้นสีเทาสะบัดพลิ้วสร้างม่านพิรุณฉาบทับลงทั่วทั้งอาคาร

“ผมนึกว่าคุณจะไม่มาเสียแล้ว”

และปลายพู่กันด้ามนั้นคงพลาดไปตวัดถูกครูหนุ่มด้วยกระมัง เขาถึงออกมาต้อนรับหล่อนด้วยใบหน้าที่ยังไม่สร่างซาความเศร้า

“ฉันเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือคะว่า ฉันเป็นคนพูดจริงทำจริง แค่ฝนฟ้าคะนองไม่ทำให้ฉันเปลี่ยนใจหรอกค่ะ” หล่อนคลี่ยิ้มประชด

“ก็ดี” ครูหนุ่มว่าแล้วหมุนตัวเดินกลับ “แต่ผมมีสอนตอนเช้า จะเสร็จก็ตกเที่ยง แต่ในระหว่างนี้ ผมอยากให้คุณศึกษาด้วยการอ่านหนังสือรอ”

เพราะเขาไม่บอกไม่กล่าวอะไร หล่อนจึงนิ่งรออยู่ที่ปลายตีนบันไดทางขึ้น จนเจ้าของร่างสูงเอี้ยวตัวหันมา

“ยืนงงอะไรหรือครับ ตามผมมาสิ”

รสสุคนธ์ส่งตาค้อน ค่อนขอดเขาในใจแล้วหุบร่มก่อนเดินตามเขาเข้าไป พลางส่ายมองหาตัวเด็กชาย “จ้อยไม่อยู่หรือคะ”

“ผมให้จ้อยไปเฝ้าครูเดือนเพ็ญ” เขาตอบโดยไม่หันหน้ามา

“แล้วจ๊ะจ๋าล่ะคะ”

“ผมขอให้พี่แพร้วมารับไปช่วยเลี้ยง ตอนเย็นจะไปรับจ้อยพาไปส่งที่บ้านพี่แพร้วแล้วผมจะไปเฝ้าครูเพ็ญสลับกับจ้อย”

ทั้งเรื่องการเฝ้าอาการครูเดือนเพ็ญ ทั้งเรื่องที่เขาให้นางแพร้วมารับจ๊ะจ๋าไปช่วยเลี้ยง ทำให้หล่อนรู้สึกฉุนแปลก ๆ ถึงจะอยากปฏิเสธว่าอารมณ์ขุ่นที่เกิดขึ้นเป็นเพราะถูกเขาหมางเมินน้ำใจ แต่หล่อนเคยบอกแล้วว่าถ้าเขาไม่ว่าง หล่อนก็จะอาสาไปเฝ้าครูเดือนเพ็ญให้

“หรือไม่ก็คุณอยู่กับเด็ก ๆ แล้วฉันไปโรงพยาบาลแทน” จึงลองทำเป็นพูดลอย ๆ

“ที่ผ่านมาผมก็รบกวนคุณมากเกินพอ แล้วผมอยากไปด้วยตัวเอง” เจ้าของน้ำเสียงราบเรียบบอกปัดความช่วยเหลือ แล้วนำหล่อนเดินมาจนถึงหน้าห้องพักครู

“คุณรอผมที่นี่”

ครูหนุ่มบอกพลางจับลูกบิดผลักประตูอ้ากว้าง เดินเข้าไปภายในห้องโดยเปิดประตูค้างไว้ รสสุคนธ์จึงชะโงกหน้ามอง เห็นร่างสูงเดินดุ่ม ๆ ไปนั่งชันเข่าหนึ่งข้างกับพื้น ก่อนยกตั้งหนังสือตั้งใหญ่ข้างกีตาร์โปร่งออกจากแถว แล้วใช้สายตาพินิจพิจารณาหนังสือทีละเล่มราวกับกำลังคัดเลือกเพชรน้ำงาม

“ตอนคุณสร้างที่นี่ คุณควรสร้างห้องสมุดด้วย” หล่อนตะโกนพูดจากหน้าห้อง

เขาปรายตามอง แล้วหันกลับไปหยิบหนังสือเล่มต่อไปขึ้นดู “ในตอนแรก ผมจะใช้ห้องนี้เป็นห้องสมุด แต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างก็เลยเปลี่ยนห้องนี้เป็นห้องพักครู”

“ที่ถูกต้องคือห้องที่เป็นทั้งห้องพักและห้องนอนของครู” รสสุคนธ์หยอดคำพูดล้อเลียน แล้วก็ได้ทีเกริ่นเรื่องรอยร้าวของตัวตึก “แต่ระวังเถอะ สักวันห้องนี้อาจเป็นห้องฝังศพครูไปด้วย ดูเสาต้นนั้นสิ มันปริขนาดนั้น เหมือนมันอยากถล่มลงมาเองโดยไม่รอให้ฉันส่งเครื่องจักรเข้ามาทุบเลยด้วยซ้ำ”

