ตอนที่ 11 : ตอนที่ ๑๐ ถึงไม่รู้จักความรัก แต่รู้จักคำว่ายุติธรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 ก.ค. 62

ตอนที่ ๑๐  ถึงไม่รู้จักความรัก แต่ก็รู้จักคำว่ามีคุณธรรม






ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจับทุกอณูพื้นที่ของห้องพักขนาดกว้างในคอนโดมีเนียมสร้างใหม่ใจกลางเมือง พรมผืนใหญ่และชุดโซฟายังไม่ร้างรากลิ่นสีจากโรงงาน เตียงขนาดคิงส์ไซส์จัดวางเหมาะเจาะลงตัวเข้ากับโคมไฟตั้งพื้นสีทองอร่ามมันวาว

เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังถูกจัดวางตามแบบห้องพักตัวอย่างเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ผ้าม่านสีเทาทึมของหน้าต่างบานกว้างก็ยังคลี่ตัวจากวงแหวนเหล็กสำริดไร้ตำหนิราวกับไม่อยากเปิดมันออกชมความศิวิไลซ์ของเมืองกรุงหรือรับแสงแรกแห่งอรุณในเช้าวันใหม่

ถ้าไม่นับหลอดไฟแอลอีดีที่ต้องเปิดให้ความสว่าง ก็คงมีเตียงนอนกว้างกระมังที่ชายหนุ่มรูปงามเจ้าของห้องหรูใช้งานมันอย่างคุ้มค่ามากกว่าแค่เอาไว้เอนกายาพักกายหลังจากใช้พลังกายมาตลอดคืน

 จวบจนเสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์แว่วเข้าโสต ปลุกสัญชัยให้พลิกตัวตะแคงไปอีกฝั่งแล้ววาดแขนไขว่คว้าบางอย่างบนผืนผ้า ทว่าจับต้องอะไรไม่ได้นอกจากความว่างเปล่า เว้นแต่กลิ่นจางของน้ำหอมเป็นหลักฐานให้ใจตระหวัดถึงรสสวาทแสนซาบซ่านร้อนแรง

ร่างเปลือยเปล่าชันตัวลุกขึ้นนั่ง คว้าโทรศัพท์มือถือจากโต๊ะข้างเตียงขึ้นดู และพอเห็นชื่อผู้ส่งข้อความเข้าเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งราวกับเห็นชื่อผู้ส่งเป็นสิ่งปฏิกูล นางสมรคงกลัวว่าเขาจะพลาดนัดกินข้าวกับญาติโกโหติกาของหล่อนเย็นวันนี้ถึงได้ส่งข้อความเข้าเสียหลายสิบครั้ง

สัญชัยแสยะยิ้ม แล้วหวี่ยงโทรศัพท์ไปบนที่นอน สลัดผ้าห่มออก หย่อนเท้าแตะพื้นห้อง ลุกเดินโซเซ เตะขวดเหล้าและกระป๋องเบียร์ที่วางเรี่ยราดตามพื้นให้พ้นทาง คว้าผ้าขนหนูได้ก็เดินเข้าห้องน้ำใช้ความเย็นจัดกระตุ้นประสาทให้สร่างจากความมึนเมา จากนั้นเปิดตู้เสื้อผ้าแต่ก็พบว่าไม่เหลือเชิ้ตกับกางเกงสแลคสักชุดสำหรับใส่ทำงาน

“ไม่มีชุดใส่ก็ไม่ต้องไปทำ” บ่นพึมพำกับตัวเองแล้วหยิบเสื้อโปโลกับกางเกงทรงดีราคาแพงมาสวมใส่ พลางคิดหาเรื่องทำสลายเวลาอันว่างเปล่าของวัน

ชายหนุ่มออกจากคอนโดมีเนียมด้วยรถสปอร์ตรุ่นโปรดที่ได้มาครอบครองดั่งใจฝัน ขับตรงไปยังถนนสายที่รวบรวมร้านอาหารและร้านเสื้อบูติกชั้นสูง จอดรถในลานจอดแล้วแวะซื้อช่อดอกไม้จากร้านทางผ่าน ก่อนเดินเท้าต่อไปจนเห็นกล่องป้ายไฟพิมพ์ตัวอักษรว่า Black Swan

มือหนาผลักประตูประจกเข้าไป หวังกล่าวคำทักทายหญิงสาวเจ้าของร้าน แต่หล่อนกำลังง่วนอยู่กับการต้อนรับลูกค้าหนุ่มนักธุรกิจรูปร่างสูงสง่า สักครู่ใหญ่ถึงสังเกตการมีตัวตนของเขา ทว่าสายตาที่ใช้มองมาส่งสัญญาณให้สัญชัยรู้โดยอัตโนมัติว่าเขาควรย้อนกลับไปรอที่รถพร้อมช่อดอกไม้ในมือ

เขาไม่รู้จักผู้ชายในชุดสูทคนนั้นเป็นการส่วนตัว รู้เพียงแค่ว่าเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทพัฒนาอสังริมทรัพย์ที่ไหนสักแห่ง

ที่รู้ก็เพราะหล่อนพร่ำพรรณนาถึงความโก้หรูของนายนั่นประดุจมันเป็นเจ้าชายให้ฟัง แถมยังคลั่งไคล้หลงไหลขนาดครวญครางชื่อของมันออกมา พร่ำเพ้อบอกรักคนในจินตนาการอย่าบ้าคลั่ง ทั้งที่เขาเป็นคนครอบครองร่างกายหล่อนทั้งคืน 

“ผู้หญิงอะไรน่าสมเพชสิ้นดี” สัญชัยสบถคำด่าต่อหล่อนมากมาย แต่หล่อนก็เป็นคนแรกที่เขายอมจ่ายเงินซื้อช่อดอกไม้งี่เง่าช่อนี้

เวลาแห่งการรอคอยผ่านไปนานจนหมดความอดทน จึงคิดว่าเหมาะแก่เวลาที่โทรไปก่อกวนหล่อน แต่สัญญาณโทรศัพท์ยังไม่ทันถูกส่ง ประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับก็เปิดออก แล้วหญิงสาวร่างเพรียวผมบ๊อบทรงเฉี่ยวก็เข้ามานั่งภายในรถ พร้อมกับพกพาความบึ้งตึงมาเต็มใบหน้า

