'BOY & BOY' ♥ SF/OS Produce101 Store

ตอนที่ 43 : ► When you grow up [2/4] :: Kang Dongho x Lee Daehwi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,691
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 ม.ค. 61

When you grow up

[2]

Kang Dongho x Lee Daehwi

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

 

            “เสร็จแล้วโว้ยยยยยยยยย” ดงโฮร้องลั่นทั้งออฟฟิศที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน ดูเหมือนว่าวันนี้พี่เสือประจำทีมจะดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงได้ขยันมาทำงานตั้งแต่เช้า ไม่ปริปากบ่นสักคำถึงจะโดนแก้งานกี่รอบขนาดไหนก็ตาม

 

            แต่นั่นแหละ ถึงทุกคนรอบตัวจะพากันสงสัย แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรออกไป

 

            “เสร็จแล้วก็ลุก กูจะเช็คงาน” ยองมินเดินถือแก้วกาแฟมาวางไว้ข้างหน้าจอคอมพ์อันใหญ่บนโต๊ะ แล้วใช้เท้าสะกิดดงโฮให้ลุกออกไป

 

            “เออรีบเช็คกูจะรีบกลับบ้าน”

 

            “บ้านมึงมีอะไรดีให้กลับวะ ทีเมื่อวานละไม่อยากจะกลับ” ยงกุกตะโกนข้ามโต๊ะทำงานของตัวเองมา

 

            “มีเมียไง!” เป็นจินอูตะโกนตอบกลับไปแทนเพื่อนรักที่ยกนิ้วโป้งขึ้นมาชูบอกว่าเขาทำดีมาก

 

            นั่นทำให้ซังกยุนที่นอนอ่านสตอรี่บอร์ดอยู่บนโซฟาลุกขึ้นนั่งแล้วกวักมือเรียกดงโฮให้ไปหาตัวเอง ตบลงบนที่ว่างปุๆ พร้อมทำหน้าตาจริงจังชนิดที่เรียกว่าอยากจะเอาฝ่าตีนไปลูบหน้ามันสักทีด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ ไม่มีความแค้นใดๆ ผสมเลย

 

            “อะไรวะ” ดงโฮถามในขณะที่หย่อนกายนั่งลงด้านข้างเพื่อนสนิท

 

            “ดีกับน้องแล้วเหรอมึงอ่ะ ไม่มาขยายให้พวกกูรู้เลยนะ” แล้วก็ยิงคำถามกลับไปพร้อมกับสีหน้าที่อยากรู้เสียเต็มประดา

 

            แน่นอนว่าโดนพี่เสือของทีมโบกลงกลางกบาลไปหนึ่งครั้งก่อนจะให้คำตอบกลับไป

 

            “ไม่ได้ดีอะไร ไม่ได้ทะเลาะกัน”

 

            “แล้วเมื่อวานใครมันมานั่งน้อยใจน้องเป็นตุ๊ดเลยวะ” แดเนียลเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโน้ตบุ๊กของตัวเองขึ้นมาแซ็ว

 

            “เออกูอาจจะคิดมากไปเอง”

 

            “พูดอีกก็ถูกอีก” ซังกยุนเสริม แล้วตบบ่าดงโฮปุๆ

 

            “แล้วนี่คือรีบกลับบ้านเพราะมีนัดกับน้องว่างั้นเถอะ” แดเนียลยังคงถามต่อ ดงโฮไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากหยักคิ้วขึ้นกวนๆ เป็นคำตอบให้กับอีกฝ่าย

 

            และแน่นอนว่าเขาได้รับสายตาที่หมั่นไส้สุดๆ มาจากไอ้หมาน้อยของกลุ่มที่เมียไม่กลับบ้านมาอาทิตย์นึงแล้ว

 

            “หมั่นไส้พวกมีเมียอยู่บ้านว้อยยยยยยยยยยยย”

 

            “เสียงดังหาเตี่ยมึงเหรอยงกุก” ยองมินถอดหูฟังที่ครอบอยู่บนศีรษะแล้วเอ็ดขึ้นมา เพราะต้องใช้สมาธิเช็คงานของเพื่อน แต่ถึงอย่างนั้นคิมยงกุกก็ยังไม่มีท่าทีสลด ซ้ำทั้งยังกดเซฟงานแล้วลุกขึ้นมานั่งเบียดกับเพื่อนรักตัวหมีบนโซฟาอีกด้วย

