ตอนที่ 10 : ตอนที่ ๙ Patience Love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 ก.ค. 62

ตอนที่ ๙ Patience Love





อาหารเช้าบนโต๊ะวันนี้มีไข่คนเมนูโปรดคุณหนูของบ้านที่แม่ครัวปรุงสุดฝีมือเพื่อต้อนรับการกลับมาจากการทำงานในต่างจังหวัด แต่ความอยากอาหารของคุณหนูคงมีไม่มากพอ ทั้งไข่คนและกาแฟดำร้อนจึงยังไม่ถูกลิ้มลองสักนิดเดียว

“เป็นอะไรหรือโรส ทำไมไม่กินล่ะ”

เมื่อถูกบิดาทัก รสสุคนธ์ก็คว้าเหยือกนมสดแล้วรินใส่กาแฟกลบเกลื่อนความผิดปกติ แต่กลับยิ่งสร้างความสงสัยให้ผู้เป็นพ่อขึ้นไปอีกเท่าตัว

“ลูกเป็นคนดื่มกาแฟดำไม่ใช่หรือ”

“เอ้อ...” รู้ตัวอีกทีก็เห็นริ้วสีขาวนวลของนมสดผสานกันกับสีน้ำตาลคาราเมลของกาแฟ แต่หล่อนก็คิดหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าทีได้ไว “ตอนไปทำงานที่ไซต์ โรสลองซื้อจากร้านกาแฟแถวนั้นชิมดูค่ะ ก็อร่อยดีเหมือนกัน”

“แล้วงานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วล่ะ เห็นตาอิทเล่าว่าเลือกบริษัทก่อสร้างได้แล้วนี่ อีกไม่นานก็คงได้เข้าไปปรับพื้นที่เตรียมตอกเสาเข็มสินะ” นางปัทมาตั้งคำถามพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เรายังใช้กำหนดการเดิมไม่เปลี่ยนค่ะ”

“แสดงว่าโรงเรียนอะไรนั่นเขายอมย้ายออกให้เราแล้วหรือ”

สิ้นคำถามที่สองของมารดา รสสุคนธ์ก็อยากลุกออกจากโต๊ะอาหารเช้าทันที และการที่หล่อนนิ่งงันไปแค่ไม่กี่นาที ก็คงทำให้นางปัทมาเดาคำตอบได้

“ผมว่าเราอย่าพูดเรื่องงานในเวลาอาหารเช้าเลย”

แต่คนที่เข้ามาช่วยไว้จากสถานการณ์อับจนก็เป็นบิดาทุกครั้ง แล้วสั่งให้แม่บ้านนำไข่คนจานใหม่ร้อน ๆ มาเสิร์ฟแทนจานเก่าที่เย็นสนิท กาแฟถ้วยใหม่ก็นำมาเสิร์ฟในเวลาไล่เลี่ยกันกับเหยือกนมสดที่พร้อมให้หล่อนรินผสมใส่กาแฟหากหล่อนต้องการ

“ทานเถอะลูก ให้ท้องอิ่มก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

และในตอนที่ความอบอุ่นถูกเติมเข้าสู่หัวใจ รสสุคนธ์ก็รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ดึงใจหล่อนไม่ให้เตลิดไปไหน หากเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน มีหลายคนที่ดิ้นรนอยากออกจากบ้านไปใช้ชีวิตส่วนตัว บ้างก็ย้ายตัวเองไปเป็นประชาชนในต่างประเทศ บ้างก็ใช้ชีวิตปลีกวิเวกในคอนโดมีเนียม เพียงเพื่อให้ห่างจากสายตาของบุพการีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ก็คงมีแต่แพรพรรณรายเท่านั้นกระมัง ที่ไม่เคยถูกบิดาบังคับชีวิตเลย ยิ่งหลังจากสิ้นบิดาไป แพรพรรณรายก็ใช้ชีวิตในรูปแบบสาวนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำอะไรก็ทำได้ตามใจคิด จนแม้แต่หล่อนเองก็เคยอิจฉาอิสรภาพของเพื่อนสนิทคนนี้

คำว่าอิสรภาพที่ผุดขึ้นกลางใจ ทำให้หล่อนความคิดตวัดไปถึงชื่อของกุหลาบสีชมพูกลีบซ้อนทรงสวยที่เห็นครั้งแรกในโรงเรียนปลูกปัญญา

มันชื่อ สปิริตออฟฟรีดอมนายต้นกล้าบอกเธอว่าอย่างนั้น จิตวิญญาณแห่งอิระเสรี คือความหมายของมัน

เป็นแค่กุหลาบแต่ก็มีชื่อที่น่าอิจฉา แล้วนี่หล่อนคิดอิจฉาแม้แต่ดอกกุหลาบอย่างนั้นหรือ!

หญิงสาวสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออก หยิบช้อนส้อมจัดการอาหารจานอุ่นและจิบกาแฟรสละมุนที่ค้นพบว่าแค่ผสมนมสดก็ช่วยเปลี่ยนรสเข้มของกาแฟดำให้แตกต่างลงตัว

แล้วชีวิตเข้มที่มีแต่ความขมของหล่อนล่ะ จะหาอะไรมาเติมแต่งให้มันกลมกล่อมขึ้นได้บ้าง

แม้ว่ารสชาติกาแฟผสมนมจะช่วยให้รสสุคนธ์รู้สึกผ่อนคลายหลังได้อาหารเช้ามากแค่ไหน ทว่าในตอนที่หล่อนเข้าไปตรวจงานที่บริษัท ก็รู้สึกว่าสายตาของพนักงานทุกคนดูแปลกไป การเข้าทำงานวันนี้จึงสร้างความอึดอัดให้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสาวอย่างบอกไม่ถูก

ทุกอย่างผ่านรอบตัวไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีการประชุมที่ให้เธอตัดสิน ไม่มีแม้แต่เอกสารสำคัญจากเลขานุการ รสสุคนธ์บอกตัวเองว่าคงคิดมากไป พวกเขาอาจถูกกำชับมาว่าการอนุมัติต่าง ๆ ต้องเป็นลายเซ็นของกรรมการผู้จัดการใหญ่เท่านั้น ไม่น่าเกี่ยวกับปัญหาของโครงการที่เธอรับผิดชอบอยู่

