'BOY & BOY' ♥ SF/OS Produce101 Store

ตอนที่ 12 : ✚ Seoul Lonely :: Im Youngmin x Jung Sewoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,060
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    16 มิ.ย. 60

Seoul Lonely

Im Youngmin x Jung Sewoon

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ท้องฟ้าคืนนี้ดูสวยกว่าทุกวัน ดวงดาวที่เป็นประกายระยิบระยับราวกับว่ากำลังต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง แต่ดูเหมือนว่าจอง เซอุนจะไม่ได้รับรู้ถึงการมาเยือนของเทศกาลนั้นสักเท่าไหร่ เขาเงยหน้ามองมันด้วยรอยยิ้มก่อนที่มุมปากทั้งสองข้างจะกลับสู่ที่เดิม รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้าของเขา พร้อมกับความทรงจำที่ไหลเข้ามาในห้วงความคิดอย่างห้ามไม่ได้ ดวงตาที่ทอดมองผืนท้องฟ้ายามค่ำคืนค่อยๆ หม่นหมองลง

            ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์ห้าเปอร์เซ็นที่บั่นทอนความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขา แต่เซอุนกลับรู้สึกว่าความทรงจำพวกนั้นต่างหากที่ทำให้เขาไม่สามารถบังคับร่างกายได้

            แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว ห้องพักบางห้องก็ปิดไฟต้อนรับความเหงาที่ค่อยๆ เข้ามาอยู่เคียงข้างในเวลาแบบนี้ เซอุนก้มลงมองกระป๋องเบียร์ที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะไล่สายตามองไปยังถนนตรงหน้าที่ร้างผู้คน แสงไฟจากมินิมาร์ทด้านหลังเขานั้นทำให้เซอุนรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เขาที่ต้องอดทนให้ผ่านคำคืนนี้ไป

            อย่างน้อยพนักงานในมินิมาร์ทคนนั้นก็ยังอยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืน...

             คนตัวเล็กเลื่อนมือไปหยิบกระป๋องเบียร์นั้นขึ้นมา ก่อนจะยกมันขึ้นกระดกของเหลวที่เหลืออยู่น้อยนิดด้านในลงคอ รสชาติขมปร่าที่ติดอยู่บนปลายลิ้นมันเทียบไมได้เลยกับสิ่งที่เขาต้องพบเจอในชีวิตช่วงนี้

            จอง เซอุนเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ เมื่อเทียบกับโลกใบนี้ ใครๆ ต่างก็บอกว่าเขาน่ะมันพวกหัวดื้อ ชอบฝืนโชคชะตาของตัวเอง แต่กลับกันเซอุนกลับคิดว่านิสัยของเขาน่ะ คือการไม่ยอมแพ้ต่อทุกสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ต่างหาก บางครั้งเขาจึงต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นหน่อย คนรอบข้างเขาบางคนก็เลือกที่จะยอมแพ้ จนบางครั้งเซอุนก็รู้สึกว่าเส้นทางที่เขาเคยมีเพื่อนร่วมเดินนั้นมันกำลังว่างเปล่า มีเพียงแค่เขาที่ยังคงเดินหน้าต่ออยู่เพียงลำพัง

            ต่อให้เป็นเส้นทางของความฝัน แต่บางครั้งมันก็เหงาและเปล่าเปลี่ยวจนรู้สึกวูบโหวง

            “เฮอะ” สบถออกมาเมื่อพบว่ากระป๋องเบียร์ในมือมันว่างเปล่าแล้ว เซอุนหันไปทางซ้ายแล้วโยนกระป๋องเปล่าในมือลงถังขยะ

            “เยส!” แล้วก็ร้องออกมาเบาๆ เมื่อเขาโยนมันลงถังสำเร็จ ก่อนจะหันกลับมามองถนนและท้องฟ้าตรงหน้าต่อ เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว เขาไม่รู้ว่าคนเราใช้เวลาไปสำหรับเบียร์หนึ่งกระป๋องกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง เซอุนไม่รู้เลย