 

            “ทำไมชอบทำตัวเหมือนเมียไม่รักวะ รำค๊าญ”

 

            “อ้าวพูดแบบนี้ไม่ได้นะครับคุณแดเนียล ได้ข่าวว่านอนคนเดียวมาหลายคืนเหมือนกันนี่ครับ รอบนี้เมียบินไปไหนนะครับ อ๋อ บินหนีตามกัปตันคนนั้นไปสินะ” ยงกุกตอบกลับไป แล้วแกล้งเลื่อนมือไปลูบศีรษะของหมาน้อยข้างๆ แต่แดเนียลเบี่ยงศีรษะแล้วใช้ไหล่ดันร่างของยงกุกให้ตกโซฟาไปแทน

 

            “เมียกูไปทำงานว้อย ไม่ได้หนีตามผู้ชายไปแบบเมียมึง” แดเนียลตอบกลับไปแล้วหอบโน้ตบุ๊กขึ้นมาแนบออก เดินดุ่มๆ ไปที่โต๊ะทำงานที่ว่างอยู่อีกตัว เพราะเบื่อความวอแวของคิมยงกุก

 

            “พูดดีๆ นะมึง ระวังจะไม่ได้ปากแตกหน้าหนาว”

 

            “แต่ปากมึงเนี่ยจะแตกเพราะตีนกูก่อนมัน” แล้วดงโฮที่นั่งฟังมาอยู่นานสองนานก็โพล่งขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะของคนที่นั่งทำงานอยู่ทั้งออฟฟิซ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ทำเป็นตีหน้านิ่งตอนเช็คงานอยู่

 

            “ดงโฮมึงต้องอยู่ข้างกูดิ มึงก็รู้เวลาเมียบอกว่าติดงานเรียน ติดงานคณะ ติดสอบไม่ได้กลับห้องเนี่ย แม่งทรมานขนาดไหน” ยงกุกโอดครวญ แต่ไม่มีใครให้ความสงสารเลยสักนิด

 

            ดูเหมือนว่าห่วงโซ่อาหารของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยเหมือนกัน

 

            “เหมือนมึงกับยองมินแม่งสลับนิสัยกันอ่ะ ทำไมมันดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น แต่มันดูปัญญาอ่อนลงวะ” ซังกยุนหันไปขอความเห็นจากดงโฮ

 

            “ไม่มึงมันปัญญาอ่อนแบบนี้อยู่แล้ว” แม้แต่จูจินอูที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำงานอยู่ก็ยังเข้ามาร่วมวงสนทนาอยู่ห่างๆ ก่อนจะบุ้ยปากไปทางยองมินแล้วพูดขึ้นต่อ “ส่วนไอ้ปาก้าแม่งต้องคีพความไม่ปัญญาอ่อน เพราะแม่เมียมันไม่ปลื้มไง”

 

            “อยู่เงียบๆ ก็ไม่มีใครว่ามึงปากหมาป่ะสัส” ยองมินตะโกนกลับมาก่อนที่จะพากันระเบิดเสียงหัวเราะมาอีกครั้ง ถึงจะดูเป็นเรื่องจริงจัง แต่พวกเขากลับตลกทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้  

 

            “แล้วทำไมมึงงอแงจังวะ น้องมันหายไปกี่วันแล้ว” หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว ดงโฮก็หันไปตามยงกุกที่นั่งชักดิ้นชักงออยู่บนโซฟาเพราะคิดถึงแฟนเด็กของตัวเอง

 

            “ไปเข้าค่ายสามวันแล้ว เหลืออีกสองวัน กูจะขาดใจตายแล้วว้อย เรียนวิดวะแม่งเข้าค่ายห่าเหวอะไรเยอะแยะวะ โว๊ะ!

