||Fic Harry Potter|| How I Met Your Mother (DM/OC)

ตอนที่ 1 : 1 (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 552
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    5 พ.ค. 64

 

**warning**  เนื้อหาของนิยายในตอนนี้จะประกอบไปด้วย การเหยียดเชื้อชาติ,การเหยียดรูปลักษณ์ภายนอก,การเหยียดผู้มีความหลากหลายทางเพศ,การกลั่นแกล้งโดยเจตนา และการทะเลาะวิวาท

 

 

 

++

 

ปี 2021

 

“เดซี่!!! พ่อสาบานกับเคราเมอร์ลินเลยว่าถ้าลูกไม่โผล่หน้ามาร้านของฟอร์เตสคิวในอีกห้านาที พ่อจะหักเงินค่า--สกอร์เปียส! ให้ตายสิลิตเติ้ลดี น้องชายลูกหายไปไหน!?”

 

“ใจเย็นหน่อยตาแก่” ปลายสายโทรศัพท์ของชายหนุ่มผู้เป็นบิดาคือ เดซี่ มัลฟอย หรือเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามยัยคนนั้นของโรงเรียนเวทมนตร์ฮอกวอตส์ หญิงสาววัยรุ่นทรงเสน่ห์เจ้าของเรือนผมสีทองแดงอดใจจะเค้นน้ำเสียงขบขันเชิงประชดประชันให้กับปฏิกิริยาตื่นตระหนกแบบผู้ใหญ่วัยทองแบบเขาเสียไม่ได้ ต่อให้จะพยายามเอาใจพวกเขาด้วยการไว้ผมยาวหรือตัดแต่งหนวดเคราบางนั่นเพื่อความกลมกลืนกับคนสมัยใหม่ แต่สองพี่น้องก็รู้ดีว่ามันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยจากคนหนุ่มปกติไปสู่การเป็นพ่อมดแก่ต่างหาก

 

เดรโก มัลฟอย ทั้งไม่ใช่และไม่เคยเป็นคุณพ่อสุดเจ๋ง ถึงแม้จำตัวจะพยายามอย่างหนักก็ตาม

 

“หนูอยู่ที่ร้านขายเครื่องยา มาเดินเรื่องเชนต์รับสินค้าให้ซาบินี่--หนูหมายถึงศาสตราจารย์ซาบินี่ หรือลุงเบลส อะไรก็ช่างเหอะ เขาก็ไม่ได้น่าเคารพขนาดนั้น” ฟังดูหยาบคายไปหน่อยสำหรับสรรพนามที่ใช้ในการเรียกบุคคลที่เป็นถึงผู้ขึ้นรับตำแหน่งอาจารย์ประจำบ้านมาโดยหมาดๆ แต่เดรโกก็เห็นด้วยนะ เบลส ซาบินี่ไม่ใช่คนที่น่าเกรงขามพอจะรอดพ้นจากการถูกตอกหน้าโดยคนแบบลูกสาวคนโตของเขาจริงๆ “ ส่วนสกอร์ปเหรอ อืม…ไม่รู้สิ น่าจะอยู่กับไอ้หนุ่มพอตเตอร์แฟนเขามั้ง อัลเบิร์ตใช่ไหมนะ?”

 

“เขาชื่ออัลบัส และขอบใจเดซี่ แต่พ่อว่าพ่อหาลูกเขยได้ดีกว่านั้น แล้วก็รีบมาที่ร้านได้แล้วด้วย! พ่อจะสั่งไอศกรีมแล้ว ลูกอยากกินอะไรมากกว่าระหว่างสตอเบอร์รี่เนยถั่ว กับ วานิลลาช็อก--” เด็กสาวกดตัดสายก่อนที่จะปล่อยให้เขาพูดจบประโยค ลอบกรอกตากับกับตัวเองเบาๆ  ปัญหาเดียวและปัญหาเดิมทุกครั้งที่พวกเขาออกจากเขตรั้วคฤหาสน์มาพร้อมกับคุณพ่อของเด็กทั้งสอง คือพื้นที่ความเป็นส่วนตัวที่หดหายกลายเป็นศูนย์ ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรง พวกเขาชอบใช้เวลาอยู่กับพ่อ ยิ่งเป็นในสมัยยังเล็ก เดซี่ยิ่งตัวติดกับเขามากๆ ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องเติบโต เดรโกก็ยังปล่อยวางภาพจินตนาการของลูกน้อยในอ้อมอกออกไปไม่ได้

 

แรงสั่นของเครื่องมือสื่อสารพกพาในกระเป๋ากางเกงยีนส์ซีดดึงความสนใจของเธอออกมาด้ามไม้กวาดเวทมนต์สำหรับการแข่งควิดดิชรุ่นใหม่ล่าสุด มันตั้งตระหง่าอยู่แถวหน้าสุดในตู้กระจกของร้านอุปกรณ์ควิดดิชั้นเยี่ยม ตั้งแต่ที่กระทรวงได้ประกาศการเปิดใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตแบบเข้าถึงได้ในโลกเวทมนตร์ ชีวิตประจำวันสำหรับผู้วิเศษเจนซีแบบพวกเธอก็ดำเนินไปอย่างง่ายดายขึ้นมามากหลังจากนั้น ขอแสดงความขอบคุณถึงคุณเกรนเจอร์ รัฐมนตรีผู้แสนปราดเปรื่องของเรา ถึงแม้มันจะเป็นสินค้าผูกขาดเจ้าเดียวซึ่งเป็นอะไรที่หน้าเลือดมากก็ตามหากเทียบกับข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาณเหล่านี้ก็ไม่สามารถนำออกไปใช้ในโลกของมักเกิ้ลได้เหมือนทำข้อตกลงกับฝั่งนั้นเอาไว้แล้วก็ตามทีเถอะ เด็กสาวตัดสินใจเลื่อนมือเข้ากดปุ่มรับสายในที่สุด เธอลืมสังเกตุไปก่อนหน้านั้นว่าปลายสายคือใคร มันจึงแอบทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจเล็กๆเมื่อนั่นกลายเป็นเสียงของเจ้าน้องชายแสนดี…เกือบดี

 

“พี่ครับ--” กล่าวออกมาได้ไม่ถึงประโยค จากท่าทางการกระทำทุกอย่างที่เธอไม่สามารถมองเห็นและน้ำเสียงสั่นเครือแสดงถึงความลุกลี้ลุกลนที่มากกว่าปกติ เรื่องซวยที่ไม่ทันขอคงได้เข้ามารุมเธออีกแน่ เด็กหนุ่มผู้มีผมบลอนด์ซีดราวกับบิดาหรือสกอร์เปียสนั้นเม้มปากแน่น “พ่อกับผมเจอกันแล้ว บังเอิญน่ะ ผมลืมรับสายเลยไม่ทันคิดไปว่าเขาจะอยู่ที่ร้านของฟอร์เตสคิว อ้อ! แล้วเขาก็บังเอิญเจอแฟนเก่าคนนึงของพี่ด้วย รีบมาเถอะนะ ก่อนเขาพ่อเขาจะเผลอเม้าท์เรื่องน่าอายตอนเด็กของพี่ออกไป….เหมือนคนที่แล้ว”

 

“ให้ตายสิเมอร์ลิน!”

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

เดซี่สบถพึมพัม เดรโกอมยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนสกอร์เปียสก็ขดตัวหงออยู่ที่มุมเบาะรถยนต์ เป็นเช่นนั้นมาตลอดการเดินทางร่วมสิบนาทีที่ลัดเลาะกันมาตามท้องถนนในมหานครลอนดอน แต่ตระกูลมัลฟอยบนรถยนต์ของมักเกิ้ลก็ยังไม่เท่าการที่ปรากฏว่าแฟนเก่าของเดซี่ที่เอ่ยถึงกันไปก่อนหน้านี้นั้นคือพ่อหนุ่มฮอตบ้านกริฟฟินดอร์คนนึงที่เผลอเมาแล้วติดกับไปจีบเธอจนได้คบกันแบบงงๆ ก่อนจะโดนความจริงกระแทกหน้าอย่างจังเมื่อสาวสลิธรินทรงเสน่ห์คนนั้นคือบุตรสาวของอดีตผู้เสพความตายอย่างเดรโก มัลฟอย ตั้งแต่เป็นต้นมาก็ไม่เคยมีสักคืนวันที่เขาจินตนาการภาพใบหน้าของเธอขึ้นในหัวมาโดยปราศจากซึ่งความเคียดแค้นใดๆ หมายถึง…หลังจากที่เขาบอกเลิกเธอไปอย่างสุภาพแล้วโดนเธอตะโกนจิกด่าชุดใหญ่กลางโรงอาหาร ไม่มีเหตุผลอะไรให้เธอทำอย่างนั้นแม้แต่ นอกจากเสียแต่คำแก้ตัวต่อศาสตราจารย์มักกอลนากัลที่ว่า ก็แค่อยากทำ

 

กักบริเวณระหว่างคริสมาสต์พร้อมทำความสะอาดห้องโถงใหญ่ด้วยมือ ไม่ใช่สัปดาห์ที่ดีสำหรับเดซี่เลยสักนิด

 

“โธ่ พ่อหนุ่มที่น่าสงสาร” เขาลากเสียงยาวยานคางหยอกล้อลูกสาวตัวดีด้านหลัง เดซี่ตวัดสายตาขุ่นเคืองกลับโดยไว้ เดรโกกลั้นใจไม่ระเบิดหัวเราะจนทำเอาใบหน้าบิดเบี้ยว ชายหนุ่มหน้าพวงมลัยคอยหลุดเสียงขันคิกคักเล็กน้อยออกมาเป็นระยะ มันแสนจะกวนใจเธอเหลือเกิน น้ำตาใสเล็ดออกจากขอบตาไม่มีหยุด ยังคงห้ามรู้สึกความบันเทิงใจไม่ไหวขณะพูุด “พ่อประหลาดใจมากเลยนะที่จู่ๆลูกก็พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อเขาแบบนั้น ดีไปเชียวที่พ่อแม่พ่อหนุ่มนั่นไม่อยู่แถวนั้น แล้วยิ่งตอนที่เขากระชากคอเสื้อลูกกลับนะ อันนั้นสุดยอดมากเลย ตอนแรกพ่อก็นึกว่าพวกเธอสองคนจะลงไปต่อยกันบนพื้นแล้วซะอีก--คิก เดี๋ยวนะ พ่อไม่ขำไม่ได้จริงๆ โอ๊ยยย จริงๆเลย บางทีลูกอาจจะไปรุ่งเรื่องนี้มากกว่าเรียนหนังสืออีกนะ”

 

“พ่อครับ…” เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ ย้อนกลับไปสองปีก่อนตอนที่พ่อของพวกเขายังมุดหัวอยู่ในกระบวนการทำงานเขียนหนังสือขายไม่ออกเรื่องสารพัดเห็ดมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นชื่อที่เห่ยน้อยที่สุดแล้วจากในตัวเลือกทั้งหมด รองจากสวรรค์เห็ดมหัศจรรย์ที่ฟังดูเข้าท่า ติดตรงที่ชื่อมันออกคับคล้ายกับหนังสือแนะนำวิธีการหาเห็ดเมามากเกินไปหน่อย(ซึ่งแน่นอนว่ามีอยู่ในเล่ม) แต่ถึงจะพูดไปตามนั้น หนังสือเรื่องเห็ดก็ยังเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าอยู่ดี

 

 

 ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ คุณชายมัลฟอยพ่อลูกสองได้ทำการประกาศกร้าว“เราจะปล่อยให้หนังสือสอนปรุงยามาบอกชื่อเห็ดให้เราไปหาลอยๆกระจัดกระจายกันตั้งร้อยกว่าหน้าโดยที่เราไม่รู้ว่าเราเอามันไปทำอะไรได้บ้างอย่างงั้นจริงๆเหรอ!? ไม่!!! นี้มันถึงเวลาสำหรับ--”

 

“สำหรับหนังสือเมนูเห็ดของพ่อน่ะเหรอครับ? หนูขอผ่านละกัน” เป็นการกระทำที่ร้ายกาจ แต่ในฐานะคนที่ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลยในสถานการณืนี้ แถมยังรอดพ้นจากการสาธยายเดี่ยวของพ่อ มันก็คุ้มค่าอยู่นะ

 

 

ทว่าในบางครั้ง วาจาฉะฉานก็ไม่ใช่ลูกไม้ที่ได้ผลเสมอ และระหว่างโร้ดทริปของครอบครัวมัลฟอยในปี 2019 ปฏิบัติการ ‘คว้าแล้วควง’ ของเดซี่ มัลฟอยก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ง่ายๆ ถ้าเกิดว่ามีใครสักคนในพวกเขาเริ่มรู้สึกว่าพ่อกำลังจะเปิดปากพูดอะไรที่ยืดยาวและบั่นทอนมันสมองของทุกคนขึ้นมา พวกเราก็แค่คว้าพวงมาลัยเอาไว้แล้วควงมันสุ่มๆโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนคนอื่นรวมถึงสมาชิกบนรถยนต์ของครอบครัวสักนิด อันตรายเป็นที่สุด บ้าบิ่นเป็นที่สุด โหดร้ายเป็นที่สุด สมกับเป็นเดซี่ที่สุด

 

 

และเมื่อยามความอดทนถึงขีดจำกัด บางทีสันติก็คงจะไม่ใช่คำตอบ ตัดภาพกลับมาในปัจจุบัน เดรโกก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นเดซี่ก็ตะโกนลั่น

 

“คว้าแล้วควง!!!”

 

“อ๊ากกกกกก!!! ลิดเติ้ลดี! ลูกทำอะไร?!!”

 

“พี่! นี่มันถนนใหญ่นะ!!!”

 

“ไม่หยุดหรอกโว้ย!!!”

 

และบ่ายอันสงบสุขของชาวอังกฤษก็ต้องถูกรบกวนด้วยรถยนต์ปริศนาที่กีดขวางการจราจรกลางแยกชุลมุน แตรนับสิบที่ถูกบีบพร้อมๆกัน และเสียงกรีดร้องลั่นถนนเพราะสกอร์เปียสเกิดตกใจจนเผลอกดเลื่อนหน้าต่างรถขึ้น

 

 

 

ก็แค่อีกหนึ่งวันธรรมดาๆของครอบครัวมัลฟอย

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

จะมีอะไรสนุกไปกว่าการโดนพ่อด่า

 

ก็โดนหัวหน้าสำนักงานมือปราบมารด่าไง

 

“นั่นเป็นการกระทำที่ไร้สมองมากเลยนะคุณมัลฟอย!!!” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากยี่สิบปีกว่าๆที่จบการศึกษาจากฮอกวอต์ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะโดนเพื่อนสาวคนสนิทจิกหัวรั้งเอาไว้ให้เรียนจบไปด้วยกันทั้งสี่คน แฮรี่พึ่งจะได้รับโอกาสให้กล่าวประโยคนี้ออกมาดังๆโดยมั่นใจได้ว่าจะไม่โดนสาดคาถาใส่ แม้ว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงแค่ลูกสาววัยรุ่นของคู่อริในวัยเยาว์ก็ตามที “ฉันไม่ได้โกรธที่เธอพึ่งจะไปหาเรื่องลูกชายฉันที่ตรอกไดแอกอนวันนี้ หรือที่เธอด่าทอเขาเสียๆหายก็ตาม ถึงมันจะเป็นกระทบถึงความปลอดภัยของเจมส์ก็จริง แต่การก่อความวุ่นวายที่โลกมักเกิ้ล--”

 

“โอ๊ยยย คุณตำรวจคะ” เธอลากเสียงยานคาง วิธีการจิดกัดฉบับบ้านมัลฟอยที่ใช้ได้ผลดีที่สุดกับบ้านพอตเตอร์และบ้านวีสลีย์รุ่นก่อนที่จะกลายเป็นพวกเนิร์ดกันหมด สืบทอดต่อกันเฉพาะในเดรโกและเดซี่เท่านั้น “ไอ้ที่พูดมาครึ่งนึงไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องวันนี้ด้วยซ้ำ ลูกฉันเป็นอย่างนู้น เจมส์เป็นอย่างนี้ บลา บลา บลา คุณจะฟ้องหนูไหมล่ะ? หลังจากจัดการลบความทรงจำพวกมักเกิ้ลกับแก้ปัญหากับตำรวจทางนั้นให้เสร็จก่อนนะคะ เพราะดูยังไงก็เหมือนว่างานมันน่าจะยังไม่ขยับไปไหนเลย”

 

นายหัวหน้ามือปราบมารพอตเตอร์ยืนเงียบ ยิ้มให้กับความเจ็บปวดจากภายใน

 

 

“ชีวิตผู้ใหญ่มันก็ยากแบบนี้แหละ”

 

“สู้ๆนะคะ"

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

บนโต๊ะอาหารหรูหราขนาดยาวพิเศษที่ใจกลางคฤหาสน์ใหญ่พิเศษของตระกูลมัลฟอย สกอร์เปียสได้ทิ้งคำถามที่สำคัญลงมาขณะที่เอลฟ์รับใช้นามสตีวี่กำลังเสิร์ฟซุปผักครีมข้นให้กับผู้สมัครใจร่วมมื้ออาหารบนโต๊ะ แน่นอนว่าย่อมไม่รวมถึงสาวน้อยผมแดงที่ทำหน้าเหมือนจะขย้อนมันออกมาทุกครั้งที่ตักเข้าปาก

 

“ทำไมเราถึงเป็นครอบครัวปกติๆแบบคนอื่นเขาไม่ได้” คำถามจากลูกชายคนเล็กทำให้เดรโกชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง หรือเดซี่ที่นั่งอยู่ห่างไปหลายเก้าอี้และกำลังก้มมองมือถืออยู่ก็ถึงกับเงยหน้าขึ้นมา “ตั้งแต่ที่แม่…จากไป พวกเราก็เอาได้ทะเลาะกัน พี่ไม่เคยลงรอยกับพ่อสักเรื่อง พ่อไม่เคยจัดการปัญหาของพี่ได้ดี แล้วพวกเราก็ยิ่งทะเลาะกันหนักยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ทั้งพ่อทั้งพี่ก็แทบจะไม่ยอมมองหน้ากันด้วยซ้ำ”

 

“ขอโทษนะน้องรัก" เดซี่โบกมือเรียกร้องความสนใจ "คือพี่อยู่ไกลมากเลย นายช่วยเริ่มใหม่แต่ต้นได้ไหม?”

 

สกอร์เปียสสูดหายใจเต็มปอด ตะโกน “ฉันถามว่า ทำไมเราถึง--

 

“หยุดๆๆ สกอร์ป เมอร์ลินช่วย ลูกน่าจะเดาได้ตั้งแต่ที่ลูกได้ยินเสียงพี่เขาแล้วนะ เดซี่แค่ปั่นหัวลูกเล่น แน่อยู่แล้วเธอต้องได้ยิน” ลูกสาวคนโตยังไหล่เป็นคำตอบแทนการปฏิเสธ ซึ่งแปลว่าการไม่ปฎิเสธอย่างชัดเจน เจ้าหนูมัลฟอยคนเล็กนิ่วหน้า “เอาล่ะทุกคน” คุณพ่อของบ้านถอนหายใจยาวเปิดประโยค “พ่อไม่มั่นใจว่าเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไปแล้วหรือยังนะ”

 

“อันที่จริงแล้ว--”

 

“ไม่ ลิตเติ้ลดี คนที่เกือบพังรถของเราไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเรื่องนี้” เดรโกยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับสายหัว ซึ่งถือว่าเป็นการทรมาณทางจิตใจที่โหดร้ายที่สุดสำหรับเธอ “ยุคสมัยของเรามันต่างกัน ฉะนั้นพ่อยินดีที่จะแบ่งปันทุกเรื่องที่ลูกอยากรู้ และทุกเรื่องที่อยากเล่าตอนนี้ได้เลยนะ”

 

“ผมว่าไม่น่าจะได้ผลเท่าไหรนะครับ เพราะครั้งล่าสุดที่พี่บอกว่าจะไม่ไปงานเต้นรำส่งท้ายการศึกษาก็เห็นล่อกันซะเกือบบ้านแตกเลย ดูด้านบนสิครับ" นิ้วของสกอร์เปียสชี้ขึ้นบนเพดานสูง เผยให้เห็นรอยร้าวบนภาพจิตรกรรมฝาผนัง รังสรรค์ขึ้นโดยไม้กายสิทธิ์ของสาวน้อยคนดีคนเดิมของเรา

 

 

 

 

"เอาเป็นว่าช่างที่พูดก่อนหน้านี้เถอะ รู้อะไรไหมเด็กๆ? ชีวิตวัยรุ่นของพ่อนอกจากจะห่วยแตกแล้วมันยังโคตรจะเจ๋งที่สุดเลย พ่อขอเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง เรื่องราวที่ว่ากว่าพ่อจะเจอแม่น่ะ"

 

 

 

 

 

++



 

 

 

 

ชีวิตในรั้วโรงเรียนเวทย์มนต์ตลอด 2 ปีการศึกษาที่ผ่านมาของเด็กหนุ่มเลือดบริสุทธิ์ประจำบ้านสลิธรินอย่าง เดรโก มัลฟอย สามารถเรียกได้ว่าแทบจะสุขสบายเลยทีเดียว ถ้าหากไม่นับการทะเลาะจิกกัดแบบไม่จบไม่สิ้นกับพรรคพวกกริฟฟินดอร์ของพอตเตอร์ ส่วนตัวของเดรโกเองก็ไม่ได้ประสบปัญหาติดขัดใดๆแม้แต่น้อย รูปหล่อพ่อรวยอย่างเขาเชียวนะ ถามจริง จะมีอะไรผิดพลาดไปได้?

 

แต่มันก็เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่แสนสุขก่อนเขาจะพบเจอกับเธอ

 

"เธอจะตอบได้ไหมว่านี่อะไรกัน?"

