ตอนที่ 14 : ตอนที่ ๑๓ เริ่มต้นสนธิสัญญากุหลาบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 62

ตอนที่ ๑๓


เตียงพยาบาลถูกเข็นเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยฉุกเฉินแล้ว ครูเดือนเพ็ญก็อยู่ในการดูแลของทีมแพทย์มืออาชีพ ซึ่งก็ไม่น่ามีอะไรให้รสสุคนธ์กระวนกระวายใจอีก แต่อาการตระหนกในตอนที่เห็นครูชรานอนหมอบคว่ำหน้าอยู่ในแปลงกุหลาบยังคงส่งผลให้หัวใจเต้นแรงจนถึงวินาทีนี้

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนโดยสารรถพยาบาลแบบไม่ได้เตรียมใจก่อนล่วงหน้า แต่รสสุคนธ์ไม่เคยคิดว่าจะได้เอาตัวเข้าไปในบรรยากาศที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นและความตายอีกครั้ง ก็เพราะความทรงจำในครั้งที่พบพ่อนอนหมดสติต่อหน้าต่อตายังไม่เลือนหาย

รสสุคนธ์จำได้ว่าตัวเองตกใจแค่ไหนในตอนที่เคาะประตูห้องทำงานของพ่อแล้วพบว่าพ่อฟุบหน้าแน่นิ่งบนโต๊ะ ทั้งที่หล่อนควรจะโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลในตอนนั้นทันที แต่สมองกลับไม่สั่งการให้ขยับร่างกาย มือและเท้าชา ทำได้แต่ร้องบอกให้ใครมาช่วย โชคดีที่มารดากลับจากธุระข้างนอกมาเร็วกว่านัดหมาย พ่อถึงได้ถูกนำตัวถึงมือแพทย์ทันก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

แม่ของหล่อนคงครองสติได้ดีเลิศ นางจัดการทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ทั้งยังออกคำสั่งให้หล่อนนั่งไปกับรถพยาบาล ส่วนตัวนางเองก็ออกรถตามไปทีหลังเพื่อติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลประหนึ่งเตรียมการไว้แล้วเมื่อเกิดเหตุ

นอกจากนิสัยต้องการเอาชนะที่ทั้งหล่อนและมารดามักถูกบิดาเปรียบเปรยว่าขิงก็ราข่าก็แรง ความมีสติและท่าทีที่นิ่งดั่งภูผาแม้ผจญเรื่องสั่นหัวใจของมารดานั้นเป็นสิ่งที่หล่อนอยากได้มาฝังลึกอยู่ในจิตใจบ้าง

มาหนนี้ กับคนที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ซ้ำร้ายยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยมนุษยธรรม หล่อนหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าแล้วกดหมายเลขแจ้งเหตุร้ายที่บันทึกไว้จากบทเรียนในอดีต เป็นบททดสอบประสบการณ์ชีวิตได้ดีอย่างหนึ่ง ที่น้อยคนจะได้ประสบซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าหล่อนอยากพบกับเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

“คุณรสสุคนธ์!

รสสุคนธ์หันไปทางชายหนุ่มเจ้าของเสียงที่วิ่งเข้ามาหาหล่อนโดยมีเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขนทั้งสอง ตามมาติดราวลูกเป็ดวิ่งตามแม่เป็นคือเจ้าจ้อย เด็กชายคู่ปรับตัวสำคัญ

“ครูเพ็ญเป็นยังไงบ้างครับ” อาการหอบหายใจของหน้าอกกว้างย้ำความหมายของประโยคตอนวางสายว่ารีบมากแค่ไหน

“ยังอยู่ในห้องฉุกเฉินค่ะ” หล่อนบอกเพียงแค่นั้น คิ้วเข้มดกหนาที่วางตัวขนานเหนือกรอบดวงตาเรียวยาวก็ขยับชิดกันจนเกิดรอยย่นลึกตรงหว่างคิ้ว

เป็นครั้งแรกที่หล่อนได้เห็นครูหนุ่มแสดงความกังวลชัดเจนทางใบหน้า นั่นหมายความว่าครูเดือนเพ็ญมีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน และความรู้สึกในใจที่เกิดกับเขาตอนนี้ก็คงไม่ต่างไปจากความรู้สึกของหล่อนตอนที่ยืนรอแพทย์ออกมาบอกว่าบิดาปลอดภัยดี

“แล้วคุณไปทำอะไรที่โรงเรียน ไม่ใช่คุณไปพูดไม่ดีใส่ครูเพ็ญจนครูเพ็ญเป็นลมหรือ!