แต่พอนึกถึงตัวเลขผลประกอบการของบริษัทในรายงานแล้ว หล่อนก็ถลำลึกในบ่อของความวิตกอีกครั้ง และกังวลไปว่าพนักงานเหล่านั้นคงกำลังเฝ้าดูว่าบุตรสาวของท่านประธานจะพาอนาคตของบริษัทไปทิศทางไหน

ความรู้สึกอันแสนหนักอึ้งที่กดทับบ่าสร้างความอ่อนล้าใจจนอยากหาผู้รับฟัง แต่แพรพรรณรายปล่อยให้สัญญาณโทรศัพท์ดังนานจนหล่อนตัดใจวางสาย แล้วซ่อนใบหน้าที่สะท้อนความอ่อนแอของจิตใจภายใต้ฝ่ามือทั้งสอง แต่หากอิทธิฤทธิ์บุกเข้ามาหาหล่อนตอนนี้ คงได้ยินคำพูดกระทบกระเทียบอีกเป็นแน่

หล่อนไม่อยากให้เขาเห็นหลักฐานของความอ่อนแอ และต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะและอิสรภาพที่ไฝ่ฝัน

เป็นเหตุผลให้รสสุคนธ์พาตัวเองกลับมายืนหน้าโรงเรียนปลูกปัญญาอีกครั้งในเวลาบ่ายวันเดียวกัน เบื้องหน้าของหล่อนคืออาคารใหญ่สีขาวตั้งตระหง่านหลังประตูรั้วสีทองอร่ามตาที่ยึดด้านซ้ายและขวาด้วยเสาโรมัน ความสงบเงียบแฝงพลังของสถานศึกษาที่ส่งผ่านซี่รั้วเจือกลิ่นหอมระรวยของดอกไม้พัดโชยมาตามสายลมเชื้อเชิญให้รสสุคนธ์ก้าวขาเข้าไป

หากแต่สิ่งแรกที่รสสุคนธ์ทำไม่ใช่การบุกเข้าไปหาครูหนุ่มในห้องพักครูอย่างเคย ทว่าเป็นการเข้าไปเชยชมกุหลาบสีแดงในโรงเรือนที่ชูช่อส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ แล้วก็สืบเท้าเลยไปในแปลงกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ที่ห่างกันเพียงหนึ่งก้าว จนหล่อนคิดอย่างขบขันว่าเจ้ากุหลาบขาวจะกลัวกลีบของมันแปดเปื้อนสีแดงของเจ้าดอกกุหลาบแดงแปลงข้างกันบ้างหรือไม่

“พวกเรามีชื่อเหมือนกัน แต่ชีวิตของพวกแกดูมีความสุขกว่าฉันเยอะ” อยู่ ๆ หล่อนก็ชักชวนกุหลาบสนทนา “ก็ดูสิ พวกแกสวยขึ้นทุกวันที่เติบโต แต่ฉันสิ มีแต่จะเหี่ยวลง ๆ”

ความเพลิดเพลินใจในดอกไม้โปรดทำให้รสสุคนธ์ไม่ทันสังเกตุเห็นใครอื่น กระทั่งได้ยินเสียงบางอย่าง จึงหมุนตัวหันไปประสานกับสายตาคมเข้มสีน้ำผึ้งของครูหนุ่มที่กำลังจ้องมองมาพร้อมด้วยใบหน้ากลั้นยิ้ม แต่เขาก็ไม่มีคำทักทายอะไรให้แขกสาว ขยับมือบังคับกรรไกรในมือตัดก้านดอกกุหลาบขาวทีละก้าน ๆ ราวกับเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความประณีต

จะว่าอายที่ทำอะไรตลก ๆ ออกไป แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจรอยยิ้มที่ยังเหลือตรงมุมปากชายหนุ่ม แล้วเชิดหน้าส่งเสียงถาม

“วันนี้โรงเรียนหยุดหรือคะ พวกลิงทโมนถึงหายไปกันหมด”

“เปล่า แต่ผมส่งพวกเขาไปบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน”

เขาตอบพลางจ้องมองกิ่งก้านสีเขียวก่อนลงปลายคมของกรรไกรตัดฉับ บางต้นที่เคยสูงในระดับอกของครูหนุ่มก็ถูกลดทอนลงให้เหลือเพียงแค่เอว รสสุคนธ์เห็นแล้วก็ให้นึกเสียดาย แต่ด้วยความสนใจและอยากว่ารู้เขากำลังทำอะไร จึงทำเป็นพูดลอยหน้าลอยตา ก้าวจาเดินข้ามไปฝั่งเดียวกับครูหนุ่ม

“อ้อ... แล้วเด็กจ้อยนั่นก็รู้จักทำประโยชน์กับเขาเป็นด้วยหรือ”

แต่เขายังไม่พูดจาโต้กลับ ทำงานของตนต่อไปไม่หยุดมือ จึงอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมเพราะความแค้นจากครั้งที่ถูกจ้อยโยนหนอนใส่ยังหลงเหลืออยู่

“พวกทำดีไม่หวังผลตอบแทนนี่น่าเลื่อมใสจังนะ”

ประโยคนั้นเรียกความสนใจจากเจ้าของดวงตาคู่สวยให้ชำเลืองมองหล่อนได้แค่ไม่กี่วินาที แล้วจากนั้นก็กลับไปมองส่งความสนใจให้ดอกกุหลาบก้านยาวสีขาว แล้วทำงานต่ออย่างคล่องแคล่วด้วยกรรไกรตัดกิ่งที่เขาใช้ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตัดก้านดอกที่ละก้านหย่อนลงในเข่งข้างตัว