 

"อ๋ออออ" 

 

สาวผมแดงหน้าตกกระที่เขามั่นใจว่าไม่ใช่พวกวีสลีย์อย่างแน่นอนลากเสียงยาวสดใส ตีหน้าซื่อเมินน้ำเสียงข่มขู่ของเขาไปโดยสิ้นเชิง เหมือนว่าคำถามที่เขาเอ่ยไปเป็นเพียงแค่คำถามสามัญที่มักจะถูกใช้ในสถานการณ์ทั่วไปกับคนรู้จักไปถึงคนสนิท เช่น มื้อเช้าทานอะไรมา? หรือ วันนี้สบายดีไหม? ไม่ใช่คำถามประเภทที่เดรโกใช้เมื่อมีเวลาที่ใครสักคนจะโง่หรือใจกล้าพอจะสาดน้ำชาร้อนรดใส่บนเสื้อผ้าจนซึมและแสบร้อนไปถึงผิวหนังเขาต่อหน้าสายตาของคนทั้งขบวนรถไฟ

 

และอย่าคิดว่าเขาจะไม่เห็นสีหน้าเยาะเย้ยจนเกือบสมเพชจากเพื่อนร่วมบ้านอย่าง เบลส ซาบินี่เป็นอันขาด

 

"อันนี้เป็นชามะลิที่คุณย่าฉันส่งมาให้น่ะ เพราะว่าบ้านของท่านอยู่ที่เวลล์แต่บ้านของฉันอยู่บนเกาะอังกฤษ ท่านก็เลยชอบส่งของมาให้บ่อยๆ คุณย่าชอบดื่มชากับมาการองเบอร์รี่ ชอบเป็นพิเศษถ้ามีครีมชีสเยอะๆ ยิ่งฟังเพลงของ สตีวี่ นิคส์ไปด้วยก็ยิ่งสุดยอด คือย่าท่านแก่มากแล้ว แต่ก็ยังชอบเพลงสมัยใหม่นะ พวกมันจะทำให้ท่านอารมณ์ดีขึ้นมากๆเลย แถมท่านยังมีสวนดอกไม้เล็กๆที่น่ารักที่สุดเลยด้วย ฉันดีใจทุกครั้งเลยที่พ่อพาฉันท่านทุกฤดูร้อนตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้เราไม่ค่อยจะได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทั้งที่ย่าออกจะชอบแม่แท้ๆ นายรู้หรือเปล่าว่าชามะลิมีสรรพคุณมากมายเลยนะ ทั้งสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เหมาะต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดคอเรสเตอรอล แล้วก็...."

 

ยืดยาว ยืดยาวและไร้สาระ คำตอบตรงหน้าทำเขาสติหลุดไปชั่วขณะ แน่นอนว่าข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ไหลซึมเข้าสมองของเขาแม้แต่น้อยนิด สิ่งที่เขาคาดหวังจะได้รับกลับมาในตอนแรกคือคำขอโทษขอโพยพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา เหมือนกับหนูตัวเล็กที่วิ่งพล่านอยู่ในกรง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นคำอธิบายยาวเหยียดไม่มีสะดุด ไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้แทรก ความประทับใจแรกของพ่อหนุ่มมัลฟอยต่อเธอจึงเกินความคาดหมายไปมาก

 

"แถมมันยังรสชาติดีสุดๆไปเลยล่ะ นายน่าจะได้ลองชิมดูนะ โอ้!คงไม่ได้แล้วสินะ..." รอยยิ้มของเจ้าหล่อนหุบลงฉับพลันพร้อมกับน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด ปฏิกิริยาตอบรับเชื่องช้าเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเธอคือตัวการผู้ลงมือทำร้ายร่างกายคุณชายเลือดเย็นคนนี้โดยไม่เจตนา เดรโกสัมผัสได้ถึงเส้นเลือดขมับที่เต้นอยู่ข้างศีรษะ

 

แน่นอนว่าชื่อเสียงเรียงนามของเธอไม่อยู่ในหัวเขาแม้แต่น้อย ผมสีแดงสด ใบหน้าตกกระ แต่ก็ไม่น่าจะใช่พวกวีสลีย์ เดาว่าคงเป็นเด็กกริฟฟินดอร์ ก็สมกับบ้านสิงโตดี ศูนย์รวมพวกเหลือขอไม่เอาถ่านที่วันๆไม่ทำอะไรนอกชอบทำตัวอวดเบ่งถึงความดีงามของตัวเองเป็นหนักหนา สาเหตุเดียวที่สงครามระหว่างบ้านของพวกเขากับสลิธรินยืดเยื้อมานานขนาดนี้เพราะฝ่ายธงแดงนั้นใช้ความพยายามมากเหลือเกินที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของเด็กสลิธรินนิสัยเสีย หัดส่องกระจกกันหน่อยเถอะนะ คิดว่าบ้านตัวเองมีอะไรดีหรือไง ไอ้หัวบาก? วีเซิลขี้แพ้? จอมอวดรู้? หรือว่ายัยปากไม่มีหูรูดนี่

 

"เธอคิดออกมั้ยว่าต้องรับผิดยังไง?" เขากดเสียงต่ำ นัยน์ตาน้ำแข็งเยือกเย็นขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อใช้ไม้แข็งปกติไม่ได้ก็ต้องลงแรงกันหน่อย แต่พอถึงเวลาที่ล็อกเป้าหมายไว้กับเหยื่อแล้ว คนอย่างเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้มันหลุดมือหรอก

 

"นึกออกแล้ว!!!" เธอตบมือดังฉาด จังหวะนั้นเดรโกก็ฉุดคิดขึ้นได้  เขามันหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ "เอลฟ์ซักผ้าของบ้านฮัฟเฟิลพัฟใช้น้ำยาที่กลิ่นหอมมากเลยล่ะ ฉันไปลองดมพิสูจน์มาเองแล้วด้วย กลิ่นมันเหมือนกับดอกคาโมมายล์ผสมกับกลิ่นท่องซุงไหม้ๆ ว่ายังไงให้นายเข้าใจดีล่ะ เอางี้ นายลองนึกภาพดูนะ--"

 

“หุบปาก!” ตอนนี้กลับกลายเป็นฝั่งเดรโกที่พูดไม่สามารถสรรหาคำอะไรมาโต้แย้ง เขาพลาดท่า พลาดอย่างแรง เขาไม่เคยอับอายได้มากกว่านี้มาก่อนในชีวิต เขาประเมินเธอต่ำเกินไป แต่มันต้องคนประเภทไหนกันจะมีอารมณ์เอาชาขึ้นมาชงบนรถไฟแล้วเดินถือมันไปรอบขบวนกันแถมยังหน้าด้านเกินนี้ได้

 

สุดท้ายมัลฟอยหนุ่มก็หมดความอดทน เขาตวาดลั่น

 

"พ่อแม่มักเกิ้ลเธอไม่เคยสั่งไม่เคยสอนหรือไงว่าต้องหัดขอโทษคนอื่นน่ะ!?"

 

เด็กสาวก้มลงมองเท้าปลายตนเองด้วยท่าทางอึดอัด สำหรับเขาแล้วเธอไม่ได้ดูน่าสงสารน้อยลงเลยสักนิด "หรือให้ฉันใช้สเกอจิฟายเฉยๆก็ได้ แป็ปเดียวก็สะอาดหมดจดเลยนะ...." 

 

"ไม่ต้อง!" เขากระแทกเสียง เดรโกเหลือทนกับเธอเต็มทีแล้ว "ไสหัวไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าเธออีก"

 

ตลอดเส้นทางของเดรโกจนถึงตู้รถไฟของเขา มั่นใจได้เลยว่าต้องไม่มีใครไม่ได้ยินเสียงกระแทกเท้าปึงปังไม่สบอารมณ์นั่นเป็นแน่แท้

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

"วันนี้คุณชายของเราปักธงศัตรูคนใหม่มาให้งัดฝีมืออีกแล้ว ทะเลาะกันทีเรื่องกระฉ่อนไปทั้งขบวนเลยนะนาย" ไม่ทันขาดคำหลังจากที่มัยฟอยหนุ่มก้าวขาผ่านประตูเข้ามา เสียงทักทายยียวนกวนประสาทจาก เบลส ซาบินี่ ก็ลอยมาเข้าหู เดรโกไม่เคยคิดจะชอบขี้หน้าเพื่อนร่วมบ้านคนนี้มาก่อนเลย เบลสไม่ใช่คนใสซื่อไม่ว่าจะดูจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือภายใน นิสัยเกือบจะขบฎแต่ก็ไม่ได้แปลกแยกจากคนในกลุ่ม รอยยิ้มเหมือนจอมวางแผน ไม่ใช่คนในตัวเลือกที่เขาจะคบค้าสมาคมด้วย ตระกูลเลืดบริสุทธิ์ไหนๆก็เห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกซาบินี่ควบคุมได้ยากเกินไป

 

"ตลกตายล่ะ" เขาทรุดตัวลงที่เบาะอย่างฉุนเฉียว หากมองเมินถึงความไม่น่าไว้วางใจหรือข่าวเสียๆหายๆที่เล่าต่อกันมา ซาบินี่ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนนึงไร้ประสีประสาคนนึง งูมันไม่กัดงูด้วยกันเองหรอก “ยัยปากดีนั่นมันคิดว่าตัวเองเป็นใคร? คอยดูเถอะ เรื่องนี้ต้องถึงหูพ่อฉันแน่”

 

"ถ้านายจะอยากฟ้องเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้กับเขานะ เอาเลยสิ"

 

น้ำเสียงราบเรียบดึงทุกสายตาในตู้รถไฟไปยัง ธีโอดอร์ น็อตต์ หนุ่มผมดำเงยหน้าขึ้นมาสบกับสายตาทวงเลือดทวงแค้นจากเดรโก เด็กบ้านน็อตต์เป็นอีกหนึ่งประเภทที่เขาไม่อยากจะยุ่งด้วย ปากเป็นจนน่าหมั่นไส้ "เฮ้ ฉันแค่พูดข้อเท็จจริงเฉยๆนะ ถ้านายบอกว่าเธอน่ารำคาญมันก็คงจะจริงนั่นแหละ" พูดจบก็ก้มลงไปอ่านหนังสือต่ออย่างไม่ยี่หระ 

 

เดรโกหันไปหาสองสหายตัวยักษ์ของเขา ฉุนเฉียวยิ่งกว่าเดิน จำนวนคนที่ไม่ลงรอยกันมีมากเินไปในตุูรถไฟเดียวเริ่มทำเขาประสาทเสีย "แครบ กอยล์ ตอบฉันมาสิว่ายัยแครอทนั้นมันมีอะไรดีสักอย่างมั้ย"

 

"ไม่เลยสักนิด" ทั้งคู่ตอบอย่างรู้ทัน โดยมีเสียงที่สามของแพนซี่แทรกขึ้นมาด้วย

 

"หล่อนคิดว่าหล่อนเป็นใครถึงมาทำแบบนี้ได้ เดรกกี้จ๋าโดนน้ำร้อนเข้าจังๆแบบนี้คงจะเจ็บน่าดูเลย ฉันออกไปตามอาจารย์ใหม่หรือลากคอใครแถวนี้มาดูแผลให้นายก็ได้นะ"

 

"ไม่เป็นไรแพนซี่ ขอบคุณมาก แต่ไม่เป็นไรจริงๆ"

 

"หรือให้ฉันไปแก้แค้นแบบจัดหนักเลยไหม รับรองว่ายัยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่นได้ร้องไห้กลับบ้านแน่"

 

"อันนั้นก็ไม่ได้แพนซี่" ในที่สุดเขาก็สามารถทำให้สาวน้อยผมบ็อบกลับไปนั่งอยู่กับที่ของตนเองได้สักที แลกกับค่าเหนื่อยเล็กน้อยกับเสียงจิ๊จ๊ะของหล่อนก็ดีกว่าการให้เรื่องไปถึงหูของศาสตรจารย์สเนป สิ่งที่ยากกว่าการมีเขาเป็นอาจารย์ประจำบ้าน คงเป็นการมีเขาเป็นพ่อทูญหัว พ่วงด้วยตำแหน่งคนสนิทของผู้เป็นบิดา

 

เดรโกสูดหายใจฮึดฮัด พยายามสงบอารมณ์อย่างเต็มที่ สำหรับเขาแล้วเด็กสาวคนนั้นไม่ใช่คู่มือที่มีค่าเพียงพอให้เสียเวลาที่มีไปโดยสูญเปล่า ยิ่งนึกถึงไปก็มีแต่จะมีแต่เป็นพิษต่อสมอง เขาคอยบอกตัวเองอย่างนั้น

 

แต่บอกเลยว่าแค้นนี้จะเป็นชนักติดหลังเขาไปจนถึงคริสมาสต์แน่

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

ปัง!!!