เสียงบึ้งตึงของจ้อยเป็นสิ่งที่รสสุคนธ์เริ่มคุ้นชิน แต่การที่เจ้าเด็กคนนี้มักคิดว่าหล่อนคอยจะหาทางทำเรื่องไม่ดีเพื่อให้โรงเรียนปลูกปัญญาถูกรื้อถอนนั้น ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งหล่อนก็ทนไม่ได้ที่จะแย้งกลับทุกที

“เธอคงดูละครหลังข่าวมากไป หรือบ้านอยู่ใกล้กองถ่ายใช่ไหม ถึงได้คิดอะไรเพ้อเจ้อเกินเด็กประถมขนาดนี้ ถามจริงเถอะว่าพ่อแม่ของเธอปวดหัวกับเธอบ้างหรือเปล่า”

จ้อยเม้มปากแน่น มองหล่อนด้วยดวงตาอาฆาตมาดร้าย แต่มีหรือที่หล่อนจะหยุด เพราะในตอนที่ปากเล็ก ๆ ของจ้อยเริ่มอ้า รสสุคนธ์ก็หาคำพูดมาหยุดปากนั้นทันที

“อ้อ ฉันเห็นเธอมาค้างที่โรงเรียนเกือบทุกคืน หรือว่าพ่อแม่ของเธอเองยังทนเธอไม่ได้ ก็เลยผลักไสให้มาอยู่กับครูอย่างนั้นล่ะสิ แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรน้า...” หล่อนทำท่านึก ก่อนชี้นิ้วใส่หน้าจ้อย “อ๋อ...เจ้าเด็กพ่อแม่ไม่รัก”

“คุณรสสุคนธ์!

ต้นกล้าเปล่งชื่อหล่อนด้วยเสียงกดต่ำ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นก็กำลังติเตียนหล่อนเต็มที่ รสสุคนธ์จึงฉุนจัด ตอบโต้เขากลับด้วยคำพูดที่ออกจากความรู้สึกล้วน ๆ

“ฉันเป็นฝ่ายถูกโจมตีก่อนแท้ ๆ คุณเองก็เป็นถึงครูบาอาจารย์ทำไม่มีความยุติธรรมกันบ้าง หรือเห็นทางนั้นเป็นเด็ก เลยปล่อยให้พูดให้จาอย่างไรก็ได้ คุณทำแบบนี้ จะยิ่งทำให้เด็ก...”

แต่เมื่อบานประตูของห้องฉุกเฉินเปิดกว้าง นำทีมด้วยแพทย์ผู้ให้การรักษา ต้นกล้าก็อุ้มจ๊ะจ๋าตรงเข้าไปหานายแพทย์โดยไม่ฟังหล่อนพูดจบ จ้อยเองก็รีบตามเข้าไปยืนชิดครูของตน

“ครูเพ็ญเป็นยังไงบ้างครับ”

“ปลอดภัยแล้วครับ อัตราการเต้นหัวใจก็ปกติดี แต่ที่ท่านหมดสติคงเพราะร่างกายอ่อนแอ ไม่เกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นแน่นอน”

“โรคที่ท่านเป็น ?

เมื่อคิ้วของเขาย่นเข้าหากัน นายแพทย์คนนั้นก็แตะบ่ากว้างของครูหนุ่ม จ้องมองด้วยแววตาคล้ายกับมีเรื่องบางอย่างในใจ ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยออกมาเพราะทีมผู้ช่วยแพทย์เข็นเตียงผู้ป่วยออกห้อง ต้นกล้าจึงเดินเข้าไปหาหญิงชราผู้เคารพรักที่ยังนอนหลับตานิ่ง หายใจแผ่วบาง

“ผมอยากให้ท่านพักที่โรงพยาบาลสักคืน” นายแพทย์กล่าวก่อนหันไปทางเจ้าหน้าที่สาวให้จัดหาห้องพร้อมกำชับให้คอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด จากนั้นหันไปทางครูหนุ่ม “ผมมีเรื่องจะคุยกับครูกล้า”