 

            “ตั้งแต่เผยร่างคนใจบาปให้น้องมันเห็นกูก็ไม่เคยเห็นว่ามึงจะคีพร่างเพื่อนพี่ชายที่แสนใจดีไว้อีกเลย หรือมึงไม่ใช่เพื่อนกูวะ คายเพื่อนกูออกมานะ” ซังกยุนไม่ว่าเปล่ายังขยับตัวมาเขย่าคอยงกุกอย่างแรงอีก จนไม่กลัวเลยว่าสมองเพื่อนจะไหลมากองรวมกันที่คอหอยหรือเปล่า

 

            ภาพตรงหน้าและเสียงโวยวายทำให้หลงลืมเรื่องที่น่าปวดหัวไปได้บ้างชั่วขณะหนึ่ง ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้มากโข ดงโฮเองก็หยิบยกเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาพูดคุยกับเพื่อน รวมทั้งเรื่องที่เขาไม่สบายใจในช่วงที่ผ่านมาด้วย แต่ก็นั่นแหละ มันผ่านไปแล้ว

 

            ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องหนักใจสักหน่อย

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            จริงๆ คังดงโฮอยากจะถอนคำพูดเมื่อตอนบ่ายทิ้งไปให้หมด

 

            หลังจากที่เขาได้รับสายจากแดฮวีว่าตอนเย็นนี้ไม่ว่างแล้ว ต้องเข้าไปถ่ายงานแก้แถมยังโดนรุ่นพี่กองถ่ายชวนไปเลี้ยงปิดจ๊อบกันอีก ครั้นจะปฏิเสธก็ดูท่าจะยากอยู่เหมือนกัน สำหรับพวกเขาคอนเนคชั่นในการทำงานสำคัญมากไม่น้อยไปกว่าการทำงานให้ดีเลย

 

            ในตอนที่คุยกันเสียงของแดฮวีฟังดูสับสนไม่น้อย อยากไปเลี้ยงฉลองกับรุ่นพี่ก็ไป แต่ก็อยากกลับมากินข้าวกับเขาเหมือนกัน ในตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมดงโฮถึงบังคับให้แดฮวีเลือกข้อแรก แทนที่จะเลือกตัวเขาเอง แถมยังพูดจาทำร้ายจิตใจน้องด้วยการปิดท้ายว่าวันนี้มีงานต้องกลับไปเคลียร์ที่ออฟฟิศอีก

 

            จะบอกว่าเข้าใจก็คงใช่ ถ้าเป็นเขา เขาก็คงเลือกแบบนี้เหมือนกัน

 

            ยังไงพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว จะกินข้าวด้วยกันวันไหนอีกก็ได้ แต่กับเรื่องคอนเนคชั่นในการทำงานแล้ว โอกาสนี้อาจจะมาแค่ครั้งเดียวและผ่านเลยไปก็ได้

 

            แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องมานั่งเป็นเสือหงอยอยู่ในห้องคนเดียวแบบนี้ด้วย ทั้งที่เป็นคนตัดสินใจให้น้องไปแท้ๆ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ทำเหมือนกับว่าเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่พอเอาเข้าจริงแล้วเขากลับไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง

 

            “เฮ้อ” แล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางจ้องมองถุงพลาสติกของซุปเปอร์มาร์เกตแถวคอนโดที่มีของสำหรับทำหม้อไฟอยู่เต็มถุง

 

            เขาก็แค่พยายามคิดว่ามาได้กินวันนี้ก็ไม่เป็นไร ยังมีพรุ่งนี้อีก ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ก็วันต่อไปแล้วกัน

 

            แต่การคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเลย

 

            และนั่นทำให้ดงโฮคิดว่าเขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในคืนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ควรจะอยู่คนเดียวตอนนี้ อารมณ์ของเขามันไม่คงที่เลย ถ้าแดฮวีกลับมาคืนนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องคุยกับน้องยังไง หรือแม้กระทั่งต้องทำสีหน้ายังไง ความรู้สึกของเขามันตีรวนกันไปหมดจนน่าสับสน

 

            สุดท้ายแล้วเขาจึงตัดสินใจสวมเสื้อโค้ทแล้คว้ากุญแจรถออกมา ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ก็สู้กลับไปทำงานไม่ให้ตัวเองว่างดีกว่า

 

          คนเรามันจะเสียศูนย์ได้แต่เสียการเสียงานไม่ได้ว้อย!

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            00:15 น.