คล้ายได้ยินเสียงทอดถอนลมหายใจจากคนในห้อง แต่เขายังไล่สายตาอ่านบางอย่างในหนังสือเล่มหนา เหมือนอยากทำสมาธิมากกว่าฟังหล่อนพูด รสสุคนธ์จึงขยับเท้าเดินเข้าไป แต่ก็ก้าวล้ำได้เพียงแค่สองก้าว เสียงเข้มของครูหนุ่มก็สั่งให้หยุดขา

“ผมบอกให้คุณรอด้านนอก” ดวงตาคมกริบหันมามองอย่างตำหนิ

“ก็มันเมื่อย ฉันก็เลยจะเข้ามานั่งรอ เพราะดูท่าทางคุณคงจะเลือกหนังสือนาน”

บอกแล้วก็เดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งข้างฟูกที่ถูกพับเก็บดันชิดกำแพงฝั่งตรงข้าม หยิบยกเรื่องรอยร้าวมาพูดต่อ ทำเป็นเมินสายตาคมที่มองมา

“เรื่องรอยร้าว คุณเคยให้วิศวกรมาดูบ้างหรือยัง”

เขาส่ายหน้า หยิบหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งถือไว้ในมือ ลุกเดินตรงมาส่งยื่นให้ “ผมอยากให้คุณอ่านเล่มนี้ก่อน”

“นี่ฉันไม่ได้พูดเล่น ๆ นะคะ เรื่องวิศวกรน่ะ” หล่อนรับหนังสือมา ทำสีหน้าจริงจัง “ไม่ได้กุขึ้นมาเพื่อจะหลอกให้คุณย้ายออกจากที่ไว ๆ หรอก”

“เพื่อนผมบอกว่าจะส่งคนมาดูให้”

“แต่ถ้าไม่รีบ...”

“ขอโทษที ผมต้องไปสอนแล้ว” เขาพูดตัดบท “แล้วตอนบ่ายโมงตรงไปเจอกันหน้าแปลงกุหลาบ แต่ถ้าฝนยังตกอยู่ ก็เลื่อนไปก่อน”

“แค่หนึ่งวันก็สำคัญ กำหนดการของฉันเลื่อนออกไม่ได้ ดังนั้น ถึงฝนจะไม่หยุด ฉันก็จะเรียน”

ต้นกล้ามองหล่อนด้วยแววตาที่คล้ายกับมีคำพูดอยากบอก ทว่าครูหนุ่มก็ก้าวขาเดินไปที่ประตู แต่แล้วร่างสูงก็หยุดขาค้าง เอี้ยวใบหน้าหันมาถาม

“ผมมีเวลานานแค่ไหนกว่ามันจะถล่มลงมา”

รสสุคนธ์ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงเรื่องไหน “ถ้าถล่มเพราะรอยร้าว ฉันบอกเวลาชัดเจนไม่ได้ แต่ถ้าถล่มเพราะคุณากร ฯ คุณมีเวลาแค่หกเดือน”

“หกเดือน...” เขารำพึงเสียงเบา แล้วก้าวขาออกจากห้องไป

รสสุคนธ์จึงได้โอกาสผ่อนลมหายใจราวกับอยากคลายความอัดแน่นในอก ที่สะสมตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าเขาในเช้าวันนี้

หล่อนเอนหลังพิงฟูก กอดหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาที่เขียนเกี่ยวกับการปลูกและดูแลกุหลาบเบื้องต้นอันแสนหนักอึ้ง น้ำหนักของมันกดทับบนหน้าอกจนเหมือนกับว่าหล่อนสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจตัวเอง ที่ดังเป็นจังหวะเสมอกันเหมือนเสียงเม็ดฝนตกกระทบใบไม้ด้านนอก ฟังแล้วผ่อนคลายคล้ายเพลงกล่อม ปลอบประโลมคนที่นอนไม่เต็มอิ่มให้เผลอหลับใหลไม่รู้ตัว

“ผมไม่อนุญาตให้คุณใช้ห้องพักครูเป็นห้องอ่านหนังสือ...”

ด้วยอารามตกใจ เหมือนได้ยินเสียงสายฟ้าฟาด ดวงตาคมสวยลุกโพลง แล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง มือไม้กอดหนังสือไม่อยู่ปล่อยมันร่วงผล็อยตกพื้น หัวใจที่เคยเต้นในจังหวะปกติปรับอัตราความเร็วขึ้นทันที

“...หรือห้องนอน” เขาเสริมท้ายแล้วกำกับความเข้มงวดของคำสั่งด้วยแววตา

รสสุคนธ์ทำปากยื่นปากงอ รวบหนังสือที่แสนหนักที่ส่งผลต่อความเจ็บที่แขน จากนั้นก้าวขาเดินเชิดหน้าไปใกล้คนที่ยืนเอามือทั้งสองวางเท้ากับวงกบประตู

“ทำไมงกจังคะคุณครู ฉันแค่ขอพักแป๊บเดียว”

“ไม่ใช่เพราะงก แต่คุณเป็นผู้หญิงยิงเรือ จะมานอนในห้อง...” เขาหยุดพูดไปชั่วขณะ เหมือนกำลังสับสนอะไรบางอย่าง ก่อนเอ่ยวาจาต่อว่า “...พักครู แบบนี้มันไม่งาม”

