ตอนที่ 13 : ตอนที่ ๑๒ แผนรุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ก.ค. 62

ตอนที่ ๑๒ แผนรุก



ตอนที่ ๑๒ แผนรุก

เด็กขายพวงมาลัยถือวิสาสะมาเข้าฝันเขาได้อย่างไร

สัญชัยสบถด่าในใจทันทีที่ลืมตาตื่น แล้วลุกขึ้นจากหมอนใช้นิ้วนวดหว่างคิ้วคลายอาการปวดมึน ก่อนกวาดสายตามองไปพื้นที่ข้างตัว มองไม่เห็นหญิงสาวไฮโซที่เข้ามาติดเบ็ด หล่อนคงออกไปก่อนรุ่งสาง ทิ้งไว้แค่รอยยับย่นของผ้าปูเตียงกับสีแป้งฉาบใบหน้าบนหมอน

ชายหนุ่มจึงล้มตัวนอนหลับตาต่ออย่างเกียจคร้าน แต่เมื่อได้ยินเสียงข้อความเข้า ก็เอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างเตียงมาดู แล้วพบว่าไม่ใช่ข้อความขอบคุณคืนสุดเหวี่ยงจากหล่อนผู้นั้น แต่เป็นข้อความของนางสมรที่ส่งมาติด ๆ กันตั้งแต่คืนวาน

ถ้านับรวมเช้าวันนี้ก็เป็นสองวันติดแล้วที่เขาไม่ได้ไปทำงาน และก็เป็นอาทิตย์แล้วที่เขาไม่ได้กลับไปหานางสมร แต่ไม่มีการโทรศัพท์มาตามหรือทิ้งข้อความจิกหัวให้ไปตอกบัตรจากเจ้านายหน้าเลือด ผิดกับนางสมรเมียแก่ที่ผัวหายแค่คืนเดียว นางก็ทำราวกับจะวายชนม์

กระนั้นสายเรียกเข้ามากกว่าสิบสายรวมถึงข้อความติดตามตัวมากมายจากภรรยากลับถูกเพิกเฉย แม้กระทั่งข้อความล่าสุดซึ่งทั้งเตือนทั้งเน้นถึงวันฉลองวันเกิดพี่ใหญ่ของตระกูลก็กลายเป็นเรื่องน่าตลกขบขันสำหรับสัญชัย

เขาอยู่ตัวคนเดียวไร้ญาติที่แท้จริงมาแต่เกิด คนที่รายล้อมก็เป็นเจ้าหน้าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากับเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งตาดำตาน้ำข้าวทั้งหลาย ความสัมพันธ์เป็นไปแบบครอบครัวใหญ่ก็จริง แต่ไม่มีความรู้สึกผูกพันมัดใจ แม้จะได้รับการกอดก็ไม่ได้ลึกซึ้งกินใจเหมือนเนื้อเพลงที่พวกอาสาสมัครเข้ามาร้องให้ฟัง

ในทุกคืนที่เข้านอน เขาจะขับกล่อมตัวเองด้วยความฝันเฟื่องที่เป็นแรงผลักดันให้ถีบขากางแขนแหวกว่ายหนีให้พ้นจากความยถากรรมอับจนข้นแค้นของเด็กกำพร้า

และเมื่อภาพอดีตคืบเข้ามารุกราน สัญชัยก็สบถคำด่าแล้วก้าวขาลงจากเตียง ลากขาอ้อยอิ่งไปเปิดตู้เย็น หยิบเอาเบียร์ยี่ห้อนอกเย็นเฉียบออกมาเปิดฝา เดินไปทิ้งตัวบนโซฟากว้างบุผ้ากำมะหยี่นุ่มหน้าทีวีจอบางที่เจ้าของหนุ่มไม่เคยใช้บริการของมัน แม้แต่รีโมทคอนโทรล ก็จำไม่ได้ว่าวางทิ้งไว้ตรงไหนในห้องชุดสุดหรูมีระดับที่เป็นหนึ่งในความฝัน

เขาทำสำเร็จแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอให้ใจเต็มอิ่ม ยังมีอีกหลายสิ่งที่อยากได้ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากมี ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะตอบสนองความรู้สึกขาดหายไปได้หรือไม่ สัญชัยไม่อยากเสียเวลาคิดใคร่ครวญ การกอบโกยความสุขให้มากเข้าไว้เป็นสิ่งที่เขาต้องทำก่อนอื่นใด

เสียงโทรศัพท์ดังเรียกร้องให้เขาละความสนใจจากภาพแผนชีวิตตามฝัน เขาพาหน่วยร่างเดินอย่างเกียจคร้านกลับไปห้องนอน หยิบโทรศัพท์ขึ้นดูชื่อของสายเรียกเข้าแล้วก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนเลื่อนหน้าจอเพื่อรับสายนั้น

“ว่าไงกล้า มีอะไร” สัญชัยกรอกเสียงลงไป แล้วคิ้วเข้มดกก็ย่นเข้าหากันเมื่อฟังปลายสายสนทนากลับ

“เสาโรงเรียนมีรอยร้าว ?” เขาลอบถอนหายใจพลางยกขวดเบียร์ขึ้นดื่มระหว่างฟังปลายสายพูด “ไว้ฉันจะให้ผู้รับเหมาไปดูให้ก็แล้วกัน แต่คงช้าหน่อยเพราะช่วงนี้งานฉันค่อนข้างยุ่ง”

จากนั้นเดินถือโทรศัพท์แนบหู กลับไปหย่อนตัวนั่งบนโซฟา “เรื่องที่ดินผืนใหม่น่ะหรือ ก็กำลังมอง ๆ อยู่หลายที่ แต่นี่อย่าบอกนะว่านายยอมแพ้แม่รสสุคนธ์แล้ว”

“แล้วไป ฉันก็นึกว่านายพ่ายให้ผู้หญิง” พูดพลางนั่งไขว่ห้างกลอกตามองเพดาน หาทางบอกตัดบท “ได้ ถ้าฉันเจอที่เหมาะ ๆ จะพานายไปดู แค่นี้ก่อนเพื่อน ต้องไปทำงานแล้ว”

แล้วกดวางสายทันทีโดยไม่รอฟังเสียงลากล่าวท้ายของเพื่อนชาย แต่กลับเหยียดยิ้มเยาะให้โทรศัพท์ราวกับมันเป็นตัวแทนของครูหนุ่ม

“นายมันก็เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่เพราะมีคนอย่างนาย ฉันถึงได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในสังคมสวยหรู”

ความทรงจำที่เคยร่วมห้องเรียนกันยังไม่เสื่อมคลาย เขา เบิ้ม และต้นกล้ากลายเป็นเพื่อนสนิทกันเพราะต้องนอนห้องเดียวกัน และการแบ่งพื้นที่ใช้สอยในห้องนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างยุติธรรมเลยสิ้นเชิง เบิ้มถือสิทธิ์อายุมากกว่าและตัวใหญ่กว่าจับจองอาณาเขตกว้างขวาง ส่วนเขาอ้างว่าต้องใช้พื้นที่วางตำรับตำราเรียนมากมาย