ผ่านไปสักพักใหญ่นั่นแหละถึงค่อยเอ่ยวาจาโต้ตอบ “หวังสิครับ แต่ไม่หวังได้ผลตอบแทนอะไรทันทีหรอก แต่หวังว่าสิ่งที่เราทำจะสะท้อนผลของมันในอนาคต”

“คุณหวังอะไร” หล่อนถามพลางหยิบกุหลาบขาวดอกหนึ่งขึ้นมาจากเข่ง แล้วชื่นชมความสมบูรณ์สวยงามของกลีบแต่ละกลีบ

“หวังให้คนแบบคุณเห็นประกายพลังบริสุทธิ์ของพวกลิงทโมน”

รสสุคนธ์เงยหน้าจากดอกไม้สีขาวมองรอยยิ้มที่มุมปากของเจ้าของคำพูดเรียบที่แสนเสียดแทงทันที “คนแบบฉัน ? คนแบบฉันมันเป็นยังไงหรือคะ

แต่ร่างสูงตอบกลับด้วยรอยยิ้มกวน แล้วยกเข่งกุหลาบเดินห่างออกไป รสสุคนธ์รู้สึกไม่พอใจและต้องการคำตอบไขความข้องใจ จึงก้าวเท้าเร่งความเร็วให้เหนือกว่าเพื่อไปยืนขวางทาง แล้วชี้หน้าเขาด้วยกุหลาบขาวในมือ

“ฉันรู้แล้ว คุณหวังให้พวกชาวบ้านสงสารเด็กตาดำ ๆ จนต่อต้านการสร้างห้างสรรพสินค้าของฉันสินะ”

ชายหนุ่มยิ้มขัยพลางส่ายหน้า แล้วนั่งลงกับพื้นดินที่ปูแผ่นผ้าใบไว้ก่อนหน้า หยิบกุหลาบจากเข่งออกมาริดใบทีละก้าน ไม่คิดสนใจอยากตอบโต้คำครหาของหล่อน

“ถ้าคุณไม่ตอบ ฉันจะถือว่ายอมรับ”  

“แล้วถ้าผมบอกว่าเปล่า คุณจะเชื่อผมหรือไง” เขายิงคำถามกลับ เงยหน้ามองอย่างท้าทาย

รสสุคนธ์หรี่ตาแคบลง แล้วย่อตัวนั่งเพื่อให้จ้องตาชายหนุ่มชัด ๆ แล้วพูดเน้นน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่เชื่อ”

ที่คาดหวังว่าจะได้เห็นแววความขุ่นบนใบหน้าครูหนุ่มนั้น หล่อนกลับกลายเป็นผู้ขุ่นเคืองใจเสียเอง เพราะเสียงหัวเราะในลำคอของเขาทำหล่อนรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นเด็กเล็กที่เขาไม่ควรถือสาคำพูด แถมเขายังผุดลุกขึ้นยืนยกเข่งกุหลาบที่ตัดแต่งใบเสร็จเรียบร้อย นำไปใส่บนรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง วาดขาขึ้นคร่อมตัวรถ เสียบกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วบอกกับหล่อนว่า

“ผมจะไปส่งดอกไม้ เชิญคุณทำตัวตามสบาย”

จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นในการสนทนากับหล่อนอย่างเคย แต่เพราะหล่อนมีความจำเป็นต้องเจรจากับครูหนุ่มให้ได้ในวันนี้ จึงเดินเข้าไปขวางทาง

“ฉันต้องการคุยกับคุณ ฉันจะรอจนกว่าคุณจะกลับ”

“ถ้าเป็นเรื่องให้ผมย้ายโรงเรียนออกจากที่นี่ล่ะก็ คุณจะเสียเวลารอเปล่า ๆ”

“จะเสียเวลายังไงก็ต้องได้คุย ฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก”

ต้นกล้าไหวไหล่ “ก็ตามใจ แต่คุณคงรอผมนานสักหน่อย วันนี้ผมต้องอยู่ช่วยลูกค้าจัดสถานที่ กว่าจะเสร็จก็คงมืดค่ำ”

“งั้นฉันจะไปกับคุณ ระหว่างคุณทำงาน เราก็คุยกันได้”

ดวงตาคมของครูหนุ่มเบิกกว้างราวกับได้ยินเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิต “คุณล้อผมเล่นใช่ไหม”

“ฉันเป็นคนจริงจังค่ะคุณต้นกล้า ที่ฉันมาหาคุณแทบทุกวันนี่คุณยังไม่รู้อีกหรือว่าฉันจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน” พูดจบก็เดินมาดมั่นไปนั่งซ้อนท้ายบนเนื้อที่ว่างด้านหลังครูหนุ่ม

“แล้วก็เผื่อว่าฉันจะได้ทำความรู้จักชาวบ้านแถวนี้ไปด้วยทีเดียว พวกเขาจะได้รู้ว่าคุณรสสุคนธ์ไม่ได้เป็นนายทุนใจร้ายไล่ที่โรงเรียน แต่มีความยุติธรรมพอที่จะยื่นข้อเสนอดี ๆ ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนปลูกปัญหาผู้ดื้อด้านและไม่ยอมรับฟังข้อเสนอใด ๆ” จากนั้นก็กล่าวคำสรรเสริญเขาเสียยาวเหยียด

แต่เสียงแค่นหัวเราะของเขาทำให้หล่อนฉุน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่หล่อนเก็บมาใส่ใจ เพราะหากในวันนี้ ไม่ได้ข้อตกลงอะไรกับเขาแม้แต่ข้อเดียว อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ลบจากโครงการห้างสรรพสินค้าเป็นใครบ้าง ข้อมูลสำคัญแบบนี้จะมีไว้ให้ทีมงามวิจัยงัดเอากลยุทธออกมาใช้ในคราวเปิดตัวห้างขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคตะวันออก

“หวังว่าคุณคงเคยซ้อนมอเตอร์ไซค์มาบ้าง” หมวกกันน็อคใบเล็กถูกยื่นมาให้หญิงสาว

“ไม่เคย คุณเป็นคนแรก”