รสสุคนธ์หน้าชาขึ้นมา “ไม่ยักรู้ว่านอกจากสอนวิชาการแล้ว คุณครูต้นกล้ายังรับสอนวิชาคุณสมบัติกุลสตรีด้วย”

“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นครูก็สอนได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่แป๊บเดียว แต่มันเที่ยงแล้ว คุณหลับไม่รู้เรื่องเลยหรือไง”

ดวงตากลมเบิกกว้าง ยกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาสายหนัง แล้วก็ทำหน้าสลดเพราะมันเป็นอย่างที่ครูหนุ่มบอกจริง นี่หล่อนหลับไปได้อย่างไรตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ รสสุคนธ์จึงทำได้แค่ส่งยิ้มเจื่อนยอมรับความผิด

ต้นกล้าถอนลมหายใจ ส่ายหน้าเหมือนระอา “คุณหิวหรือเปล่า ถ้าคุณอยากกินอะไรก่อนเริ่มเรียนก็เชิญที่โรงครัว”

“ถ้าคุณครูจะกรุณานักเรียน” หล่อนไม่ปฏิเสธ เรียกขานชายหนุ่มตามบทบาทฐานะใหม่กลบเกลื่อนความเขินอาย แล้วก็ยังเรียกร้องเพิ่ม “ฉันอยากทานไข่ของโรงเรียนปลูกปัญญา”

พอเขานิ่งเงียบ หรี่ตาแคบมอง รสสุคนธ์ก็รีบออกตัว “ฉันทอดเองน่า ไม่รบกวนคุณครูหรอก”

ว่าแล้วก็เดินผ่านร่างสูงไป พร้อมกอดหนังสือเล่มหนาแนบอก ตรงไปยังกรงเลี้ยงไก่ กวาดตามองหาไข่ฟองสวยที่แม่ไก่ฟักไว้ พอเจอไข่ใบใหญ่ถูกใจอยู่ในรังฟางแห้ง ก็วางหนังสือลงกับพื้นแล้วจะเข้าไปหยิบ

“ฟองนั้นไม่ได้ครับ”

แต่เมื่อมีเสียงห้ามดังจากด้านหลัง รสสุคนธ์ก็หันไปมอง เห็นต้นกล้าก้มหยิบหนังสือขึ้น พลางอธิบายเหตุผล “ฟองนั้นของจ้อยเขา จ้อยจะรอให้มันฟักเป็นตัว”

รสสุคนธ์เป่าปาก เกือบสร้างปัญหาใหม่กับเจ้าเด็กมีปัญหาแล้วสิ หล่อนจึงคว้าเอาไข่ใบที่เล็กกว่าใกล้มือแทน “คุณครูจะทานด้วยหรือเปล่าล่ะคะ จะได้หยิบไปหลายฟองหน่อย”

“ถ้านักเรียนจะกรุณาคุณครู”

คล้ายเห็นรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่คนเป็นครูจะหันหลังเดินออกจากกรงเลี้ยงไก่ หัวใจของหล่อนพองโตประหลาด อยากได้รอยยิ้มนั้นอีกเพื่อให้มันไปลบภาพโศกเศร้าของเขาที่เข้าไปหลอกหลอนในฝันทั้งคืน

“ด้วยความยินดีค่ะ” รสสุคนธ์ยิ้มระรื่น เก็บไข่ฟองสวยมาได้สี่ใบสำหรับทำเมนูไข่เจียวแสนอร่อยมื้อกลางวัน แล้วเดินเคียงข้างต้นกล้าที่หอบหิ้วหนังสือและกางร่มกันฝนให้หล่อนจนถึงโรงครัว

แต่หล่อนสังเกตเห็นว่าในโรงครัวดูเงียบเหงา จำนวนเด็กนักเรียนเหลือบางตาจากแต่ก่อนมากนัก พอเอ่ยถามครูหนุ่ม เขาก็ให้เหตุผลว่านักเรียนบางคนเรียนแค่ช่วงเช้าแล้วต้องกลับไปทำงานกับพ่อแม่ และก็มีหลายคนที่พ่อแม่มาขอลาออก ซึ่งในตอนที่เขาบอกเหตุผลที่สองนั้น รสสุคนธ์จับความขุ่นข้องในอารมณ์ได้จากใบหน้าคมเข้ม

อาการเงียบขรึมที่เกิดขึ้นฉับพลันของต้นกล้าทำให้รสสุคนธ์ไม่อยากก้าวก่ายความรู้สึก จึงหันไปคว้าผ้ากันเปื้อนที่แขวนบนผนังมาสวมก่อนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นเพื่อสร้างความสถัด แล้วจากนั้นก็หยิบกระทะกับตะหลิวพร้อมด้วยชามใบใหญ่