ต้นกล้านิ่งงันไปชั่วขณะ เขาหันมาทางหญิงสาวที่ยังหลงเหลือความบึ้งตึงบนใบหน้า “ผมอยากรบกวนคุณอีกครั้ง... คุณช่วยพาจ้อยกับจ๊ะจ๋ากลับโรงเรียนแล้วอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาจนกว่าผมจะกลับได้หรือเปล่า”

แววเว้าวอนในดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีอานุภาพบรรเทาความแข็งขืนของหล่อนได้อย่างประหลาด ทั้งที่มีเหตุผลร้อยแปดที่สามารถเลือกมาใช้ปฏิเสธคำขอ แต่หัวใจของหล่อนกลับอ่อนยวบได้เพราะคำขอซื่อ ๆ จากผู้ชายคนหนึ่ง

รสสุคนธ์ลดราความโกรธเคืองต่อตัวเด็กชาย แล้วพยักหน้าเป็นการตอบรับยินยอมทำตามการร้องขอ แต่คนที่ต่อต้านกลับเป็นเจ้าจ้อยเช่นเดิม

“ไม่เอา ผมจะอยู่ที่นี่” จ้อยจับชายเสื้อของครูหนุ่มเขย่า “ให้เขาพาจ๊ะจ๋ากลับไป ผมจะอยู่กับครู กลับพร้อมครู”

“จ้อย” น้ำเสียงของคนเป็นครูเข้มขึ้น “ทำตามคำสั่งครูบ้างจะเป็นไร กลับบ้านไปช่วยคุณรสสุคนธ์ดูจ๊ะจ๋า”

“ไม่ ผมไม่อยากไปกับเขา!

“ไหนเคยบอกกับครูว่ารักน้อง จะไม่ปล่อยให้ถูกทิ้งขว้างไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้เราถึงไม่ทำตามคำพูด”

จ้อยเม้มปากเล็ก ๆ แน่น เงยตามองครูหนุ่มหวังได้ยินคำอนุญาต แต่ก็พบกับความผิดหวัง จึงหมุนตัวหันหลังเดินคอตกไปนั่งยกขาขึ้นชันบนเก้าอี้

“ขอโทษจริง ๆ ที่ต้องขอให้คุณช่วย แล้วก็ขอบคุณมากครับเรื่องครูเพ็ญ ถ้าไม่มีคุณ...”

“เอาไว้ขอบคุณฉันทีหลังก็ได้ค่ะ คุณหมอท่านรออยู่” รสสุคนธ์ไม่รอให้ครูหนุ่มจบคำพูด รีบยื่นแขนมารับจ๊ะจ๋าที่คงเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตาหล่อนบ้างแล้ว

“ถ้าพรุ่งนี้คุณไม่ว่าง ฉันจะผลัดมาดูครูเพ็ญให้” หล่อนบอกแล้วหมุนตัวเดินออกจากตรงนั้น พร้อมกับส่งเสียงเรียกเด็กชายที่ซุกหน้ากับเข่าของตน “เจ้าเด็กมีปัญหา ถ้าไม่รีบเดินตามมาล่ะก็ ฉันพาจ๊ะจ๋าไปเลี้ยงที่กรุงเทพฯ”

คำพูดท้าทายสัมฤทธิผลก็ในตอนที่หล่อนได้ยินเสียงรองเท้ากระแทกพื้นอย่างขัดใจ รสสุคนธ์จึงลอบยิ้มแล้วกระชับร่างน้อยผิวนุ่มอุ้มให้แน่น เดินไปยังรถของตนเพื่อขับออกจากโรงพยาบาลพาเด็ก ๆ กลับตามการไหว้วานของครูใหญ่แห่งโรงเรียนปลูกปัญญา

ซึ่งโรงเรียนยามวิกาลช่างเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับหญิงสาว เพราะเคยเข้ามาเหยียบย่ำแค่เฉพาะเวลากลางวัน ได้ยินแต่เสียงเอะอะ โหวกเหวกของเหล่าทโมน จึงอดประหลาดใจกับความวังเวงไร้เสียงรบกวนไม่ได้ ถ้าไม่มีโทรทัศน์ที่หล่อนเปิดรายการข่าวหัวค่ำไล่ความเงียบ สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับศาลาปฏิบัติธรรมในวัด