แต่ว่าต้นกล้ากลับไม่แยแสการแบ่งเขตแสดงความเป็นเจ้าของ หลังเลิกเรียน หมอนั่นจะหยิบกีตาร์ตัวโปรดที่ได้รับบริจาค หาที่ปลีกวิเวกหัดเล่นด้วยตัวเองจนชำนาญแล้วใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้หาเงินด้วยการจ้างเล่นกีตาร์ในร้านอาหาร

สัญชัยยังจำภาพวันเก่า ๆ ได้ดี สมัยเข้าสู่วัยรุ่น เขาได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านเดียวกับที่ต้อนกล้าทำงาน ด้วยความที่เขาหน้าตาดี จึงมีแขกที่เป็นสาวใหญ่ให้ทิปมากโข ต้นกล้าก็ใช่จะน้อยหน้า ใบหน้ากระเดียดไปทางฝรั่งแต่มีความเอเชียผสมอยู่ก็ช่วยดูดทิปจากแขกได้เยอะ บางครั้งที่มีแขกขอให้ต้นกล้าเล่นเพลงที่อยากฟัง ต้นกล้าจะได้บวกทิปมากขึ้นไปอีก

ความอิจฉาจึงเกิดขึ้นในจิตใจเขาอย่างห้ามไม่อยู่ อดคิดไม่ได้ว่าหากเขาเล่นดนตรีหรือร้องเพลงได้บ้างคงได้มากกว่าที่ต้นกล้าได้ แต่ที่เขาบอกว่าแข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งวาสนานั้นอย่าได้หมายชัยชนะเป็นเรื่องจริง

ในคืนที่อันนาถูกฆ่า ต้นกล้าก็เลือดเข้าตา บุกไปถึงกาสิโนของอริ แล้วดันไปเจอนายโธมัสกำลังจะถูกยิง แต่เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร เขาไม่รู้ เพราะตอนที่เรียกตำรวจไปนั้น ก็เห็นต้นกล้ายืนตระหง่านเหนือร่างของคู่ปรับ แล้วหลังจากนั้นต้นกล้าก็ได้รับความช่วยเหลือจากนายโธมัสทุกอย่าง เว้นแต่คดีของอันนาที่ถูกปิดเงียบ ไม่มีอะไรคืบหน้า ส่วนเขาที่เป็นผู้พาตำรวจไปกลับได้ค่าตอบแทนสินน้ำใจไม่กี่หมื่น

ช่างน่าเวทนาใจนัก คนหนึ่งทำเพื่อล้างแค้นส่วนตัว คนหนึ่งตั้งใจจะไปช่วยเพื่อน แต่บุญของเขาไม่ถึงหรืออย่างไร ถึงไม่ได้ถูกเศรษฐีคนไหนมาอุปการะเลี้ยงดูเป็นลูก

คิดแล้วก็ขุ่นใจ และน้อยใจในโชคชะตาที่ผ่านมา แต่จากนี้เขาจะขอเสพสุขบ้าง ชายหนุ่มวางเบียร์แล้วลุกขึ้นก้าวอาด ๆ เข้าห้องน้ำชำระคราบไคล หยิบหาชุดเชิ้ตและกางเกงตัวใหม่ยี่ห้อดังที่เพิ่งซื้อหามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์หรูหรากับตัวเอง

ด้วยรูปทรงและการตัดเย็บกอปรกับเนื้อผ้าแปลงร่างหนุ่มนักขายผู้มีรูปร่างหน้าตาดีเป็นทุนเดิม ให้กลายเป็นคุณชายมาดเนี้ยบในพริบตา ก็คงมีใบหน้าหล่อเหลา จมูกโด่งโค้งสวยได้รูป กับผิวขาวแบบผู้ดีกระมังที่เขารู้สึกขอบคุณบิดามารดรที่ไม่เคยได้เห็นหน้า

คุณชายร่างแปลงส่งยิ้มให้ตัวเองในกระจกอย่างภาคภูมิ ฉวยกุญแจรถสปอร์ตคันโก้ออกตระเวนหาความสุข เพราะยังเหลือเงินมากมายในบัญชีรอให้เขาใช้ปรนเปรอตัวเองและทดลองใช้ชีวิตหลักลอยตามร้านอาหารแพง ๆ เยี่ยงอย่างลูกเศรษฐีหลายคน

เป้าหมายของวันจึงเป็นร้านอาหารร้านเล็กแต่ขึ้นชื่อเรื่องความฟุ้งเฟ้อเช่นเมนูข้าวผัดน้ำพริกบ้าน ๆ แสนธรรมดาที่ถูกนำมาจัดใหม่ใส่ความอลังการอย่างมันกุ้งลอปสเตอร์ ที่ทานคู่กับผักเรดโอ๊คไร้สารพิษ ทว่าความอร่อยขนาดติดปลายลิ้นจนต้องโหยหากลับมาชิมใหม่นั้นแทบจะไม่มี

สัญชัยกินไปแค่จานเดียวก็เอียนรสเลี่ยน บวกกับความเชื่อว่าคนมีตังค์จะไม่กินให้อิ่มจนพุงกาง เขาจึงสั่งกาแฟดำแก้วละห้าร้อยมาล้างกลิ่นคาวกุ้งยักษ์ แล้วนั่งทอดหุ่ยบนเก้าอี้บุนวมนั่งสบายริมหน้าต่าง เฝ้าสังเกตการณ์ลูกผู้ดีใช้ชีวิตยามกลางวัน

แต่เมื่อสายตาไปสะดุดกับวงหน้าสวยหมดจดของหญิงสาวร่างอรชรที่กำลังเดินข้างชายหนุ่มในชุดสูทแสนภูมิฐาน ตามมาติด ๆ เป็นชายหญิงสูงวัย สัญชัยก็รีบขอเปลี่ยนที่นั่งโดยอ้างว่าอยากได้มุมสงบ แล้วลอบมองความเป็นไปของกลุ่มแขกมีตังค์กลุ่มนั้นเดินไปยังโต๊ะสุดพิเศษ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ยกระดับสูงกว่าโต๊ะทั่วไป มีเสาทองสี่เสาล้อมรอบด้วยผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวสะอาดเพิ่มความเป็นส่วนตัว

ชายหนุ่มในชุดสูทเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงอาวุโสที่เลือกนั่งข้างชายวัยไล่เลี่ยกัน แล้วค่อยเลื่อนเก้าอี้ให้อีกสตรีที่ดูจากริ้วรอยบนใหน้าแล้วอายุอานามคงไม่ห่างจากคนแรกมากนัก ส่วนหญิงสาวอ่อนวัยสุดเลื่อนเก้าอี้นั่งเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบริการ ก่อนที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะย้อนกลับมานั่งข้างเจ้าหล่อนที่มีใบหน้าบึ้งตึงทันทีราวเปิดสวิทช์