คำตอบของหล่อนถูกยืนยันการคาดเข็มขัดหมวกกันนอคอย่างลำบากลำบน ครูหนุ่มเห็นแล้วก็ส่ายหน้า เอี้ยวตัวหันมาจัดการความปลอดภัยให้หญิงสาวจนมั่นใจดีแล้วก่อนสตาร์ทรถออกจากโรงเรียน แต่การเคลื่อนตัวของรถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่าเป็นที่แรงม้าที่ควรเปลี่ยนเป็นแรงลาแก่ ๆ ของมอเตอร์ไซค์รุ่นตกทอดหรือเป็นเพราะผู้ชายที่กุมบังเหียนรถแกล้งหล่อนกันแน่

“นี่คุณ ขับช้าขนาดนี้ ไม่กลัวกุหลาบเหี่ยวก่อนถึงมือลูกค้าหรือไง” หล่อนเปล่งเสียงแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

“ก็ไม่ได้ช้าอะไรนี่ครับ ก้านดอกก็แช่อยู่ในน้ำ” เสียงของเขาลอยมาตามลม

“ฉันคิดแทนลูกค้าของคุณไง เขาคงอยากให้กุหลาบถึงมือไว ๆ ไม่ใช่ได้ไปแล้วดอกเหี่ยว กลีบร่วง คอตก”

“กุหลาบที่ผมปลูกแข็งแรงทุกดอก สดและปลอดสารพิษ ไม่ใช่กุหลาบเร่งฮอร์โมนที่ตัดแล้วแช่ฟอร์มาลีนทั่วไปตามท้องตลาด”

รสสุคนธ์นึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด ๆ “อย่างกับคุณปลูกได้เก่งคนเดียวในโลกอย่างนั้นแหละ”

“ต้องมีคนเก่งกว่าผมหลายคนอยู่แล้วครับ อย่างน้อย ๆ ก็คนที่สอนผมปลูกกุหลาบต้นแรก”

“คุณไม่ได้ปลูกกุหลาบเป็นมาแต่แรกหรือ”

“ทุกคนต้องมีประสบการณ์ครั้งแรกไม่ใช่หรือครับ วันนี้คุณยังซ้อนมอเตอร์ไซค์ครั้งแรกเลย”

หล่อนพูดไปเพราะต้องการประชดต่างหาก แล้วก็ไม่ต้องการให้เขาย้อนถามกลับ แต่รสสุคนธ์เลือกนิ่งเงียบไม่อยากต่อความ

เหตุเพราะหล่อนก็ผ่านประสบการณ์ครั้งแรกมานับไม่ถ้วน หลายอย่างที่ผ่านมาด้วยดีและประสบความสำเร็จ แต่ก็มีหลายอย่างที่ต่อให้พยายามเท่าไหร่ก็คว้าน้ำเหลวทุกครั้งไป และในทุกครั้งที่พลาด หล่อนมักจะได้ยินคำพูดติเตียนจากมารดาเสมอ

“ลูกค้าของผมจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงานสิบปี เขาอยากมอบดอกกุหลาบแทนความรักที่อดทนและความซื่อสัตย์ที่มีให้กันและกันมาตลอดสิบปี”

รสสุคนธ์ยังจมจ่อมกับความเศร้าที่เกิดขึ้นฉับพลัน จึงไม่ได้รู้สึกอยากฟังเรื่องราวโรแมนติกของใคร หรือไม่สนใจว่าผู้หญิงคนไหนจะได้กุหลาบกลีบขาวก้านยาวดอกโตสวยส่งกลิ่นหอมหวานเหล่านั้น

Patience Love

“อะไรนะคะ”

“ชื่อกุหลาบต้นนี้ครับ มันชื่อ Patience Love

อดทนในความรักอย่างนั้นหรือ หล่อนแปลความหมายในใจ ถึงจะเคยรู้ว่ากุหลาบมีมากมายหลายพันธุ์ หากแต่ไม่เคยสนใจอยากรู้จักชื่อของพวกมัน

“ต้นแรกที่ผมปลูกก็คือพันธุ์ Patience Love และครูคนแรกที่สอนผมปลูกก็คือมาดามลอเรน ท่านซื้อลิขสิทธิ์การเพาะพันธ์กุหลาบหลายสายพันธุ์ด้วยชื่อของผม เป็นมรดกจากท่านที่ผมถือเป็นของผมจริง ๆ” น้ำเสียงของผู้พูดเจือความเศร้าลึก “ท่านไม่ได้สอนให้ผมปลูกกุหลาบให้เป็นเร็วในสามวันห้าวัน แต่ท่านสอนให้ผมรู้จักการเฝ้ารอให้กุหลาบเติบโตอย่างงดงามด้วยความอดทนและใส่ใจ”

“คุณอดทนมากี่ปีแล้วคะกว่าพวกมันจะออกดอกงดงามให้คุณเห็น” รสสุคนธ์ไม่ได้ตั้งใจเหน็บแนมอะไร แต่อยากรู้ว่านายต้นกล้าคนนี้ผ่านการคว้าน้ำเหลวมากี่ครั้ง จะเหมือนกับที่หล่อนประสบมาหรือไม่

“เท่ากับอายุของจ้อยนั่นแหละครับ”

เสียงของเขาเงียบหายไปทันทีที่ขบวนพาเหรดรถเทรเลอร์คันใหญ่บรรทุกเหล็กเส้นมากมายวิ่งเข้าสู่สายตา ตามมาติด ๆ ด้วยเสียงเพลงผ่านลำโพงดังจากรถบรรทุกดัดแปลงให้เป็นเวทีเคลื่อนที่ของพีอาร์สาวแถลงข่าวถึงความยิ่งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ที่ใกล้เวลาเริ่มก่อสร้าง

เป็นความรู้สึกอีกหลักอีเหลื่อที่รสสุคนธ์อยากให้ขบวนรถเหล่านั้นขับผ่านไปไว ๆ ไม่ใช่เพราะกระดากอายหากมีใครบนขบวนรถนั้นเป็นหนึ่งในพนักงานคุณากรพร็อพเพอตี้ แต่กระดากในความรู้สึกต่อสารถีหนุ่มตรงหน้า บทสนทนาระหว่างเขาและหล่อนจึงจบลงตั้งแต่ตอนนั้นกระทั่งถึงบ้านหลังใหญ่ในโครงการจัดสรรหรูติดชายทะเล