และภายในห้องที่จ๊ะจ๋าใช้หลับกินนมอย่างเป็นสุขนั้น คือห้องพักครูที่มีโต๊ะ ตู้ และฟูกนอนสามผืนเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญ นอกนั้นก็เป็นกองหนังสือเล่มหนา สารานุกรมมากมาย ที่มีทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษวางเป็นตั้งเรียงตามกำแพงทั้งสี่ด้าน แต่ยังเว้นที่แคบ ๆ ให้กีตาร์โปร่งตัวหนึ่งวางพิงกับกำแพง

รสสุคนธ์ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจหลังจากนั่งเฝ้าจ๊ะจ๋านอนกินนมที่จ้อยชงให้จนหลับปุ๋ย ส่วนตัวจ้อยนั้น หล่อนไม่เห็นมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ก็เป็นการดีที่เจ้าเด็กคู่ปรับจะหาที่หาทางให้ตัวเองสิงสถิตในขณะหล่อนจะได้ใช้โอกาสสอดส่องดูโครงสร้างของอาคารเรียนหลังนี้ได้อย่างละเอียดสำหรับเตรียมเข้ามาทุบทำลายอาคาร

การออกแบบภายในไม่ได้ซับซ้อนหวือหวาเหมือนอย่างภายนอก เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ต่างกับศาลาวัดอย่างที่คิดไว้ตอนก้าวขาเข้ามา และที่เตะตาคนที่พอจะคลุกคลีกับทีมวิศวกรก่อสร้างมาบ้าง คือเป็นรอยร้าวของเสาที่ไม่น่าจะเกิดกับอาคารที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ไม่กี่เดือน ซึ่งหล่อนมั่นใจเกินร้อยว่าไม่ใช่ผลจากการปรับพื้นที่ของโครงการทางฝั่งตะวันตกแน่นอน

เห็นแล้วก็ให้คิดไปว่าเป็นความชุ่ยของผู้รับเหมาหรือการขาดความรอบคอบในการตรวจงานของครูหนุ่ม และที่หล่อนเป็นห่วงคือ ถ้าทัพรถเครนของคุณากรพร็อพเพอตี้เริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ล่ะก็ แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรเพื่อทุบตึกรอบโรงเรียนในรัศมีใกล้ ๆ ไม่แคล้วทำให้รอยร้าวนั้นแผ่วงกว้างจนทำให้ตึกนี้สั่นคลอนหรือพังราบลงมา

หล่อนต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ!

มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการไล่ที่โรงเรียน แต่เป็นความปลอดภัยต่อชีวิตทุกคนภายใต้หลังคาโรงเรียนปลูกปัญญาแห่งนี้

ไม่ทันให้หล่อนได้คิดว่าจะบอกเขาอย่างไร เสียงรถเครื่องของครูหนุ่มก็ดังมาจากด้านนอก รสสุคนธ์หันไปมองจ๊ะจ๋า เห็นเด็กน้อยยังหลับดีบนฟูกที่ปูกับพื้น จึงรีบออกจากห้องที่คงใช้ประโยชน์เป็นทั้งห้องพักครูและห้องนอนของครูในคราวเดียวกัน

รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของเขาไม่ได้เข้ามาจอดหน้ากรงเลี้ยงไก่เหมือนทุกครั้ง แต่เป็นข้างแปลงกุหลาบที่เจ้าของแปลงยังไม่เปิดดวงไฟส่องให้ความสว่าง ทางเดินจึงมืดสนิทต้องใช้การเพ่งมองให้ดีมิเช่นนั้น หล่อนอาจพลาดเหยียบอะไรต่อมิอะไรจนล้มหงายเจ็บตัวอีก

รสสุคนธ์เดินลึกเข้าไปจนสุดแปลง ลึกที่สุดเท่าที่เคยเข้ามา เห็นครูหนุ่มยืนหันหลังอยู่ใต้ซุ้มกุหลาบเลื้อยสีแดงต้นใหญ่ที่แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาปกคลุมราวม่านดอกไม้ มีช่อดอกระย้าลงมาคล้ายพวงผลไม้ส่งกลิ่นหอมรวยริน

“คุณ...”