“ไง มีเวลาว่างพอจะปลีกตัวได้แล้วล่ะสิ” ไม่จำเป็นต้องมีคำทักทายเลี่ยน ๆ ให้หล่อน

“งานการไม่ทำแล้วหรือไง ถึงได้มาก้าวก่ายเวลาของฉัน” หล่อนพ่นคำตำหนิกลับ

สัญชัยแค่นยิ้ม เหยียดปากสวนคำพูด “เวลาอยากเธอก็วิ่งมาหาฉัน เวลาสบายตัวแล้วก็สะบัดฉันทิ้ง สันดานแบบนี้ไม่คิดจะเปลี่ยนบ้างหรือไง”

“อย่าคิดว่าตัวเองดีไปกว่าฉันนักเลย”

เขาไม่ใส่ใจคำประชด ยกศอกชันกับขอบบานกระจกปรายตามองก่อนโยนช่อดอกไม้ไปบนหน้าตักหญิงสาว

“อะไร” หล่อนถาม

“ค่าตัวเมื่อคืน”

“เลว” ช่อดอกไม้ถูกปาคืนใส่หน้า แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเปิดประตูจะออกจากรถไป เขาก็คว้าต้นแขนบางไว้แล้วบีบแน่นจนเจ้าตัวหันกลับส่งดวงตาขุ่นเคือง

“ปล่อย!

“ไม่เอาน่า เห็นแก่คืนที่ผ่านมาหน่อย ฉันก็ปรนเปรอเธอจนเต็มอิ่มมิใช่หรือ วันนี้ถึงคราวเธอต้องคืนฉันบ้าง”

ดวงตาฉาบสีเทาลุกวาว “ก็วินวินทั้งคู่ จะมาเอากันอะไรอีก”

“เป็นเพื่อนฉันเที่ยวสักวันสิ” เขาไม่ใส่ใจกับอาการต่อต้านของอีกฝ่าย

“ฉันไม่ใช่คนว่างงาน”

“มรดกเตี่ยกำมะลอของเธอยังมีเหลือเยอะไม่ใช่หรือไง ไม่ขายของวันเดียวร้านไม่เจ๊งหรอกน่า ยิ่งมีไอ้หล่อนั่นเป็นลูกค้า เธอคงไม่ถึงขนาดต้องแก้ผ้าขายเสื้อให้มัน ... โอไม่สิ... “ เขาลดเสียงพูดลงราวกับกลัวคนที่เดินผ่านไปมานอกรถได้ยิน “เธอไม่ได้แก้ผ้าขายเสื้อ แต่... เธอแก้ผ้าขาย...”

“ไอ้ชาติชั่ว แกอย่าพูดหมา ๆ  แกเองก็ขายเหมือนกันไม่ใช่หรือ!

“จุ๊ ๆ พูดไม่เพราะ เดี๋ยววิญญาณนางไฮโซจะหลุดออกจากร่างนะ” สัญชัยยกนิ้วชี้แตะปากที่คลี่ออกเป็นยิ้มกระด้าง แล้วกดล็อคประตูอัตโนมัติ

“จะพาฉันไปไหน!

“อยากไปไหนละ นรกหรือสวรรค์ จัดให้ได้ทั้งนั้น”

“ไอ้ชั่ว ไอ้เลว ฉันจะลง!” หล่อนดึงที่เปิดประตูแต่เพราะมันถูกควบคุมจากแผงบังคับใกล้มือสัญชัย ประตูจึงไม่สนองต่อความต้องการของหล่อน “ปลดล็อคเดี๋ยวนี้!

เขาไม่ได้ยี่หระต่อสายตาข้นแค้น ต่อให้เนินหน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมแรงเพราะความโกรธมากแค่ไหน ก็จะทำตามความต้องการของตน

“อย่าดีดดิ้นนักน่า แค่ไปกินข้าวกับขับรถเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ และที่วันนี้ฉันไม่ได้ไปทำงานเพราะเป็นร่างทรงไอ้หมอนั่นให้เธอทั้งคืนนั่นแหละ! พูดจบก็เปลี่ยนเกียร์ หมุนพวงมาลัยหันรถออกเข้าสู่ถนนทันที

ร้านอาหารริมทะเลถูกคัดสรรจากหญิงสาวด้วยเงื่อนไขว่าต้องไร้คน เหตุที่ว่าหล่อนไม่ต้องการให้ใครอื่นพบเห็น และอย่าได้หวังบรรยากาศโรแมนติกใด ๆ เพราะหล่อนไม่ต้องการมากับเขาแต่แรก ส่วนสัญชัยเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าจะต้องเป็นร้านเด่นดัง แค่กิน ๆ ให้ร่างกายมีกำลังไปวันก็เพียงพอแล้ว

มื้ออาหารจึงผ่านไปอย่างจืดชืด เหมือนเขากินข้าวกับหุ่นยนต์ แตกต่างกับความมีชีวิตชีวาตอนที่หล่อนให้บริการเจ้าหนุ่มคนนั้นลิบลับ แต่สัญชัยไม่อยากเอาเรื่องนี้มาขบคิดให้น้อยเนื้อต่ำใจ เขาย้ำกับตัวเองว่าไม่ได้เป็นไอ้สัญชีวิตรันทดอย่างแต่ก่อน และหล่อนก็ไม่มีทางกลับมามีอิทธิพลเหนือเขาอีก แค่คบกันเพื่อความสุขชั่วคราวก็เท่านั้น

การพาหล่อนนั่งรถกินลมหลังอาหารเย็นจึงเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อฉกฉวยเวลาที่หาได้ยากของหญิงสาวผู้นี้ และถึงการพยายามแสร้งไม่รู้จักกันก่อนหน้าจะเป็นความต้องการของหล่อนก็ตาม แต่เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของหล่อน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ ต่อให้เก็บปากเงียบ หรือตีหน้าเย่อหยิ่งไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เขาก็รู้เช่นเห็นความคิดของหล่อนอย่างทะลุปรุโปร่ง