 

            ดงโฮเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองก่อนจะพบว่าตอนนี้ได้ก้าวเข้าเช้าวันใหม่แล้ว เขาพ่นลมหายใจออกมาแล้วหันมองซ้ายแลขวาอีกครั้ง เพื่อหาผู้รอดชีวิตในค่ำคืนนี้กับเขา แล้วก็เป็นเหมือนกันทุกครั้งที่ออฟฟิศนี้ไม่เคยจะถูกปิดลงแม้จะในเวลาแบบนี้ก็ตาม

 

            ยงกุก แดเนียล และซังกยุนยังคงทำงานอยู่กับเขาที่นี่

 

            เพราะงานที่ต้องรับผิดชอบมีคนละส่วนกัน ทำให้ต่างคนต่างสนใจงานของตัวเอง นั่นทำให้ดงโฮเลือกที่จะกดเซฟงานของตัวเองแล้วกดพับหน้าต่างลงไป ยืดเส้นยืดสายสักนิดด้วยการลุกออกไปชงโอวัลตินกินสักหน่อย เพราะพักหลังมานี่เขาเริ่มลดการดื่มกาแฟไปแล้ว

 

            เพราะแดฮวีขอไว้อีกนั่นแหละ

 

            แต่เฮ้อ... ทำไมต้องคิดถึงน้องตลอดเวลาด้วยนะ ป่านนี้ยังเงียบไม่แม้แต่ส่งข้อความมาเลย

 

            “มึงกูฝากชงกาแฟแก้วดิ” แดเนียลเงยหน้าขึ้นจอโน้ตบุ๊กพร้อมกับสภาพหัวฟูที่ดงโฮเห็นมันจนชินตา เขาพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปในครัวทันที นั่นทำให้ไม่ทันได้เห็นสายตาของเพื่อนอีกสามคนที่พร้อมใจกับสบเข้าหากันอย่างมีความหมาย

 

            ความหมายที่ว่าคืออยากเสือกนั่นแหละ

 

            ปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก ดงโฮก็เดินออกมาพร้อมกับแก้วมัคสองใบในมือ เขายื่นมันให้กับแดเนียลที่นั่งอยู่กลางห้อง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวที่ตอนนี้ถูกจับจองพื้นที่ด้วยร่างหมีๆ ของเขาอยู่เพียงคนเดียว

 

            ในตอนนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมา แดเนียลรู้ว่าเพื่อนของเขามีเรื่องไม่สบายใจอยู่ เช่นเดียวกับยงกุกและซังกยุน แต่คนอย่างคังดงโฮแล้วต่อให้เอาคีมมาง้างปากมันก็ไม่มีวันพูด จนกว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายยอมปริปากเองนั่นแหละถึงจะได้รับรู้ถึงความในใจที่แบกรับเอาไว้

           

            และความเงียบก็ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมา ดงโฮหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเปิดดูไล่ตามแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ติดตามคนตัวเล็กอยู่ ตั้งแต่ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค หรือแม้กระทั่งอินสตราแกรม

 

            ก้านนิ้วยาวชะงักไปพักหนึ่ง เมื่อเห็นแถบด้านบนของอินสตราแกรมที่มีไอค่อนรูปโปรไฟล์ของแดฮวีเด้งขึ้นมาอยู่อันที่สอง แสดงถึงความเคลื่อนไหวในไอจีสตอรี่ของอีกฝ่าย ดงโฮชั่งใจอยู่สักพักว่าจะเปิดดูดีไหม ตบตีกับความคิดของตัวเองอยู่สักพักก็ตัดสินใจกดเข้าไปดูเพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ถึงได้เงียบหายไปนานขนาดนี้

 

            ก็อีแดฮวีเคยเป็นแบบนี้ซะที่ไหนล่ะ

 

            “เฮ้อ”

 

            แต่ทันทีที่หน้าจอเปลี่ยนไปเป็นเล่นไอจีสตอรี่ของแอคเคาน์ถัดไปดงโฮก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง แน่นอนว่าเพื่อนอีกสามคนที่แสร้งทำเป็นทำงานอยู่นั้นพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมาสบตากันแล้วมองดูพี่เสือของทีมอยู่อย่างเงียบๆ

 

            รอให้ดงโฮเป็นฝ่ายพูดมันออกมาเอง ก็ในเมื่อสีหน้ามันแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น

 

            “แดกเหล้ากันดีป่ะวะ”

 

          แจ็คพอต แดเนียลยิ้มในใจ

 

            “แดกเหี้ยไร ลูกค้าจะแดกหัวกูอยู่เนี่ย” ลูกหมาของทีมตอบกลับไป ก่อนจะพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงแล้วหมุนเก้าอี้หันหน้ามาคุยกับคนที่ถือแก้วโอวัลตินอยู่ในมือ แล้วเอ่ยถามขึ้นต่อ “ทำไม ไปเฮิร์ทอะไรมาจ๊ะพี่เสือ”

 