หญิงสาวผู้ดูหยิ่งยะโสเหลือเกินในสายตาสัญชัยนั้นคือรสสุคนธ์ คนที่กำลังตั้งป้อมรบกับต้นกล้า ส่วนเจ้าหนุ่มที่ท่าทางไว้ตัวและทะนงไม่แพ้กันคือชายในฝันที่อดีตคู่รักของเขาหลงไหลคลั่งไคล้นักหนา

สัญชัยกระตุกยิ้มขัน ก็โลกแสนเน่าใบนี้มันช่างกลมเสียเหลือเกิน และที่ตลกไปกว่านั้นคือมีเงาของหญิงสาวอีกคนกำลังเฝ้ามองเหล่านกน้อยในกรงทองในมุมลับสายตา

 

“โครงการคืบหน้าไปถึงไหนแล้วจ๊ะหนูโรส”

ชาร้อนคลายความกลมกล่อมลงไปถนัดเมื่อรสสุคนธ์ถูกยิงคำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หล่อนกลืนเครื่องดื่มลงคอแล้ววางแก้วลงพลางคิดหาคำตอบที่พอจะให้รอดพ้นจากสภาวะการณ์อึดอัด

“ก็ยังทำตามกำหนดอยู่ค่ะป้าวัลย์” หวังว่าคำตอบนี้จะทำให้คนที่นั่งด้านข้างไม่ติดใจถามต่อ

“นั่นหมายความว่าป้าจะได้พาเพื่อน ๆ ไปช้อปที่ห้างของหนูแล้วสิ” นางวัลยายิ้มกว้างหันไปส่งสายตาพออกพอใจกับนางนางปัทมา ก่อนพูดกับกับลูกชายว่า “ฉันภูมิใจที่ได้หนูโรสมาเป็นสะใภ้จริง ๆ ทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้ อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเชียวนะตาอิท”

อิทธิฤทธิ์วางแก้วน้ำลงแล้วส่งยิ้มกลับโดยไม่มีวาจา ซึ่งดูเหมือนว่าวันนี้เขาค่อนข้างประหยัดคำพูดมากกว่าปกติ บทบาทของนักแสดงนำจึงตกไปเป็นของนางวัลยาที่ต้องหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยขับไล่ความเงียบของโต๊ะอาหารจนกว่าอาหารที่สั่งจะถูกนำมาวางเรียงราย

 “นี่ตาอิท ตักอาหารให้หนูโรสหน่อย มัวแต่นั่งจ้องจานข้าวอยู่นั่นแหละ” นางวัลยาเริ่มหาวิธีส่งต่อบทให้ลูกชายตนบ้าง

อิทธิฤทธิ์จึงได้ขยับแขนและเลือกตักเนื้อปลาเทราต์ผัดขิงให้หล่อน รสสุคนธ์ค้อมหัวเล็กน้อยเอ่ยคำขอบคุณเสียงเบา ก่อนเงยตาชำเลืองมองใบหน้าของบิดาที่เห็นแล้วก็เจ็บปวดในใจ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อของหล่อนถึงไม่แพร่งพรายเรื่องผลประกอบการของบริษัทที่กำลังขยับตัวลงในแนวดิ่งให้หล่อนได้รู้บ้าง

 “ทานเยอะ ๆ นะจ๊ะหนูโรส ดูสิ ไปอยู่ไซต์งานเป็นอาทิตย์ ซูบไปเยอะเชียว ทางโน้นคงหาอะไรทานลำบาก” นางวัลยาเล่นบทของนางต่อ

“ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลยค่ะ ตอนเช้ากับเย็นก็มีอาหารของโรงแรม ส่วนกลางวันได้เด็กธุรการจัดการให้”

“ทำไมไม่ผูกปิ่นโตกับโรงแรมทุกมื้อล่ะจ๊ะ ไว้ใจให้เด็กจัดให้ เขาเอาของอะไรมาให้เราทานเราจะรู้หรือ”

รสสุคนธ์ยิ้มสุภาพ “เขากินแบบไหนเราก็กินแบบนั้นค่ะ บางมื้ออร่อยถูกปากมากกว่าอาหารโรงแรมเสียอีก”

คนฟังยิ้มแห้ง ๆ ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวหนุบ ๆ เหมือนหาทางไปต่อไม่ถูก จึงส่งสายตาไปยังบุตรชายที่จ้องข้าวร้อนในจานเหมือนกับรอให้เม็ดข้าวค่อย ๆ ระเหิดเข้าสู่ร่างกายแทนการเคี้ยวกลืน จึงทำเป็นว่ากล่าวบุตรชายเพื่อให้เขาได้ออกปากพูดอะไรบ้าง

“ตาอิทนี่ใช้ไม่ได้เลย ทำไมเราไม่ไปดูแลหนูโรสที่ไซต์”

“โรสเขาดูแลตัวเองได้ครับคุณแม่ ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษ เขาเข้าออกฟาสต์ฟู้ดประจำ ก็เลยชินกับอาหารขยะ”

แต่บทพูดของบุตรชายทำเอารอยยิ้มของนางวัลยาเจื่อนลงอย่างรวดเร็ว นางปัทมาเองก็ทำหน้าแบ่งรับแบ่งสู้ ส่วนรสสุคนธ์สกัดกั้นอารมณ์ไว้ด้วยการขยำผ้ากระโปรงเนื้อซานตินจนยับย่น

“ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องไปดูแลน้องที่ไซต์ด้วยแล้วสิ งานบริษัทการบินก็ไม่มีปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ ปล่อยให้น้องไปลำบากแบบนั้นคนเดียว ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ” นางวัลยาจึงแก้เคล็ดด้วยการต่อว่าต่อหน้าบุพการีของว่าที่ลูกสะใภ้หวังกอบกู้สถาณการณ์

แต่สำหรับรสสุคนธ์ สู้ปล่อยให้ความตึงเครียดคลายตัวลงไปเองจะดีเสนอความเห็นที่หล่อนอยากลุกขึ้นทุบโต๊ะคัดค้าน

“คงต้องถามเจ้าตัวว่าอยากให้ผมไปดูแลหรือเปล่า”

ผู้ชายคนนี้ได้ยินเสียงความคิดของหล่อนหรืออย่างไร รสสุคนธ์สูดหายใจลึก ประดิษฐ์เสียงพูดให้นุ่มที่สุด “จริงอย่างที่พี่อิทพูดค่ะ โรสดูแลตัวเองได้ และอยากแสดงฝีมือของตัวเองให้เต็มที่ ส่วนเรื่องอาหารการกินอาจมีบางวันที่กินอาหารขยะ แต่ก็ยังดีกว่าเจอคนขยะทุกวันนะคะ”