แต่เพราะบาดแผลที่แขนยังสดใหม่ หล่อนจึงทำหน้าเหยเกพร้อมกับว่ากล่าวตัวเองในใจ จนความเจ็บทุเลา จึงได้ตอกไข่สดใหม่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาพอเหมาะ และเมื่อกระทะที่ตั้งไฟไว้เริ่มส่งสัญญาณความพร้อม ไข่ที่ถูกตีจนฟูลงไปทอดในน้ำมันจนฟูสวยส่งกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อยแม่ครัวอย่างหล่อนได้ดี

“ลองชิมดูว่าสิคะว่ารสชาติต่างกันกับวันที่ฉันทำไปบ้านคุณแพร้วหรือเปล่า” แม่ครัวสาววางจานไข่เจียวที่เพิ่งตักออกจากกระทะไว้ด้านหน้าเขา

ดวงตาคมเข้มสีน้ำผึ้งป่ามองเมนูตรงหน้าชั่วประเดี๋ยว แล้วหยิบช้อนที่หล่อนยื่นให้ ตัดชิ้นพอดีคำ เป่าให้คลายร้อนก่อนส่งเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืน

“เป็นยังไงบ้างคะ” คนที่เฝ้ารอคำตอบออกอาการตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากคนที่คงยังไม่แน่ใจรสชาติ จึงตักอีกคำที่ใหญ่กว่าเดิมกิน

“ตกลงว่าอร่อยหรือเปล่า” รสสุคนธ์เริ่มลนลาน

ชายหนุ่มชำเลืองตามอง มีรอยยิ้มบางที่มุมปาก เอ่ยบอกหล่อน “ผมอยากได้ข้าว”

รสสุคนธ์ทำปากยื่นปากงอ “เห็นฉันเป็นพนักงานร้านอาหารหรือคะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะเก็บค่าไข่เจียว”

“ถ้าคุณเก็บค่าไข่เจียว ผมก็ขอแลกเป็นค่าไหว้ครูก็แล้วกัน”

หล่อนย่นจมูกใส่ หมุนตัวไปหยิบจานข้าวสองใบที่ซ้อนไว้บนชั้นเก็บกับช้อนส้อม จากนั้นคดข้าวร้อน ๆ จากหม้อหุงข้าวใส่จานทั้งสอง เดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าวแล้วเลื่อนจานที่มีข้าวพูน ๆ ให้คนเป็นครู

“แขนคุณไปโดนอะไรมา”

รสสุคนธ์รีบชักแขนกลับ เม้มปากบางแน่น คิดหาคำพูดอธิบายที่มาของบาดแผล “เมื่อคืนฉันเข้าไปช่วยงานช่างในไซต์ ไม่ระวังโดนเหล็กนั่งร้านเกี่ยวแขนเข้าค่ะ”

จากนั้นรับถอดผ้ากันเปื้อน นั่งลงหยิบช้อนส้อมขึ้น ตักไข่เจียวชิ้นใหญ่ส่งให้จานของคุณครู “นี่ค่ะ ค่าไหว้ครู”

“คนงานขี้เมาคนนั้นยังทำงานอยู่หรือเปล่า” เขาไม่สนใจมองไข่เจียวชิ้นนั้น แต่จับจ้องอยู่แต่ใบหน้าของหล่อน

รสสุคนธ์พยักหน้าเบา ๆ ก่อนให้คำตอบ “ยังทำอยู่ค่ะ ตั้งแต่เตือนเขาครั้งนั้น เขาก็ไปหาที่กินเหล้านอกไซต์งาน”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไงไซต์งานก่อสร้างตอนกลางคืนก็อันตรายสำหรับผู้หญิง ตำแหน่งอย่างคุณต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรือ”

“อะไรที่ทำให้โครงการของฉันสำเร็จไว ๆ ฉันก็ทำทุกทางนั่นแหละค่ะ”

“ทุกทางเลยหรือครับ” น้ำเสียงถามนั้นกดต่ำ

“ค่ะ ทุกทาง”

เจ้าของดวงตาคมมองหล่อนแน่วนิ่ง เขาวางช้อนลง แล้วลุกขึ้นยืน “ขอบคุณสำหรับค่าไหว้ครู แต่ผมยังไม่รู้สึกหิว ถ้าคุณกินเสร็จแล้ว ก็ไปหาผมที่แปลงกุหลาบ”

ร่างสูงเดินออกจากโต๊ะอาหารไปทันที ไม่รับไม่รู้ว่าหล่อนเสียความรู้สึกมากแค่ไหน ถึงเขาจะชิมไข่เจียวคำแรกไปแล้ว แต่ส่วนที่เหลือในจานรวมถึงชิ้นที่หล่อนตักให้เป็นค่าไหว้ครูกลับไม่ถูกเหลียวแล ความอยากอาหารของรสสุคนธ์จึงพร่องลงไปถนัด ไข่เจียวที่หล่อนมั่นใจว่าทำตามวิธีเดิมทุกอย่าง กลับมีรสชาติจืดชืด หล่อนกินไปได้ไม่ถึงครึ่งจานก็ล้มเลิกกลางคัน หากแต่ยังเก็บส่วนที่เหลือใส่ในตู้กับข้าวเผื่อว่าครูหนุ่มจะเปลี่ยนใจ