หล่อนจะเปล่งเสียงเรียกเขา ทว่าปลายเสียงถูกกลืนไปก่อนในตอนที่เห็นร่างสูงสั่นสะท้าน บ่ากว้างลู่ลง มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นปิดบังใบหน้า แล้วจากนั้นแว่วเสียงน้ำตาก็ดังจากคนที่ต้องการหลบซ่อนความอ่อนแอของตนให้พ้นตาคนอื่น

รสสุคนธ์รู้ตัวทันทีว่าไม่ควรยืนอยู่ตรงนั้น แต่เงาแห่งความสิ้นหวังฉาบทาไปทั่วแผ่นหลังของครูหนุ่ม ตรึงขาหล่อนให้หยุดอยู่กับที่ แต่อยู่ ๆ เสียงร้องไห้จ้าของจ๊ะจ๋าก็ดังลั่น ครูหนุ่มจึงหันหน้ากลับมา ไม่ทันให้หล่อนหาที่หาทางซ่อนตัว นอกจากยืนทำหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้ไม่เห็นอะไร

“คือ... ก่อนฉันออกมา ฉันเห็นจ๊ะจ๋าหลับไปแล้ว ก็เลยจะมาบอกคุณว่าฉันจะกลับ”

ต้นกล้าหลบเลี่ยงการสบตา หันไปทางตัวตึกเพราะเสียงกรีดร้องของจ๊ะจ๋าดังขึ้นจนฟังดูน่ากลัว เขารีบก้าวขายาวเดินผ่านหล่อนออกจากแปลงกุหลาบกลับเข้าตัวโรงเรียน เข้าไปอุ้มเด็กหญิงที่นั่งร้องไห้โยเยหน้าตัวตึก

ลำแขนแกร่งของครูหนุ่มที่โอบรัดร่างน้อยให้แนบอก ใช้มือกดศีรษะมนให้เอนอิงบนบ่าของตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในตัวอาคารเอ่ยปลอบเด็กหญิงตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนปรายตามองหล่อนด้วยแววตาที่หล่อนอ่านความหมายไม่ออก

เขาคงเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน รสสุคนธ์อยากให้เหตุผลตัวเองแบบนั้น แม้จะไม่ชอบใจในแววตาที่มองมา แต่หล่อนจะมาพบเขาใหม่วันพรุ่งนี้ เพื่อเริ่มต้นบทบาทที่แตกต่างไปจากเดิมในฐานะครูและนักเรียน แต่สุดท้ายแล้ว หล่อนต้องทำให้เขายอมรับชะตากรรม ไม่มีทางเลือกอื่นให้เขาอีก นอกจากประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่านั้น

รสสุคนธ์ก้าวขาถอยหลังจากมาในตอนเสียงร้องของจ๊ะจ๋าสงบลง หล่อนเดินผ่านแปลงกุหลาบ ไม่วายส่งสายตามองพวกมัน แล้วทอดถอนหายในเสียงยาว ก่อนก้าวขาเดินต่อพลางคิดถึงแผนที่หล่อนเตรียมรองรับและเยียวยาให้ครูหนุ่ม เขาจะไม่เจ็บตัวมากถ้าลดความทะนงลงได้ แม้เงินจะไม่มีค่าอะไรเทียบเท่ากับความพยายามของคน ๆ หนึ่ง แต่เงินก็เป็นตัวช่วยที่จับต้องได้ให้คนที่ล้มแล้วลุกขึ้นเดินใหม่ได้เร็ว 

ความคิดในหัวของรสสุคนธ์สะดุดในตอนหล่อนเดินไปใกล้รถที่จอดนอกรั้วโรงเรียน เห็นจ้อยยืนมองหล่อนเขม็ง ใบหน้าถมึงทึง ในมือน้อยมีแท่งเหล็กแหลมถืออยู่

“จ้อย...”