 

"โว้ว! เย็นนะพวก มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันก่อนสิ" เสียงลั่นประตูรอบนี้ดังเป็นพิเศษ มันทำให้ซาบินี่หนุ่มเกิดอาการตื่นตระหนกไม่เบา คุณชายมัลฟอยเจ้าเก่าเจ้าเดิมจอมอารณ์ร้ายในชุดเครื่องแบบนักเรียนเดินปึงปึงกลับเข้ามาในตู้ที่นั่ง ธีโอดอร์รู้ว่าเผลอหลวมตัวให้การต้อนรับที่ไม่หน้าพึงพอใจนักตอนเขาเหลือบสายตาขึ้นจากหนังสืออย่างไร้ความใส่ใจ ทว่าในวิต่อมาก็สะบัดความกังวลออกจากหัวราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่มาก่อน บุคคลเดียวที่มีมันสมองมากพอเอาใจพ่อคุณชายนี่ได้ก็อยู่ในสภาพหลับสนิท ส่วนเบลสก็ก็ไม่คิดจะสูญเสียสักเสี้ยววิในการสรรหาถ้อยคำประจบประแจงด้วยซ้ำ แต่จากภาพที่เห็น เดาได้เลยว่าปฎิบัติการก่อกวนนายคู่ปรับและลิ่วล้อของเขาคงจะคว้าน้ำเหลวอีกตามเคย

 

"พวกนายต้องได้เห็นอาจารย์คนใหม่ด้วยตัวเองเลย ฉันแทบจะไม่อยากเรียกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ กระดากปากสิ้นดี จะให้นายโค้ทผ้าขี้ริ้วคนนั้นมาสอนเรา ไอ้แก่นั้นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ"

 

"แพ้แล้วพาล" ธีโอดอร์กระซิบแผ่วเบาราวกับพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่จากระดับความดังเสียงที่ดังพอให้ได้ยินชัด ก็เป็นอันว่าเข้าใจได้ถ้าหากเขาอยากจะฉะฝีปากกับคุณชายมัลฟอยเสียเต็มอดแล้ว

 

"แกว่ายังไงนะน็อตต์" เดรโกหรี่ดวงตาเรียวคมใส่เขา ท้าทาย และธีโอดอร์ก็ทำกลับ การวิวาทรุนแรงส่งเสียงดังที่สุดในความเงียบงันระหว่างพวกเขา สองจ่าฝูงอรพิสของบ้านสลิธริน หรือมองอีกมุมจากเบลส ก็คือเด็กลูกแหง่สองคนที่บ้าในอำนาจทางสายเลือดของตัวเองเกินเหตุจนกลายเป็นพวกหยิ่งยโส เขาไม่เคยคิดเกรงกลัวในตัวตนของเจ้าสองตัวนี้สักนิด กลับกัน เบลสยังว่าแม่เขาน่ากลัวกว่าอีก จะน่ากลัวที่สุดเวลาที่อารมณ์ดี อันตรายที่สุดในวันที่โศรกเศร้า

 

ตามที่กล่าวไป เบลส ซาบินี่และผู้ร่วมสายเลือดทุกคนจึงไม่เคยแสดงโทสะใส่ใครเลยก็ตาม ไม่เพียงนิดดียว ส่วนสาเหตุ…เขาสบายใจที่จะเก็บมันไว้เป็นปริศนาต่อไปดีกว่า

 

“ก็เปล่านิ” ธีโอดอร์ยักไหล่อย่างไร้เดียงสา กระตุกยิ้มเล็กน้อยที่มุมริมผีปาก ชัยชนะมักกลายเป็นของที่ผู้กล่าวคำตอบสุดท้าย จากใจจริงๆแล้วเขาอยากจะจบมันลงให้ช้ากว่านี้ ถ้าไม่ใช่แรงกระแทกเบาๆที่หัวไหล่จากเบลส เพื่อนสนิทคนเดียวคนเขา น็อตต์ก็ไม่คิดจะไว้หน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของวุฒิสมาชิกคนสำคัญในกลุ่มคนของพ่อเขาหรอก แต่ธีโอดอร์ทราบดีว่าตราบใดเท่าที่เรื่องยังไม่บานปลาย เบลสก็ไม่ต้องเจอปัญหาไปด้วย เด็กหนุ่มเลือกที่จะเคารพความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนในจุดจุดนั้น

 

"โอเค ทุกคนใจเย็นก่อน" เบลสที่แม้ว่ากำลังสนุกกับการโต้เถียงอยู่รีบห้ามทัพโดยไวก่อนจะมีใครหมดความอดทนแล้วชักไม้กายสิทธิ์ออกมา ส่วนใหญ่เขากังวลว่านั่นจะเป็นเดรโก ก็พ่อมดหนุ่มคนสนิทของเขาไม่ค่อยจะได้เรื่องสักเท่าไหรเลยในการประลองเวทย์ "เดรกทำไมนายไม่ใจเย็นๆก่อนแล้วนอนสงบสติอารมณ์นิ่งๆเหมือนแพนซี่ไปซะล่ะ" เขาชี้นิ้วไปทางสาวน้อยพาร์กินสัน ตัวอย่างที่ดีของการตัดปัญหาทางโลก "ดีไม่ดีถ้าเธอตื่นคงได้วุ่นกว่านี้อีก ฉะนั้นก็พักผ่อนเถอะนะเดรโก วันนี้เป็นแค่วันแรก ทำตัวให้สบายเข้าไว้" พูดอย่างมีเหตุผล มัลฟอยหนุ่มเริ่มทำใจให้ตัวเองคล้อยตามไปได้ ไม่ง่ายเลยเมื่อตกอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่พึ่งผ่านอย่างไม่คงที่

 

เดรโกพยายามข่มอารมณ์ ข่มไว้ให้ลึก เหยียบลงไปให้สุดพรม

 

"ยัยนั้นไม่ขอโทษฉันสักคำ!" จนแล้วจนรอด ภูเขาไฟมัลฟอยก็ปะทุลั่น พร้อมกับหนุ่มน้อยตระกูลน็อตต์ผู้หมดแล้วซึ่งความอดทน เบลสโชคดีที่รั้งหมัดปวกเปียกของเขาเอาไว้ได้อย่างประจบเหมาะ และยิ่งเมอร์ลินเข้าข้างเป็นสองต่อเมื่อแพนซี่ครอบที่ปิดหูสีชมพูมากรสนิยมของเธอเอาไว้แน่นจนเสียงใดก็ลอดเข้าไปไม่ได้ ปิดกั้นทุกการกระทำจากโลกภายนอก ซึ่งรวมถึงธีโอดอร์ที่ช่างไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย

 

"รู้ตัวมั้ยว่านายพูดเรื่องนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว หลายชั่วโมงด้วย! ถ้านายไม่พอใจขนาดนั้นก็ไปบอกเธอเองสิเดรก หยุดปล่อยพลังงานลบใส่คนที่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆสักที เห็นหัวคนอื่นเขาบ้างสิ!!!"

 

"ทำไมจะไม่ได้!? นายจะปกป้องเธอไปด้วยสาเหตุอะไรกันแน่"

 

"นายแค่ไม่พอใจเพราะเธอไม่กลัวนาย โมโหใส่นาย หรือโต้ตอบนายกลับ ยอมรับเถอะว่าครั้งนี้นายแพ้ ไม่มีใครปกป้องเธอสักคน พวกเราแค่เกลียดที่นายทำตัวแบบนี้!!!" ธีโอดอร์ปิดปากฉับหลังสิ้นประโยค หย่อนตัวนั่งลงกับเบาะอย่างเชื่องช้า ต่างฝ่ายต่างได้สติในทางที่โหดร้ายที่สุด เขาเงียบ เดรโกเงียบ ทุกคนเงียบ เงียบเสียงจนใครเดินผ่านไปผ่านไปมาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นที่แสดงถึงความเปราะบางของตัวตนในเด็กทั้งสอง เบลสกุมขมับ บางทีเขาก็สงสัยนะว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ตรงนี้กันแน่นะ ท่ามกลางพวกมากปัญหา

 

"เอาล่ะ…ต่อไปนี้ก็อย่างตะโกนใส่กันอีก ถ้าก่อเรื่องบนนี้ได้ไปถึงหูมักกอลนากัลแน่ เข้าใจไหม?" เบลสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาเป็นคนเดียวที่จำเป็นต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ในตอนที่เขาควรจะรื่นเริงไปกับมันได้มากที่สุดกันแน่ ทะเลาะกันในหัวข้อที่แสนไร้สาระ ไม่ใช้เคียดแค้นกันถึงตาย ทำตัวให้เป็นวัยรุ่นกันหน่อยสิ

 

“ฉันขอโทษที่ทำให้วุ่นวายละกัน…” มันเป็นการกล่าวกระซิบที่แทบจะไม่ไปถึงหูใครเลย ยกเว้นเบลส แต่เขาก็คงจะถือโทษโกรธเพื่อนสนิทตัวเองได้ไม่ลงคอหรอก โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นคำที่ตั้งใจส่งถึงเขาโดยเฉพาะ

 

หากเป็นเดรโกจะรู้สึกอย่างไร กับการไม่มีแม้เพียงแต่คนที่พร้อมจะรับฟังเขาเสียด้วยซ้ำ?

 

"ฉันจะออกไปสูดอากาศด้านนอก" เดรโกลุกขึ้นกระแทกเท้า ตบท้ายด้วยการพึมพัมว่า "พ่อฉันต้องรู้เรื่องนี้แน่" 

 

ประตูปิดลง สงบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

 

 

 

 

“คือ--เราต้องตามเขาไปไหมซาบินี่?”

