[Fic Osomatsu-san!] แหล่งลงฟิคสั้นของชาน้วย

ตอนที่ 2 : [ตัวอย่าง] KaraOso - Endless Curse

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 พ.ค. 60


Osomatsu-san! Fanfiction

KaraOso

Endless Curse



วาจาเพียงลมปากไม่กี่คำ

สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบ

ให้ไร้นาย

 

 

INTRO

หลังความกล้าที่บีบคั้นออกมาจากขั้วหัวใจเรียกหาชื่อของใครอีกคน ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาก็เริ่มเคลื่อนไหว

ร่างสูงลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก อากาศรอบตัวเหมือนถูกความอึดอัดกดทับให้หนักอึ้งจนไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ ความกดดันบดขยี้ก้อนเนื้อในอกให้เต้นรัวจวนระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ทุกความรู้สึกข้างในที่ผสมปนเปกันด้วยภาพแห่งความทรงจำทั้งดีและร้ายพรั่งพรูออกมาโดยไม่อาจหักห้าม ถ้อยคำนับพันในหัวเองก็กระจัดกระจายจนแทบจับมาร้อยเรียงเป็นประโยคไม่ได้

ความสัมพันธ์ที่เขาพยายามเก็บรักษาเอาไว้กำลังจะพังทลายลง

มีอะไรเหรอ คารามัตสึ

คนที่ถูกเรียกเมื่อครู่ละสายตาจากหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในมือแล้วหันมาให้ความสนใจกับแฝดคนน้องซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางสบายๆ เช่นทุกครั้ง แต่ก็ต้องผงะไปเมื่อพบดวงตาคู่สวยกำลังจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเขาราวกับจะล้วงเอาทุกอย่างออกมากางแผ่ ความเงียบที่มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาแทรกผลักเขาให้จมดิ่งสู่ห้วงความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทางแววตาคู่นั้นโดยไม่รู้ตัว

เอ่อ...

โอโซมัตสึพยายามเปล่งเสียงออกไปพลางคิดหาทางออกจากสถานการณ์แปลกประหลาดในตอนนี้ ทว่าสัมผัสบนฝ่ามือก็ทำเขาสะดุ้งสุดตัว อีกฝ่ายถือวิสาสะครองมือข้างหนึ่งของเขาที่ยังว่างเอาไว้ด้วยสองมือ แล้วขยับเรียวปากเอ่ยสิ่งที่ไม่คาดคิดออกมา

ฉันชอบนาย โอโซมัตสึ

ดวงตากลมโตของผู้เป็นพี่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกับหัวใจที่กระตุกวูบ

ประโยคนั้นเหมือนลบทุกอย่างในหัวให้เหลือเพียงสีขาว ก่อนความหมายของคำพูดที่ได้ยินจะเด่นชัดขึ้นมาจนสามารถแปรเปลี่ยนแก้มเนียนใสเป็นสีแดงระเรื่อในชั่ววินาที

ตุบ!

หนังสือเล่มโปรดในมืออีกข้างร่วงลงสู่ผืนเสื่อเมื่อไร้แรงยึดเกาะ หลายนาทีกว่าพี่ชายคนโตของบ้านจะรวบรวมสติที่ฟุ้งกระจายไปกลับคืนมาครบ ริมฝีปากบางค่อยๆ ฉีกยิ้มออกมาเหมือนทุกทีพร้อมส่งเสียงหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนบางอย่างข้างใน

ฮะๆ ล้อเล่นอะไรของนาย เรื่องแบบนั้น...

ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ

น้ำเสียงจริงจังที่ดังแทรกเข้ามาทำเอาคนเป็นพี่ต้องหุบปากฉับ และคารามัตสึก็ไม่เปิดโอกาสให้คนตรงหน้าได้พูดอะไรต่อ

ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะตั้งแต่ช่วงมัธยม...แฝดคนน้องสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยต่อ ไม่รู้ว่าทำไมแค่ได้เห็นรอยยิ้มของนายใจฉันก็เต้นไม่เป็นส่ำ ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่ชอบใจเวลามีใครเข้ามาใกล้นาย แต่ก็นะ... พอรู้ตัวอีกทีมันก็กลายเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว

มือแกร่งกระชับฝ่ามือเรียวที่กอบกุมอยู่แน่นขึ้นราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกนี้ไปให้ถึง ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงเม้มริมฝีปากแน่นแล้วตัดสินใจก้มหน้าลงมองพื้นเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของอีกคน คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวพร้อมความทรงจำฉากแล้วฉากเล่าที่หลั่งไหลเข้ามาเหมือนแผ่นฟิล์ม เข็มนาฬิกาเหมือนถูกทำให้หยุดเดินด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ใช้สารภาพความจริง กระทั่งอวัยวะในอกข้างซ้ายก็ถูกบีบรัดจนเจ็บไปหมด

ทว่าความรู้สึกนี้มันกลับไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด...

ทุกวินาทีที่ก้าวผ่านความเงียบท่ามกลางห้องสี่เหลี่ยมเล็กเพาะเมล็ดแห่งความหวาดหวั่นให้เติบโตขึ้นในใจของคารามัตสึทีละน้อย แววตาอันมั่นคงเริ่มมีความกังวลเข้ามาปะปน จินตนาการในหัวเองก็ทำร้ายเขาด้วยภาพอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

สำหรับพี่ชายคนนี้ เตรียมใจมาเท่าไรก็ยังไม่พอ

...บ้าจังนะ

หลังปล่อยให้ความเงียบอันไร้ที่สิ้นสุดปกคลุมห้องนี้ไปช่วงเวลาหนึ่ง ในที่สุดกลีบปากบางก็เอื้อนเอ่ยประโยคหนึ่งพร้อมเงยหน้าขึ้นสบสายตากับใครอีกคน

ฉันเองก็... รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้เป็นพี่ ความเขินอายชักนำความร้อนในร่างให้มารวมอยู่ที่สองแก้ม ความรู้สึกที่เก็บกลั้นมานานสามารถทลายกำแพงแห่งความสัมพันธ์ลงได้อย่างง่ายดาย ความกลัวของชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินถูกปัดเป่าจนปลิวหายไปทันทีด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เจ้าตัวเริ่มเผยรอยยิ้มออกมาบ้างก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก

นึกว่านายจะตอบว่าไม่ซะอีก...