เสียงแค่นหัวเราะในลำคอของอิทธิฤทธิ์ทำให้หล่อนร้อนรุ่มในอก อยากให้มื้ออาหารกลางวันแย่ ๆ จบลงเสียที แล้วรสชาติของมันก็ไม่ได้เลอเลิศอะไร ปลาเทราต์ผัดขิงราคาครึ่งพันยังเทียบไม่ได้กับรสชาติปลาทะเลทอดฝีมือนางแพร้วสักนิด

หล่อนหวนคิดถึงวงข้าวเย็นที่บ้านชาวเลคืนที่ผ่านมา แม้หล่อนจะไปเป็นแขกที่ไม่ได้ถูกเชิญ แต่ก็สัมผัสความอบอุ่นที่ห้อมล้อมโอบรอบกายได้ ทั้งใบหน้าดุดันแต่พูดจาตรงไปตรงมาของนายเผ่า ทั้งรอยยิ้มกับเสียงพูดเจื้อยแจ้วของหนูมุก ทั้งน้ำใจที่ไม่แฝงจุดประสงค์ของนางแพร้ว และแววตาอบอุ่นดั่งแสงตะวันของครูหนุ่มในตอนอรุณเบิกฟ้า

เราอาจยิ่งใหญ่ในขณะที่เรายังเห็นว่ามีพื้นดินที่ต่ำกว่าเรา แต่นั่นเป็นเพราะเราเอาแต่ก้มหน้า หากเราแหงนตามอง ก็จะเห็นว่ายังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก จนเราทำลายความรู้สึกผยองที่เคยใหญ่ราวขุนเขาในใจให้กลายเป็นเศษก้อนดินพริบตา

เขาพูดกับหล่อนในวินาทีที่แสงแรกทอของวันประกาย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นก็เปล่งแสงสุกสกาวคล้ายคนที่เห็นมาแล้วทุกอย่างในโลก... เป็นโลกที่หล่อนไม่เคยเหลียวความสนใจให้

“แม่ได้ฤกษ์แต่งงานแล้วนะโรส บังเอิญจริงที่ฤกษ์ดีตรงกับวันที่ยี่สิบห้าธันวาคม เช้าหมั้นบ่ายก็แต่งเลยทีเดียว จองโรงแรมริมแม่น้ำไว้แล้ว ที่พวกหนูต้องทำก็คือเลือกชุดแต่งงานกับถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง”

หล่อนยังหลงในวังวนของความทรงจำ เสียงพูดของนางปัทมาจึงเบาบางราวกับอยู่ห่างกันแสนไกล การปฏิเสธคำขอแต่งงานของหล่อนที่ให้ไว้แก่อิทธิฤทธิ์ไม่มีผลอะไรต่อการตัดสินใจของนางเลยแม้แต่น้อย

อาจจะจริงที่บิดาเคยบอกไว้... ความรั้นและความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายเป็นดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดจากแม่สู้ตัวหล่อน

แล้วดวงอาทิตย์ขึ้นที่คุณเห็น สวยได้เท่าเทียมกับที่มองจากโรงแรมหรือเปล่าครับ

เป็นคำถามสุดท้ายของครูหนุ่มก่อนวิ่งรถกลับมาเมืองหลวงที่หล่อนยังไม่ยอมให้คำตอบเขาชัดเจน แต่เขาก็อ่านได้จากแววตาของหล่อน รอยยิ้มอุ่นจึงผุดพรายบนใบหน้าคล้ำแดดที่แสนน่ามองยามแสงสีอำไพแห่งอรุณรุ่งไล้ไปตามกรอบหน้าคมสัน จนคำพูดที่ถูกกดทับด้วยอคติเกือบหลุดออกไปให้เขาได้ยิน

มันสวยมาก... สวยกว่าที่หล่อนเคยเห็นจากที่ใดในโลก สวยจนหล่อนลืมหายใจ

ถ้าคุณพร้อมจะเรียนปลูกกุหลาบเมื่อไหร่ ก็มาบอกผมได้ทุกเมื่อ ผมจะรอ... อย่างอดทน น้ำเสียงหนักแน่นของครูหนุ่มยังฝังอยู่ในโสตหู

“ส่วนเรื่องแหวนแต่งงาน” เสียงของนางวัลยาทำให้รสสุคนธ์สะดุ้งตัวออกจากความคิดคำนึง “ป้ากำลังจะ...”

“ให้โรสเลือกเองเถอะค่ะ” คำว่าแหวนฉุดหล่อนออกจากภวังค์ “โรสเป็นคนสวมแหวน ก็ขอให้โรสได้เลือกแหวนเองเถอะนะคะ”

อะไรดลใจให้หล่อนพูดออกไป อาจเป็นสัญชาติญาณเอาตัวรอดก็เป็นได้ เพราะแหวนวงที่หล่อนต้องยอมให้มันมาถือตนเป็นห่วงล้อมนิ้วนางข้างซ้ายไปตลอดชีวิตนั้น ควรจะเป็นวงที่หล่อนเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับหล่อนเอง มิใช่ให้ใครอื่นมาขืนบังคับ

เพราะหากเป็นนั้น มันก็ไม่ต่างจากห่วงคอสำหรับลิดรอนอิสระของนักโทษ การขอเลือกแหวนเองจึงช่วยถ่วงเวลาจองจำให้ยื่นออกไปได้อีกอย่างน้อยเพียงวันเดียวหล่อนก็จะทำ

“ไว้ผมจะพาโรสไปเลือกแหวนวงที่โรสอยากสวมครับ”

กระแสเสียงนั้นราบเรียบหากแต่ในชั่วแวบที่รสสุคนธ์สบแววตานิ่งลึกของอิทธิฤทธิ์ หล่อนก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเกมจับผิดที่เขาเชี่ยวชาญเสียเหลือเกินในช่วงหลัง แล้วเหยื่อในเกมก็คือตัวหล่อน

“จริง ๆ แหวนวงเดิมก็สวยดี ยายโรสตาไม่ถึง” นางปัทมาพูดกล้อมแกล้ม

แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น มื้อน้ำชาหลังอาหารจึงไม่ถูกทำให้ยืดเยื้อ และด้วยเหตุที่อิทธิฤทธิ์มีนัดหมายสำคัญ ส่วนรสสุคนธ์ก็ต้องกลับบริษัทเพื่อเรียกประชุมลับกับทีมงานโครงการที่คัดมาแล้วว่าไว้ใจได้

“ผมว่าเราต้องรุกให้หนักขึ้นกว่าเดิมแล้วนะครับคุณโรส”

ทว่าฝ่ายควบคุมกำหนดการบอกหล่อนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเต็มพิกัด และเป้าหมายของแผนรุกนั้นก็มิใช่อื่นใด เป็นโรงเรียนปลูกปัญญาที่ยังตั้งตระหง่านกลางใจพื้นที่ยุทธศาสตร์