            เมื่อมือทั้งสองข้างว่างเปล่า เซอุนก็ยกมันขึ้นมาลูบที่ท่อนแขนของตัวเองเพื่อบรรเทาความหนาว นึกโทษตัวเองในใจที่ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ออกมา มีเพียงแค่เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์เข้ารูปเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายของเขาอยู่ในตอนนี้

            เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าค่ำคืนที่โซลจะสามารถเหงาและหนาวได้ขนาดนี้

            ราวกับว่าเมื่อต้องยืนอยู่เพียงลำพังแล้ว ความรู้สึกพวกนั้นกลับทวีคูณขึ้นมาก่อนจะถาโถมเข้าใส่เขา

            ในตอนนั้นเซอุนอยากจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแล้ววิ่งกลับบ้านให้เร็วที่สุด

            เขาอยากจะล้มเลิกทุกอย่าง ปล่อยให้ความฝันเป็นเพียงแค่ความฝันต่อไป แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่ไม่ต้องฝืนโชคชะตาของตัวเอง

            แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็คงเป็นเพียงแค่ความคิด

            รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม รอยยิ้มนั้นไม่ยินดีกับความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว หากแต่กำลังเย้ยหยันว่าเขาเป็นแค่คนขี้แพ้คนนึงเท่านั้น

            เขาไม่รู้ว่าท้องฟ้าที่โซลกับที่บ้านของเขาจะสวยเหมือนกันไหม

            เขาไม่รู้ว่าอากาศที่โซลกับที่บ้านของเขาที่ไหนจะหนาวกว่ากัน

            แต่ที่แน่ๆ เขารู้ว่าที่โซลมันเหงากว่าที่บ้านของเขาเป็นเท่าตัว

          “คุณครับ”

              แต่แล้วเซอุนกลับต้องหลุดออกจากภวังค์เมื่อโสตประสาทของเขาได้ยินเสียงเรียกจากใครบางคน เซอุนกลับไปมองตามต้นเสียง ก่อนจะพบว่าพนักงานคนเดิมที่ยื่นเงินทอนให้กับเขาเมื่อสองชั่วโมงก่อนกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าร้าน

            “เรียกผมเหรอครับ?” ถามออกไปแล้วก็ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

            “คุณนั่นแหละครับ” พนักงานคนนั้นตอบ ก่อนจะส่งรอยยิ้มกว้างราวกับเป็นสัญลักษณ์รับรองความเป็นมิตรส่งมาให้กับเขา แล้วเอ่ยขึ้นต่อ “เข้ามานั่งในร้านก็ได้นะครับ ข้างนอกมันหนาว เดี๋ยวจะแข็งตายไปซะก่อน”

            “คือ...”

            “เดี๋ยวผมเลี้ยงรามยอนก็ได้ครับ”

            เซอุนขมวดคิ้วในทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจบ เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ มาจากพนักงานคนนั้น

            “เข้ามาทานอะไรอุ่นๆ ในนี้เถอะครับ” ว่าจบแล้วก็ส่งยิ้มมาให้เขาอีกครั้ง พร้อมกับเดินเข้าไปในร้าน

            ในตอนนั้นเซอุนเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาถึงได้หยัดกายลุกขึ้นเดินตามพนักงานคนนั้นเข้าไปในมินิมาร์ท แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวพ้นขอบประตูดี เขาก็ได้กลิ่นของรามยอนลอยมาแตะที่ปลายจมูก เซอุนขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้งอย่างนึกสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป แล้วเดินไปนั่งลงที่บาร์เล็กๆ ภายในร้าย มองถ้วยรามยอนสีแดงที่ถูกวางอยู่ตรงหน้าสองถ้วยแล้วเงยหน้ามองคนข้างๆ

            ดูเหมือนว่าจะเป็นพนักงานคนเดียวของร้านซะด้วยสิ

            “ขอบคุณมากนะครับ แต่เดี๋ยวผมจ่ายค่ารามยอนคืนให้คุณดีกว่า” เซอุนว่าแล้วหยิบกระเป๋าเงินของตัวเองออกมาเพื่อจะจ่ายเงิน

            แต่คนตัวสูงตรงหน้ากลับรั้งข้อมือของเขาไว้แล้วส่ายหน้าเบาๆ

            “จ่ายด้วยอย่างอื่นได้ไหมครับ?”