แต่เข็มนาฬิกาก็ล่วงเลยไปจนเป็นเวลาบ่ายโมงตรง เขาก็ไม่ปรากฏกายที่ทางเข้าประตูโรงครัว รสสุคนธ์ทอดถอนลมหายใจ ปิดหน้าหนังสือที่อ่านผ่านตาไปได้เพียงไม่กี่บท ลุกจากโต๊ะกินข้าวแล้วเดินออกไปภายนอก ก็พบว่าเขายืนมองหล่อนอยู่หน้าทางเข้าแปลงกุหลาบ

รสสุคนธ์หยิบร่มของตัวเองที่เขาวางผึ่งไว้แถวนั้น ถือเดินออกจากชายคาตรงไปหาคนที่รอท่าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ในมืออีกข้างของหล่อนมีหนังสือกอดไว้

“มาแล้วค่ะคุณครู ช้าไปแค่หนึ่งนาทีคงไม่ว่ากัน” น้ำเสียงที่เปล่งออกไปเหมือนเด็กนักเรียนที่กลัวถูกครูดุ ดวงตาคมหวานไร้การแต่งเติมช้อนมองอย่างสำนึกผิด

“อ่านถึงบทไหนแล้ว” ครูหนุ่มคว้าหนังสือจากหล่อนไปถือไว้ แล้วหมุนตัวเดินเข้าสู่แปลงดอกไม้

“ถึงบทการเพาะพันธุ์กุหลาบค่ะ” หล่อนจะก้าวขาตาม แต่ร่มดันไปเกี่ยวกับกิ่งกุหลาบเข้า ด้วยความที่กลัวเจ้าของพวกมันจะโกรธ จึงหุบร่มเก็บ พิงไว้กับเสาใกล้ ๆ แล้วก็ก้าวขาเข้าไป ที่ถึงแม้แปลงกุหลาบจะมีสแลนคลุมด้านบน แต่ก็มีช่องว่างระหว่างรอยต่อ ศีรษะหล่อนจึงยังถูกเม็ดฝนตกกระทบเป็นระยะ

“ถึงการติดตาหรือยัง” เสียงคำถามดังจากร่างสูง

“ถึงแล้วค่ะ” รสสุคนธ์ตอบพลางเขย่งเท้าเดินหลบเลี่ยงแอ่งน้ำที่ขังตามร่องพื้นดิน

“ดี” ครูหนุ่มบอกแล้วเดินไปหยุดขาที่หน้าตู้เก็บของ เขาเปิดบานประตูตู้ วางหนังไว้บนชั้น แล้วหยิบบางสิ่งออกมาส่งให้ “เสื้อกันฝน ใส่ซะ แผลของคุณจะได้ไม่ถูกฝน”

รสสุคนธ์รับมาอย่างว่าง่าย หล่อนสวมเสื้อกันฝนปกปิดร่างกาย โดยเฉพาะแขนเสื้อที่มีบางส่วนเปียกชื้นจากหยดน้ำ จากนั้นยืนส่งยิ้มน้อย ๆ รอรับคำสั่งต่อไป แต่หน้าอกหน้าใจก็สั่นไหวในตอนที่มือหนาหยิบปลายฮู้ดที่หย่อนหลังต้นคอขึ้นปิดคลุมศีรษะมน

“ขอบคุณค่ะ” หล่อนเอ่ยคำขอบคุณเสียงแผ่ว “แล้วคุณครูไม่ใส่หรือคะ”

ครูหนุ่มส่ายหน้าตอบ “คนอย่างผมกะโหลกหนา ฝนทำอะไรผมไม่ได้”

แล้วนำหล่อนเดินลึกเข้าไป ผ่านซุ่มกุหลาบเลื้อยดอกสีแดงต้นใหญ่ที่เห็นแล้วหวนนึกถึงภาพของเขาในคืนนั้นทันที

“เอ่อ... กุหลาบสีแดงในซุ้มต้นนั้นชื่ออะไรคะคุณครู”

 ครูหนุ่มหยุดขาแล้วปรายตามอง “เรดอีเดน”

ช่างเป็นคำตอบที่แสนห้วนสั้นจนหล่อนฉุนเล็ก ๆ นึกอยากเด็ดกิ่งกุหลาบและแอบขว้างใส่ แต่ความคิดของหล่อนก็สะดุดในตอนที่เขาหันหน้ากลับมาราวกับรู้ว่ากำลังถูกลอบปองร้าย

“เลิกเรียกผมว่าครูเถอะ ผมไม่ชินเวลาถูกคุณเรียกแบบนั้น ฟังแล้วจั๊กจี้หู”

“ใครให้วิชาฉัน ฉันก็เรียกคุณครูหมดนั่นแหละค่ะ แต่ถ้าคุณไม่อยากให้เรียกคุณครูก็ตามใจ” รสสุคนธ์เอามือไขว้หลัง เชิดหน้าเดิน “แต่คุณต้องเรียกฉันว่าโรสแลกกับที่ไม่ให้ฉันเรียกคุณว่าคุณครู เพราะฉันชินกับการถูกเรียกด้วยชื่อเล่นมากกว่าชื่อจริง”