 

“อ้าว! แครบ กอยล์ ไม่ทันสังเกตเลยว่าพวกนายอยู่ตรงนี้”

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

"เคราเมอร์ลิน! ดีใจจังที่เจอนาย สวัสดีตอนบ่ายนะคุณมัลฟอย"

 

คนจะซวยมันก็ซวยจริงๆ

 

"นี่เธอไม่ได้จำใส่กระโหลกรึไงว่าฉันบอกให้เธอ ไส หัว ไป ซะ" เขากระแทกเสียง เด็กสาวตรงหน้าเขากระพริบนัยต์ตากลมโตปริบๆดังผู้บริสุทธิ์ ซึ่งลูกไม้นี้ไม่ได้ผลกับเดรโกแม้แต่น้อย

 

"คือฉัน--เดี๋ยว รอก่อนนะ" เธอใช้มือล้วงค้นเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเล็กที่อาจมีพื้นที่ว่างมากกว่าที่เห็น เสียเวลาของเขาไปนานทีเดียวกว่าจะเข้าสู่ประเด็นหลักได้

 

"ได้แล้ว!"สาวผมแดงยื่นของตรงหน้ามาให้เขา มันเป็นขวดแก้วที่บรรจุด้วยของเหลวสีเย็น และผ้าปักลายดอกไม้ "ขอโทษจริงๆนะที่ตอนนั้นฉันทำนายเจ็บตัว ถ้าฉันระวังกว่านี้ก็คงจะดีสิ ฉันเลยอยากจะให้ของพวกนี้เพื่อแทนความเสียใจ การกระทำสำคัญกว่าคำพูดเหมือนกับครีมแตงกวาเย็นที่ช่วยลดแผลผุพองได้ดีมากๆเลย เพราะสรรพคุณที่แก้กระหายและคลายร้อน คำคล้องจองแหละ! อู้ววว รวมถึงสารฟีนอลด้วยนะ งงล่ะสิว่าคืออะไร ช่างเถอะ ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้ชอบแตงกว่าหรอก มันแหยะปาก แต่ว่าฉันรู้ว่าตัวเองอาจจะช้าไปหน่อย เพราะความจรองฉันมีผ้าเช็ดหน้ามาให้นายด้วยนะ พึ่งปักเสร็จไปสดๆร้อนๆเลย" นิ้วมือที่สมบุกสมบันไปด้วยรอยแผลของเธอพุ่งไปยังลายช่อดอกเล็กไม้บนผืนผ้า "ฟลอกซ์เป็นดอกไม้ที่มีความหมายว่าสันติภาพ น่ารักเนอะ"

 

เธอฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ยิ้มในแบบที่เดรโกสงสัยเลยว่าจะใครอีกไหมในโลกที่จะมีรอยยิ้มแบบเธอได้ในเวลาแบบนี้ "นายไม่จำเป็นต้องให้อภัยฉันก็ได้" ดวงตาของเธอเป็นประกาย "แต่ฉันอยากบอกจากใจจริงๆว่าฉันเสียใจ อย่างน้อยก็รับของไว้ก็ได้นะ"

 

แม้ว่าคุณชายมัลฟอยจะได้รับคำขอโทษตามที่เขาต้องการแล้ว ตัวเขานั้นก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจ สิ่งที่เธอกล่าวไม่ได้มาจากความหวาดกลัว มันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดมากเกินไป จริงใจมากเกิน สงบมากเกินไป เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร แต่ไม่มีทางที่เขาจะยอมแพ้เด็ดขาด

 

"ใช่ เธอพูดถูก" เขาปัดของในมือของเธอลงไปกับพื้นทางเดิน เศษแก้วและของเหลวใสกระจายไปทั่วจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่ เด็กหญิงสะดุ้งจนขาเผลอก้าวถอยหลัง ในที่สุดตอนนี้เดรโกรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะอย่างแท้จริงแล้ว เขายิ้มกระหยิ่ม โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเธอ "ฉันคือ เดรโก มัลฟอย และฉันก็ไม่จำเป็นต้องรับของสกปรกๆจากมือเธอก็ได้ ตื่นจากฝันได้แล้วถ้าคิดว่าเธอจะรอดตัวไปง่ายๆ ยัยเลือดโสโครก" เขาเดินปลีกตัวออกไป แบกความมั่นใจเหลือล้นเต็มอก เดรโกรับประกันได้เลยว่าสาวผมแดงคนนี้จะต้องไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามกับเขาอีกเป็นแน่แท้ แต่ก็ต้องยิ่งประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียก

 

“เฮ้ หยุดเลยนะมัลฟอย”

 

"เธอพูดจาไม่รู้เรื่องรึไงกัน?!" แขนข้างหนึ่งถูกสะบัดออกไปเพื่อหมายที่จะข่มขู่ แต่มันถูกเธอหยุดเอาไว้ด้วยฝีมือขอเด็กสาว แม้จะตัวเล็กกว่า แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าเธอแข็งแรงกว่าเขามาก 

 

"ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกา โธมัส เจฟเฟอร์สัน* โอ้เดี๋ยว…พออ้างชื่อด้วยแล้วฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลยแฮะ รู้งี้พูดชื่อคนอื่นดีกว่า ช่างเถอะ นายคงไม่รู้จักหรอก เอาเป็นว่าเขาเคยกล่าวเอาไว้ พวกเราถือว่าความจริงเหล่านี้เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างเท่าเทียม" เธอสะบัดมือของเขาออก ยืนตั้งมั่นพร้อมไขว้แขนกอดอกของตนเอง "ไม่ว่าจะมาจากต้นตระกูลใดก็ตาม พวกเราทุกคนก็มีสิทธิที่จะพูดและกระทำโดยไม่เป็นจำเป็นต้องการก้าวก่ายความเป็นอยู่ของผู้อื่น อย่างตอนนี้ฉันก็กำลังยืนอยู่ตรงนี้เพื่อจะมาบอกนายว่าฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจากใจจริงของฉัน แต่สิ่งที่นายพูดเมื่อกี้มันช่างแสนจะเป็นการกระทำของคนใจไม้ใส้ระกำ เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันจึงอยากจะทวงคำขอโทษขอฉันคืน ที่นี่ ตอนนี้"

(*Note : โธมัส เจฟเฟอร์สัน หรือเป็นที่รู้จักกันในนามประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวถึงประโยคข้างต้นนี้ กลับกัน เขายังเป็นผู้ที่ถือครองทาสจำนวนมากอีกด้วย)

 

 

"แล้วเธอจะมีปัญหาอะไรในเมื่อนั่นเป็นเรื่องจริง" เขาเย้ยกลับทันควันตามปาก แต่ในสมองยังไม่สามารถประมวลผลได้อย่างครบถ้วน เขาเลิกจับคำไปตั้งแต่สามวรรคหายใจแรกแล้ว

 

"เพราะการแบ่งแยกชนชั้นด้วยสายเลือดพวกนั้นเป็นเรื่องจอมปลอมและล้าหลัง คนที่คล้อยตามมันก็สุดจะจนปัญญา ไม่ใช่ว่านายจะแค่เอาเลือดแม่มดกับพ่อมดผสมกันแล้วลูกจะออกมามีเวทมนตร์สักหน่อย เรื่องของพันธุกรรมง่ายๆแบบนี้เด็กประถมยังรู้เลย และนายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้คำพูดพวกนั้นในการกำหนดคุณค่าของใครให้น้อยกว่านาย ทุกคนมีตาที่จะมองเห็นสิ่งที่นายทำ คนที่จะกำหนดคุณค่าของเราได้คือตัวของเราเองคุณมัลฟอย ผ่านคำพูดและการกระทำที่มีเกียรติ"

 

"นี่ ถ้าเธออยากจะหาเรื่องเรื่องใครก็หัดเจียมเนื้อเจียมตัวบ้างนะ พ่อแม่เธอเป็นใครมาจากไหน เสนอหน้ามาสั่งสอนฉัน"

 

"แม่ของฉันเป็นอัยการที่มีส่วมร่วมในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้หญิง คนผิวสี และบุคคลไร้อภิสิทธ์ทั้งหลาย ต่อให้เธอจะเกลียดหนังเรื่องสตาร์ วอร์ ก็ตาม ส่วนแม่อีกคนก็เป็นครูโรงเรียนประถมที่ใจดีที่สุด เธอรักศิลปะรวมถึงคำประพันท์ และเธอก็เก่งในทั้งสองเรื่องด้วย ต่อให้เธอจะไม่รู้จักสตาร์ วอร์ เลยก็ตาม ใช่!ฉันมั่นใจว่าทั้งคู่จะภูมิใจกับสิ่งที่ฉันเป็น ไม่มีใครเกิดมาเพอร์เฟกต์หรอก รวมถึงนายด้วย และฉันก็ไม่ได้ตั้งใจมาที่เพื่อสั่งสอนใครทั้งนั้น ฉันมาเรียนหนังสือ เรียนให้จบแล้วก็กลับบ้าน ไม่ใช่มาให้โดนใครเหยียด เพราะงั้นนายตอบมาสิว่าตัวเองมีดีมากกว่าพวกเขาตรงไหนเพราะแค่นายมีนามสกุลคนใหญ่คนโตห้อยอยู่หลังชื่อนาย คุณมัลฟอย" น้ำเสียงเรียบนิ่งเปี่ยมด้วยโทสะของเธอกระตุ้นส่วนหนึ่งในใจเขาออกมา มันเหมือนความรู้สึกผิดที่ร้ายแรงเกินกว่าสามัญสำนึกของเขาจะยอมรับ

 

"ยัยคนเหลือขอ..." เสียงของเขาสั่น "พ่อฉันต้องรู้เรื่องนี้--"

 

"เงียบก่อน!" 

 

เด็กสาวสั่งเสียงแข็ง ฉับพลัน รถก็ไฟหยุดชะงัก เสียงของลูกสูบค่อยๆแผ่วเบาลงจนจางหายไป ทันได้นั้นไฟทุกดวงก็ดับลงพร้อมกันโดยไร้ซึ่งสาเหตุ มีเพียงไม่กี่ดวงที่ยังคงสว่างอยู่ริบหรี่ อุณหภูมิรอบข้างลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ไอเย็นโลมเลียขึ้นมาตามผิวหนังซีดของเขา จากทางหาง ร่างเงาขนาดใหญ่ก็ปรากฎตัวลอยสูงขึ้นมาตามช่องทางเดิม ใบหน้าของมันถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมสีทึบ มีเพียงแค่มือที่แห้งกรังโผล่พ้นออกและเสียงหวีดแหลสยองที่พวกเขาสามารถรับรู้ได้ในความมืด เดรโกตื่นตระหนกและหวาดกลัว เขาพยายามที่จะวิ่งหนีออกไปอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่ก็ถูกรั้งเอาไว้จากแรงดึงที่ผ้าคลุม

 

"ปล่อยนะ! ทำอะไรของเธอ!!" เขากระซิบ เป็นการกระซิบที่ดังทีเดียวหากว่ากันตามความเห็นของเธอ

 

"อยู่นิ่งๆก่อน ยิ่งวิ่งออกไปมืดๆแบบนั้นยิ่งอันตรายนะ" เด็กสาวอธิบาย เจ้าของชายผ้าคลุมที่เธอกุมอยู่เนื้อตัวสั่นไปทั้งร่าง เหงื่อผุดพรายตามกรอบใบหน้าซีด อย่างกับลูกนกตกรัง ไม่ก็ตัวเธอเองตอนประถมที่ใจกล้าปีนต้นไม้เอาเจ้าตัวเล็กพวกนั้นกลับขึ้นรังของมัน แล้วจบด้วยเอ็นข้อเท้าพลิก มันเป็นหนึ่งในหลายเรื่องเล่าที่เธอเปิดใจยอมให้หมวกคัดสรรฟัง ก่อนที่มันจะประกาศชื่อบ้านโดยไม่ปล่อยให้เรื่องที่ห้าจบ ไม่ยอมบอกด้วยว้ำว่าทำไมถึงไม่ยอมส่งเธอไปฮัฟเฟิลพัฟ จบการย้อนความทรงจำ เด็กสาวสูดหายใจลึกก่อนกล่าว "พวกนั้นคือผู้คุมวิญญาณ พี่ใหญ่--เอ้ย! ผู้คุมขังแห่งอัซคาบัน ปกติพวกมันจะไม่โจมตีเป้าหมายนอกเหนือจากคำสั่ง และแน่นอนที่สำคัญจนวายร้ายคนไหนจะลืมไปไม่ได้ อุ่ย ฉันเล่นเกินไปหน่อยแหะ…ทำเป็นลืมๆไปนะ พวกมันแพ้แสงไฟด้วย นายพอจะกรุณาช่วยใช้ไม้นายเสกแสงให้หน่อยได้ไหม? จะได้เป็นประโยชน์ต่อเราทั้งคู่"