ฮะๆ จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน

โอโซมัตสึหัวเราะเสียงใสทั้งที่ผิวแก้มยังแดงซ่าน แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อแฝดคนน้องเลื่อนหน้าผากเข้ามาชน สายตาที่จ้องมองมาเงียบๆ และระยะห่างซึ่งใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจบีบรัดอวัยวะในอกซ้ายให้เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นร่างบางก็ไม่คิดจะผลักไสหรือหลบเลี่ยงแล้วปล่อยให้มันดำเนินต่อไป ก่อนความรู้สึกที่ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปจะแล่นเข้ามาเมื่อเรียวปากได้รูปตรงหน้าประทับลงบนกลีบปากสีระเรื่อของเขา

แค่สัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่กลับฝากพายุลูกใหญ่เอาไว้...

ชั่วครู่ริมฝีปากของคนเป็นน้องก็ผละออก ความเงียบค่อยๆ โรยตัวลงมาราวกับม่านหมอกสีขาว มีเพียงหัวใจสองดวงที่ตอนนี้เต้นระรัวจนแทบจะผสานเป็นจังหวะเดียวกัน

ทุกสิ่งในตอนนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาได้ขยับใกล้กันมากแค่ไหน...

ร่างสูงหลุบตาลงครู่หนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างในหัว ก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจเอื้อนเอ่ยอีกสิ่งที่ค้างคาอยู่ออกไป

โอโซมัตสึ คือว่าฉัน...คารามัตสึสบสายตากับคนตรงหน้าด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ...มีเรื่องอยากขอน่ะ

หือ? เรื่องอะไรเหรอ

เมื่อได้ยินประโยคที่บ่งบอกว่าอนุญาตให้พูดต่อคนเป็นน้องก็สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด

...ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อนได้มั้ย

เอ๊ะ...

ฉันไม่ได้อยากจะปิดเรื่องของเราไว้หรอกนะชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินรีบแทรกขึ้นเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายของประโยคเมื่อครู่ผิดไป ฉันแค่อยากให้... ทุกอย่างมันพร้อมกว่านี้ก่อนน่ะ

...

เรื่องรักร่วมเพศยังไม่เป็นที่ยอมรับกันขนาดนั้น อีกอย่างพวกเราเองก็มีพี่น้องเป็นผู้ชายด้วยกันหมด ถ้าเราเป็นแบบนี้อาจถูกพวกน้องๆ เกลียดเอาก็ได้...ร่างสูงอธิบายเหตุผลของคำขอนั่น แต่ถ้าทุกอย่างมันโอเคแล้วฉันจะบอกแน่นอน ขอสัญญาเลย

หลังจากอีกฝ่ายเอ่ยจบแฝดคนพี่ก็ใช้เวลาหลายนาทีในการคิดทบทวนคำพูดที่ได้ยิน จนหลายนาทีผ่านไปก็ยังไม่มีถ้อยคำใดๆ ออกมาจากปากของชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงสักคำจนอีกคนหวั่นใจ ทว่าในที่สุดเขาก็เปล่งเสียงขึ้น

...นั่นสินะ คงต้องเป็นแบบนี้ไปก่อนแหละเนอะ

นิ้วชี้ข้างหนึ่งถูกยกขึ้นถูจมูกอย่างเคยชินหลังดึงตัวเองออกมาจากห้วงความคิดอันซับซ้อนได้ พอลองนึกภาพว่าจะถูกคนในครอบครัวเกลียดเอาแล้วเขาก็ได้รู้ว่ามันแย่แค่ไหน

เพราะฉะนั้นการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็น ความลับคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

รอยยิ้มบางๆ ระบายลงบนเรียวปากของแฝดคนน้องเมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ไร้ซึ่งการเสแสร้งปะปนมาในน้ำเสียง ความเข้าใจที่อีกฝ่ายมอบให้ยิ่งเพิ่มสิ่งที่เอ่อล้นอยู่ในใจเป็นทวีคูณ ก่อนเขาจะกลั่นกรองทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเป็นถ้อยคำสั้นๆ

ขอบคุณนะ

สิ้นเสียงนั้นร่างสูงก็เลื่อนริมฝีปากเข้าไปหากลีบปากบางตรงหน้าอีกครา

ถ้าเป็นนาย ฉันคงฝากหัวใจไว้ได้

ไม่รู้ว่าจะพานายให้สมหวังได้อีกกี่ครั้ง

แต่ทุกวินาทีต่อจากนี้ ฉันก็อยากจะเปลี่ยนมันให้เป็นนิรันดร์


Chapter 1

เสียงจากโทรทัศน์รุ่นเก่าที่ถูกเปิดทิ้งไว้แผ่กระจายไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมเล็ก บนจอแก้วฉายภาพแผนที่ทั้งหมู่เกาะญี่ปุ่นอย่างชัดเจนโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งกล่าวรายงานสภาพอากาศของภูมิภาคต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว ดวงตากลมที่หรี่ลงจนเหลือเพียงครึ่งจ้องมองจอภาพตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจนักซ้ำยังแอบหาวเป็นระยะเพราะนอกจากโทรทัศน์นี่แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นให้เขาใช้ฆ่าเวลาอีก ซึ่งต่างจากใครอีกคนซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไป

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินบรรจงเช็ดแว่นกันแดดของตนด้วยความทะนุถนอมราวกับเป็นลูกในไส้พลางฮัมเพลงเบาๆ อย่างสบายอารมณ์ และเสียงนั่นก็เรียกความสนใจจากแฝดน้องคนที่สี่ได้เป็นพักๆ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น

สิ่งที่พาให้สองคนนี้มาอยู่ร่วมกันได้ก็เป็นเหตุผลง่ายๆ เช่นการที่เหล่าแฝดหกตกลงใจเป่ายิงฉุบกันเพื่อหาคนเฝ้าบ้านแล้วความโชคร้ายก็มาตกลงที่พี่ชายคนรองของบ้านกับน้องชายคนที่สี่โดยไม่อาจขัดขืน

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีม่วงเหลือบมองพี่ชายที่ตนเกลียดเข้าไส้พลางอดเบ้ปากออกมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายยกกระจกขึ้นสำรวจสภาพตัวเองแทนแล้ว และขณะนั้นเองที่ความสงสัยบางอย่างก็แล่นปราดเข้ามาในหัว

ความสงสัยที่เขาอยากได้คำยืนยัน...