หล่อนนึกถึงคำพูดของผู้ช่วยร่างท้วมขึ้นมา “คุณวิชัยเคยเสนอฉันอยู่ แต่ฉันว่าเรายังไม่ต้องทำให้ถึงขั้นนั้น”

“แต่คนของคุณอิทก็มาถามความคืบหน้าทุกวันนะคะ ดิฉันเกรงว่า...” เลขานุการของหล่อนพูดด้วยอาการไหล่ห่อ “ดิฉันเกรงว่าสักวันพวกเราจะถูกถอนจากหน้าที่”

รสสุคนธ์สูดหายใจลึก ใช้ความคิดหนักหน่วงในการประมวลผลหาวิธีที่ได้ผลและไม่มีใครต้องเดือดร้อนยกเว้นเจ้าของโรงเรียนปลูกปัญญา แล้วหล่อนก็ได้ไอเดียในตอนที่ไล่สายตาไปทุกใบหน้าที่เฝ้ามองนายหญิงเป็นตาเดียว หากโครงการนี้หลุดจากมือไป อิทธิฤทธิ์คงให้ทีมงานของตนมาสวมหน้าที่แทนทุกคน และคนของหล่อนเองบางคนอาจถูกกดดันจนถึงขั้นลาออก

“ฉันรู้แล้วว่าจะทำยังไง”

สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวเป็นสิ่งที่หล่อนไม่คิดอยากทำเลยแม้แต่น้อย กระนั้นเพื่อพาตัวเองไปสู่เป้าหมาย กลเกมเล็ก ๆ น้อย ๆ คงไม่ทำให้ครูหนุ่มเดือดเนื้อร้อนใจ และในระหว่างที่หล่อนให้เขาสอนวิธีปลูกกุหลาบ หล่อนก็จะค่อย ๆ ปูทางไปสู่ความสำเร็จด้วยกลีบกุหลาบที่เบ่งบานในสวนของเขาทั้งแปลง!

 

อากาศค่ำคืนนี้อบอ้าวไม่เย็นกาย ท้องฟ้าก็ไม่กระจ่างใสเหมือนคืนวาน ดวงจันทร์ซ่อนเร้นหายตัวในเมฆฝนสีแดงช้ำที่เตรียมหอบหยาดพิรุณจากที่ไหนสักแห่งในท้องทะเลห่างไกลเข้าสู่ฝั่ง

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มละจากฟ้ายามราตรีแล้วทอดมองยอดอ่อนกุหลาบเอนไหวในแปลงปลูก สูดกลิ่นหอมระรวยที่โชยชื่นแทรกตัวในมวลอากาศ ราวกับกำลังกักเก็บความหอมที่ได้จากการโอ้โลมเลี้ยงดูพวกมันด้วยใจทุ่มเทตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นรางวัลให้ตัวเอง

พวกคนทำดีไม่หวังผล

รสสุคนธ์เคยกระแนะกระแหนเขาด้วยคำพูดประโยคนั้น เขาอยากบอกหล่อนเหลือเกินว่ามันก็ไม่ได้จริงเสมอไป นึกถึงวงหน้ากระจ่างใสของคุณหนูสาวผู้แสนเย่อหยิ่งกับปากสีกุหลาบแดงที่จับจีบพูดวาจาของหล่อนทีไร ก็เผลอยิ้มออกมาทุกที

“นั่งทำอะไรตรงนี้หรือกล้า หรือว่ากลัวตื่นเช้ามาแล้วจะเจอกุหลาบช้ำ เลยต้องมานั่งเฝ้าเพลี้ยเฝ้าแมลงให้พวกมัน” เสียงของครูสูงวัยลอยแผ่วจากด้านหลัง

“ไม่ถึงขนาดนั้นครับครู ผมแค่ยังไม่ง่วง” ต้นกล้ารีบลุกขึ้นแล้วจะเข้าไปประคองเดิน แต่เห็นมือผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกโบกปัด จึงทำให้ได้แค่ยืนอารักขาด้วยสายตา

“แล้วทำไมครูยังไม่เข้านอนล่ะครับ”

“ก็นอนไม่หลับเหมือนกล้านี่แหละ” พูดแล้วยกแขนขยับไม้เท้าหยัดพื้นแล้วก้าวขาเดินช้า ๆ ไปหย่อนตัวบนเก้าอี้ต้นกล้ารีบยกมาตั้งให้

“ปวดเนื้อปวดตัวตรงไหนหรือเปล่าครับ นี่ก็ใกล้ครบกำหนดที่หมอนัดแล้ว ผมจะได้จดไว้บอกกับหมอ”

“เปล่า ไม่ได้ปวดตรงไหน แต่นึกเป็นห่วงเรื่องของจ้อย”

“เรื่องของจ้อย... จ้อยทำไมหรือครับ” แม้ครูเดือนเพ็ญจะคอยเป็นห่วงเป็นใยเด็กนักเรียนทุกคน ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องปัญหาทางบ้านที่เด็กหลายคนก็ประสบเหมือนกันแล้ว เด็กที่ร่าเริงหัวเราะเสียงดังทุกวันอย่างจ้อยนั้น มีอะไรทำให้ครูใหญ่วัยชราผู้นี้เป็นห่วงกัน

“มีคนเล่าให้ครูฟังว่าเห็นจ้อยใช้ไม้ไล่ตีขาไอ้ลายจนขามันหัก”

ต้นกล้าจำได้คลับคลาว่าไอ้ลายหายหน้าหายตาไป กลับมาอีกทีก็เดินกะเผลกเป็นหมาพิการขา แต่พอได้ฟังเรื่องที่ครูเดือนเพ็ญเล่า ความห่วงใยที่มีต่อสัตว์โลกตอนนั้นกลับย้อนคืนมาเป็นความกังวลที่มีต่อลูกศิษย์ของตน

“ผมจะคุยกับจ้อย” ต้นกล้าบอกเสียงมั่นเหมาะ แต่พอเห็นความกังวลหลงเหลือในแววตาของครูเดือน จึงเอ่ยถามต่อด้วยความเป็นห่วง “มีอะไรมากกว่านั้นหรือครับ”

“เมื่อวาน...” ครูเดือนเพ็ญหยุดพูดกลางคันเหมือนทำคำพูดสูญหาย กว่าที่จะเอ่ยต่อก็กินเวลาไปเกือบนาที “คนที่มาเล่าให้ครูฟังเรื่อยจ้อย เขาเห็นไอ้ลายนอนตายในพงหญ้า หัวของมันถูกตีเสียจนยับเยิน”

ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าไอ้ลายตายด้วยเหตุอะไร หรือใคร แต่หัวใจของครูหนุ่มก็สั่นสะเทือนและเจ็บร้าวราวถูกค้อนปอนด์ทุบเต็มแรง