 

"ฉัน--ฉันคิดว่าน่าจะไม่ได้เอามันมาด้วย" เสียงหายใจของเดรโกติดขัด ช่องว่างระหว่างพวกเขาถึงตัวผู้คุมวิญญาณกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ

 

"ฉันก็เหมือนกัน ไม่เป็นไรนะ แค่ทำตามนี้ก็พอ ก่อนอื่นหายใจเข้าลึกลึ้กกก ลืมความเป็นตัวเองที่แสนจะเย่อหยิ่งและร้ายกาจไปก่อน ตามตรงนะ ลืมไปตลอดกาลเลย ทีนี้ลองนึกภาพว่าตัวเองเป็นเปลือกหอยกลวงๆดู ฉันคือเปลือกหอกกลวงๆที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรแคริเบียนอันรกร้าง ฉันว่างเปล่า โลกทั้งใบมันว่างเปล่า ฉันไม่มีความรู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้วทั้งนั้น ฉัน--"

 

"เป็นคำปลอบใจที่โคตรห่วย เงียบปากไปเลย" เดรโกที่ยังคงหลับตาแน่นอยู่ออกความเห็น มันอดใจจะไม่พูดไม่ได้จริงๆ

 

"หากเราไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ต่อกรกับพวกมันได้ การปกป้องจิตใจตนเองโดยวิธีที่ชาญฉลาดที่สุดคือการตั้งสติและตระหนักรู้ในตัวตนของเรา พวกมันจะคอยดูดกลืนความรู้สึกเป็นสุขของนาย ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้คุมวิญญาณก็จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของนายยามทุกข์ แค่หายใจเข้าออกช้าๆ แล้วที่นี้ก็ลองลืมตาดู พวกเขา--"

 

เขาส่งเสียงครางด้วยความสยดสยองในลำคอแทรก เธอคงจะไม่สามารถบังคับให้ตัวเองรู้สึกสงสารเขาได้หลังจากผ่านการดูหมิ่นร้ายแรงมา แต่เด็กสาวก็เข้าใจเขา คนเรารับมือประสบการณ์ห่วยๆในการเจอเหล่าผู้คุมครั้งแรกกันไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว "ค่อยลืมตาช้าๆนะ เฮ้ มันจะไม่เป็นอะไรหรอก" เธอกระตุกผ้าคลุมเบาๆ อ่อนโยนและปลอบประโลม "เห็นไหม ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ ฉันสาบานได้ว่านายจะปลอดภัย ลืมตาเถอะ"

 

ในท้ายที่สุด เปลือกตาของเขาเปิดขึ้นอย่างช้าๆ สีสันคือสิ่งแรกที่เขาเห็น มันเหมือนกับสีอัญมณีสด เหมือนกับท้องฟ้าในเช้าที่แดดจ้า เหมือนกับทะแลและฟองคลื่น

 

เขาเห็นนัยน์ตาของของเธอ

 

"ไฟติดแล้วนะ" เด็กสาวทัก เหล่าผู้คุมวิญญาณได้หายไปหมดแล้ว ส่วนเขาก็ยังคงยืยอึ้งกิมกี่ “อยู่นู้นไง” เธอชี้ออกไปยังทางนอกหน้าต่าง ตอนนี้พวกมันเตรียมตัวจะเคลื่อนตัวไปยังต่อไปแล้ว เดรโกที่เผลอบ้าจี้หันคอมองตามสะดุงโหยง สบถดังลั่น เขากระชากเสื้อคลุมกลับคืนมาจากมือหล่อน

 

"จะฆ่ากันให้ตายหรือไง!"

 

"ตามที่คิดๆดู ก็ไม่อ่ะ ไม่อยากทำสักนิด ตามความสัตย์เลยนะ ฉันว่าฉันกลัวจะทำนายตายมากกว่า หรือในอีกความหมายนึงคือฉันกลัวว่าจะปล่อยให้นายทำตัวเองตาย ฟังดูแย่เท่ากัน แต่ความจริงก็ไม่หรอก ฉันไม่คิดอย่างนั้น เป็นหัวข้อที่สามารถโต้แย้งกันได้ตามหลักวิชาการเผื่อนายจะว่าอะไร น่าสนใจนะว่าไหม เอาจริงๆคือน่าสนใจแบบสุดยอดไปเลย เสียดายจังที่ฮอกวอตส์ไม่ค่อยมีพวกกิจกรรมโต้วาทีหรือพวกกิจกรรมสร้างสรรค์ทั่วๆไปให้เราทำ ส่วนใหญ่ก็มีแต่แบบ ต่อสู้ ประลอง ป้องกันตัว บลา บลา บลา ช่วยไม่ได้ ก็โลกเวทมนตร์มีวิกฤตทางการเมืองบ่อยนี่นา เลยต้องสอนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็มีควิดดิช! เพราะเราก็เล่นกีฬานี้กีฬาเดียวกันมาเป็นร้อยๆปีแล้ว มันไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆหรอกนะ!! มุกนี้ตลกดีจัง รู้ไหม?ฉันคิดว่าเขาควรมีคลาสสอนเรื่องศีลธรรมการใช้เวทมนต์ด้วย รวมเข้ากับวิชาประวัติศาสตร์เวทมนต์ให้กลายเป็นสังคมศึกษางี้ พวกกฎหมาย พวกความเป็นอยู่ของผู้วิเศบ แนวทางสู่อนาคตก่อนพวกเราจะสูญพันธ์กันหมด ให้ตายสิคะศาสตราจารย์บินส์ สอนอะไรที่เราเอาไปใช้ได้จริงๆหน่อยสิ! พูดเล่นนะ ฉันชอบเรียนกับเขา แต่ให้พูดตรงๆ ฮอกวอตส์ไม่ได้เก่งเรื่องจัดการบุคลากรหรอก เขาอย่างกับหนังสือพูดได้ พูดแบบน่าเบื่อด้วย ไปๆมาๆแล้วเริ่มงงแฮะ เอาเป็นว่าประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือมันมืดอ่ะ เดี๋ยวนายหกล้ม" 

 

"ฉัน..." สมองของเดรโกมันตื้อตันไปหมด เขาไม่รู้ว่าควรจะไปต่อยังไงดี เด็กสาวจึงได้ตัดสินใจให้เขาอย่างเสร็จสรรพ

 

"นายติดค้างฉันสองเรื่อง คือคำว่าขอโทษกับคำว่าขอบคุณ แต่พอดีฉันไม่เจ้าคิดเจ้าแค้นฉันจะลดเหลือแค่ขอบคุณก็ได้ ฉันเข้าใจว่านายน่ะอีโก้สูงเสียดฟ้า ยังไงก็หวังว่านายจะทำตัวใจร้ายน้อยลงนะ ลองนึกถึงหน้าฉันก่อนจะพูดคำนั้นก็ได้ แรงกระทำเท่าแรงสะท้อนกลับเสมอ แค่นั้นแหละที่อยากจะพูด" เสร็จแล้วเธอก็เดินจากไป ทิ้งเขาไว้กับความรู้สึกอันน่าฉงน

 

ไม่รู้สิ แต่เดรโกว่าเธอแปลกนะ

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

 

"เดรก เดรก! เดรโก!! เดรโก มัลฟอย!!!"

 

"ห้ะ?" เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากภวังค์แห่งความคิด กวาดสายตาสบกับเหล่าเพื่อนสนิทของเขาที่มีความฉงนใจอย่างเห็นได้ชัดอยู่บนใบหน้า "เราไม่มีเวลาทั้งวันนะ เหม่ออะไรของนาย" เป็นเบลสคนแรกที่ตัดสินใจกล่าวทักขึ้นมา

 

"เปล่า...ไม่มีอะไร" เดรโกเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำโกหก หางตาเขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายลายเถากุหลายสีเขียวอ่อนที่คุ้นตา แต่กระเป๋าของหล่อนไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขา เขาไม่ได้จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือกังวลใจเสียหน่อย พวกเขาพึ่งเจอหน้ากันได้ไม่ถึงสิบนาที ไม่มีชื่อ ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีแม้แต่เรื่องที่ยังติดค้างกันอยู่

 

"พวกนายไปกันก่อนเลยนะ ฉันคิดว่าฉันน่าจะลืมของเอาไว้"

 

"จริงๆเลย ตอนนี้เนี่ยนะ" น็อตต์บ่นอุบ รู้สึกว่าช่วงนี้เขาจะมีเรื่องให้เขาทำมันบ่อยขึ้นมากทีเดียว และในอนาคตก็ยิ่งจะมีมากขึ้นอีก เหล่าสหายร่วมบ้านที่เหลือไม่ว่าอะไรและยังคงสาวเท้าต่อไปตามทาง จับกลุ่มคุยกันซ่อกแซ่กตามประสาวัยรุ่น แพนซี่ละออกไปกับกลุ่มเพื่อนสาวของเธอเมื่อเดินทางได้ในระยะหนึ่ง ส่วนเบลสและธีโอดอร์ก็แยกกันไปสองคน แครบกับกอยล์นะหรือ? คงมีแต่นักพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเดลฟีนที่จะรู้ว่าพวกเขาหายไปไหน

 

เดรโกมุ่งหน้ากลับไปยังตู้รถไฟที่เคยนั่ง รอจนเพื่อนของเขาหายไปจากกรอบสายตาจึงค่อยเข้าแทรกตัวเข้าไปในตู้รถไฟของเด็กสาวปริศนา กระเป๋าถือตรงหน้าของเขาใบนี้ชัดเจนว่าเป็นงานปักด้วยมือ มันดูเล็กกระจ้อยร้อยและไร้ราคา กลับกันเขาสัมผัสได้ถึงความพิเศษบางอย่างในตัว บางที่อาจเป็นเพราะลายปักกุหลาบที่ดูสาวน้อยจนไม่หน้าเชื่อว่าจะเป็นของของเขาได้ เขาซ่อนมันมันไว้ใต้เสื้อคลุมก่อนจะเดินลงจากรถไฟ ในหัวเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าจะนำมันไปคืนเธออย่างไร บางทีอาจจะต้องหาจังหวะเหมาะๆเสียก่อน

 

ว่าแต่เพื่อนเขามันหายหัวไปไหนกันหมด

 

เขาลั่นวาจาหยาบคายออกมาท่ามกลางความเงียบ บุคคลหนึ่งเดียวบนรถม้าคันสุดท้ายคงจะบังเอิญได้ยินมันเขา เธอเงยใบหน้าประดับรอยยิ้มและโบกมาทางเขา เธอคือสาวผมแดงคนนั้น โชคไม่ดีสำหรับเดรโก แต่ในเมื่อเธอเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขามีก็ต้องจำใจยอม เด็กหนุ่มปีนขึ้นไปนั่ง ไม่สบอารมณ์อย่างเช่นทุกครั้ง รถม้าเริ่มออกตัวหลังนักเรียนคนสุดท้ายขึ้นโดยสาร เขาโยนกระเป๋าใบนั้นกลับคืนไปให้เธอ "หัดดูตาม้าเรือไว้บ้างนะ ยัยเพี้ยน" คำพูดของเขาเรียกสีหน้าประหลาดใจจากเด็กสาว เธอเบิกตาโพลง สติหลุดสุดขีดเมื่อเห็นกระเป๋าใบนั้น

 

"ตายแล้ว!!! ฉันเผลอทิ้งมันไว้ได้ยังเนี่ย" เจ้าของน้ำเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ชวนรำคาญสำหรับเขากอดมันเอาไว้แน่น "ถ้าไม่ได้นายคงแย่เลย ขอบคุณนายมากๆเลยนะเดรโก ฉันเรียกนายแบบนั้นได้ไหมนะ?"