“ครูกล้า ทำไมมาช้าจัง” เสียงแหลมเล็กที่หล่อนเริ่มคุ้นชินดังมาแต่ไกล เจ้าจ้อยวิ่งปรี่เข้ามาหาครูอันเป็นที่รักพร้อมกับการต่อว่าต่อขาน

“กุหลาบตั้งแปลงนะจ้อย ไม่ใช่แค่ต้นสองต้น ตัดกิ่งเสร็จครูก็ออกจากโรงเรียนเลย”

“จริงเร้อ”

หางเสียงสูง ๆ นั่นช่างแก่แดดเกินกว่าจะเป็นเด็กประถม ส่วนการมองหล่อนด้วยหางตาก็ยิ่งทำให้รสสุคนธ์เข่นเขี้ยวในใจ ถ้านายต้นกล้าคืออุปสรรคลำดับที่หนึ่งละก็ เจ้าเด็กจ้อยจัดเป็นลำดับที่สอง

“จริงสิ เห็นครูเป็นคนโกหกหรือไงกัน แล้วก็อย่ามองคนด้วยสายตาแบบนั้น ดูไม่น่ารัก”

“ก็ไม่ได้อยากให้ใครมารัก”

ต่อปากต่อคำดีเหลือเกินนะ รสสุคนธ์คิดพลางสะใจเล็กน้อยที่นายต้นกล้าว่ากล่าวศิษย์คนโปรด ถึงสุดท้ายแล้วคนเป็นครูจะจบลงด้วยการถอนหายใจเสียงยาว

“ถ้างานของตัวเองเสร็จแล้วก็มาช่วยครูจัดช่อกุหลาบ”

เขาเปลี่ยนประเด็นความสนใจ คงไม่อยากให้เกิดการปะทะวาจาระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก แต่รสสุคนธ์ก็ไม่ได้อยากเอาใจใส่กับความรู้สึกของใครมากนัก เพราะในวันนี้หล่อนเต็มที่พอแล้วกับความขุ่นข้องหมองอารมณ์

“ให้ฉันช่วยไหม ฉันจัดดอกไม้เก่งนะ” ใจจริงก็ไม่ได้อยากอาสาช่วยเหลือ แต่งานจัดดอกไม้เป็นงานที่หล่อนถนัด

“คุณน่ะหรือ” ดวงตาคมเข้มของเขาเบิกกว้างจนรสสุคนธ์อยากใช้นิ้วจิ้ม

“ก็ใช่น่ะสิ”

เพื่อเป็นการพิสูจน์คำพูด รสสุคนธ์จึงต้องแสดงฝีมือให้ทั้งครูและศิษย์ได้เห็นเป็นขวัญตา กุหลาบขาวแต่ละก้านถูกนำมาจัดช่อร่วมกับดอกไม้ต่างพันธุ์ ผ้าชีฟองสีม่วงละมุนและผ้าลูกไม้สีขาวที่ใช้จัดแต่งงานก็ถูกหยิบยืมมาเสริมความอ่อนหวานให้ช่อดอกไม้ช่อสำคัญซึ่งรสสุคนธ์เพิ่มความพิเศษลงไปด้วยการประดิษฐ์การ์ดเล็ก ๆ ผูกติดกับริบบิ้นสีขาวเขียนด้วยตัวหนังสือภาษาอังกฤษตวัดเส้นสวยงาม

ความภูมิใจในผลงานของรสสุคนธ์ถูกแสดงออกผ่านทางรอยยิ้มแล้วแววตาของเจ้าภาพหนุ่มใหญ่ที่มอบช่อดอกกุหลาบอันมีชื่อสื่อถึงความหมายตามวลีแก่ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดอีกคนผู้ที่อ่อนวัยกว่า

ต้นกล้าแนะนำให้หล่อนรู้จักกับเจ้าภาพชายทั้งสองที่ครองรักกันท่ามกลางความอดทนต่อการถูกกดดันจากสังคมและคนใกล้ชิดอย่างแท้จริง แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนอยู่เคียงข้างกันในวันนี้แสนสุขได้ เห็นแล้วก็นึกสะท้านหัวใจประหลาด คิดไปว่าในชีวิตหล่อนจะได้มีวันชื่นคืนสุขอย่างนี้บ้างไหม

“ต้นกล้าบอกว่าคุณเป็นคนจัดช่อกุหลาบน่ารัก ๆ ให้เรา” เจ้าของงานเดินเข้ามากล่าวกับเธอด้วยรอยยิ้มพร้อมกับคู่รักของเขาในอ้อมแขน “ขอบคุณที่มาร่วมยินดีกับเราสองคน”

“เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะ เป็นดิฉันมากกว่าที่ต้องขอโทษเพราะเข้ามาร่วมงานโดยไม่รับเชิญ” หล่อนทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ยิ้มแก้ความเคอะเขิน ไม่วายแอบส่งตาค้อนให้ครูหนุ่มที่ยืนทำท่าขบขันด้านหลังเจ้าภาพคู่รัก

“ต้นกล้าเล่าเรื่องคุณให้พวกผมฟังแล้ว”

นี่เขาเที่ยวไปพูดล็อบบี้คนอื่นหาพวกเข้าข้างตัวเองแล้วสิ รสสุคนธ์ของขึ้นทันที แต่เมื่อประโยคต่อมาถูกเอ่ย หน้าอกของรหล่อนก็พองโตขึ้นคล้ายมีลูกโป่งลูกใหญ่อัดแน่นภายใน

“คุณเป็นผู้หญิงเก่งจริง ๆ ตัวเล็กแค่นี้แต่ทำงานระดับใหญ่ได้”