“เธอไปถึงสิ่งที่เธอต้องการหรือยัง”

เขาเอ่ยถามในตอนที่พาหล่อนมาส่งในจุดที่ห่างจากคอนโดมีเนียมหรูกลางเมือง แต่ความเงียบถูกแทนค่าเป็นคำตอบที่เจ้าตัวไม่ต้องการเอ่ยถึง

“ถ้าขวากหนามเยอะนัก จะให้ฉันช่วยก็ได้นะ”

“ไม่ต้อง”

หล่อนปฏิเสธแบบมะนาวไม่มีน้ำพร้อมส่งสายตาดูถูกมาให้ หากเขาเป็นสัญชัยคนคงเก่าคงโกรธเป็นไฟ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตเสริมภูมิคุ้มกันการถูกดูถูกดูแคลนได้ในระดับหนึ่ง

“ฉันช่วยฟรีไม่คิดตังค์ เห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่า”

แต่หล่อนยังยืนยันคำพูดเดิมด้วยการลงจากรถโดยไม่สนใจข้อเสนอไร้ข้อผูกมัด จากนั้นก็พาร่างระหงของตัวเองเดินหายไปในฝูงชนราวกับอยากหนีคนที่เป็นเหมือนภาพฉายซ้ำของอดีตที่ต้องการลบทิ้งให้หายไปจากความทรงจำ

 สัญชัยแค่นหัวเราะกับกิริยาเฉยชาของหล่อนที่เขาก็ควรจะชินชา แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะความชินชาเท่ากับการไร้ซึ่งความทะเยอทะยานอยาก และในเมื่อโชคกำลังเข้าข้าง ทำไมเขาจะไม่ตะครุบมันไว้ หล่อนเองก็คงคิดเช่นกันถึงได้ยังตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาสิ่งที่ฝัน

ชายหนุ่มยกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาประดับเพชร เห็นว่าคืนนี้ยังมีเวลาเหลือมากมายให้ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยทั้งรูปร่ำรวยทั้งทรัพย์อย่างเขาไขว่คว้าหาความสุข บางทีเขาอาจได้ผู้หญิงกล้าได้กล้าเสียมากกว่าหนึ่งคนจากบาร์ชั้นต่ำไว้ระเริงสวาท แต่ถ้าเขาอยากขยับฐานะสังคม ก็ต้องพาตัวเองไปคลุกกับคนมีระดับในบาร์ชั้นสูง นาฬิกาเรือนนี้คงเป็นใบเบิกทางให้เขาได้รับการต้อนรับราวเจ้าชาย

สัญชัยจึงบังคับพวงมาลัยหนังของรถสปอร์ตหรูสีขาวสะอาดมุ่งหน้าสู่ผับใหญ่ใจกลางแหล่งรวมสถานบันเทิง พนักงานรับรถวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับกุญแจเพื่อบริการนำยานพานหะของลูกค้าไปหาที่จอด ส่วนเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเชิดอกตรงเข้าสู่ประตูบานหนาที่พนักงานผับรีบเปิดอ้ากว้างต้อนรับแขกหนุ่ม

“ดอกกุหลาบไหมครับพี่”

แต่เมื่อได้ยินเสียงเล็ก ๆ ที่แทบจะถูกกลบไปด้วยเสียงเพลงดังจากภายใน ชายหนุ่มก็เอี้ยวใบหน้าหันไปมอง เห็นเด็กชายร่างผอมใส่เสื้อผ้าปอนยื่นส่งกุหลาบสีแดงก่ำให้

“ไอ้หนู ไปขายที่อื่น!” หนึ่งในพนักงานผับตรงปรี่เข้าไปตะครุบเข้าที่คอเสื้อย้วยของเด็กขายดอกไม้ “แขกที่นี่ไม่มีใครซื้อดอกไม้ของแกหรอก!

ใบหน้าของเจ้าหนูผสมกันระหว่างตื่นกลัวกับต่อต้าน แต่ดวงตาใสซื่อที่สบประสานกันกับสัญชัยโดยบังเอิญคล้ายเป็นกระจกสะท้อนกาลเวลาให้เขาหวนนึกถึงภาพความทรงจำในวันเก่า เขาเองก็เคยมีแววตาแบบนั้น แววตาที่อ่อนต่อโลก แววตาที่ไม่เห็นเส้นแบ่งความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

สัญชัยรีบสะบัดหน้ากลับ ไม่สนใจร่างเล็กที่ถูกฉุดลากออกไปด้วยข้อหาของความไม่เหมาะสมใด ๆ ก็ตามที่ถูกหยิบยกมากันความต่ำต้อยให้ออกห่างจากสิ่งสูงส่งกว่า เขาพาตัวเองก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่เปิดอ้ากว้างต้อนรับด้วยไมตรี ให้เสียงเพลงและแสงไฟกลบลบภาพร้ายในวัยเยาว์ที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ

 

ความอ่อนล้าของจิตใจไม่อาจถูกเยียวยาให้หายเป็นปลิดทิ้งได้เพียงการนอนหลับแค่ชั่วข้ามคืน แม้จะระลึกไม่ได้ว่าผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ แต่รสสุคนธ์ก็รู้สึกคล้ายกับอดหลับอดนอนมาทั้งคืน

หล่อนรวบรวมแรงกายชันตัวลุกขึ้นจากหมอนนุ่ม หย่อนเท้าเรียวลงจากเตียงพาร่างกายหนักอึ้งเดินออกไปที่ระเบียง หวังให้แสงอรุณและลมทะเลถ่ายทอดพลังกายและใจ แล้วทอดสายตามองนกทะเลบินเวียนวนเหนือยอดไม้ที่ขึ้นเป็นแนวเลียบหาดหิน ฟังเสียงเพลงลูกทุ่งแว่วดังจากเรือหาปลาที่ลอยล่องบนคลื่นสงบไม่ห่างจากบ้านเรือนหลังเล็กที่ปลูกเรียงรายติดกันตามแนวชายฝั่งทะเล