“ผมจะคอยสังเกตจ้อยให้ใกล้ชิดขึ้นกว่านี้” ต้นกล้ากล่าวด้วยความรู้สึกกังวลเต็มอก แต่คนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าจ้อยในนาทีนี้ก็คือครูเดือนเพ็ญ

เขายื่นมือไปบีบมือเหี่ยวย่นของครูชรา “ครูเพ็ญสอนผมให้เป็นคนอย่างไร ผมก็จะสอนจ้อยและเด็กทุกคนให้เป็นอย่างนั้น”

“แต่สอนใจคนน่ะมันยากนักต้นกล้า” 

เขารู้ความหมายของคำพูดนั้นดี แต่หน้าที่ของครูคือการสอนศิษย์อย่างอดทนไม่ย่อท้อ ต่อให้ยากเย็นแค่ไหนก็ต้องเข็นลูกศิษย์ให้ป่ายปีนไปสู่เป้าหมายชีวิตพวกเขาให้ได้

“ครูก็เคยสอนใจเด็กอย่างผมมาได้สำเร็จแล้วนี่ครับ”

คำพูดของเขาสร้างรอยยิ้มบางบนใบหน้าครูเดือนเพ็ญขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เขาประคองร่างชราก่อนปิดประตูห้องโดยเฝ้ายืนรอจนได้ยินเสียงล้มตัวบนเตียง จากนั้นจึงกลับเข้าห้องพักครูที่ใช้ประโยชน์ควบคู่กับห้องนอน

ทว่าเขาก็หลับตาไม่ลง ได้แต่คิดถึงเรื่องของเด็กชายที่เสียงกรนเบา ๆ ข้างตัว ส่วนจ๊ะจ๋าก็กลิ้งตัวมาหาไออุ่นใต้วงแขนที่เขายกขึ้นหนุนหัว จึงได้โอกาสสัมผัสไออุ่นจากผิวเจ้าตัวน้อยว่าไข้ลดลงและไม่มีอาการโยเยอีกแล้ว

แต่ไม่กี่วินาทีถัดมา จ๊ะจ๋าก็ลุกขึ้นนั่ง ขยับปากจุ๊บจั๊บแล้วชี้นิ้วป้อมไปทางกระติกน้ำร้อน บอกให้เขารู้ว่าต้องจัดหาอะไรให้เธอ

ต้นกล้าจึงต้องลุกขึ้นไปเปิดฝากระป๋องนม แต่ก็พบว่าปริมาณนมผงเหลือเพียงให้จ๊ะจ๋ากินอิ่มได้มื้อนี้มื้อสุดท้าย ชายหนุ่มจึงลอบถอนหายใจ นึกขบขันตัวเองที่กลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวของเด็กสองวัยทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน แล้วเขาจะสั่งสอนให้ลูกที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดแทนบุพการีแท้ ๆ ของเขาได้ดีขนาดไหนกัน

พลันนั้น ความคิดเรื่องไอ้ลายผุดก็ขึ้นมาให้ขบคิด ต้นกล้าจึงหันไปมองเด็กชายที่ขดตัวหลับใต้ผ้าห่มด้วยแววตากังวล

สอนใจคนน่ะมันยากนัก

คำ ๆ นี้ของครูเพ็ญก้องอยู่ในหัวจนถึงชั้นรุ่งขึ้น ถึงจะนอนไม่เต็มตา ครูหนุ่มก็ต้องลุกขึ้นมาทำกิจวัตรยามเช้าให้เสร็จทันดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ลมฟ้าอากาศวันนี้ดูจะเป็นใจให้เขาออมแรงรดน้ำแปลงผักและต้นไม้ เพราะเมฆสีเทาเริ่มตั้งเค้าเตรียมสาดสายฝนตามลางบอกเหตุของธรรมชาติที่คาดไว้แต่วาน

กระนั้น ความเหนื่อยยากจนทำให้เขาท้อใจไม่เคยมีสัญญาณเตือนภัยบอกกล่าวกันล่วงหน้า ในช่วงสายก่อนที่สายฝนจะโปรยเม็ดลงมา มีผู้ปกครองกลุ่มหนึ่งยกขบวนมาพบเข้าถึงในโรงเรียน แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจครูหนุ่มอ่อนแรง

“พวกผมจะมาเอาลูกออกจากโรงเรียนครับ” เป็นแค่คำพูดสั้น ๆ ห้วน ๆ ของตัวแทนผู้ปกครองของเด็กนักเรียนเกือบค่อนห้อง

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” ต้นกล้าไถ่ถามถึงสาเหตุ “ถ้าลำบากใจเรื่องค่าเทอม ก็สามารถผัดผ่อนไปก่อนได้”

“เอ่อ... มันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครู... พวกผมแค่จะพาครอบครัวย้ายไปตั้งตัวใหม่ที่จังหวัดอื่น” หนึ่งในกลุ่มผู้ปกครองคนหนึ่งบอกเหตุผลแล้วรีบควักกระเป๋าเงินออกมาหยิบธนบัตรยื่นส่งให้

“นี่ค่าเรียนที่พวกผมรวบรวมกันมาจ่ายครับ”

“ไม่เป็นไร เก็บไว้ใช้ตั้งตัวดีกว่าครับ” ทว่าครูหนุ่มพูดกลับแทบไม่ได้มองเงินในมือเลย “แต่ถ้าลูกชายคุณอาเดือดร้อนเรื่องการเรียน ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ให้เขาโทรมาถามผมได้ ถึงจะไม่ใช่นักเรียนที่นี่ แต่ผมก็ยินดีสอน”

“ได้โปรดรับไว้เถอะครับครูกล้า”

ใบหน้าของผู้พูดดูกระอักกระอ่วน เขาคว้ามือของครูหนุ่มให้กำธนบัตรแน่น แล้วพากันเหลียวตัวจ้ำเดินออกจากรั้วโรงเรียนไปราวกับมีธุระเร่งด่วน

“พวกเขามาโรงเรียนวันหยุดทำไมหรือกล้า”

เสียงพูดคุยกันคงดังไปถึงห้องนอนของครูเดือนเพ็ญ ครูชราจึงเดินถือไม้เท้าเดินออกมา ยืดคอมองแผ่นหลังของผู้ปกครองเหล่านั้นที่ทยอยหายลับไปหลังเขตกำแพง

ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง ต้นกล้าจึงรายงานความจริงให้ทราบ และอาจเป็นเพราะผ่านเหตุการณ์คล้ายกันนี้มามากกว่าเขา สีหน้าและแววตาของครูเดือนเพ็ญจึงเรียบนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกอ่อนไหวออกมาให้เห็นหากจะมีเด็กนักเรียนที่สั่งสอนกันมานานหายไปหลายคน