“เอ่อ...ค่ะ...” หล่อนหาคำพูดตอบกลับไม่ถูก งุนงงกับคำชมที่ถูกป้อนให้โดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า

“ถ้าไม่เป็นการรบกวน เราอยากเชิญคุณรสสุคนธ์เป็นเกียรติเปิดฟลอร์เต้นรำด้วยกันได้ไหม” ฝ่ายชายที่อายุน้อยกว่าคลี่ยิ้มเอ่ยคำชวน

ใจจริงแล้วรสสุคนธ์อยากบอกปัด แต่ความคิดเรื่องสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้อยู่อาศัยแถบนี้ก็รั้งคำปฏิเสธไว้ หล่อนยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นมือไปหวังให้หนึ่งในนั้นยื่นมือของเขามาจับจูงเข้าสู่ลานดนตรีที่เนรมิตให้สวยงามไปด้วยกุหลาบหลากสายพันธุ์

แต่มือบางของหล่อนกลับถูกจับไปโยงใยกับปลายนิ้วเรียวของครูหนุ่มที่ทำหน้าไม่ถูกเช่นเดียวกัน

“ครูกล้า พาคุณรสสุคนธ์ตามผมไปนะ” หนึ่งเจ้าภาพคู่รักกล่าว ก่อนคล้องแขนเกี่ยวเอวเดินคลอเคลียคู่กัน นำสู่ฟลอร์เต้นรำกลางสวน

“คะ...คือ... ฉัน...” หล่อนอึกอัก รีบชักมือกลับ แต่พอเห็นแวววูบไหวในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ก็รู้สึกผิดขึ้นมาประหลาด

“ถ้าคุณไม่อยากเต้นรำกับผม ผมจะบอกพวกเขาให้”

“ดะ... เดี๋ยวค่ะ”

แต่รสสุคนธ์รีบเรียกเขาไว้ แล้วยืดอกขึ้น เชิดคางมน สูดหายใจเข้าก่อนก้าวเดินเข้าไปหา เงยหน้าสบตาสีสวยของครูหนุ่มร่างสูง เอ่ยวาจาด้วยรอยยิ้มที่หล่อนไม่ได้เสแสร้งปั้นแต่งขึ้นมา

“แค่เต้นรำกับคุณ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” จากนั้นวางมือของตัวเองบนฝ่ามือหนาของคู่เต้นรำ

รอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้าคมคร้ามมีผลต่อการเต้นของหัวใจหญิงสาว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าครูหนุ่มลูกครึ่งคนนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจใครก็ตามที่ได้พบเจอ

ทั้งรูปหน้าเรียวได้ส่วน จมูกโด่งเป็นสันสวย ดวงตาคมเข้มงดงาม กับเรียวปากหยักเป็นกระจับ ทุกอย่างของเครื่องหน้าผสมกลมกลืนระหว่างสองสัญชาติสรรสร้างออกมาได้เกือบสมบูรณ์แบบ

แต่สำหรับแรงดึงดูดที่รสสุคนธ์สัมผัสได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ดวงตาคมเข้มสีน้ำผึ้งป่าที่ประดับบนใบหน้าเรียวได้รูปที่ประทับใจหล่อนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ ไม่ใช่ปากหยักเป็นกระจับมักส่งยิ้มกวนอารมณ์

แต่มันเป็นความรู้สึก... ความรู้สึกที่หล่อนไม่อาจให้คำนิยามได้ลงตัว

“คุณพร้อมหรือยัง” 

เขาเอ่ยเสียงทุ้ม กุมมือหล่อนหลวม ๆ ชักชวนหล่อนให้ก้าวเข้าสู่ลานสนามหญ้าที่มีคู่เจ้าภาพรวมถึงคู่รักอื่นที่ประคองกันและกันล่องลอยไปตามท่วงทำนองของเสียงเพลงบรรเลงที่กำลังขับกล่อมหัวใจ

“หวังว่าคุณจะไม่ทำเท้าฉันเจ็บ” รสสุคนธ์เชิดหน้าพูด ก่อนวางมือข้างซ้ายบนบ่ากว้าง ส่วนมือข้างขวาประสานกับฝ่ามือหนา

ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม วาดแขนอ้อมเอวบาง ใช้นิ้วเรียวแตะแผ่นหลังของหล่อนแผ่วเบา จากนั้นพาหล่อนเคลื่อนไหวตามท่างทำนวงพลิ้วหวาน สร้างความประหลาดให้รสสุคนธ์จนเผลอยิ้มในตอนที่เขาจับตัวหล่อนหมุนเป็นวงกลมตามจังหวะดนตรี

“ต้องแอบฝึกกันไว้บ้าง เผื่อต้องเปิดวิชาลีลาศในโรงเรียนปลูกปัญญา” คงเพราะแววความประหลาดใจฉายชัดในดวงตาของรสสุคนธ์ เขาจึงเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มทำให้หล่อนนึกหมั่นไส้  

“คนเป็นครูจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเลยหรือคะ”

“ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง” ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ มองหล่อนด้วยดวงตาคมแน่วนิ่ง ก่อนเป็นฝ่ายเอ่ยคำถามบ้าง “แล้วคนที่เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นอกจากจัดดอกไม่เก่งแล้ว ต้องเขียนบทกลอนเป็นด้วยหรือครับ”

รสสุคนธ์อมยิ้มน้อย ๆ หมุนตัวเป็นวงกลมตามการจับจูงของคูเต้นก่อนวนกลับมาประสานมือของตนกับฝ่ามืออุ่น “ไม่ใช่ทุกคน ฉันแค่ชอบชมสวนดอกไม้กับอ่านบทกลอน”

มีรอยยิ้มบางระบายบนใบหน้าคมเข้ม ดวงตาของเขาเปล่งแสงเป็นประกาย “ผมเชื่อแล้วล่ะว่าคุณจัดดอกไม้เก่ง แล้วก็บทกลอนของคุณ...มัน...”