เป็นภาพชีวิตแสนเรียบง่ายของชาวบ้านธรรมดาสามัญที่ทำให้รสสุคนธ์นึกอิจฉาอยู่ในใจ หากแต่ชีวิตแสนธรรมดาสามัญเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนถ้าศูนย์รวมทุกความทันสมัยคืบคลานเข้ามา

แต่รสสุคนธ์ก็มั่นใจว่าการมาของโครงการคุณากรจะยังประโยชน์ให้แก่ชุมชนมากกว่าโทษ ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีส่วนน้อยที่ได้รับผลกระทบ ถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดหรือร้านชำร้านเล็ก หล่อนจะจัดให้เช่าพื้นที่ทำร้านค้าในห้างด้วยราคาที่เหมาะสมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางเกษตรของชุมชน หากรายได้ดีจนส่งเสริมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทุกอย่างก็ตามมาเอง รวมถึงการศึกษาด้วยเช่นกัน ขอเพียงแต่นายต้นกล้ารับฟังความคิดของหล่อนสักครั้ง

นั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยรู้จักความรัก

พอนึกคำพูดแสนถือดีที่วิจารณ์หล่อนด้วยความคิดของตัวเองก็ให้เคืองขุ่นใจ จึงไม่มีอารมณ์พอที่จะมองท้องฟ้าแรกอรุณ

และนับจากคืนนั้น รสสุคนธ์ไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในรั้วโรงเรียนของครูหนุ่มหลายสัปดาห์ หล่อนใช้เวลาตรวจการลงวัสดุ คุยกับวิศกรก่อสร้าง ทำความคุ้นเคยกับทีมช่าง ทักทายคนงาน รวมถึงการเดินสำรวจชุมชนด้วยการนั่งไปกับรถประชาสัมพันธ์ที่ใช้วิธีเปิดลำโพงขยายเสียงบอกถึงความยิ่งใหญ่ที่กำลังมาเยือน

มีงานต่าง ๆ ให้หล่อนวุ่นวายดำเนินการตั้งแต่เช้าจรดค่ำวนเวียนไปอย่างเป็นวัฏจักรใหม่ของชีวิต และในบางวันหล่อนอาจนอนเฝ้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้เป็นออฟฟิศไซต์งานชั่วคราวถ้าแม่บ้านประจำไซต์พบว่าหล่อนนอนฟุบกับโต๊ะก่อนไขกุญแจล็อคประตู

กระทั่งร่างกายอ่อนแรงและเมื่อยล้ามาถึงจุดเกินกว่าจะขยับลุกขึ้นไปทำงานในเช้าวันใหม่ แต่รายงานแจ้งความคืบหน้าให้กับมิสเตอร์เรมอนด์ยังต้องตรวจทานซ้ำ หล่อนจึงแบกสังขารไปสำนักงานจนได้งานเสร็จสมใจหมาย แล้วถึงสะโหลเสลขับรถกลับโรงแรมด้วยความตั้งใจว่าจะทิ้งตัวบนเตียงโดยไม่อาบน้ำสักคืน

หากแต่ความตั้งใจที่มีนั้นสูญสลายไปในตอนที่ดวงตาเหนื่อยล้าเหลือบเห็นชื่อของสายเรียกเข้าที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์

“ยายหงส์ ฉันคิดว่าเธอจะหายไปจากวงจรชีวินฉันแล้ว” รสสุคนธ์เปิดบทสนทนาด้วยการประชดประชัน

“อย่าเพิ่งน้อยใจสิ ฉันกำลังจะออกซีซั่นใหม่ แล้วต้องตามแก้ปัญหาเองด้วย เลยไม่ได้โทรหาเธอ” หญิงสาวปลายทางรีบให้เหตุผล “แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ออกมาหาอะไรดื่มกันหน่อยไหม”

“โธ่ แย่จัง ฉันอยู่ไซต์งาน เหนื่อยจนไม่มีแรงขับเข้าไปหาเธอ” รสสุคนธ์ครวญ

“ถ้าอย่างนั้น ฉันไปหาก็แล้วกัน อย่าเพิ่งรีบนอน แล้วจะขอค้างกับเธอด้วย ไม่ได้นอนคุยกันนานแล้ว”

คำพูดของแพรพรรณรายสร้างความปรีดาขึ้นกับรสสุคนธ์เป็นอย่างมาก การได้ใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนยามหัวใจอ่อนแรงเป็นเรื่องที่ดีราวกับมียาชูกำลัง และถ้าคน ๆ นั้นเป็นเพื่อนรักที่เธอสามารถวางความไว้ใจใส่พานให้อย่างแพรพรรณรายด้วยแล้ว ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็จะถ่างตารอ

หล่อนพลิกตัวลุกขึ้นเพื่อเดินไปหยิบเมนูเลือกเครื่องดื่มและอาหารกินเล่นก่อนโทรศัพท์ไปยังฝ่ายรูมเซอร์วิส แล้วนั่งมองภาพทะเลดำสนิทที่มีเพียงแสงไฟสีเขียวจากเรือเดินสมุทรไกลลิบตา ท้องฟ้ายามราตรีคืนนี้มีสีแดงม่วง ยอดไม้ต้นเฟื่องฟ้าที่ปลูกระดับในกระถางริมระเบียงกระเพื่อมไหวตามแรงลม พายุอาจพักลมฝนเข้ามาในอีกไม่กี่วันถัดจากนี้

ไม่นานนัก พนักงานบริการก็นำเครื่องดื่มและอาหารขึ้นมาเสิร์ฟ มีสลัดพาสต้าแบบเย็นที่หล่อนคิดว่าจะต้องถูกใจเพื่อนสาว รวมถึงเครื่องดื่มรสชาติเข้มของแอลกอฮอล์อย่างคามิคาเซ่ที่หล่อนเลือกให้แพรพรรณราย ส่วนหล่อนเองขอเป็นคอกเทลรสเบาที่มีชื่อน่ารักว่าฟอลลิงอินเลิฟ