...เฮงซวยมัตสึ"

ริมฝีปากไปไวกว่าสมองเสียอีก คนถูกเรียกลดกระจกในมือลงเมื่อเสียงน้องชายร่วมสายเลือดดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจเพราะปกติแล้วเขากับน้องชายคนนี้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกันสักเท่าไรนัก แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดอะไรมากมายและหันไปหาอีกฝ่ายที่กำลังมองมาที่เขาด้วยหางตา

มีอะไรเหรอ บราเธอร์?”

พอได้ยินสำเนียงการพูดอันเป็นเอกลักษณ์ของแฝดคนพี่อิจิมัตสึก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเหมือนกับมันกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติไปแล้ว ลมหายใจถูกพ่นออกมาเฮือกหนึ่งก่อนเขาจะเอื้อนเอ่ยคำถามหนึ่งออกไป

นายชอบพี่โอโซมัตสึเหรอ

กึก

ทุกการกระทำของคารามัตสึชะงักลงทันที...

ภาพใบหน้าของเขาเองค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับฝาพับที่ปิดลงก่อนเจ้าตัวจะเก็บกระจกไว้ในกระเป๋าเสื้อฮู้ด ความเงียบที่เริ่มโรยตัวลงมาเรียกให้คิ้วทั้งสองของแฝดคนน้องขมวดเข้าหากันมุ่น

ทำไมถึงไม่พูดอะไรออกมาสักคำล่ะ

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีม่วงตัดสินใจหันไปเผชิญหน้ากับคนเป็นพี่ตรงๆ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้คำถามของเขาไร้การตอบรับ ทว่าดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างขึ้น

...ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ อิจิมัตสึ

ไม่เคยเห็นแววตาของคนตรงหน้าสั่นไหวขนาดนี้มาก่อนเลย...

แต่เพียงแวบเดียวมันก็พลันเปลี่ยนเป็นความน่ากลัว

หรือว่ามีใครบอกนายมา?”

อยู่ๆ อากาศรอบตัวก็พาลอันตรธานหายไปอย่างไร้เหตุผลด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ทุกเสียงที่ได้ยินเหมือนถูกกำแพงขนาดใหญ่กั้นขวางไม่ให้ผ่านเข้ามาในโสตประสาท

แค่ถามแค่นี้ทำไมถึงต้องทำสีหน้าน่ากลัวขนาดนั้นด้วย

อิจิมัตสึ

ชื่อของเขาถูกขานเรียกอีกครั้ง สายตาราวกับเสือดุร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อทุกเมื่อทำเอาชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีม่วงแทบเรียบเรียงความคิดไม่ได้ว่าควรทำยังไงต่อ

สุดท้ายสัญชาตญาณก็สั่งให้ริมฝีปากบางพูดประโยคหนึ่งออกไป

เอ่อ... พี่โอโซมัตสึบอกมาน่ะ

เพียงเสี้ยววินาทีความเชื่อใจทั้งชีวิตที่มีให้ใครอีกคนก็พังทลายลงทันที

งั้นเหรอ...

เสียงของคารามัตสึอ่อนลงกว่าเมื่อครู่มากทว่ามันกลับเปี่ยมด้วยเศษเสี้ยวความรู้สึกที่ถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี

 “กลับมาแล้ว~”

บทสนทนาจำต้องจบลงเพียงเท่านั้นเมื่อเสียงพี่ชายคนโตของบ้านดังนำมาแต่ไกลก่อนจะค่อยๆ ตามด้วยเสียงของเหล่าฝาแฝดที่เหลือและสิ้นสุดลงที่เสียงเลื่อนประตูออก ร่างคุ้นเคยเดินผ่านกรอบประตูเข้ามาในห้องนั่งเล่น รวมถึงคนอื่นๆ ที่เคลื่อนตัวเข้ามาทีละคน ซึ่งการที่ฝาแฝดทุกคนกลับมากันพร้อมหน้าแบบนี้เปรียบเสมือนระฆังช่วยชีวิตอิจิมัตสึไว้ได้ทันเวลาพอดี ทว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งพ้นผ่านก็ยังตรึงอยู่ในหัว เขาเหลือบมองแฝดคนพี่ที่เป็นคู่สนทนาเมื่อครู่ด้วยสายตาที่ปะปนไปด้วยความสงสัยและความหวาดหวั่น แม้อีกฝ่ายจะยังคงยิ้มและพูดคุยกับทุกคนได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่แววตาที่เขาเห็นในตอนนั้นมันน่ากลัวมากจริงๆ...

 

เฮ้อ วันนี้ดวงไม่ดีเลยน้า...

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงถอนหายใจออกมาพลางทอดสายตาขึ้นมองเบื้องบนอย่างเหม่อลอย ผืนฟ้าสีแสดที่เริ่มถูกความมืดมิดกลืนกินเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าช่วงเวลาสนธยาใกล้มาเยือน ร่างบางกลับมาสนใจภาพถนนที่ทอดยาวตรงหน้า สองมือพยายามควานหาสิ่งมีค่าในกระเป๋ากางเกงทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่อพบเพียงความว่างเปล่า

ก่อนหน้านี้เขาได้เงินก้อนหนึ่งมาจากกระเป๋าสตางค์ของน้องชายคนที่สาม และแน่นอนว่าพอมีเงินอยู่ในมือโอโซมัตสึก็รีบตรงดิ่งไปร้านปาจิงโกะเจ้าประจำทันทีโดยไม่ลืมที่จะพกฝาแฝดคนสนิทติดมือไปด้วย แต่วันนี้เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างนักผลลัพธ์จึงออกมาคว้าน้ำเหลว