            “มึงก็รู้ อย่ามาทำเป็นไม่รู้”

 

            “แหม ก็อยากได้ยินจากปากมึงนี่ เผื่อไม่ตรงกับที่พวกกูคิด” ยงกุกที่กดเซฟงานเรียบร้อยแล้วว่า

 

            “จริงๆ คือก็อยากใส่ใจ เห็นมึงหงอยมาสักพักแล้วพวกกูก็ไม่สบายใจกัน” และซังกยุนที่ไถเก้าอี้ของตัวเองมาหน้าโซฟาแล้วเรียบร้อยไม่รอให้อัญเชิญใดๆ ทั้งสิ้น

 

            “ขี้เสือกจริงๆ” ถึงจะว่าแบบนั้นก็เถอะ แต่ดงโฮก็วางแก้วมัคในมือลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า

 

            “เออยอมรับ” แดเนียลว่า

 

            “กูก็ว่าพวกมึงแปลกๆ ตั้งแต่ที่กูกลับมาจากบ้านเมื่อเย็นแล้ว กูรู้ว่าพวกมึงรู้แต่ตีมึนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ดงโฮเริ่ม เขาเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ที่จู่ๆ ก็บึ่งรถออกจากบ้านกลับมาออฟฟิศเพื่อทำงานในส่วนของคนอื่นที่เอาไว้ให้ เพราะงานในส่วนของตัวเองไม่มีคิวอะไรที่ต้องทำแล้ว แต่เพื่อนของเขาก็ยังไม่ปริปากถามอะไรสักคำทั้งๆ ที่รู้ว่าเมื่อตอนเย็นนั้นเขามีนัดกับแดฮวี

 

            แต่ก็นั่นแหละ นัดก็เท่านั้น

 

            “แล้วตกลงมันมีเรื่องอะไรวะ” ยงกุกเป็นคนเริ่มเค้นคนแรก ไม่ใช่แค่กับเรื่องในวันนี้ แต่เขาหมายถึงเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดที่ส่งผลมาจนถึงวันนี้

 

            “อยากฟังกูเล่าจริงๆ เหรอ”

 

            “อยากที่สุด” ซังกยุนตอบกลับไปในทันที นั่นทำให้ดงโฮยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยกับท่าทีของเพื่อนสนิท เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม

 

              “ก็นั่นแหละเหมือนที่กูเคยบอกพวกมึงว่าน้องมันติดงานเยอะมาก ก่อนหน้านี้กูก็เร่งเก็บงานเลยไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ก็ยังแชทคุยกันปกติ เจอหน้ากันตอนเช้าก็ได้คุยกันแป๊ปนึง ต่อหน้าคือทุกอย่างมันก็ปกติ” ดงโฮว่าก่อนจะเว้นวรรคคำพูดของตัวเองไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “แต่กูไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้กูรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม”

 

            “กูเข้าใจ” ยงกุกเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทุกคนเงียบลงเพราะไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

 

            “ไม่ มึงไม่เข้าใจกูหรอกยงกุก” ดงโฮว่าเขาส่ายหน้าเบาๆ แต่ยงกุกก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเองแล้วมาหย่อนกายนั่งลงข้างๆ กับอีกฝ่าย

 

            “เออกูไม่เข้าใจมึง แต่กูเข้าใจสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น”

 

            “อะไรของมึงวะ”

 

            “ก็กูหมายถึงกูเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมึงกับน้องไง” ยงกุกตอบ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกไปดงโฮก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

            “กูรู้ว่ามึงกับจินยองอาจจะมีเรื่องแบบนี้ให้กังวลเหมือนกู แต่สถานการณ์ตอนนี้กูว่ากูแย่กว่ามึงเยอะว่ะ”

 

            “ทำไมมึงพูดงี้ว่ะ ใจเย็นๆ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นเว้ยมึง” เป็นแดเนียลที่เริ่มเข้ามาปราม เพราะดงโฮเหมือนจะพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไป

 

            “คือกูเห็นด้วยกันไอ้หมานะ มึงใจเย็นๆ ก่อน” ซังกยุนเสริม

 