และเป็นบังเอิญหรือเป็นความต้องการของคนบนฟ้ากันที่บันดาลใจให้บาร์เทนเดอร์ใช้กุหลาบสีขาวเจือสีชมพูอ่อนดอกสวยปักประดับเครื่องดื่มที่ผสมผสานกันดีระหว่างนมแอลมอนด์ปั่นกับน้ำแข็งจนเป็นเกร็ด เพิ่มความเข้มในรสชาติด้วยเหล้ากลิ่นกุหลาบหอมหวานที่เข้ากันดีจนน่าทึ่ง

“ถึงคุณจะคิดว่าฉันไม่รู้จักความรัก แต่อย่างน้อยฉันก็ตกหลุมรักรสชาติของคอกเทลแก้วนี้” หล่อนเปรยคำพูดพลางนึกถึงใบหน้าของครูหนุ่มในคืนนั้น

เสียงโทรศัพท์เรียกสายตาเธอละจากดอกไม้สีขาว รสสุคนธ์รีบรับสายของแพรพรรณรายที่มารอหน้าเคาน์เตอร์ลอบบี้ หล่อนจึงรีบนำพาแขกสาวขึ้นไปยังห้องพักเพื่อเลี้ยงต้อนรับด้วยความยินดี

“รู้ใจฉันเสมอเลยนะ” แพรพรรณรายกล่าวชมหลังจากจิบเครื่องดื่มที่รสสุคนธ์เตรียมไว้รอท่า

“ก็มีเพื่อนสนิทกับเขาคนเดียว ไม่ให้รู้ใจได้ยังไงกัน” รสสุคนธ์ว่าพลางตักสลัดแบ่งใส่จานของเพื่อนสาว “แต่ก็มีแค่เรื่องเดียวที่ฉันไม่รู้นะว่าเธอชอบแบบไหน”

“เรื่องอะไร” แพรพรรณรายยิ้ม หรี่ตาเชิงคาดคั้นขอคำตอบ

“เรื่องสเปคผู้ชายไงละจ๊ะ ฉันไม่เคยเห็นเธอมีใครเลยตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย เอ... หรือว่าเพื่อนฉันคนนี้เอนเอียงกัน”

แพรพรรณรายยิ้มบางจิบเครื่องดื่มของตัวเอง “พูดเรื่องเธอดีกว่า เห็นบ่นว่าเหนื่อย นี่มาทำงานในฐานะลูกสาวประธานจริงหรือเปล่า หรือต้องแปลงร่างเป็นคนงานแบกปูนด้วย”

“ดูพูดเข้าสิ” รสสุคนธ์ย่นจมูก “แต่ถึงฉันจะแปลงร่างเป็นคนงานแบกปูนก็เถอะนะ ไม่รู้ว่าจะแบกปูนไปให้เสาเข็มต้นไหน เพราะยังไม่ได้ปักเลยสักต้น”

แพรพรรณรายหัวเราะขบขัน “นี่นายต้นกล้าเหนียวขนาดนั้นเลยหรือ”

“เหนียวยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป” ยิ่งพูดถึงคนในบทสนทนาก็ยิ่งขุ่นใจ “ฉันยื่นข้อเสนอดี ๆ ไปตั้งหลายอย่าง ไม่คิดจะรับพิจารณาสักอย่าง”

“แล้วลองเสนอตัวให้เขาหรือยังล่ะ นายนั่นอาจยกที่ให้เธอฟรี ๆ”

“หงส์ พูดแบบนั้นฉันโกรธนะ ฉันทำงานใช้สมอง ไม่ได้เอาความเป็นผู้หญิงแลกกับของที่อยากได้” คิ้วเรียวทั้งสองของหล่อนขมวดชิดกัน “แล้วนายต้นกล้าก็ระอาใจฉันจะตาย”

“ไม่แน่นะ...” แพรพรรณรายแตะกลีบบางของกุหลาบขาวที่ประดับในแก้วเครื่องดื่ม “เขาอาจแอบชอบเธออยู่ก็ได้ สวย ๆ แบบเธอ ไม่ว่าใคร ถ้าได้อยู่ใกล้เป็นหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นทุกคน”

“เว้นพี่อิทไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ให้เขาอยู่ห่าง ๆ ฉันไว้เป็นดี”

แพรพรรณรายมีแค่รอยยิ้มไม่ได้เออออด้วย แล้วปล่อยมือจากกลีบสีขาวบอบบาง ยกแก้วคามิกาเซ่ขึ้นดื่มจนหมด จากนั้นลุกไปไปหยิบบรั่นดีขวดเล็กเปิดฝารินใส่แก้วผสมกันกับคอกเทลที่เหลือติดก้นแก้ว ก่อนใช้ส้อมตักสลัดพาสต้าเย็นแบ่งใส่จานของตนกินระหว่างฟังรสสุคนธ์ระบายเรื่องราวต่าง ๆ

“ผู้ช่วยฉันเคยขอให้ฉันเปลี่ยนวิธีเจรจากับนายต้นกล้า”

มือข้างที่กำลังม้วนเส้นพาสต้าของรสสุคนธ์หยุดนิ่ง เกรงว่าจะไปขัดการลำดับเหตุการณ์ในหัว “ฉันรู้ว่าวิธีที่ว่านั่นหมายถึงอะไร แต่ฉันมีคุณธรรมพอและเชื่อว่านายต้นกล้าจะเข้าใจ แต่เขาแทบไม่ฟังฉันอธิบายเลย วัน ๆ นอกจากสอนนักเรียนก็เฝ้าแปลงผัก แปลงกุหลาบ หรือไม่ก็ทำความสะอาดเล้าไก่”

“เธอก็ต้องหาโอกาสเข้าถึงตัวเขาให้มากขึ้นสิ” แพรพรรณรายออกความเห็น

“คิดว่าฉันไม่ทำหรือหงส์ อย่างที่พูดไปเมื่อกี้ไงว่า นายนั่นคุยเรื่องนี้กับฉันได้ไม่ถึงสิบวินาที ก็เชิญฉันออกจากโรงเรียนแล้ว”