ทว่าเสียงแค่นหัวเราะของเขาสูงฟังแล้วกวนใจพิลึก หล่อนจึงหันหน้าไปทางอื่นแล้วแล้แอบเบ้ปากบ่นขมุบขมิบ แต่พอคนเป็นครูเรียกให้เข้าไปในโรงเรือนมุ้งที่คล้ายเป็นเขตต้องห้าม รสสุคนธ์ก็รีบขยับเท้าเดินตามครูหนุ่มด้วยความกระตือรือร้น

“ดอกกุหลาบดอกแรกของคุณจะมาจากการติดตา” เขากล่าวพลางยืนเท้าเอวมองศิษย์สาว “ไหนลองบอกผมสิว่าอ่านมาแล้วได้ความว่ายังไง”

รสสุคนธ์ยิ้มเจื่อน “จำไม่ได้ค่ะ ขั้นตอนเยอะไปหมด”

“คุณตั้งใจจะเรียนจริงหรือแค่หลอกสัญญาเล่น ๆ กับผม”

“ตั้งใจเรียนจริงสิคะ ก็บอกแล้วว่าฉันพูดจริงทำจริง” รสสุคนธ์ชักสีหน้าเล็กน้อย ยืนเท้าเอวเถียงสู้

เขาแค่นยิ้ม ส่ายหน้า เมินสายตาคมหวานที่จดจ้องมาด้วยความขุ่น “ผมเลือกกุหลาบพันธุ์ที่คุณอยากปลูกเรียงไว้ด้านหลังคุณแล้ว ไปเลือกต้นที่คุณถูกใจ ต้นไหนก็ได้”

รสสุคนธ์จึงเหลียวตัวไปทางฝั่งที่เขาบอก เห็นกุหลาบพันธุ์ที่ต้องการชูดอกสีขาวเจือชมพูเบ่งบาน ดูสดใสมีชีวิตชีวา

“ต้นไหนที่คุณแนะนำ” เพราะไม่มีประสบการณ์เลย จึงอยากให้เขาเป็นคนเลือก

“ผมชอบทั้งหมด แต่ละคนสาวสวยทั้งนั้น”

เขาเปรียบกุหลาบเป็นผู้หญิง ฟังแล้วก็นึกหมั่นไส้ตงิด ๆ รสสุคนธ์สะบัดหน้าใส่แล้วเดินเข้าไปดูด้วยตาตัวเองใกล้ ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกนางนั้นสวยจริงอยากที่ขาบอก ไม่มีต้นไหนเลยที่ด้อยกว่ากัน กิ่งก้านแข็งแรงอวบใหญ่ ใบมีสีเขียวสด ยอดอ่อนสีก็แตกเต็มไปหมด อีกทั้งดอกตูมก็สะพรั่งรอกลีบแย้มตามกาลเวลา

แต่ต้นที่รสสุคนธ์ปักใจแล้วว่าจะเป็นต้นประวัติศาสตร์ของชีวิตที่จะใช้แลกกับโรงเรียนของครูหนุ่มคือต้นที่สูงที่สุด โดดเด่นที่สุด เหมือนกับโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าที่หล่อนจะต้องพามันไปจนถึงเป้าหมายสูงสุด

“ฉันเอาต้นนั้น” บอกแล้วเดินเข้าไปใกล้ โน้มกิ่งที่มีดอกบานดอกใหญ่ลงมาเชยชม

“โอ๊ย” แต่พลันนั้นเอง ก็เหมือนถูกของแหลมทิ่มตำที่นิ้วโป้ง จึงอุทานร้องด้วยความเจ็บ พอชักมือมาดูก็พบผึ้งตัวจ้อยตัวหนึ่งฝังเหล็กในปักลงบนปลายนิ้วของหล่อน ซึ่งช่างบังเอิญเหลือเกินที่ดันเป็นข้างเดียวแขนที่มีบาดแผล

พอต้นกล้าได้ยินเสียงร้องกับใบหน้าเหยเกของรสสุคนธ์ก็สับขาเข้ามาหา แล้วรีบจับผึ้งตัวเล็กแต่ฤทธิ์ร้ายที่ยังดิ้นบนนิ้วหล่อนทิ้ง ก่อนออกแรงกดปลายเล็บของตนบีบเค้นเอาเหล็กในออกจากปลายนิ้วเรียว

“เบา ๆ สิ ฉันเจ็บนะ” รสสุคนธ์โอดครวญ แต่เขาเหมือนไม่สนใจ ยิ่งกดหนักกว่าเดิมจนในที่สุดแท่งเข็มแหลมเล็กก็โผล่พ้นผิวเนื้อออกมา

“ให้ตายสิคุณรสสุคนธ์ ช่วงนี้คุณมีแต่เรื่องเจ็บตัวหรือไงกัน”