 

"ไม่ เรียกว่าคุณมัลฟอยเหมือนเดิมไปซะ" เขาหยุดคิดเล็กน้อย ตัดสินทำเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วกออกมา "หรือว่ามัลฟอยเฉยๆก็ได้"

 

สาวน้อยก้มลงมองปลายเท้าเหมือนอย่างที่เธอชอบทำเวลาใช้ความคิด "เฮ้" เธอทัก

 

"อะไรอีก?" เขาถาม ทันได้นั้นเธอก็ยื่นมือข้างซ้ายของเธอออกมา “ฉันรู้ว่าเราไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันมาก่อน แต่ฉันก็ยินดีที่ได้รู้จักนายนะ พ่อเพื่อนใหม่หน้าเก่า ถึงจะไม่คิดว่านายจะรู้จักฉันก็เถอะ”

 

"อย่ามาไร้สาระ แน่นอนว่าฉันรู้ แต่ต่อให้ไม่รู้ ฉันก็ไม่สนใจหรอก" เขาโกหก เขาไม่รู้จริงๆ แค่ไม่อยากจะเสียหน้า เดรโกหลบสายตาจากเธอ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะพูดคุยเท่าไหร อย่างน้อยเขาก็พยายามทำเป็นไม่อยาก คนตรงหน้าใช้มืออีกข้างสาวเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงสีเข้ม หยิบผ้าปักลายขึ้นมาแล้วเอามันมาสะบัดต่อหน้าเขา

 

"ฉันเรียกมันว่าสันติภาพไงมัลฟอย" เธอยิ้มอย่างผู้ชนะ เดรโกถอนหายใจยาวเหยียด

 

"ไง ยินดีที่ได้รู้จัก" แม้จะไม่ได้ยื่นมือกลับ แต่ท่าทางกระดี้กระด้าเกินเหตุก็พิสูจน์เลยว่าเธอดีใจแค่ไหน

 

"โห สั้นๆแต่ได้ใจ เอาขนมมั้ย? บอกเลยว่าทาร์ตบลูเบอร์รี่ของแม่ฉันคือที่สุด รสชาติเปรี้ยวอมหวานและ--"

 

"ไม่ต้อง" เดรโกตัดบท แต่ต่อมาเขาขมวดคิ้ว "เดี๋ยวก่อน เธอบอกว่าแม่ของเธอเป็นอัยการ แล้วเธอก็มีแม่มีอีกคนเนี่ยนะ?"

 

"ก็คงจะใช่ ทำไมเหรอ?"

 

"แต่พวกเธอทั้งคู่เป็นผู้หญิงนะ ไม่ใช่ว่านั่นมัน...ผิดธรรมชาติหรอ"
 

"ต้องบอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้โดนเก็บมาเลี้ยง พ่อกับแม่ก็ประมาณว่า อืม...แยกทางกัน ฉะนั้นตามหลักนายเรียกฉันว่ากำพร้าไม่ได้ โทษทีที่หยาบคาย แต่เห็นว่านายชอบยกประเด็นนั้นมาเล่นค่อนข้างบ่อยเฉยๆ พูดตามตรง ใจร้ายไปนะบางที ฉันนี่เจ็บแทนคุณพอตเตอร์เลย อู้ยยย และต่อมาแม่ฉันก็พบกับแม่อีกคน คนที่เป็นครูน่ะ ปิ๊ง!ทั้งคู่จัดงานแต่งเล็กๆกัน ครอบครัวสุขสันต์ก็กลับมาอีกครั้ง จบแล้ว"

 

"เดี๋ยวก่อนเลย เมื่อกี้เธอตอบไม่ต้องประเด็นนะ แปลกไปใหญ่แล้ว แม่เธอจะชอบทั้งผู้ชายกับผู้หญิงได้ยังไง"

 

"ไม่ตรงตรงไหน คนสองคนมาพบกัน พูดจาถูกคอกัน จับมือกัน ยิ้มให้กัน หัวเราะด้วยกัน ทานมื้อเย็นด้วยกัน ดูหนังเรื่องเดียวกันทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ฉันดูแล้วไม่เข้าใจ นั่นต่างหากคือธรรมชาติของความรัก อีกอย่าง คนเราชอบทั้งสองเพศได้มันก็ไม่แปลก มันเกิดขึ้นจริง มันเกิดขึ้นได้ และมันเกิดขึ้นไปแล้ว" เธอยิ้มแป้นตบท้ายประโยค ไม่มีเจตนาที่จะหยอกล้อแต่อย่างใด แต่เดรโกก็ขอถือไว้เป็นเช่นนั้น

 

"แต่ของพวกนั้นใครๆเขาก็ทำกันได้ ไอ้กินข้าวกับจับมือน่ะ" เขาเลิกคิ้วลองเชิง ชวนเชิญให้เกิดการปะทะไม่น้อย

 

“ต้องให้เติมเรื่องแบบว่าลงไปด้วยไหมล่ะ?” เธอเลิกคิ้วกลับ เธอเป็นลูกมักเกิ้ลนะ เด็กประถมอังกฤษที่ผ่านความหลากหลายของบุคคลในสังคมมาอย่างโชกโชนแบบเธอชนะพวกผู้วิเศษล้าหลังแบบเขาแน่นอน

 

“อี๋ว! อย่าทำตัวน่าเกลียดสิ” ตามคาด เดรโกสะดุ้งโหยง หลุดใบหน้าเหยเกออกมา เขาเดินชนทางตันจนไปต่อไม่เป็น

 

“ฉันหมายถึงบทกวีต่างหากเล่า!!!" ไม่ทันให้เขาได้ตั้งสติกลับคืนมา เด็กสาวก็ผุดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำรถม้าเสียหลักและโคลงเคลง "ความรักที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและการต่อสู้กับอันตรายไร้นามอันแสนยิ่งใหญ่ สู่แสงสว่าง เพื่อให้เราได้ครองคู่--”

 

"เลิกกวนประสาทฉันแล้วหยุดเล่นตลกสักทีสักที! นั่งลงนิ่งๆแล้วอย่าคิดจะลุกขึ้นมาอีกเป็นอันขาดเชียว"

 

"ได้! แต่ถ้านายยังมีปัญหากับเรื่องแม่ฉันอีกก็โดดลงรถไปเลย หรือไม่ฉันจะโยนนายลงไปเอง พนัน 10 แกลเลี่ยนว่านายจะแขนหักแน่" เธอยิ้มกระหยิ่ม เจอไปหน่อยสิคุณมัลฟอย

 

"ฉันให้ 15 เลยถ้าปีนี้แขนฉันมันจะเป็นอะไรจริงๆ" ยังไม่ละเลิกความพยายามที่จะยอมแพ้ เดรโกยังคงท้าทายเธอต่อ แต่รอบนี้เขาเริ่มที่จะสนุกไปกับมัน

 

"น้อยไปรึเปล่ากับคำว่ามีอันเป็นไปน่ะ"

 

"เอา 20 ขาดตัวไปเลยมั้ยล่ะ"

 

"25 ถ้ามันเป็นข้างขวา"

 

"เป็นอันว่าตกลง แต่บอกไว้ก่อนนะ ว่าฉันไม่แพ้ใครง่ายๆหรอก" จบประโยคเขาก็ยกยิ้ม ต่อจากนี้คงต้องดูแลแขนตัวเองเพิ่มเติมเป็นสองเท่าแล้วสินะ

 

"นั่นแหละที่เขาเรียกว่าใจถึง! สรุปนายเอาทาร์ตปะ?"

 

"ไม่ดีกว่า ฉันไม่ควรจะรับของจาก...." เดรโกรู้สึกเหมือนต้องพยายามเลี่ยงคำพูดร้ายกาจขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล "คนแบบเธอ พวกกริฟฟินดอร์ อะไรทำนอง"

 

"บางทีฉันก็เกลียดการเป็นกริฟฟินดอร์เหมือนกัน นอกจากมันจะทำให้เรามีโอกาสในการคบเพื่อนลดลง25%แล้ว สัญลักษ์มันดันเป็นสีแดงอีก คนผมแดงกับเสื้อสีแดง น่าเกลียดเป็นบ้าเลย"

 

"ก็เพราะว่าสีเขียวมันเจ๋งกว่ายังไงล่ะ"

 

"ไม่ สีฟ้าเยี่ยมที่สุด รับนะ!" เด็กสาวโยนขนมหวานในมือมาให้ เขารับมันได้ฉิวเฉียดพอดี เดรโกกัดมันเข้าไปหนึ่งคำและค้นพบว่ามันรสชาติดีเยี่ยมจริงๆอย่างที่เธอว่า

 

"10 คะแนนให้แก่สลิธริน!!!" สาวน้อยผมแดงกู่ร้องดังลั่นเหมือนกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ทำแอบหมั่นไส้ไปเลย

 

"ถ้าสมมุติมันไม่ได้อร่อยจริง เธอโดนดีแน่"

 

"ขู่ได้เจ๋ง" เธออมยิ้มพูด "ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ให้ฉันเล่าเรื่องกันเบื่อให้มั้ย เอาเป็น...ข้อดีของสลิธริน เพื่อว่านายอยากฟัง โอเคไหม?"

 

"เรื่องแบบนั้นฉันรู้อยู่แล้ว ไม่ต้องทำประจบเลย"

 

“คิดเองเออเองแล้วนั่น ฉันประจบคนอย่างนายไปแล้วจะได้อะไร” ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่ประโยคก่อนหน้ามันแอบมีความหมายแฝงไปทางลบนะ ทำให้เขาใจเสียนิดๆ "ขอคิดก่อนนะ อืม..."

 

"ถ้าจะพูดก็เร็วๆเข้า ให้ฉันรอเธอทั้งวันไม่ได้นะ" เขาเร่ง รอแทบไม่ไหวว่ามันจะกลายเป็นเรื่องดีตามที่เธออ้างจริงๆหรือไม่

 

"โอเคๆ พวกเขาฉลาด แต่งตัวดี มีความเป็นผู้นำ อืม...แล้วก็ยิ้มสวยด้วย"

 

"ทำไมเธอถึงคิดงั้นล่ะ?"