“เธอก็หาข้ออ้างอื่นยื้อเวลาอยู่ต่อก็ได้นี่นา เช่นมาซื้อต้นกุหลาบไปตบแต่งโครงการอื่น หรือไม่ก็ไปบริจาคสมุดดินสอให้โรงเรียน เผื่อว่าเขาจะยอมเจียดเวลาคุยเพราะความเกรงใจ”

รสสุคนธ์ถอนหายใจ หล่อนก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่จากที่สัมผัสกับครูหนุ่ม เขาไม่ใช่คนที่เห็นแก่ได้ของใคร เพราะเขาไม่เคยแลจำนวนหลักบนเช็คที่หล่อนเสนอให้มากกว่ามูลค่าที่ดิน

“ไว้ฉันจะลองดู” หล่อนไม่คิดอยากทำหรอก แต่ไม่อยากต่อต้านความเห็น แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยที่รื่นรมย์กว่าเรื่องงาน “ถ้าเสื้อผ้าซีซั่นใหม่ของเธอเปิดตัวเมื่อไหร่ ห้ามลืมเรียกฉันไปร่วมยินดีเด็ดขาดนะ”

“รอบนี้คงจัดไม่ใหญ่นัก ซีซั่นที่แล้วฉันลงทุนไปเยอะ แต่ผลตอบรับไม่ดี มีปัญหาให้แก้ทุกวัน”

รสสุคนธ์วางซ่อมลง มองแพรพรรณรายพูดเกี่ยวกับงานของตัวเองด้วยหน้าตาเรียบเฉย หล่อนได้ยินมาว่าปัญหาที่บอกนั้นคือคุณภาพเสื้อผ้าไม่ได้มาตรฐานสมราคา ยิ่งมีการแพร่กระจายของข่าวจากลูกค้ารายหนึ่งที่เป็นเจ้าของบริษัทสื่อด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของร้านเสื่อมเสียลามบานปลาย

หากทว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้กลับไม่ได้แสดงอาการท้อแท้ และเพราะแพรพรรณรายเป็นคนแบบนี้ รสสุคนธ์จึงเลื่อมใสและให้ความนับถือในฐานะสาวแกร่งนอกเหนือจากความจริงใจอย่างที่เพื่อนมีให้กัน

“ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วย ก็บอกได้นะ” คงเป็นคำพูดและการตอบอทนมิตรภาพที่ดีที่สุด

“เธอดูแลปัญหานายต้นกล้าของเธอเถอะโรส ไม่ต้องห่วงฉัน”

แต่คำตอบกลับพร้อมใบหน้าเรียบเฉยของแพรพรรณรายทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนถูกกันออกจากมิตรภาพ เกือบทุกครั้งที่แพรพรรณรายเล่นบทเป็นผู้ฟัง และน้อยครั้งที่จะออกความเห็นหรือพูดแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย เป็นหล่อนเองที่ต้องสังเกตุทุกอย่างของเพื่อนคนนี้ ส่วนหนึ่งก็อยากให้แพรพรรณรายไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวหลังจากที่บิดาผู้เป็นที่พึ่งคนสุดท้ายเสียชีวิตไป ถึงมรดกที่บิดามอบให้มากพอสำหรับการสร้างธุรกิจเสื้อผ้าของตนเองก็ตาม

จานอาหารและแก้วคอกเทลเปล่าถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ เพราะหญิงสาวทั้งสองเปลี่ยนทำเลสนทนามาที่เตียง รสสุคนธ์นอนเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เธอประสบ โดยที่แพรพรรณรายนั่งพิงหมอนจิบวิสกีฟังเงียบ ๆ ทำราวกับว่าคำพูดของหล่อนเป็นเสียงเพลงบรรเลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ไม่มีวันหยุด

กระทั่งความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาเยือน และในช้าไม่นาน เครื่องเล่นแผ่นเสียงสาวก็ผล็อยหลับไป และฟื้นตัวขึ้นมาในเช้าวันใหม่ หากแต่บนเตียงหนานุ่มนั้น มีเพียงหล่อนคนเดียวที่ครอบครอง ส่วนเพื่อนสาวนั้น ทิ้งเพียงข้อความสั้น ๆ บนกระดาษแผ่นจิ๋วไว้บนโต๊ะข้างเตียง

ขอตัวกลับก่อน มีเรื่องด่วน ขอโทษที่ไม่ได้อยู่กินอาหารเช้าด้วย

ตัวรสสุคนธ์เองยังหลงเหลือความอ่อนล้าอยู่ไม่น้อย แม้จะตื่นสายที่สุดเท่าที่เคย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายพักผ่อนเต็มอิ่ม

หล่อนเดินลากขาตัวเองเข้าห้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดและกางเกงวอร์มดูลำลองสวมรองเท้าผ้าใบเตรียมตัวไปไซต์งาน คว้ากระเป๋ากับแลปทอปไปเปิดประตูห้อง แต่ก่อนที่จะเดินออกไป กุหลาบขาวในแก้วเปล่าก็เรียกสายตาให้หยุดมองจนต้องเดินกลับเข้าไปคว้าดอกไม้กลีบงามหย่อนในกระเป๋าสะพาย

ในตอนที่รสสุคนธ์เดินทางมาถึงไซต์งาน เจ้าหน้าที่และคนงานก็เริ่มต้นทำงานที่ตนได้รับมอบหมายกันแล้ว แต่หล่อนไม่เห็นผู้ช่วยร่างท้วม ถามจากธุรการสาวประจำไซต์ก็ได้ความว่ายังไม่กลับมาจากสำนักงานใหญ่ ซึ่งการที่ผู้ช่วยของหล่อนจะไปไหนมาไหนนั้น ถ้าเป็นเรื่องงาน หล่อนปล่อยให้เขาทำได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต

แต่ถ้างานนั้นเป็นการสั่งจากผู้ใหญ่ในเมือง รสสุคนธ์จึงต้องไต่ถามจนธุรการสาวมีสีหน้าเครียดราวกับถูกสอบสวนจนได้ความว่าผู้ที่เรียกคนของหล่อนเข้าไปนั้นก็คืออิทธิฤทธิ์นั่นเอง