“โรส” หล่อนย้ำให้เขาเปลี่ยนวิธีการเรียกชื่อ

ครูหนุ่มส่งสายตาขุ่น “โดนผึ้งต่อยแล้วจะเรียนต่อได้ไหม”

“เจ็บแค่นี้ ไกลหัวใจ” หล่อนชักนิ้วกลับ แล้วยิ้มท้าทาย

แต่ความพยายามเก็บความปวดระบมซ่อนไว้ไม่มิดชิดพอ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจึงหรี่แคบลง ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ “จริง ๆ ผมคิดว่าจะให้คุณทำเอง แต่จากทรงคุณตอนนี้แล้ว คุณดูผมทำก็แล้วกัน”

ในตอนแรก รสสุคนธ์ออกคำค้านแต่พอเขาเริ่มลงมือก็รู้เหตุผล เพราะการกรีดตากุหลาบออกจากต้นด้วยใบมีดปลายคมนั้น ถึงจะไม้ต้องต้องใช้แรงมากแต่ก็ต้องการความระมัดระวังไม่ให้ตาเสียหาย ดังนั้นนิ้วหัวแม่มือที่เริ่มบวมเป่งของหล่อนจึงกลายเป็นอุปสรรคไปเลยทันที

ต้นกล้านำตากุหลาบที่เพิ่งกรีดออกมาพันเทปติดกับต้นตอกุหลาบป่าซึ่งเขาเตรียมให้หล่อนไว้แล้วในตอนที่หล่อนยังอยู่ในโรงครัว แต่ครูหนุ่มก็ไม่ได้ทำให้ดูอย่างเดียว เขาบอกเล่าวิธีการติดตา เปรียบเทียบผลดีผลเสียกับวิธีอื่นให้หล่อนฟัง และเหตุผลที่เขาเลือกวิธีนี้ให้ ก็เพราะจะช่วยให้กุหลาบของหล่อนแข็งแรงเจริญเติบโตดีกว่าวิธีอื่น

รสสุคนธ์ย่อเข่านั่งดูครูหนุ่มสาธิตพร้อมให้คำอธิบายจนรู้สึกเพลิน ยามมองมือหนาสัมผัสกิ่งก้านอย่างละมุนมือก็แสนเพลินตา นิ้วเรียวที่กำลังใช้เทปพันรอบตาให้ติดกับตอกุหลาบป่าก็แสนพลิ้วไหว ดูคล้ายกับว่าเขากำลังเล่นเครื่องเล่นดนตรี

อีกทั้งน้ำเสียงและใบหน้ายามพูดคุยก็ไพเราะดึงคนฟังไว้อยู่หมัด จนหล่อนคิดเล่น ๆ เลยเถิดไปว่าถ้าเขาเป็นนักร้อง ก็คงมีแฟนคลับสาว ๆ วิ่งตามเป็นพรวน แต่สิ่งที่รสสุคนธ์เพ่งมองตลอดเวลาก็คือดวงตาสีสน้ำตาสวยราวอัญมณีของครูหนุ่ม  

“แต่ไม่ใช่ว่าคุณใช้วิธีนี้แล้วกุหลาบที่คุณปลูกจะไม่ตาย เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของคนปลูก ต่อให้เป็นตาจากต้นแม่พันธุ์ดีก็ตาม ถ้าคุณปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะบอกลาคุณ แล้วทีนี้ในช่วงแรกที่คุณปลูก คุณต้องใส่ปุ๋ยที่มี...”

ครูหนุ่มหยุดพูด ละสายตาจากงานพันเทปรอบตากุหลาบ เงยขึ้นมองนักเรียนสาว “คุณรสสุคนธ์”

แต่เพราะยามมองแพขนตาหนาที่ประดับรอบดวงตาสีสวยกระพริบนั้น เหมือนพัดขนนกของอุปรากรจีนสะบัด รสสุคนธ์จึงไม่อาจหยุดมองได้เลย

“คุณรสสุคนธ์!

“ขะ...คะ ว่าไงคะ” รู้สึกตัวอีกทีว่าเผลอมองชายหนุ่มนานเกินไปก็ตอนถูกเขาเรียก

“คุณตั้งใจฟังผมพูดอยู่หรือเปล่า” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“แน่นอน ตั้งใจฟังสิคะ”

“ผมพูดว่ายังไง”

“เอ่อ... คือ...” รสสุคนธ์ยิ้มเหย ๆ แล้วทำท่านึก “ฉัน... ฉันต้องใส่ปุ๋ยที่มี... เอ่อ...”