...นั่นสินะ

คนข้างๆ เอ่ยขึ้นหลังเสียงบ่นนั่นเงียบไปครู่หนึ่งแล้ว ร่างบางเหลือบมองแฝดคนน้องด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าแววตากลับฉายความกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้วเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนี้อีกฝ่ายจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ แถมยังกล้าทำในสิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าน้องๆ ได้ ทว่าวันนี้มันต่างออกไป

รอยยิ้มที่ส่งมาให้เหมือนอย่างเคย

กลับเป็นรอยยิ้มปั้นแต่งไร้ซึ่งความจริงใจ

แม้จะแค่แวบเดียว แต่ความรู้สึกข้างในก็ฟ้องชัดว่าไม่เหมือนเดิม

...วันนี้นายเป็นอะไรรึเปล่า คารามัตสึ?”

ในที่สุดกลีบปากสีระเรื่อก็ขยับถามออกไป และนั่นก็ส่งผลให้ฝีเท้าของคนถูกถามก้าวช้ากว่าเดิมแล้วสุดท้ายมันก็หยุดลง แฝดคนพี่ชะงักสองเท้าลงเมื่อตำแหน่งของคนข้างๆ ย้ายไปอยู่ด้านหลัง เขาหันกลับไปมองอีกคนที่ยืนนิ่งอยู่พร้อมเลิกคิ้วขึ้น

คารามัตสึ?”

ท้องฟ้าเริ่มย้อนตัวเองเป็นสีดำสนิทเมื่อเวลาไหลผ่านไป แสงไฟริมทางที่ถูกติดตั้งไว้กับเสาไฟฟ้ากระพริบถี่สองสามครั้งก่อนจะสว่างจ้าและตัดผ่านความมืดลงมายังร่างของคนทั้งสอง ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินมองเงาของอีกคนที่ทอดลงมาตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเปล่งเสียงออกไป

...โอโซมัตสึ

หือ?”

...นายได้บอกเรื่องของเรากับใครรึเปล่า

หา?” คิ้วทั้งสองของผู้เป็นพี่ขมวดเข้าหากันทันที ฉันไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครหรอกน่า ก็พวกเราสัญญากันไว้แล้วนี่นา

...

ว่าแต่ทำไมถึงถามงั้นล่ะ?”

คำตอบของแฝดคนพี่พาสองขาของคารามัตสึให้ขยับเข้าไปใกล้ก่อนเจ้าตัวจะหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าอีกคน สองมือแกร่งยกขึ้นท่ามกลางความงุนงงของอีกฝ่ายแล้ววางลงบนไหล่เล็ก

นายบอกใครไปแล้วใช่มั้ย

ร่างสูงถามซ้ำอีกครั้งพร้อมค่อยๆ ออกแรงบีบไหล่บางจนอีกฝ่ายเริ่มเบ้หน้าด้วยความเจ็บที่แล่นเข้ามา โอโซมัตสึสบสายตากับนัยน์ตาแข็งกร้าวอย่างไม่เข้าใจ

เป็นอะไรของนายคารามัตสึ มันเจ็บนะ

ร่างบางพยายามใช้สองมือปลดพันธนาการตรงไหล่ของตนทว่ามันกลับไม่เป็นผลซ้ำคนตรงหน้ายังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีก

ทั้งที่ฉันอุตส่าห์ไว้ใจนาย...

ในน้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด ท่าทางที่อีกฝ่ายเผยออกมายิ่งทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของแฝดคนพี่ แถมอารมณ์ข้างในก็เริ่ม
คุกรุ่นขึ้นทุกที

เป็นบ้าอะไรของนายคารามัตสึ! ฉันบอกว่าไม่ได้บอกใครไง ไปได้ยินจากที่ไหนมา

เมื่อไหร่นายจะยอมพูดความจริงสักที!”

กึด!

แฝดคนน้องใช้มือข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อสีแดงอย่างแรงจนคนตรงหน้าแทบเสียหลักล้มลง การกระทำซึ่งไร้เหตุผลเหมือนเป็นมีดคมที่ตัดเส้นความอดทนของโอโซมัตสึให้ขาดผึงลงทันที แววตาทอแสงเข้มขึ้นด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่าน ร่างบางเงื้อมหมัดข้างหนึ่งขึ้นกลางอากาศก่อนจะตะโกนใส่อีกฝ่ายสุดเสียง

ฉันก็พูดความจริงอยู่นี่ไง!!!”

ผัวะ!

กำปั้นถูกปล่อยเข้าใส่ใบหน้าของชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินอย่างจัง ร่างสูงก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นสนิมเหล็กที่คละคลุ้งในปาก คนเป็นน้องนิ่งไปแล้วใช้หลังมือเช็ดหยดเลือดตรงมุมปากออกลวกๆ ความเงียบค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่เหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ไม่นานคารามัตสึก็เอ่ยเสียงเบาทว่าดังพอให้ใครอีกคนได้ยิน

คำโกหกนั่น... ฉันไม่อยากได้ยิน

ว่าจบร่างสูงก็หันหลังให้อีกฝ่ายก่อนจะก้าวขาออกไปในทิศตรงข้ามและทิ้งผู้เป็นพี่ไว้เบื้องหลังโดยไม่คิดแม้แต่จะเหลียวกลับไป

โอโซมัตสึได้แต่มองตามแผ่นหลังที่เล็กลงเรื่อยๆ โดยไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกไปได้เลย

เมื่อแผ่นหลังกว้างไกลออกไปจนลับสายตาชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงก็ก้มลงมองมือข้างที่ยังแดงฉ่าราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป อารมณ์ที่พุ่งพล่านเริ่มลดอุณหภูมิลงจนกลับสู่ภาวะปกติ ในอกเหมือนถูกบีบรัดขึ้นมาเสียดื้อๆ ด้วยภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนเจ้าตัวจะสบถเสียงเบา

บ้าเอ๊ย...