เจ้าของเรียวปากหยักหยุดพูดชั่วขณะ คล้ายกับยังมีอีกคำพูดที่เขาอยากเก็บกลั้นไว้ แต่ก็เอ่ยมันออกมาในที่สุด “มัน... ไพเราะมากทีเดียว”

แว่วเสียงเพลงรักในงานสอดประสานกันดีกับน้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่ม และเพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะกล่าวคำชม รสสุคนธ์จึงนิ่งงันไปชั่ววินาที ก่อนวางหน้าเรียบเฉย ก่อนกล่าวคำออกไป

“อะไรที่ฉันพูดนั่นคือสิ่งทำได้จริงเสมอ”

“แสดงว่าคุณก็รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่าอดทนแล้วใช่ไหมครับ คุณถึงแต่งบทกลอนได้กินใจขนาดนั้น”

ดวงตาคมที่สะท้อนแสงของดวงไฟทำให้รสสุคนธ์รู้สึกหวั่นไหว หล่อนรีบผินตาไปทางคู่รักและแขกของงานที่กำลังเต้นรำคลอเคลียกันกลางสวนประดับไฟระยิบระยับ

คล้ายกับฝ่ามือหนาที่ประคองหล่อนกระชับแน่นขึ้น แต่มืออีกข้างที่โอบเอวบางยังคงรักษาระดับของมันไม่ให้ล้ำเกินเส้นความเป็นสุภาพบุรุษยามเต้นรำคู่กับสุภาพสตรี แต่ก็ทำให้เนื้อตัวของหล่อนร้อนผ่าวแปลก ๆ

“ฉันเคยอดทนต่ออะไรมามากมาย แต่ไม่ได้รวมถึงอดทนรอจนกว่าคุณจะยอมขายที่ให้ฉันหรอกนะคะ” 

“งั้นคุณก็ต้องฝึกความอดทนนานขึ้นหน่อย”

เพราะสัมผัสได้ถึงความท้ายทายในน้ำเสียงพูด รสสุคนธ์จึงหันขวับกลับไปสบตาเขาทันที “คุณก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือคะว่าคนของฉันจะเริ่มเข้าพื้นที่แล้ว ถ้าการก่อสร้างเริ่มต้น คุณจะฝืนทนอยู่ต่อไปไม่ได้ แล้วถ้าฉันมีข้อเสนอว่าจะเป็นธุระหาที่ดินผืนที่เหมาะสมให้ใหม่ แล้วยอมขายต่อให้คุณด้วยราคาต่ำกว่าที่ดินของโรงเรียน คุณจะตกลงไหม”

บทเพลงจบลงพอดีกับที่หล่อนสิ้นคำพูด ทุกคนเริ่มก้าวขากเดินออกจากฟลอร์ หากแต่หล่อนและเขายังสอดประสานฝ่ามือ จ้องหน้ากันแน่วนิ่งราวกับไม่ได้ยินเสียงใด ๆ

“ฉันกำลังรอคำตอบ” หล่อนย้ำเตือน

“ผมคงไม่ตกลง” ดวงตาคู่นั้นเติมเต็มความหายของคำพูดชัดเจน เขาปล่อยมือแล้วโค้งคำนับให้ก่อนก้าวขาเดินออกจากลานเต้นรำ

“ทำไมคุณต้องทำให้มันเป็นเรื่องยากด้วย!” รสสุคนธ์ก้าวขาไปให้ทันขวางทางชายหนุ่ม  

เขาถอนหายใจ “คุณพูดเหมือนการย้ายโรงเรียนเป็นเรื่องง่ายที่ทำกันได้ในวันสองวัน ถึงผมจะสนใจข้อเสนอของคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กนักเรียนหรือพ่อแม่ผู้ปกครองเขาจะไม่ลำบากไปด้วย ถ้าโรงเรียนไกลกว่าเดิม ก็จะทำให้พวกเขาไม่อยากส่งลูกส่งหลานไปเรียน”

“แต่คุณอาจได้นักเรียนกลุ่มใหม่ก็ได้นี่ คุณจะสนใจทำไมกัน”

“ผมทุ่มเทกับโรงเรียนปลูกปัญญามากกว่าที่คุณคิด!” แววความขุ่นหมองฉาบไปทั่วดวงตาของครูหนุ่ม

“ฉันก็ต้องทุ่มเทในงานของฉันเหมือนกัน ฉันพยายามหาทางออกให้เรื่องนี้ เราจะได้ไม่ต้องไปสู้กันในทางกฎหมาย!

“แสดงว่าการย้ายโรงเรียนเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในความคิดคุณใช่ไหม เท่ากับโรงเรียนของผมไม่มีความสำคัญไปกว่าอาคารจอดรถห้างสรรพสินค้าของคุณเลยอย่างนั้นหรือ”

หล่อนอับจนคำพูด แต่รู้แก่ใจว่าหล่อนไม่ได้คิดแบบนั้น ความสำคัญของหล่อนไม่ได้วัดกันที่ห้างสรรพสินค้าหรือโรงเรียน แต่ความสำคัญวัดที่ความอยู่รอดของคุณากรพร็อพเพอตี้ที่หล่อนก็ไม่ยอมให้มันล้มไปเหมือนกับที่เขากำลังปกป้องโรงเรียนของเขาเอง

บทสนทนาจบลงแค่นั้นด้วยริ้วรอยหมางใจหลังการเต้นรำแสนประทับใจ แต่รสสุคนธ์รู้ว่าหล่อนต้องเริ่มเข้าแผนรุก

เช่นเดียวกับขบวนรถบรรทุกเหล่านั้นที่เคลื่อนเข้าพื้นที่วันนี้ที่คงทำตามแผนสั่งการของอิทธิฤทธิ์ และหากเสาเข็มต้นแรกไม่ตอกลงบนผืนดินในวันที่กำหนด หล่อนอาจถูกเพิกถอนจากผู้ดูแลโครงการนี้ ที่สาหัสไปกว่านั้นคือการถูกจองจำเป็นภรรยาของชายที่หล่อนไม่เคยคิดว่าจะรักเขาได้