“ไนโตรเจน” เขาต่อให้

“นั่นแหละค่ะ ฉันกำลังจะตอบเลย” หล่อนชี้นิ้วใส่หน้าทำท่าถูกต้องเหมือนเขาเป็นแขกรับเชิญในรายการเกมโชว์

“แต่ผมยังไม่ทันได้บอกคุณ” เจ้าของดวงตาสีสวยดุใส่ “คุณไม่ตั้งเรียน”

“โธ่... ก็ใครใช้ให้ตาคุณสวยน่ามองเล่า นี่คุณไม่รู้บ้างหรือว่าพ่อหรือแม่คุณเป็นคนชาติอะไร”

ดวงตาสีน้ำผึ้งป่ามีแววไหววูบ ถอนหายใจเสียงบาง ก่อนก้มหน้ามองต้นกุหลาบ “เด็กที่ถูกเอาไปทิ้งไว้ข้างกองขยะจะไปสืบหาพ่อแม่ยังไงล่ะครับ”

รสสุคนธ์หน้าถอดสี “เอ่อ... ฉัน... ฉันขอโทษที่ถามไม่คิด”

“ครับ ผมเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เกิด” เขาพูดออกมาราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหมือนตอนที่การแนะนำตัวเองให้คนอื่นรู้จัก พลางปักไม้รวกลงในกระถางจากนั้นก็รัดลำต้นของกุหลาบกับไม้รวกด้วยลวด ก่อนเงยตามองแล้วเล่าเรื่องราวในอดีตที่ยอมเผยให้หล่อนรับรู้

“ส่วนคนที่เก็บผมได้ก็เอาไปส่งให้สถานรักเลี้ยงเด็กกำพร้า ครูเพ็ญเป็นคนรับผมไปดูแล แบบนี้จะให้หาที่มาที่ไปของดวงตาคู่นี้มาจากไหน”

แล้วในวินาทีนั้น หล่อนย้อนนึกถึงตอนที่หล่อนพลั้งปากพูดกับจ้อยด้วยอารมณ์ว่าเป็นเด็กพ่อแม่ไม่ต้องการ วาจาที่พลั้งเผลอพูดไป ไม่เพียงแค่กระแทกจิตใจเจ้าเด็กมีปัญหาคนเดียวเท่านั้น แต่ครูใหญ่โรงเรียนปลูกปัญหาก็กลับโดนหางเลขไปด้วย

แค่เพราะอยากเอาชนะ ทำให้หล่อนทำร้ายจิตใจคนถึงสองคน สมแล้วที่จ้อยจะโกรธจัด

“ช่างเถอะครับ ผมไม่ได้คิดมากเรื่องนี้” ต้นกล้าบอกแล้วยกกระถางกุหลาบลุกขึ้น “ช่วงนี้ มันต้องอยู่กับผมที่นี่ก่อน แต่ในทุกวัน คุณจะต้องมารดน้ำให้มันด้วยตัวคุณเอง”

“ตกลงคุณจะไม่บอกชื่อมันให้ฉันรู้จริงหรือ” รสสุคนธ์ยืนขึ้นตาม “ขนาดปกติ คุณจะติดป้ายชื่อไว้ที่กุหลาบทุกต้น แต่ต้นแม่พันธุ์สาวงามพวกนั้น คุณยังอุตส่าห์ไปดึงป้ายชื่อออก อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าคุณกำลังแกล้วฉันน่ะ”

เรียวปากหยักมีรอยยิ้มบาง “มันจะชื่ออะไร ตอนนี้ยังไม่สำคัญ แต่ถ้าถึงวันที่ดอกของมันเบ่งบานให้คุณเชยชม ผมจะบอกชื่อของมัน”

พูดจบก็หันหลังเดินหนีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหล่อนชักจะหมั่นไส้เขาจริง ๆ เข้าแล้ว

“งั้นฉันจะตั้งชื่อให้มันเอง” คำพูดนั้นหยุดร่างสูงให้หันกลับมามอง

 “โรส” หล่อนเปล่งชื่อตัวเอง แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม แหงนหน้าสบตาสีน้ำผึ้ง แล้วบอกย้ำความตั้งใจด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“กุหลาบต้นนี้มันมีชื่อว่าโรส!

 


 

ฤดีวัลย์


แพรพรรณรายค่อย ๆ เริ่มเผยตัวตนออกมาแล้ว

และรสสุคนธ์ก็ยังเชื่อสนิทใจว่าแพรพรรณารายเป็นเพื่อนที่ดี

แต่การที่แพรพรรณารายมาติดพันว่าอิทธิฤทธิ์แบบนี้ ถ้ารสสุคนธ์รู้ จะรู้สึกอย่างไร

แล้วในใจของต้นกล้าคิดอะไรอยู่

ติดตามกันได้ในตอน ต่อ ๆ ไปค่ะ

และขอบคุณนักอ่านที่กรุณาแอดแฟนนิยายค่ะ

     

ส่วนล่างของฟอร์ม


แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #8 คำผิดไหมอ่ะ? (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 02:24

    ประโยคที่ว่า “แต่จากทรงคุณตอนนี้แล้ว” นี่มันแปลกๆไหมอ่ะ ไรท์เป็นคนที่ไหนคะเนี่ย? 555

    #8
    1
    • #8-1 RedAppleLoveSeries (@redapplels) (จากตอนที่ 15)
      14 พฤษภาคม 2562 / 05:32
      ไม่ค่า ตั้งใจ ^^ ไรท์เป็นคนนนทบุรีค่า
      #8-1