 

"เดาๆเอา จากหน้านายตอนนี้ล่ะมั้ง ชีสสสส"

 

"ฉันเปล่าสักหน่อย!" เดรโกผู้กำลังเผลอยกยิ้มค้างอยู่หุบริมฝีปากตัวเองลงโดยเร็ว เธอหัวเราะร่าเสียงใส เด็กสาวยื่นมือไปลูบๆตบๆอากาศหรือสิ่งมีชีวิตที่เขาคิดว่ากำลังล่องหนอยู่ได้สองถึงสามที จากนั้นรถม้าก็หยุดลง สาวน้อยผมแดงยกกระเป่าของตัวเองแล้วก็ก้าวลงไปจากรถม้า

 

"ทำอะไรของเธอ?" เขาเหวขึ้น ขมวดคิ้วจนม้วนกันเป็นปม "ก็นะ" เธอเบ้ปากพร้อมยักไหล่ "นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน เวลาซินเดอเรลล่าจบลงแล้ว อีกแค่ไม่กี่เมตรข้างหน้าพวกเราก็จะถึงปราสาท นายคงไม่อยากให้มีใครเห็นว่าฉันอยู่กับนายหรอกใช่ไหมล่ะ? รู้แหละว่าใช่แหงๆ แต่ช่วยตอบว่าไม่เถอะนะ ยังไงฉันก็เต็มใจลงเองอยู่แล้ว ฉันอ่อนไหวง่าย พูดจริงๆ ง่ายมากๆเลยนะ"

 

"โอ้--ก็คงใช่" เหมือนมีความคิดเล็กๆแทรกมาในหัว และมันคือการปฏิเสธคำพูดของเธอ เดรโกต้องลบมันออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนสติตัวเอง "ขอให้สนุกกับการเดินเท้าพร้อมกระเป๋าหนักเป็นกิโลแล้วกันนะ ยัยเพี้ยน"

 

"แน่นอนอยู่แล้ว! ฝันดีนะคุณมัลฟอย ทานมื้อเย็นให้อร่อย ขอให้แขนขวามีอันไปด้วยนะ บายยย" เธอโบกมือลา แม้จะเป็นวินาทีสุดท้าย ใบหน้าก็ยังไม่ปราศจากด้วยรอยยิ้ม

 

"ขอให้เสียเงินฟรีแล้วกันนะหัวขิง!!!" เขาตะโกนไล่หลัง เดรโกแทบไม่เชื่อเลยว่าเขาจะมีบทสนทนาอันแปลกประหลาดแบบนั้นกับเธอได้ เขาเก็บผ้าปักลายดอกฟลอกซ์ที่เธอทำตกขึ้นมา รอยยิ้มบางๆไร้สาเหตุก็พลันผุดขึ้น

 

"ฝันดีนะ..." 

 

ในยามค่ำคืนแรกของปีที่สามที่โรงเรียนเวทมนต์ ดวงดวงพร่างพรายประดับอยู่ทั่วผืนฟ้าสีนิลสนิทกำลังกระพริบแสงเหมือนกำลังกระซิบกระซาบให้กันและกัน ราวกับปาฎิหารย์ เสียงหัวเราะบางเบาของเด็กหนุ่มก็ออกจากปาก ความสุขที่แสนสั้นนั้นย่อมหอมหวาน เดรโก มัลฟอยในขณะนั้นไม่ได้รู้ตัวเลยแม้เพียงแต่น้อยนิดว่าเขากำลังจะพาตัวเองเข้าไปเจอกับอะไรกันแน่

 

 

 

 

 

ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ? ช่างประไร ไว้ค่อยถามคนอื่นเอาก็ได้ แต่ชาตินี้อย่างได้เจอกันอีกเลย เขาหงุดหงิดมากเกินพอแล้วสำหรับอีกทั้งปีการศึกษาที่เหลือ

 

 

 

 

 

++

 

 

 

 

 

“พ่อคะ นั่นมัน…" เดซี่อ้าปากค้าง ไม่สามารถกลั่นกรองความรู้สึกมหาศาลออกมาเป็นคำพูดใดๆได้

 

“น่ารักมากเลยใช่ไหมล่ะ ว่าแล้วเชียวว่าพวกลูกต้องชอบ” 

 

“ไม่ค่ะ! มันแย่มากเลยต่างหาก ใครๆก็บอกว่าแต่ก่อนพ่อทำตัวแย่มากเลย หนูก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะทุเรศได้ถึงขนาดนั้น ชีวิตพ่อจะเป็นไงไปเนี่ยถ้าไม่เจอกับแม่ก่อน แล้วถามจริง? ล้อเรื่องสีผมเนี่ยนะ ลูกสาวคนโตได้สีผมนี้มาอย่างภาคภูมิใจเชียวนะ ไหนจะเรื่องเหยียดคนอื่นไปทั่วอีก มีใครเป็นเหยื่อพ่อไปแล้วกี่คนบ้าง ในจะเรื่องเหยียดเลือดอีก อี๋ พ่อกล้าพูดได้ยังไงว่าตอนนั้นมีแต่คนชอบพ่อ ใครจะไปเชื่อลงล่ะทีนี้ อายปากจริงๆ”

 

เขาคาดหวังอะไรอยู่ นี่เดซี่ มัลฟอยไง

 

“โอเคคคค สมัยนั้นพ่อมันห่วยบรมและเป็นไอ้ยอดยี้งี่เง่า ยอมรับเลย ส่วนผมของลูกก็เป็นอะไรที่สวยงามที่สุดในชีวิตพ่อ ขอโทษพันครั้งเลยนะลิตเติ้ลดี อย่าพึ่งทำหน้าเหวี่ยง ลูกน่ากลัวมากเลยเวลาทำแบบนั้น เพราะงี้ถึงได้ไม่ค่อยมีคบ--เปล่าพูดอะไรไปนะเมื่อกี้ แต่เฮ้ ไม่เห็นต้องใจร้ายกับคุณพ่อขนาดนั้นเลย พ่อเปลี่ยนไปแล้ว! เปลี่ยนไปเยอะด้วย แล้วที่เอามาเล่าให้ฟังก็เพราะไม่อยากให้ใครซึมซับนิสัยแย่ๆเอาไปใช้”

 

“ไม่มีใครในบ้านมีนิสัยแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ” 

 

“เยี่ยม ทับทมกันเข้าไป สกอร์เปียสลูกรัก มีอะไรจะพูดให้พ่อฟังบ้างไหมเอ่ย?” คุยกับลูกสาวคนโตไปคงไม่ได้ความ เขาหันศีรษะกลับไปยังเจ้าตัวเล็กของเขา

 

“ครับ ผมมี" เด็กชายพยักหน้าขึงขัง "แม่คิดยังไงถึงมาแต่งงานกับพ่อ? ไม่ได้ตั้งใจจะว่าอะไรนะครับ แค่สงสัยเฉยๆ”

 

“ไม่ว่าก็เหมือนว่าไปแล้วลูก" เขายิ้มแห้งสู้หน้า "แต่ไม่เป็นไร พ่อยังให้อภัยพวกลูกเสมอ แต่สำหรับเรื่องนั้นแล้ว…คงจะเป็นเพราะความรักทำให้เราเป็นคนดีขึ้นล่ะมั้ง โดยเฉพาะรักแรก มันเป็นการเปิดใจครั้งยิ่งใหญ่ของพ่อเลยล่ะ เริ่มต้นจากความไม่ประทับใจแบบเด็กๆกับสาวจอมกระโตกกระตากที่เผลอทำน้ำชาหกใส่พ่อบนรถไฟ จากนั้นพวกเราจับมือกันเรียนรู้และเติบโต เธอเป็นเพื่อนสนิทที่ดีที่สุดตลอดกาล ทั้งพ่อกับเธอใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่เพื่อจะทำผิดพลาด รวมถึงเพื่อแก้ไขส่วนแย่ๆในกันและกัน" เดรโกถอนหายใจยาว สบสายตากับเด็กๆทั้งสอง "เฮ้ออ ช่วงเวลาอันแสนดีมันช่างผ่านไปเร็วจริงๆเลยนะ ”

 

“พูดเป็นคนแก่ไปได้”

 

“ก็พ่อแก่แล้ว….” เดรโกกระซิบตอบกลับเบาๆ เริ่มสงสัยแล้วปัจจัยใดกันแน่ที่ทำให้ลูกสาวเขากลายเป็นคนร้ายกาจแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องของพันธุกรรมแน่นอน

 

“แต่ก็…” เด็กชายคนเล็กของบ้านเอ่ยขึ้น พยายามไล่ลำดับความเป็นไปได้ต่างๆในหัว“ถึงจะเริ่มกันไม่ค่อยสวย พอได้รู้จักกันจริงๆแล้ว หลังจากนั้นก็คงกลายมาเป็นคู่ที่น่ารักมากเลยสินะครับ”

 

“รักแรกเปลี่ยนคนงั้นเหรอ?….ฟังไปฟังมาก็โรแมนติคดีพิลึกนะคะ” เดซี่เลื่อนตัวเข้ามาหาเขา ใช้สายตาปราดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างมีนัยยะลบ สีหน้าครุ่นคิด ไม่ทันให้เด็กๆตั้งตัว มือสองของเดรโกข้างก็เข้าขยี้หัวพวกเขา ทั้งสามคนต่างหัวเราะคิกคักไม่เป็นจังหวะ มีความสุขมากกว่าครั้งไหนๆในตลอดเวลาที่ผ่านมา นานมากแล้วทีเดียวตั้งแต่หญิงสาวอันเป็นที่รักของพวกเขาได้จากไปตลอดกาล เป็นการตีตั๋วเที่ยวเดียวที่เดรโกไม่ได้รับโอกาสให้รั้งเอ้าไว้

 

“ใช่ไหมล่ะเจ้าพวกสองแสบ เรื่องราวของการพบรักแรกที่แสนหอมหวาน" เขาพ่นลมหายใจหนัก

 

 

 

 

 

 

 

"และนั่นก็เป็นตอนที่ว่าพ่อกับอาเนสรินเจอกันได้ยังไงล่ะ”

 

“อะไรนะ!?”

 

 

 

 

 

 

++

 

-Talk-

ไรท์กลับมาแล้วแหละทุกคน เป็นยังไงกันบ้างเอ่ยช่วงนี้ หายไปนานมากเลยเนอะ แย่จริงๆเลยคนเรา (ขอโทษอีกครั้งนะคะ ;-;)

ยินดีต้อนรับสู่นิยายเรื่องใหม่หน้าเก่าเรื่องนี้กันนะคะ ขอฝากตัวเองไว้ในอ้อมอกอันรักใคร่(??)ของผู้อ่านอีกครั้ง แล้วก็ขอฝากเด็กๆทั้งสี่คนอย่าง เดรโก เนสริน เดซี่ และก็สกอร์เปียสไว้ด้วยนะคะ เพราะเราจะได้เห็นพวกเขาไปอีกถึงจบเรื่องเลย (ถ้าจบนะคะ…แหะๆ)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะทุกคน!!!

 

++

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #21 lemonpn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 01:02
    น้องน่ารักมาก จ้อเก่ง
    #21
    0
  2. #19 55669948 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 20:02
    ชอบจัง อยากอ่านต่อแล้ว
    #19
    0
  3. #9 LostS (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 18:24
    นางเอกน่ารักกกกกกกก ชอบตระกะกับคำพูดคำจาจังค่ะ
    #9
    1
    • #9-1 LostS(จากตอนที่ 1)
      19 เมษายน 2563 / 18:24
      *ตรรกะ
      #9-1
  4. #2 Dreamworld (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 13:03

    ชอบอ่า มาต่ออีกนะ รออ่านอยู่

    #2
    0
  5. #1 สิ่งที่เรียกว่าbok choy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:00

    อ่านแล้วมีความแบบ งู้ยยยยยยย อ่ะค่ะไม่รู้ทำไมน่ารักดีเหมือนกันชอบความซึนค่ะ5555

    เป็นกำลังใจในการแต่งนะคะ ส่วนตัวเราก็แต่งเหมือนกันเลยมาให้กำลังใจค่ะ
    #1
    0