ต้นกล้าเข้าไปร่ำลาเจ้าของงานที่ฝากคำขอบคุณมาถึงหล่อนพร้อมกับสัญญาว่าจะเป็นลูกค้ารายแรกของห้างสรรพสินค้า ถือการได้มาร่วมงานนี้ไม่เสียเปล่าสำหรับรสสุคนธ์ แต่ใครบางคนอาจสูญเสียความรู้สึกในใจ และหนึ่งในใครบางคนอาจรวมหล่อนอยู่ด้วยก็เป็นได้

หลังงานเลี้ยงเลิกรา รสสุคนธ์เดินตามหลังครูหนุ่มและจ้อยที่มีน้องน้อยหลับในเป้อุ้มไปยังรถมอเตอร์ไซค์พ่วง หล่อนเตรียมใจตั้งรับสายตารังเกียจจากเด็กชายไว้อยู่แล้ว แต่น่าแปลกใจที่เจ้าของดวงตาดวงน้อยดูเศร้าหมองและนั่งกอดน้องตัวเองแล้วนั่งตัวลีบไหล่ห่อตลอดทาง ส่วนครูหนุ่มก็ยังคงไม่มีคำพูดกระทั่งเขานำส่งสมาชิกทั้งหมดถึงโรงเรียน

รสสุคนธ์สลัดความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจออก เดินไปยังรถยนต์ส่วนตัวที่จอดริมรั้ว อยากรีบกลับโรงแรมเพื่อล้มตัวลงนอน พักทุกความคิดแล้วรอให้ผ่านคืนนี้ไปเร็ว ๆ

“คุณรสสุคนธ์”

แต่รสสุคนธ์หยุดขาทันทีเมื่อได้ยินเสียงทุ้มเรียกชื่อ หันหลังกลับไปมองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งมองจากหน้าประตูโรงเรียน

“ผมอยากรู้ว่ามีอะไรที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจเรื่องให้ผมย้ายโรงเรียนได้บ้าง”

คนพูดสืบเท้าเข้ามาใกล้ ถามด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง หากแต่แววตาคู่นั้นที่มองมาส่งผ่านความเจ็บปวดมาถึงหัวใจคนฟัง ทว่ารสสุคนธ์ต้องปัดทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจทิ้งไป แล้วให้คำตอบที่เขาไม่ต้องการฟัง

“คงมีแค่ความอดทนล่ะมั้งคะ แต่ผลของความอดทนของฉันไม่ได้สวยงามเหมือน Patience Rose ของคุณ”

“คุณแค่เห็นผลตอนที่มันออกดอกแล้ว แต่คุณยังไม่เคยร่วมรู้ว่าผมผ่านเวลาแห่งความเหนื่อยยากมานานแค่ไหน”

“จริงอยู่ที่ฉันไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของคุณ แต่ฉันก็รู้ว่าการปลูกกุหลาบมันไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้”

“แล้วคุณล่ะ คุณรสสุคนธ์” ร่างสูงก้าวขาขยับร่างสูงของเขาเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม จดจ้องดวงตาของหล่อนแน่วนิ่งจนคนถูกมองรู้สึกสั่นในอก “คุณปลูกกุหลาบได้ไหม... คุณปลูกกุหลาบที่ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ รอให้มันเติบโตผลิดอกให้เชยชมได้หรือเปล่า”

“ฉัน...ฉันทำไม่ได้อย่างคุณ” หล่อนไม่ได้โกหก

 “Be patience in love with you is the most of my beautiful time ever after

แต่แล้วเมื่อวลีที่หล่อนเขียนบนการ์ดประดับช่อดอกไม้เปล่งออกจากริมฝีปากหยัก หัวใจของหล่อนก็สั่นไหวรุนแรง

“การได้อดทนในความรักที่มอบให้แด่คุณ คือห้วงเวลาสวยงามที่สุดในชีวิต...” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบนั้นอย่างที่คุณเขียน คุณก็ปลูกกุหลาบได้เช่นเดียวกับผม”

คล้ายกับอากาศรอบกายเบาบางลงจนหล่อนหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงยามถูกดวงตาสีน้ำตาลเข้มราวน้ำผึ้งป่าเพ่งมอง หล่อนอยากจะกลืนอคติในอดีตลงคอ หากแต่ความทุกข์ของหล่อนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ จะมีเวลาให้หล่อนได้เตรียมใจรับมือนานเท่าไหร่กัน

หญิงสาวสบตากับดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มแน่วนิ่ง แล้วคลี่เรียวปากอิ่มเปล่งคำพูดน้ำเสียงกดต่ำเพื่อกักเก็บความขื่นใจไว้ให้มิดชิด

“ฉันไม่เคยอดทนในเรื่องความรัก และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำ”

“นั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยรู้จักความรัก”

ไม่รู้ทำไมหล่อนถึงรู้สึกเจ็บลึกในจิตใจ แต่รสสุคนธ์กลับเม้มเรียวปาก กำมือแน่น แล้วเชิดหน้า ปั้นแต่งน้ำเสียงให้นิ่งราวกับไม่สะทกสะท้านใด ๆ ต่อคำพูดแสบทรวง

“รักที่ฉันรู้จักคือรักของบิดามารดาที่ฉันต้องตอบแทนคุณด้วยการสร้างห้างสรรพสินค้าทับโรงเรียนของคุณ!

 

   

 ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ถ้าถูกใจฝากแอดแฟนหรือหรือคอมเมนท์ติชมถึงกันก็ยินดีค่ะ

 สำหรับนิยายเรื่องอื่นของฤดีวัลย์

สามารถคลิกทดลองอ่านได้ในลิงค์ด้านล่างค่ะ


ผลงานนิยายที่อัพจบแล้ว

พันธะลวง ลมห่วงรัก พี่ปราณ-ธิดา (ผ่านการพิจารณาปลายปากกาสำนักพิมพ์)

กลพยาบาท จันทร์ซ่อนเงา ก้องปฐพี-ไหมแก้ว (ภาคต่อ พันธะลวง ลมห่วงรัก )


  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

10 ความคิดเห็น