พี่ชายคนโตของบ้านกำหมัดข้างที่ใช้ชกหน้าอีกฝ่ายไปอีกครา หวนนึกถึงประโยคส่งท้ายที่ถูกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันเจ็บปวดซึ่งยังดังก้องอยู่ในหัว

ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าใครอีกคนเจออะไรมา มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด...

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ คารามัตสึ...

ว้า ทะเลาะกันซะแล้วสิ~”

“!?!”

เสียงกระซิบที่ดังขึ้นข้างหูทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นปิดหูข้างที่ได้ยินน้ำเสียงขี้เล่นนั่นโดยอัตโนมัติ ก่อนสมองจะสั่งให้เขาหันหลังไปหาตัวการทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ดวงตากลมโตต้องเบิกกว้างขึ้น

ภาพใบหน้าของใครอีกคนที่กลับหัวอยู่แถมยังห่างออกไปไม่ถึงคืบ!

หวาาาาา!?!”

ร่างบางร้องเสียงหลงพร้อมก้าวถอยหลังเตรียมหาทางหนีออกไปจากตรงนี้ ทว่าความตกใจที่มากเกินพอดีก็ทำให้ขาทั้งสองข้างขัดกันเองจนเขาเสียหลักและล้มลงในที่สุด เวลานี้ความเจ็บปวดถูกลืมไปสิ้น ชายหนุ่มจับจ้องวัตถุแปลกประหลาดที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง กลีบปากสีระเรื่อพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายไปกลับคืนมาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงนัก

นะ... นายเป็นใคร...

อีกฝ่ายที่ถูกถามแบบนั้นมองท่าทีตื่นตระหนกของใครอีกคนด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นภาพเดิมซ้ำๆ ร่างที่ลอยค้างอยู่จัดทิศจัดทางของตัวเองให้ถูกต้องก่อนจะลงมายืนตรงหน้าของคนที่นั่งอยู่บนพื้นถนน

ถามแบบนี้ได้ยังไงกัน ความสิ้นหวังของนายเรียกฉันออกมาเองแท้ๆ น้า...

รอยยิ้มจอมปลอมถูกระบายลงบนริมฝีปากของผู้พูด หางส่วนท้ายส่ายไปมาราวกับกำลังสนุกอยู่ สายตาจับจ้องเผ่าพันธุ์ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ตรงหน้าพลางลากลิ้นเรียวเลียรอบริมฝีปากเหมือนรอลิ้มรสอาหารอันโอชะ

ความสิ้นหวัง... หมายความว่ายังไงกัน

น้ำเสียงที่เปล่งออกไปแฝงด้วยความสงสัยและความตระหนกที่ยังไม่จางหาย จนตอนนี้โอโซมัตสึก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าควรจะเรียกบุคคลปริศนาตรงหน้าว่าอะไรดี แต่ละถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากฝ่ายตรงข้ามมีแต่เรื่องที่เขาไม่เข้าใจ แถมรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูคล้ายกับปีศาจร้ายนั่นอีก

หมอนี่... เป็นตัวอะไรกันแน่

ฉันไม่มีเวลามานั่งอธิบายเรื่องพวกนั้นให้นายฟังหรอกนะ

เจ้าของปีกค้างคาวพ่นลมหายใจออกมาอีกคราพร้อมทำสีหน้าเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ทุกคนต้องแสดงปฏิกิริยาแบบนี้และถามประโยคซ้ำๆ เหมือนกันหมด

จะทำทุกอย่างให้ยุ่งยากทำไมกัน

แค่ฉันมาปรากฏตัวตรงหน้าไม่เห็นจะน่าตกใจตรงไหน

เอาเป็นว่า ฉันร่างโปร่งย่อตัวลงในระดับเดียวกับอีกคนพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ...สามารถทำความปรารถนาข้อหนึ่งของนายให้เป็นจริงได้

ริมฝีปากบางเว้นช่วงไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนตำแหน่งนิ้วชี้ไปวางลงตรงกลางแผ่นอกของคนตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มออกมา

แต่ต้องแลกด้วยชีวิตนะ

“!?!”

เพียะ!

เมื่อประโยคนั้นแล่นเข้ามาในโสตประสาทชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงก็ปัดมือของอีกฝ่ายออกอย่างแรงทันที รอยยิ้มน่าขนลุกที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำเอาลมหายใจเขาสะดุดไปจังหวะหนึ่ง สถานการณ์ตรงหน้าบ่งบอกว่าอันตรายเริ่มขยับเข้ามาใกล้ทุกทีๆ แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นในหัวกลับฉายภาพของใครบางคนขึ้นมา

คารามัตสึ...

ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นก่อนเจ้าตัวจะส่ายหน้าไปมาเพื่อเรียกสติ นึกแปลกใจขึ้นมาที่ตัวเองเกือบพลาดตกลงไปในความมืดซึ่งไร้ที่สิ้นสุดเพียงเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ตอนนี้เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าน้องชายคนนั้นมีอิทธิพลกับเขามากแค่ไหน

...อย่ามาล้อเล่นน่า

หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วขณะหนึ่ง ร่างบางก็ได้ตัดสินใจขยับกลีบปากพูดพร้อมกำมือทั้งสองข้างแน่นราวกับพยายามกักเก็บความรู้สึกซึ่งเริ่มเอ่อล้นออกมาเอาไว้ สองขาค่อยๆ ประคองร่างเขาให้ลุกขึ้น เมื่อสามารถยืนได้เต็มความสูงแล้วชายหนุ่มก็สูดหายใจเข้าลึกสุดปอด

ของพรรค์นั้นน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ...ไม่จำเป็นหรอก

ว้าว...

ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากคนตรงหน้าสร้างความประหลาดให้เจ้าของปีกค้างคาวอยู่ไม่น้อยเจ้าตัวก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อย้อนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา

ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนกล้าปฏิเสธเขาสักคน

เพิ่งเคยเห็นมนุษย์ที่กล้าอวดดีขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่ล่ะร่างโปร่งยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นเท้าคางแล้วใช้สายตาไล่สำรวจอีกฝ่ายอย่างเพ่งพินิจ งั้นฉันจะคอยดูแล้วกัน

สิ้นเสียงนั้นแสงไฟที่เคยสาดจ้าอย่างสม่ำเสมอกลับดับวูบในเสี้ยววินาที แต่แค่นั้นก็มากพอที่ภาพตรงหน้าจะถูกแทนด้วยความว่างเปล่า โอโซมัตสึแหงนหน้าขึ้นมองหลอดไฟเบื้องบนที่กลับมาเปล่งแสงตามปกติแล้วทอดสายตาไปบนถนนที่ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่เสียงที่ได้ยินชัดเจนเมื่อครู่ก็จางหายราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่

เหมือนทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา

ร่างบางได้แต่มองทิวทัศน์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกข้างในที่ตีกันจนปั่นป่วนไปหมด ก่อนจะเลือกทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลังแล้วหลงเหลือเพียงความเชื่อมั่น

เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง

และเชื่อในตัวของคารามัตสึ

 

มวลอากาศเย็นถูกเร่งให้อุ่นด้วยเครื่องทำความร้อน ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบโดยมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ ฝาแฝดทั้งหกต่างเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในบ้านเนื่องจากวันนี้อุณหภูมิลดต่ำลงเกินกว่าจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก และด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงพยายามหาอะไรทำเพื่อขจัดความว่างทิ้งไป

ดินสอสีกระจายเกลื่อนทั่วโต๊ะอุ่นขาที่ตั้งอยู่กลางห้อง สีสันหลากสีถูกแต่งแต้มลงบนกระดาษแผ่นบางด้วยฝีมือของฝาแฝดคนที่ห้า ท่าทางซึ่งดูตั้งอกตั้งใจกับสิ่งที่ทำตรึงสายตาของผู้ที่เหลือบมาเห็นได้พอดี ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีเขียวละความสนใจจากใบปลิวรับสมัครงานก่อนจะหันไปมองน้องชายที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้คิ้วข้างหนึ่งต้องเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ

จูชิมัตสิ ทำอะไรอยู่น่ะ?”

กำลังวาดรูปทุกคนเล่นเบสบอลด้วยกัน!”

คนถูกถามเอ่ยตอบอย่างกระตือรือร้นเช่นทุกครั้งก่อนจะวางแท่งสีในมือลงและเลื่อนผลงานที่ตนเป็นคนสร้างสรรค์ไปให้ผู้เป็นพี่พิจารณาชัดๆ แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าแล้วคิ้วของโจโรมัตสึกลับขมวดเข้าหากันมุ่น

อืม... แยกไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าใครเป็นใคร...

ร่างโปร่งเพ่งสายตาพลางใช้ความคิดแยกความต่างของบุคคลทั้งหกที่อยู่ในภาพซึ่งมีลักษณะเหมือนกันทุกประการยกเว้นท่าทาง เมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้นของผู้เป็นพี่แฝดคนน้องจึงเริ่มอธิบายโดยการลากนิ้วชี้ไปยังตำแหน่งของแต่ละคน

พี่โอโซมัตสึเป็นพิชเชอร์ ผมเป็นแบตเตอร์ ส่วนคนอื่นก็เป็นแบตเตอร์เหมือนกัน!”

แบบนั้นก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดีน่ะสิ

โจโรมัตสึหลุดขำออกมาเล็กน้อยพลางมองคนข้างๆ ด้วยสายตาเอ็นดู เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้แฝดคนที่เหลือก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับทั้งคู่ นิ้วหัวแม่มือที่กำลังใช้เลื่อนหน้าเว็บไซต์บนหน้าจอสมาร์ทโฟนของน้องชายคนเล็กชะงักกึกก่อนเจ้าตัวจะเหลียวกลับไปมองพี่ชายทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอุ่นขา แล้วในที่สุดความอยากรู้ก็พาร่างของชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีชมพูให้เข้าไปร่วมในบทสนทนานั้นด้วย

ขอผมดูบ้างสิฮะพี่จูชิมัตสึ

ไหนๆ!”

ไม่ใช่แค่เขาที่สนใจ ตอนนี้พี่ชายคนโตของบ้านเองก็ขยับใกล้เข้ามาเพื่อดูรูปวาดฝีมือน้องชายคนที่ห้าเช่นเดียวกัน พื้นที่ที่น้อยลงดันร่างของแฝดคนเล็กให้ติดกับโต๊ะอุ่นขาตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

พี่โอโซมัตสึอย่าเบียดสิฮะ โถ่

แม้ปากจะว่าแบบนั้นแต่ผู้พูดก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือไล่คนเป็นพี่ออกไป เสียงพูดคุยที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเข้าไปในโสตประสาทของชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีม่วงซึ่งนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง ทว่าร่างโปร่งก็ทำเพียงช้อนสายตาขึ้นมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมอะไร

แยกไม่ออกจริงๆ ด้วยพี่ชายคนโตพูดพลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่ยังไงคนที่เท่ที่สุดในภาพนี้ก็ต้องเป็นฉันล่ะนะ

ร่างบางยกนิ้วชี้ขึ้นถูจมูกอย่างเคยชิน ทุกคนในวงสนทนาต่างพร้อมใจกับปิดปากเงียบเมื่อได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากคนเป็นพี่ แต่สุดท้ายมันก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะ

แล้วเส้นความอดทนของใครบางคนก็ขาดผึงลง

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีน้ำเงินเก็บแว่นกันแดดสีทึบเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ดของตนหลังทำความสะอาดมันจนขึ้นเงา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นอย่างเก็บกลั้น เสียงของแฝดคนพี่เรียกให้ภาพเหตุการณ์เมื่อวานฉายชัดเข้ามาในหัวอีกครา รวมถึงอวัยวะในอกข้างซ้ายที่เจ็บจนราวกับว่ามีคมมีดกรีดลึกลงมา

ความเจ็บปวดจากการได้รู้ว่าถูกคนที่เชื่อใจมากที่สุดหักหลัง

เจ็บยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่เคยพบเจอ

พี่คารามัตสึลองมาดูสิฮะ พี่จูชิมัตสึเขาวาดแว่นกันแดดเติมให้พี่ด้วยแหละ

แฝดคนเล็กเอ่ยเรียกเจ้าของแผ่นหลังกว้างตรงหน้าด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย คนที่ถูกเรียกนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะอุ่นขา