            “แม่งเอ๊ย” ดงโฮสบถ แล้วทิ้งตัวลงกับพนักพิงของโซฟา ก่อนจะตัดพ้อขึ้นอีกครั้ง “พวกมึงคิดดูนะ กูแม่งรักน้องจะตาย พยายามทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้เจอน้อง แต่น้องแม่งไม่เคยพยายามทำงานให้เสร็จไวๆ เหมือนกูบ้างเลย ไปกินเลี้ยงกับพวกรุ่นพี่ก็ลืมกูไปเลย ไม่โทรไม่ส่งข้อความมา ป่านนี้ไม่รู้ว่าเป็นไงบ้าง ว่าก็ว่าเถอะบางทีแม่งกูก็อดคิดไม่ได้ว่าน้องรักกูเหมือนที่กูรักน้องบ้างป่ะวะ โอ๊ย! มึงตบกูเพื่อ”

 

            “ตบให้มึงเลิกเพ้อเจ้อ” ยงกุกตอบแล้วปัดมือของตัวเอง “เลิกคิ้วอะไรส้นตีนๆ แบบนั้นสักที”

 

            “เหี้ยนี่ยิ่งโตสมองยิ่งหด” ซังกยุนว่าแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาขยับซ้ายขวาเป็นเชิงว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้

 

            “คืองี้นะพูดก็พูดเลยตรงๆ มึงอ่ะคิดตื้นไปนะดงโฮ” ยงกุกเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง เขาขยับกายนั่งหันหน้าเข้าหาเพื่อนสนิทแล้วเริ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ใจคอมึงจะให้น้องมันมาทำทุกอย่างให้เหมือนมึงได้ดั่งใจมึงไม่ได้ น้องมันโตแล้ว มันไม่ใช่เด็กแล้ว สังคมมึงกับสังคมน้องมันไม่เหมือนกัน และมันก็ไม่มีวันจะเหมือนกันด้วย”

 

            “อ่าฮะ”

 

            “อ่าฮะนี่คือมึงเข้าใจที่ยงกุกมันพูดใช่ป่ะวะ” แดเนียลถาม

 

            “กำลังพยายามเข้าใจ” เขาตอบ

 

            “เออมึงต้องใช้ความพยายาม มึงจะให้ความนอยด์แดกนี่ทำให้มึงคิดอะไรส้นตีนๆ แบบนั้นไม่ได้ ถ้าบอกว่าน้องไม่รักมึงนี่สู้บอกว่าไอ้ปาก้าเลิกกากแล้วยังน่าเชื่อกว่า”

 

            “อ้าวกูลืมอัดเสียงไปให้มันฟัง”

 

            “เดี๋ยวเถอะซังกยุนมึง”

 

            “มึงอยู่กับน้องจนเคยชินว่าน้องจะต้องเหมือนเดิม แต่มึงก็รู้ว่าสังคมมหาลัยบางทีมันก็ส้นตีน น้องมันก็ต้องโตขึ้น อะไรหลายๆ อย่างมันก็ต้องเปลี่ยนไป มึงจะมายึดติดแค่ความคิดมึงคนเดียวไม่ได้หรอก กูว่าน้องมันก็พยายามจะเคลียร์งานแล้ว มึงเข้าใจใช่ไหม มึงลองนึกถึงตัวเองตอนนั้นดู” ยงกุกร่ายยาวอีกครั้งก่อนจะโบกลงกลางกบาลเพื่อนรักที่นั่งนิ่งเหมือนคนวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว

 

            “มึงยังฟังกูอยู่ใช่หรือไม่?” ยงกุกถามย้ำอีกครั้งเมื่อเขาไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับมา

 

            “อ่าฮะฟังอยู่” ดงโฮตอบ “กูแค่กำลังรู้สึกผิด”

 

            “เรื่องมันแย่เพราะมึงคิดไปเองคนเดียวเว้ย มึงลองคุยกับน้องดูหรือยัง บ่นให้น้องมันฟังบ้างหรือฟังน้องมันบ่นบ้าง บางทีอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะ” แดเนียลเสนอ เพระเขาเองก็ใช้วิธีนี้มาเหมือนกัน

 

            “กูจะลองดู”

 

            “เออดี เรื่องมันไม่ได้ร้ายแรงอะไร กูไม่อยากให้พวกมึงต้องทะเลาะกัน” ยงกุกว่าก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟากลางห้อง แล้วเอ่ยขึ้นต่อว่า “เสือกเสร็จแล้วก็แยกย้ายทำงานครับเพื่อนๆ เดดไลน์ตอนไหนไหนตอบให้ชื่นใจหน่อยสิ”

 

            “ส้นตีน!!!!