ความกังวลเกิดขึ้นในจิตใจหญิงสาว จนไม่กล้าก้าวขาเข้าไปหาเด็กชายที่หันปลายเหล็กแหลมจ่อลงบนผิวรถ ส่งยิ้มมีเลศนัยให้หล่อน ก่อนกดปลายเหล็กแล้วกรีดเส้นเป็นทางยาวจากท้ายไปจนถึงกระโปรงหน้า เกิดเสียงเสียดสีบาดลึกหัวใจหญิงสาวเจ้าของรถค่ายยุโรปที่บิดาให้เป็นของขวัญในวันจบการศึกษาระดับปริญญาโท

เส้นเดียวคงไม่สาใจความแค้นของเด็กชาย จ้อยยังละเลงปลายเหล็กไปทั่วฝากระโปรง ทั้งส่งเสียงหัวเราะ ทั้งส่งสายตาอย่างผู้ชนะมาให้หล่อน คงหวังจะได้เห็นน้ำตาหรือเสียงกรีดร้องเพราะความโกรธ

“ไปสิ ไปฟ้องครูกล้าสิว่าผมทำ!

หล่อนควรจะทำแบบนั้น แต่เปล่าเลย... ความโกรธที่ต้องมีเหือดหายไป ใจคิดพะวงไปถึงครูหนุ่มที่อยู่ในสภาพจิตใจอ่อนแอ แล้วความรู้สึกที่เข้ามาแทนที่คือความสงสารเวทนา

“ฉันไม่บอกเขาหรอก” หล่อนสูดลมหายใจ ยืดอกพูด “ถ้าเขาจะรู้ ก็ต้องรู้จากปากเธอเอง แต่เธอจะบอกหรือไม่บอกก็เรื่องของเธอ ฉันไม่ได้เป็นคนทำผิด ไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัว แต่เธอนั่นแหละที่ต้องกลัว”

จากนั้นก็ก้าวขาเดินเข้าไปหา จดจ้องดวงตาเด็กชายแน่วนิ่ง “แล้วฉันจะสอนอะไรอย่างหนึ่งนะ ว่าถ้าอยากได้ความรักจากคนอื่น ก็ต้องทำตัวให้น่ารัก ไม่ใช่มัวแต่คิดหาวิธีทำลายความรักที่คนอื่นมีให้!

ดวงตาของเด็กชายแข็งกร้าว น้ำร้อน ๆ เอ่อชื้นที่ขอบตาเพราะคำพูดแทงจิตใจ มือที่กำแท่งเหล็กนั้นเกร็ง ปากเรียวเล็กขบกันจนกรามสั่น แล้วฉับพลัน ไม่ทันได้คาดคิดว่าจ้อยจะทำ ปลายเหล็กนั้นตวัดขึ้นฟาดลงบนแขนหล่อน เกิดเป็นรอยบาด เลือดซึมออกมาตามปากแผล

“จ้อย!

เจ้าเด็กน้อยรีบหย่อนแท่งเหล็กทิ้งแล้วเตะมันเข้าไปใต้ท้องรถ วิ่งไปหาครูหนุ่มก่อนที่เขาจะเดินมาถึงตัว

ส่วนรสสุคนธ์เม้มปากแน่นเพราะความเจ็บแสย ใช้มือกดห้ามเลือดไว้ แล้วหมุนตัวกลับไปมองใบหน้าเด็กตัวร้ายที่เกาะแขนครูหนุ่มแน่นแล้วลอบส่งยิ้มให้หล่อน

“ผมตามมาบอกขอบคุณที่คุณมาส่งเด็ก ๆ ให้ผม” เขาก้าวขาเข้ามาใกล้ แต่หล่อนขอเดินถอยห่าง ซ่อนแขนข้างที่มีบาดแผลไว้ด้านหลัง

“ฉันไม่รับคำขอบคุณ”

แม้ความเจ็บจะเริ่มลุกลามทั่วบาดแผล แต่รสสุคนธ์ก็ข่มเสียงพูดให้เรียบสนิท แล้วเดินไปฝั่งคนขับ เปิดประตูรถก้าวเข้าไปนั่ง รีบควานหากระดาษเช็ดหน้าจากช่องเก็บของเพื่อใช้มันกดซับเลือดให้เหือดแห้ง ก่อนเอื้อมมือไปคว้าประตูเพื่อปิด 