ขอโทษนะจูชิมัตสึพี่ชายคนรองทรุดเข่าลงพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบดินสอสีดำแท่งหนึ่งมาครอบครอง ...แต่หมอนี่น่ะไม่จำเป็นหรอก

สิ้นเสียงคารามัตสึก็เลื่อนรูปวาดที่กำลังเป็นประเด็นสนทนามาอยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้แท่งสีในมือขีดทับลงบนร่างของคนที่อยู่ในตำแหน่งพิชเชอร์จนทุกส่วนถูกถมด้วยสีดำสนิท กระดาษแผ่นบางบาดเจ็บเป็นรอยลึกด้วยแรงอารมณ์ที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือ ดินสอสีดำกลิ้งหลุนไปบนโต๊ะเมื่อผู้ถือครองปลดพันธนาการลง ร่างสูงมองรูปวาดนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวขาออกจากห้องไปท่ามกลางสายตางุนงงของน้องชายร่วมสายเลือดโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้โต้แย้งใดๆ

ทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยมเล็กถูกปกคลุมด้วยความเงียบ

ทว่าเหตุการณ์นั้นกลับทำให้คนที่เอาแต่นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมห้องรู้สึกหน้าเสียอย่างบอกไม่ถูก...

ไม่คิดเลยว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้...

เหงื่อเริ่มไหลซึมออกมาตามไรผมของอิจิมัตสึ ความรู้สึกผิดที่เริ่มเกาะกินใจเขาไปทีละน้อยพาให้แววตาสั่นไหวไปด้วย ภาพเหตุการณ์เมื่อวานที่ได้เผชิญย้อนกลับเข้ามาวนเวียนในหัวอีกครั้ง อาจเป็นเพราะเขาไม่คุ้นชินกับการถูกกดดัน ยิ่งกับคนที่เกลียดที่สุดด้วยแล้วเขายิ่งจัดระบบความคิดตัวเองไม่ได้ ท่าทางน่ากลัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบวกกับการคุกคามที่ไล่ต้อนจนหมดหนทางทำให้เขาเผลอหลุดคำโกหกออกไปโดยไม่ตั้งใจ

ถ้าตอนนั้นเขาไม่ตัดสินใจกลับมาเอาปลาซาร์ดีนตากแห้งที่ซ่อนไว้ในห้องแล้วบังเอิญได้ยินเสียงลอดออกมา เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้...

ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีม่วงค่อยๆ เหลือบมองสีหน้าของชายคนโตด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

...โอโซมัตสึ

ฝาแฝดคนที่สามเอ่ยเรียกชื่อพี่ชายของตนเสียงเบา ความไม่เข้าใจฉายชัดอยู่ในแววตาคู่สวยทว่าก็มีความเป็นห่วงแฝงอยู่ด้วย ซึ่งคนถูกเรียกก็ไม่แสดงการตอบรับใดๆ

โอโซมัตสึรู้สึกชาวาบไปทั้งใบหน้าราวกับถูกตบเข้าอย่างจัง...

พลันริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันแน่นเมื่อสติที่หลุดลอยไปหวนคืนมาพร้อมๆ กับภาพความทรงจำ สมองสั่งให้เขาพยายามประคองร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแม้สองขาแทบไร้เรี่ยวแรงก้าวต่อ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามใครอีกคนไปโดยไม่สนสายตาของแฝดคนน้องซึ่งมุ่งตรงมาที่เขาเลยสักนิด

ทำไมล่ะ คารามัตสึ

หลังสองขาพ้นออกมาจากกรอบประตูห้องนั่งเล่นชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงก็รีบกวาดสายตามองหาแฝดคนสนิท แล้วก็พบเข้ากับแผ่นหลังกว้างที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านพอดี

หมับ!

สองแขนเอื้อมไปคว้าข้อมือของร่างคุ้นเคยไว้ได้ทันเวลา แฝดคนน้องชะงักไปแต่ก็ไม่คิดจะหันกลับมามองใครบางคนที่กำลังรั้งตัวเขาไว้อยู่ พี่ชายคนโตของบ้านสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นด้วยความกลัวว่าคนตรงหน้าอาจไม่อยู่ฟัง

เดี๋ยวก่อนสิ!”

...

ที่ต่อยนายไปเมื่อวาน ฉันขอโทษมือทั้งสองที่กำลังกอบกุมข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้เพิ่มแรงบีบมากขึ้นตามความรู้สึกข้างในที่เอ่อล้นออกมา แต่ว่าเรื่องนั้นน่ะ ฉันไม่เคยบอกใครเลยจริงๆ นะ!”

หยุดโกหกได้แล้วโอโซมัตสึ!”

สิ้นประโยคนั้นคนเป็นน้องก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกคนตรงๆ พร้อมกับสะบัดข้อมือของตนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมอย่างหมดความอดทน ก่อนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ออกไป

ถ้านายไม่ได้บอกแล้วอิจิมัตสึจะรู้ได้ยังไง!”

อิจิมัตสึ...?”

คิ้วทั้งสองของผู้เป็นพี่ขมวดเข้าหากันมุ่นเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ซึ่งเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เพียงชั่วพริบตาคำถามมากมายก็ปรากฏขึ้นในหัวทันที

อิจิมัตสึรู้เรื่องของเราเหรอ?”

โอโซมัตสึเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน แต่ภาพนั้นกลับทำให้แฝดคนน้องแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่อยากเชื่อสายตา

ช่างมันเถอะ โอโซมัตสึ น้ำเสียงที่เอ่ยคลอเคล้าไปด้วยความผิดหวัง ...คิดซะว่าเรื่องของเรามันไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกัน

สิ้นเสียงนั้นดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นทันที

ว่าไงนะ...?”