 

            แล้วเสียงทั้งสามคนก็พร้อมใจกันเข้าสู่บ้องหูของคิมยงกุกกันอย่างมิได้นัดหมาย

 

            “ไอ้พวกเวร!!!!

 

           

 

 

           

 

TBC

           

           

 

           

 

TALK TALK TALK

            เป็นตอนของพี่เสือล้วนๆ เลย 5555555 กลัวว่ามันจะดราม่า เฮ้ยยยย มันก็ไม่ดราม่านะ ในหัวคือไม่ได้ดราม่าเลย แค่จะมาเขียนชีวิตรักในมุมมองของพี่แกบ้างหลังจากที่ภาคที่แล้วอ่านในมุมของหนูหวีไปแล้ว พี่แกรักน้องนะ ถึงจะติดขี้แกล้งไปหน่อย เป็นคาแรคเตอร์ที่อยากจะฉีกจากความโหดของพี่เลย ตอนแรกกะไว้ว่าจะเขียนประมาณสามตอน แต่ตอนนี้คิดว่าอาจจะจบภายในสี่ตอนแทน 555555555555

            พูดคุยกันได้ที่เดิมที่ #ficBxB101 นะคะ ><

 

           

 

                         

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,026 ความคิดเห็น

  1. #2949 biw18940 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:58
    เป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่นะ ต่างคนต่างยุ่งกับงานตัวเอง ขอแค่ยังรักและยังเชื่อว่าอีกฝ่ายยังรักตัวเองเหมือนกัน แค่นี้ก็พอแล้ว
    #2,949
    0
  2. #2738 13161212 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 01:41
    เนี้ยไงๆ งอแงมากอ่ะ จริงๆคืออยากอยู่กับน้องตลอดเวลาไง
    #2,738
    0
  3. #2643 mmmmay2311 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 10:44
    เห็นพี่งอแงแบบนี้ใจน่องบ่ใจเลย น่องเป็นห่วงพี่เด้ออออออออ
    #2,643
    0
  4. #2629 ctttmo (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 17:10
    โอ๊ยพี่เสือไม่งอแงดิ รอน้องหน่อยนะฮือออออ /เอาจริงเหมือนเห็นตัวเองอยู่ในเรื่องเลยอะ แต่ไม่ใช่แบบแฟนนะ คือนี่ผิดนัดกับแก๊งเพื่อนซี้ม.ปลายบ่อยมากเพราะติดงานคณะอะ รู้สึกผิดเลย 55555
    #2,629
    0
  5. #2625 rewko_cyp (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 14:39
    พี่เสืองอแงน่ารักเวอร์55555 พี่เสือต้องสู้นะ โอเคมั๊ยย
    #2,625
    0
  6. #2623 Nntt14 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 09:35
    พี่ดงโฮน้อยใจน้องหรออออออออออออ 555555555
    น่าสงสารรรร รอนะคะไรท์เราทีมแบคฮวี ดีใจมากที่ยาว55555555 ขอบคุณค่า
    #2,623
    0
  7. #2622 PoNe239 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 07:23
    พี่ดงโฉน่าเอนดูเว่อ5555555555555 และในส่วนเรื่องแม่ไม่ปลื้มของพิยองมินนั้นน่าติดตามมากค่ะ ขอผันตัวเป็นพันทิปนะคะ อะไรเหรอ ปักหมุดรอ📍📍
    #2,622
    0
  8. #2620 pimexofan (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 22:19
    ใจหายหมด เคลียร์กันดีๆค่ะพรี่ๆ
    #2,620
    0
  9. #2619 moji-eb (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 13:26
    เอ็นดู๊ววววว ยิ่งโตยิ่งขี้น้อยใจนะเราอะ 55555555555555555 แต่เข้าใจแหละเพราะว่าไม่ได้คุยกันด้วยอะไรๆก็เลยเป็นแบบนี้ ยังไงก็ควรลองคุยกันจะได้ปรับให้มันเข้ากันเนอะ
    #2,619
    0
  10. #2617 kulmint (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 12:55
    ตามมาเอ็นดูพิเสืออีกตอน เราอาจจะชินกับความรักใสๆวัยเรียนของน้องกับพี่ พอโตขึ้นความซับซ้อนของการใช้ชีวิตมันมากขึ้น เอาใจช่วยให้พี่จ๋าอ้อนน้องนะ อิอิ
    #2,617
    0