“ผมจะพาจ้อยกับจ๊ะจ๋าไปหาซื้อของใช้ที่ตลาด ครูอยากได้อะไรหรือเปล่าครับ” ต้นกล้าเองก็ต้องดึงสภาพจิตใจที่โอนเอนให้กลับมาตั้งตรง แล้วเริ่มต้นวันใหม่ด้วยภารกิจที่ต้องทำ

“ไม่เป็นไร ขอบใจนะ” ครูชรายิ้มให้แล้วหมุนตัวเดินกลับห้องไปเงียบเชียบด้วยไม้เท้าช่วยพยุง

ต้นกล้าจึงส่งเสียงเรียกจ้อยให้อุ้มน้องน้อยออกมาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงก่อนขับขี่ออกจากรั้วโรงเรียนในสายวันหยุดพาเด็กทั้งสองมุ่งสู่ตลาดชุมชนที่นายประชาเป็นเจ้าของปล่อยแผงให้พ่อค้าแม่ค้ามาเช่าแผงขายสินค้าของตน

แต่ความรู้สึกของการไปจับจ่ายในวันนี้แตกต่างไปจากเดิม ด้วยสายตาทุกคู่ที่มองมากับรอยยิ้มเฝื่อน ๆ ที่เขาได้รับจากพ่อค้าแม่ค้าร้านรวงต่าง ๆ นั้นคล้ายกับเวลาที่พวกเขาทั้งหลายถูกนายประชาตามทวงค่าเช่าแผงรายเดือน

“คงลุ้นหวยงวดนี้จนเครียดกันล่ะมั้งครู” จ้อยนึกหาเหตุผลตามประสาพลางป้อนถือไอศกรีมเย็น ๆ ให้น้องกินคลายร้อน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ทำให้ต้นกล้าคลายความสงสัยในแววตาเหล่านั้น แล้วยิ่งบังเอิญเห็นหนึ่งในเด็กนักเรียนชายที่ผู้ปกครองมาแจ้งว่าจะให้ลาออกเพราะต้องย้ายไปตั้งตัวใหม่จังหวัดอื่นยังเดินเข็นเข่งผักลัดเลาะไปตามซอกซอยในตลาด ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเด็กเหล่านั้นจะได้เข้าโรงเรียนศึกษาหาความรู้ในตอนที่ย้ายถิ่นฐานหรือไม่

“รอครูอยู่นี่นะ เดี๋ยวครูมา”

ต้นกล้าไม่ได้เหตุผลอะไรกับจ้อย เขาเดินตามเด็กนักเรียนที่เข็นเข่งผักออกจากตลาดเข้าไปในตรอกแคบของชุมชนแออัดใกล้เคียงที่ครูหนุ่มรู้ว่าเป็นทางเข้าบ้านของเด็กนักเรียนชายคนนั้น หากแต่แทนที่จะตรงต่อไปจนสุดทาง รถเข็นผักกลับถูกหักเลี้ยวเข้าในตรอกเล็กแทน

เขาจึงเดินตามต่อไป ในระหว่างนั้นมีคนสวนทางออกมาทีละมาก ๆ ทั้งที่สุดตรอกนั้นเป็นเขตสวนต้นยูคาลิปตัสของนายทุนจากเมืองหลวงที่มาลงทุนปลูกไว้แล้วจ้างให้คนพื้นที่ดูแล

ความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในจิตใจ เมื่อเขาเดินตามไปจนเห็นว่ามีกลุ่มชาวบ้านทยอยเข้าทยอยออกจากบ้านไม้ที่ปลูกไว้กลางสวนต้นยูคาลิปตัส ส่วนเด็กนักเรียนชายผู้นั้นก็เข็นเข่งผักเข้าไปในตัวบ้านที่มีคนทำหน้าที่คล้ายเฝ้ายาม

ครูหนุ่มไม่รอช้า ก้าวขาหมายตรงเข้าไปหาเด็กนักเรียน แต่วินาทีนั้น มีเสียงของใครบางคนเรียกเขาให้หยุดขาก่อนที่จะกล้ำกรายเข้าสู่เขตสวน

“ครูกล้า ครูกล้ามาที่นี่ทำไมครับ”

เจ้าของเสียงนั้นเป็นลูกจ้างนายประชา หรือบิดาของเด็กที่เขาเคยสอนพิเสษหลังเลิกเรียนโดยไม่คิดเงิน และพอเขาหันไปหาก็ทำหน้าซีดหน้าเผือดใส่

“ครูอย่าเข้าไปบ้านนั้นเลย มันไม่ใช่ที่คนอย่างครูควรเข้าไป”

“ทำไมหรือ ในบ้านหลังนั้นมีอะไร”

คิ้วเข้มของครูหนุ่มเข้าหากัน แต่ไม่ทันได้คำตอบ ก็ถูกฉุดแขนเข้าไปหลบในซอกกำแพงที่สร้างแบ่งระหว่างเขตชุมชนกับเขตสวน ทันท่วงทีก่อนที่จะมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่เดินออกมา

“พรุ่งนี้ข้าจะมาแก้มือใหม่ เงินที่เขาเอามาแจกยังพอเหลืออยู่ รับรองพรุ่งนี้ก็ต้องเอาที่เสียไปคืน”

“แล้วที่บอกครูกล้าว่าจะย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นล่ะ จะเอายังไง” หนึ่งในนั้นถามขึ้น

“ค่อยว่ากัน แก้มือให้ได้ก่อน ไหน ๆ เขาก็ปลดหนี้คุณประชาให้ฟรี ๆ แถมให้เงินก้อนมาใช้ เราก็เอามาต่อทุนก่อนไปก็ไม่เสียหลายนี่หว่า”

เสียงเออออเห็นดีเห็นงามผ่านซอกที่เขาและชายอีกคนหลบอยู่ไปแล้ว แต่ความรู้สึกมึนงงยังฝังอยู่ในหัวครูหนุ่ม คล้ายกับถูกทรยศหักหลัง จึงรู้สึกชาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ครั้นจะขยับขาก้าวออกจากที่ซ่อนก็โดนห้ามไว้ก่อน

“เจ้าหนูนั่นไม่เป็นไรหรอกครู มันทำงานส่งข้าวส่งน้ำให้คนข้างใน รายได้ดีกว่ารับจ้างเข็นผักอีก”

เป็นคำบอกที่ไม่ได้ช่วยให้เขาคลายความกังวลลง ในทางกลับกัน ยิ่งสร้างความกังวลมากขึ้นไปอีกเท่าตัว ต้นกล้าพอเดาได้จากคำพูดที่ลอยเข้าหูในนาทีก่อนหน้าได้ว่าบ้านหลังนั้นคือออะไร แต่ใครกันเล่าที่เป็นเจ้าของและอาจหาญทำได้โดยไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง

“ครูอย่ามาแถวนี้อีกเลยนะ ผมไหว้ล่ะ” ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายที่อาวุโสกว่าลงทุนประนมมือก้มหัวไหว้ “ผมมาเป็นคนเฝ้า คอยดูต้นทางเวลามีตำรวจมาลาดตระเวน แต่มาเจอครูกล้าเอานี่ ผมกลัวยิ่งกว่าตำรวจ ผมกลัวครูกล้าจะเป็นอะไร แล้วลูกผมจะขาดครูดี ๆ อย่างครูกล้าไป”

ต้นกล้าแทบไม่ได้ยินเสียงพูดเลย รู้สึกหูอื้อจนเห็นเพียงปากของอีกฝ่ายขยับแต่ไร้เสียง เขาถูกดึงตัวออกจากที่ซ่อนเมื่อทางปลอดโปร่ง

“แล้วถือว่าเห็นแก่ผมนะครู อย่าบอกใครเรื่องนี้” 

เขาไม่ได้ตอบรับคำขอร้อง เดินใจลอยกลับมาที่ตลาด ไม่สนใจเสียงเซ็งแซ่ของพ่อค้าแม่ขาย ไม่สนใจทุกแววตาที่คิดว่าผิดปกติ จนไม่ได้สนใจคนที่เดินเข้ามาตบบ่าทักทายว่าเป็นใคร

“ไงครูกล้า มาซื้อของหรือ”

แต่แรงฝ่ามือที่กดบนบ่าทำให้ต้นกล้าหลุดออกจากภวังค์ รับรู้ว่าคนที่ถอนมือหนาจากบ่าตนแล้วยืนส่งยิ้มให้คือนายประชา พ่อค้ายี่ปั๊วและเจ้าของแผงในตลาด

“ผมเห็นเจ้าจ้อยกับน้องชะเง้อคอมองหาครูอยู่นั่นน่ะ ก็เลยซื้อไอศกรีมกับน้ำให้กินระหว่างรอครู”

“เอ่อ... ขอบคุณนะครับคุณประชา คราวหลังไม่ต้องก็ได้ครับ ผมเกรงใจ”

“เกรงใจอะไรกัน” นายประชาโบกไม้โบกมือ “ว่าแต่เรื่องไล่ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ได้ข้อตกลงกันกับพวกเขาหรือยังล่ะครู”

“ผมไม่ย้ายครับ นั่นเป็นข้อตกลงเดียวที่ผมจะทำกับพวกเขา”

“อ้าว... ไม่ย้ายหรือ” แววตาของนายประชาดูประหลาดใจที่ได้ยิน

“ครับ ผมจะไม่ย้ายโรงเรียนไปไหนทั้งสิ้น”

นายประชาฟังแล้วไม่ได้ถามอะไรต่อ ทำแค่พยักหน้าแล้วยกมือตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนเดินผ่านหลังไป ต้นกล้าเองก็ต้องกลับไปหาเด็กทั้งสองที่เขาทิ้งไว้ให้รอนานสองนาน

จ๊ะจ๋าเห็นหน้าต้นกล้าก็ส่งยิ้มร่าตามวัย ส่วนเจ้าจ้อยทำหน้าบูดใส่บ่นกระปอดกระแปด “ผมรอตั้งนาน ครูหายไปไหนมา”

ต้นกล้าไม่อยากตอบคำถาม เฉไฉไปที่คราบสีขาวของไอศกรีมกะทิแท่งใหม่ที่ถูกวางทิ้งไว้บนมอเตอร์ไซค์พ่วง “แล้วนั่นไม่กินหรือ ปล่อยให้มันละลายแบบนั้นน่าเสียดาย”

“จะเสียดายทำไม ไม่ใช่เงินผม ไม่ใช่เงินครู เป็นเงินของนายประชา ผมไม่อยากกินเงินของเขา”

“ทำไมล่ะ เงินของใครมันต่างกันยังไง”

“ไม่ต่าง ซื้อไอติมได้เหมือนกัน แต่เงินที่นายประชาซื้อไอติมผมอาจมาจากเงินที่เขาขายโรงเรียนเก่าของครูเพ็ญ”

ต้นกล้านึกหนักใจกับคำพูดของเด็กจ้อยที่มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเกินวัย หรือว่าเรื่องไอ้ลายที่เขาพูดกันจะเป็นความจริง ครูหนุ่มยอมรับว่าทำใจยากนัก หากคิดว่าผู้สังหารไอ้ลายคือเด็กชายที่นอนข้างเขาทุกคืน แล้วยิ่งมองใบหน้าไร้เดียงสาแบบนี้ด้วยแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จ้อยจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับการกระทำของตน

“กลับโรงเรียนกันเถอะครู วันนี้ไข่ไก่บางฟองอาจฟักเป็นตัว ผมจะตั้งชื่อลูกเจี๊ยบเกิดใหม่ตัวแรกว่านางจ๋อม”

ต้นกล้ายิ้มอย่างขื่นใจ “ลูกเจี๊ยบตัวแรกที่ฟักอาจเป็นตัวผู้ก็ได้นะ”

“ตัวผู้ก็ชื่อจ๋อม มันจะเป็นพี่น้องกับผม จ้อย จ๊ะจ๋า จ๋อม” ว่าแล้วก็คว้าน้องน้อยที่กำลังเลียรสหวานหอมของไอศกรีมตามนิ้วมือของตัวเอง

ครูหนุ่มผ่อนลมหายใจหนักแล้วออกรถตรงกลับโรงเรียน หวังขอคำปรึกษากับครูเดือนเพ็ญทั้งเรื่องของจ้อยและเรื่องของบ้านในสวนยูคาลิปตัส แต่เมื่อขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพห่างจากไปไม่ไกล เสียงโทรศัพท์ที่สอดเก็บในกระเป๋าเชิ้ตก็ดัง จึงจอดรถเทียบริมแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมามองหมายเลขเรียกเข้าที่ไม่คุ้นเคย

“สวัสดีครับ” เขารับสายกรอกเสียงลงไปพลางยกมือป้องหูกันเสียงไซเรนของรถพยาบาลที่แล่นผ่านไปด้วยความเร็ว “ขออภัยที่นี่เสียงดังมาก คุณช่วยพูดช้า ๆ ดัง ๆ อีกครั้งได้ไหมครับ”

แล้วสีหน้าของครูหนุ่มก็ซีดเผือด หันขวับกลับไปมองรถพยาบาลที่วิ่งผ่านสี่แยกไฟแดง มือที่ถือโทรศัพท์อยู่อ่อนแรงจนเกือบทิ้งโทรศัพท์ตกพื้น แต่เพราะเสียงของปลายทางยังดังอยู่ เขาจึงยกมันขึ้นแนบหูอีกครั้ง

“คุณรสสุคนธ์ คุณช่วยอยู่ข้าง ๆ ครูเพ็ญก่อน ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้!

 

 

 


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ



ฤดีวัลย์


แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า


    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

10 ความคิดเห็น