คงเป็นภาวะจำยอมที่ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจขัดคำสั่ง รสสุคนธ์จึงปล่อยให้ธุรการสาวทำงานของตน ส่วนตัวหล่อนเองก็ต้องเริ่มต้นทำหน้าที่เช่นกัน และหล่อนค่อนข้างโล่งใจเมื่อตรวจกำหนดการเข้าเคลียร์พื้นที่แล้วเห็นว่าสามารถเริ่มจากส่วนที่ห่างชุมชนก่อน

เท่ากับยังมีเวลาให้หล่อนและครูใหญ่โรงเรียนปลูกปัญญาตั้งเวทีเจรจากันอีกหลายเดือน และมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนเพราะในท้ายรายงานนนั้นมีการลงชื่อรับรองของกรรมการผู้จัดการใหญ่

รสสุคนธ์ไม่อยากคิดว่าอิทธิฤทธิ์ให้โอกาสหล่อนหรือจงใจสร้างพระเดชพระคุณล้นหัว ซึ่งมันก็ไปได้ทั้งสอง แต่หล่อนไม่คิดว่าเขาจะได้สิทธิ์นั้น โครงการนี้ต้องสำเร็จ คุณากรต้องอยู่รอด และมันจะเกิดจากความพยายามของทายาททางสายเลือดคนเดียวของคุณากร ไม่ใช่ใครอื่นนอกครอบครัว

“คุณโรสคะ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาร้องเรียนเรื่องเสียงดังค่ะ”

คำพูดของธุรการสาวทำให้หล่อนเลิกคิ้ว แล้วหยิบกำหนดการมาอ่านซ้ำ พร้อมถามกลับไปว่า “ชาวบ้านกลุ่มไหน”

“กลุ่มทางฝั่งตอนใต้ของโครงการค่ะ เขาบอกว่าเมื่อคืนคนงานของเรากินเหล้ากันแล้วเมามายส่งเสียงดัง”

รสสุคน์ผ่อนลมหายใจ มองแผนที่โครงการแล้วจึงรู้ว่าบ้านพักคนงานสร้างอยู่ติดกับชุมชนประมงชายฝั่ง หล่อนม้วนแผนที่แล้วเดินตามธุรการออกไปเพื่อพบกับตัวแทนชุมชนเป็นชายร่างใหญ่ผิวกรำแดดสวมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินเก่าซีดกับกางเกงขาก๊วยห้าส่วน

“คนงานของคุณตะโกนโหวกเหวกเสียงดัง รบกวนเวลานอนของพวกผม” ประโยคแรกที่หล่อนได้ยินคือคำว่ากล่าว หาใช่คำทักทายตามประสาคนที่เพิ่งเห็นหน้าค่าตาครั้งแรก

“ดิฉันจะกล่าวตักเตือนพวกเขาค่ะ ขออภัยที่คนของดิฉันสร้างความไม่พอใจให้” รสสุคนธ์ตอบกลับด้วยวาจาและกิริยาสุภาพ

“ไม่อยากให้แค่เตือน แต่อยากให้ย้ายออกไป”

หนึ่งในชาวบ้านริมทะเลเรียกร้องในสิ่งที่ทำให้หล่อนลำบากใจ แต่ต้องทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ “รอดูสักพักได้ไหมคะ ถ้าฉันเตือนพวกเขาแล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง เราค่อย...”

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ต้องลองไปนอนที่บ้านพวกเราแล้วล่ะ จะได้รู้ว่าเปลี่ยนจริงไม่จริง คุณไม่ได้กินนอนที่นี่ อยู่แต่ในโรงแรมหรู จะรู้ได้ยังไงว่าเราเดือดร้อนจริง”

ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ดีว่าหล่อนพักที่ไหน แต่หล่อนจำเป็นต้องทำตามคำกล่าวที่ท้าทายเพื่อซื้อใจ “ได้ค่ะ ฉันจะลองไปพักที่บ้านพวกคุณคืนนี้”

ความพอใจจึงเกิดขึ้นบนใบหน้าของกลุ่มคน และยอมแยกย้ายกันออกจากพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งต่อจากนี้ หล่อนคิดว่าต้องกำชับให้หนักเรื่องการเข้าออกพื้นที่ แม้จะเข้ามาร้องเรียนก็ต้องให้รอด้านนอกจนกว่าหล่อนจะพร้อม

“คุณโรสจะไปนอนบ้านพวกเขาจริงหรือคะ” สีหน้าของธุรการสาวแสดงถึงความกังวล

“พูดแล้วก็ต้องไป”

รสสุคนธ์ให้คำตอบแล้วเดินห่อไหล่กลับเข้าสำนักงานชั่วคราว นึกอยากโทรศัพท์ไปเล่าให้แพรพรรณรายฟัง แต่พอหยิบโทรศัพท์ขึ้น สายเรียกเข้าที่ไม่อยากรับที่สุดก็ทำให้จิตใจเหี่ยวหนักขึ้นไปอีก และหวังว่านายผู้ช่วยตุ้ยนุ้ยจะไม่ปากเปราะเล่าปัญหาให้นายใหญ่ฟัง

รสสุคนธ์สูดหายใจเข้าให้ลึกเต็มปอด แล้วเลื่อนรับสายกรอกเสียงลงไป “สวัสดีค่ะ”

ชั่วหลายลมหายใจทีเดียวกว่าปลายทางจะตอบโต้กลับมา “งานราบรื่นดีใช่ไหม”

หล่อนเม้มปาก ไม่อยากโกหกอะไร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกความจริง “ถ้านอกจากปัญหาเก่า ก็ยังไม่มีปัญหาอะไรมาเพิ่มค่ะ”

“ดี พี่ก็ไม่อยากให้มีปัญหา” น้ำเสียงแสนเย็นชาสร้างความรู้สึกแสยงหูให้รสสุคนธ์ทุกครั้งที่ได้ยิน “เพราะอาทิตย์หน้ามิสเตอร์เรมอนด์จะมาเมืองไทย แล้วเขาจะไปชมโครงการด้วย”

แต่ประโยคหลังของเขาทำให้รสสุคนธ์อกสั่น “มะ...มาวันไหนคะ”