ฉับพลันทันใด ประตูรถของหล่อนก็ถูกครูหนุ่มจับประตูขืนอ้าไว้ด้วยกำลัง แล้วลอดใบหน้าคมคร้ามเข้ามาจนปลายจมูกโด่งเป็นสันของชายหนุ่มลูกผสมเกือบชนแก้มนวล รสสุคนธ์จึงผงะตกใจ กระถดตัวถอยห่าง

“คำขอบคุณของผมมันราคาถูกใช่ไหม คุณถึงไม่อยากรับ”

นี่เจ้าดวงตาสีน้ำผึ้งป่าคลายความโศกเศร้าแล้วหรือถึงมองหล่อนด้วยดวงตาแค้นเคืองขนาดนั้น “ก็คงจะเป็นแบบนั้น แล้วคุณมีเรื่องต้องจ่ายฉันด้วยราคาที่แพงกว่ามาก อย่าลืมว่าคุณต้องสอนฉันปลูกกุหลาบ แล้วเราจะเริ่มต้นการเรียนการสอนพรุ่งนี้เป็นต้นไป”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ เหยียดปากพูดน้ำเสียงประชดประชัน “ผมไม่ลืมหรอก แต่คุณสิ อย่าลืมข้อตกลงที่บอกว่าหากกุหลาบดอกแรกของคุณบาน คุณต้องยกเลิกการทุบโรงเรียนปลูกปัญญา หวังว่าคุณจะทำตามสัญญา”

รสสุคนธ์เม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่าลืมตัว แต่หล่อนต้องรีบทำหน้าเรียบนิ่ง ทั้งปวดใจอยู่ลึก ๆ กับคำพูดของครูหนุ่ม ทั้งเจ็บแสบเพราะบาดแผลที่เกิดจากศิษย์รักศิษย์ร้ายของเขา

“บอกผมมาสิว่าคุณอยากให้ดอกกุหลาบพันธุ์ไหนบานเป็นดอกแรกในชีวิตของคุณ”

คล้ายมีดวงไฟลุกวาวในดวงตาของครูหนุ่ม รสสุคนธ์ลอบกลืนน้ำลายแล้วปรับแต่งเสียงไม่ให้สั่น “พันธุ์ที่ถูกปักอยู่ในค็อกเทลของโรงแรม”

คิ้วเข้มของครูหนุ่มย่นเข้าหากัน รสสุคนธ์จึงหยิบเอาดอกกุหลาบแห้งที่ยังเก็บไว้ในกระเป๋าในเช้าวันที่แพรพรรณรายฝากข้อความไว่ก่อนกลับไปยื่นส่งให้เขาดู

“มันแห้งไปแล้ว แต่คิดว่าผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณคงรู้จักมันดี”

เขามองดอกไม้แห้งในมือหล่อนเพียงชั่วแวบ “ผมรู้จักมันดี แต่คุณสิไม่เคยรู้จักมันเลยสักนิด”

คำพูดของเขากวนตะกอนอารมณ์ให้ขุ่นได้ดีชะมัด “ถ้ารู้จักมันดี ก็หวังว่ากุหลาบต้นแรกที่คุณสอนให้ฉันปลูกมันจะผลิดอกบานสวยอย่างที่คุณพูดจริง”

“คอยดูก็แล้วกัน คืนนี้ คุณก็กลับไปเตรียมใจรับความรู้จากผมได้เลย” เรียวปากหยักกระตุกยิ้ม แล้วถอนใบหน้าออกจากรถ  

“แล้วคุณจะไม่บอกชื่อของมันให้ฉันรู้หน่อยหรือไง”

“ไม่” เขาตอบโดยไม่คิดนาน หมุนตัวก้าวขาเดินห่างออกไป ก่อนเปล่งวาจาทิ้งความเจ็บ ๆ คัน ๆ ในอกให้รสสุคนธ์

“ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ ก็ไม่มีค่าพอที่ผมจะบอกชื่อของมันให้คุณรู้!

 



เรื่องราวเริ่มเคร่งเครียดมากขึ้นแล้ว สาวโรสของเราก็อุปสรรคเยอะทีเดียว

หนุ่มกล้าก็ใช่ว่าจะยอมให้โรสทำตามเป้าหมายง่าย ๆ 

ยังมีเจ้าจ้อย หนามเล็กแต่คมกริบ 

แบบนี้โรสจะสะบักสะบอมมากแค่ไหนหนอ



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

10 ความคิดเห็น