ร่างบางเค้นเสียงในลำคอออกไปพร้อมกับมองคนตรงหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูตัวเองได้ยินทั้งๆ ที่มันดังชัดทุกถ้อยคำ ชายหนุ่มในชุดฮู้ดสีแดงพยายามมองหารอยยิ้มแสนอ่อนโยนที่อีกฝ่ายเคยมอบให้อยู่ทุกวัน ทว่าแววตาแข็งกร้าวซึ่งตอบกลับมาก็เป็นเครื่องยืนยันว่าประโยคที่ได้ยินคือความจริง

ทำไมล่ะ...

ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกมาได้ง่ายๆ

ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเทปม้วนเดิมที่ถูกเล่นซ้ำ ภาพทุกอย่างในห้วงความคิด ความรู้สึกในห้วงแห่งกาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างบีบรัดอวัยวะในอกข้างซ้ายให้ทรมานจนแทบแหลกสลาย

ทั้งช่วงเวลาที่ได้ยิ้มและหัวเราะไปด้วยกัน ทั้งเรื่องง่ายๆ ที่เคยใส่ใจทำให้กันจนมันกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทั้งคำพูดที่แม้ไม่เอ่ยมันออกมาก็สามารถสื่อถึงกันได้เพียงสบตา ทั้งถ้อยคำบอกรักในตอนนั้น และทั้งวินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน

รวมถึงความรักที่มีให้มากกว่าใคร

ทั้งหมดนั่นมันไม่มีความหมายสำหรับนายเลยงั้นเหรอ...

ภาพความทรงจำในหัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กร้อนที่ประทับรอยลงบนหัวใจซึ่งกำลังพังทลาย ความรู้สึกในอกเหมือนถูกบดขยี้ซะจนไม่เหลือชิ้นดี ยิ่งไปกว่านั้นยังฝากรอยแผลสาหัสซึ่งไม่มีวันรักษาหายเอาไว้ และตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าการถูกคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าคนรักทำร้ายมันเป็นยังไง

เจ็บจนอยากหายไปจากตรงนี้เลยล่ะ

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพี่ชายคนรองของบ้านถึงเพิ่งคิดได้ว่าถ้อยคำที่พูดออกไปนั้นมันแรงเกินกว่าจะรับไหว สติที่ถูกตัดขาดด้วยอารมณ์อันเดือดพล่านค่อยๆ กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เขาต้องชะงักไป

หยาดน้ำอุ่นไหลรินจากดวงตากลมโตก่อนมันจะร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง

อะ... โอโซมัตสึ...

แฝดคนน้องเอ่ยเรียกอีกคนเสียงเบาพลางขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้าก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือออกไปหวังจะเช็ดหยดความเศร้าสีใสออก

เพียะ!

ทว่ามือนั้นกลับถูกปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี

...เข้าใจแล้วล่ะ

เรียวปากบางเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบอยู่นานพลางกำมือทั้งสองแน่นอย่างอดกลั้น มุมปากถูกยกขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังสมเพชตัวเอง แต่เจ้าตัวก็พยายามเงยหน้าขึ้นเผชิญกับแฝดคนน้องผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอเต็มสองเบ้าจนภาพที่เห็นเบลอไปหมด

ลางเรือนเหมือนความรักที่ค่อยๆ จางลง

โอโซมัตสึสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดเพื่อเรียกความกล้าก่อนสาบานกับตัวเองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะแสดงความอ่อนแอให้คนตรงหน้าได้เห็น

แล้วริมฝีปากสีระเรื่อก็เอ่ยขึ้น

ถึงนายไม่มีฉันอยู่ ก็คงไม่เป็นไร

(ติดตามต่อได้ในเล่ม)


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีค่า

ต้องขอโทษเรื่องคำขาดด้วยค่ะ พอลงเว็บแล้วแก้ยังไงก็ดันได้แบบเดิมซะงั้น T v T

ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะเขียนลงงานมัตสึเฟส 2 นะคะ ซึ่งจะไม่ลงต่อจนจบเรื่องค่ะ

แวะมาหากันได้ที่บูธ B09-10 นะคะ <3

>แบบสอบถามความสนใจ<

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกๆ คนมากเลยค่า <3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #7 meenakaewaline (@meenakaewaline) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 22:43
    โอ้ยยยยยปวดตับอ่ะต่อเร็สนะค่ากำลังอิน^^
    #7
    0
  2. #3 อุซึบากิ_กิ (@fram0001) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 22:53
    มีรอบไปรไมมม;v;
    #3
    1
    • #3-1 Shana Nanami (@reborn-na) (จากตอนที่ 2)
      22 พฤษภาคม 2560 / 13:01
      มีค่าาา สามารถส่งข้อความมาทางเฟสเราได้โดยตรงเลยนะคะ ><

      https://www.facebook.com/shana.nanami
      #3-1
  3. #2 QueenT (@29queen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 21:30
    จบดีไหมอ่ะคะ ;v;) 
    //ข้อความลับมาก็ได้ (._.)
    #2
    1
    • #2-1 Shana Nanami (@reborn-na) (จากตอนที่ 2)
      22 พฤษภาคม 2560 / 13:04
      เดี๋ยวตอบให้ตรงนี้เลยนะคะ 5555

      ส่วนตัวเราว่าตอนจบไม่ดีไม่แย่ ตรงนี้อาจแล้วแต่คนชอบค่ะ XD

      หรือรอคนที่อ่านจบแล้วมาตอบน้า
      #2-1
  4. #1 NK_KWAM (@NK_KWAM) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 13:56
    /ชูป้ายคาราโอโซเบาๆ ฮือออ////// ชอบวิธีเขียนจังเลยค่ะ! ทำให้นึกภาพตามได้เลยแล้วก็พอนึกถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็เผลอยิ้มออกมาตลอดเลยค่ะ////

    เป็นกำลังใจให้นะคะ!
    #1
    1
    • #1-1 Shana Nanami (@reborn-na) (จากตอนที่ 2)
      16 พฤษภาคม 2560 / 03:10
      โอ๊ยฮือ ขอบคุณมากค่ะะะ มีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ///// อยู่พายเรือด้วยกันไปนานๆ นะคะ <3
      #1-1