“เขายังไม่ได้กำหนดชัดเจน เดาว่าน่าจะปลายอาทิตย์ เห็นผู้ช่วยของเขาบอกว่ามิสเตอร์เรมอนด์จะไปเที่ยวพัทยาด้วย น่าจะอยู่ชมโครงการได้หลายวันเชียวล่ะ”

รสสุคนธ์นิ่งค้างคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่สูญเสียการประมวลผล หากมิสเตอร์เรมอนด์มาเห็นโรงเรียนยังตั้งตระหง่านล่ะก็ไม่ดีแน่

“ถ้าโรสคิดว่ายังไม่พร้อม พี่จะช่วยประวิงเวลา”

“พี่อิทจะช่วยยังไงคะ” เขาใช้คำว่า ’ช่วย’ ซึ่งหล่อนตีค่าเท่ากับสร้างบุญคุณ

“พี่อาจจัดทริปทางเหนือให้เขาก่อนสักอาทิตย์”

“ขอบคุณค่ะ” คำกล่าวนี้เป็นการตอบตกลงโดยไม่ทำให้เสียเวลา แต่เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ หล่อนจะถอนเสาเข็มของนายต้นกล้าได้ทันหรือกับเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์ที่อิทธิฤทธิ์บอกเป็นกราย ๆ ว่า เส้นตายของเธอกำลังถูกคุกคาม

รสสุคนธ์ทำงานต่อจนบ่ายแก่ แล้วกลับโรงแรมเพื่อจัดเก็บเสื้อสำหรับค้างอ้างแรมในบ้านชาวประมงหนึ่งคืน แต่ในตอนที่หล่อนออกจากลิฟต์ ก็ประจันกับร่างสูงของครูหนุ่มหอบหิ้วกุหลาบสีครีมดอกกลมสวยช่อใหญ่เดินเข้ามาภายในโรงแรม

“คุณรสสุคนธ์...” เขานิ่งงันไปหลายวินาทีกว่าจะทักเธอก่อน “สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ คุณต้นกล้า” รสสุคนธ์เองก็รู้สึกกระดากแปลก ๆ อาจเป็นเพราะการพบกันครั้งก่อนฝังแรงกดดันไว้ทั้งในตัวครูหนุ่มและตัวหล่อน

“อเล็กซานดรีนบานสวยเชียวนะคะ” การเอ่ยชมช่อดอกกุหลาบในมือของเขาช่วยแก้ความกระดากต่อกันได้ดี

“คุณรู้จักชื่อมัน” ดูท่าทางเขาแปลกใจ

“ฉันอ่านจากป้ายชื่อที่คุณร้อยไว้ที่ต้นค่ะ มันกลิ่นหอมมาก ฉันก็เลยจำได้” รสสุคนธ์ไขความข้องใจให้ แล้วชะเง้อมองผ่านหลังชายหนุ่ม “สมุนทโมนไม่มาด้วยหรือครับ”

ต้นกล้าส่ายหน้า “จ๊ะจ๋ามีไข้ครับ จ้อยก็เลยต้องอยู่เฝ้าไข้”

คิ้วเรียวธรรมชาติย่นเข้าหากัน นึกถึงทารกน้อยวัยไม่ถึงปีที่ร้องไห้กระจองอแงตลอดเวลา “เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”

“เป็นไข้ต่ำมาสองสามวันครับ กลับจากส่งกุหลาบหมดแล้วผมจะพาไปหาหมอ”

ที่เขาพูดนั่นคือกุหลาบเต็มคันมอเตอร์ไซค์พ่วงเชียวนะ รสสุคนธ์จึงมองครูหนุ่มด้วยสายตาตำหนิ “เรื่องเจ็บเรื่องไข้ของเด็กมันสำคัญกว่าการส่งกุหลาบหาเงินของคุณมากหรือไง”

“ไม่ได้สำคัญกว่าแน่นอน แต่ถ้าผมไม่ส่งกุหลาบให้หมดวันนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเงินพอจ่ายค่าหมอหรือเปล่า”

หล่อนเงียบไปถนัดใจ เหมือนถูกตำหนิกลับทั้งที่ใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งเฉย “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะพาน้องของจ้อยไปหาหมอเอง แล้วฉันจะออกค่าหมอให้ก่อน คุณได้เงินมาแล้วค่อยจ่ายฉัน”

“ไม่อยากรบกวน”

“คงต้องรบกวนแล้วละค่ะ” หล่อนว่าแล้วก้าวขาเดินฉับ ๆ ออกจากโรงแรม

“คุณโรส” แต่เขาเรียกเธอไล่หลัง แล้ววิ่งตามมาถึงที่จอดรถ และเขาคงจะถูกหล่อนต่อว่าอีกยกใหญ่ ถ้าไม่เอ่ยคำพูดออกมาก่อน

“ขอบคุณครับ”

คำพูดตรงไปตรงมาของครูหนุ่มทำให้หญิงสาวนิ่งงันไปชั่วอึด แต่ด้วยความที่ยังเคืองเรื่องคืนก่อน หล่อนจึงอยากหาเรื่องแกล้งกลับบ้าง

“ฉันจะขอแลกคำขอบคุณเป็นอย่างอื่น”

แต่พอเห็นคิ้วเข้มของของครูหนุ่มขมวดมุ่น รสสุคนธ์ก็พูดต่อไปว่า “ไม่ต้องทำหน้าเครียดหรอกค่ะ ฉันไม่แลกชีวิตเด็กกับให้คุณย้ายโรงเรียนออกไปหรอก ถึงฉันไม่รู้จักความรัก แต่ฉันก็รู้จักคำว่ามีคุณธรรม”

 

 

 

ขอบคุณที่ติดตามและแวะเวียนมาอ่านนะคะ

ฝากอีกหนึ่งผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ไว้สักเรื่องค่ะ

หากถูกใจก็แอดแฟนหรือคอมเมนท์ให้กำลังใจกันได้นะคะ

รัก

ฤดีวัลย์



แอดแฟน หัวใจเศรษฐี คลิกที่รูปภาพจ้า

    ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

10 ความคิดเห็น