            เมื่อถูกถามแบบนั้นเซอุนก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยเป็นรอบที่สอง แล้วพนักงานตรงหน้าเขาก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง

            “จ่ายด้วยเรื่องเศร้าในชีวิตของคุณได้ไหม?”

            ยิ่งได้ยินแบบนั้นเซอุนก็ยิ่งไม่เข้าใจ ในดวงตาของเขามันเต็มไปด้วยความสับสน คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเขา เซอุนไม่เข้าใจคนตรงหน้าเลยว่ามีจุดประสงค์อะไรและต้องการอะไรจากเขากันแน่

            “ทำไมต้องทำหน้าเหมือนผมน่ากลัวขนาดนั้นด้วย” ว่าติดตลกออกมา แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เซอุนรู้สึกสบายใจขึ้นเลยสักนิด

            “ก็คุณ...” เซอุนช่างใจเล็กน้อยว่าจะพูดออกไปดีไหม เขาเหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนตรงหน้าแล้วจึงตัดสินใจพูดมันออกไป “คุณเป็นคนแปลกๆ”

            “แปลก?”

            “ใช่ แปลก”

            “คุณต่างหากที่แปลก” ว่าไปพลางเลื่อนเก้าอี้ออก แล้วหย่อนกายนั่งลงด้านข้างกับคู่สนทนา เขาทอดสายตามองคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ “คนอะไร เบียร์กระป๋องเดียวนั่งกินตั้งสองชั่วโมง แถมนั่งอยู่หน้าร้านผมไม่ไปไหนด้วย”

            เซอุนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากยกมือขึ้นมาเกาปลายจมูกของตัวเองแก้เขินเบาๆ เท่านั้น สารภาพเลยว่าตอนนั้นเองเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็นั่งไปตามประสาคนที่มีเรื่องไม่สบายใจ แต่เขาไม่คิดเลยว่าจะมีใครคอยมองดูเขาอยู่จากในมินิมาร์ทแบบนี้ด้วย

            “คนปกติไม่มีใครเขาทำกันหรอก นอกจากคนที่กำลังไม่สบายใจ”

            ราวกับอ่านใจได้... เซอุนหันมองคนข้างๆ ที่ดูเหมือนจะมีพลังวิเศษจำพวกนั้นอยู่ในตัวเองแล้วก็ลอบถอนหายใจออกมา

            “อยู่โซลคนเดียวมันเหงาใช่ไหมครับ?”

            ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไรออกไป เซอุนก็เป็นฝ่ายถูกถามก่อน เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปในทันที นอกจากพยักหน้าเบาๆ แล้วเบนสายตามองออกไปยังนอกร้าน ทอดสายตามองถนนและท้องฟ้าที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากมีแผ่นกระจกใสมาคั่นกลางและคนข้างๆ เขาเท่านั้น

            เซอุนเคยได้ยินมาว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ระบายความในใจให้คนไม่รู้จักฟัง แลกเปลี่ยนปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างเจอ แต่เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะเข้ามายืนอยู่ในจุดนั้น เขาคิดว่าบางครั้งพระเจ้าก็ไม่ได้ใจร้ายกับเขามากเกินไป อย่างน้อยก็ยังส่งใครบางคนเข้ามาอยู่กับเขาในช่วงเวลาที่เหงาที่สุดของชีวิต

            และนั่นเป็นครั้งแรกที่เซอุนยอมพูดเรื่องของตัวเองกับคนแปลกหน้า

            “คุณว่าในโซลมีคนที่กำลังเหงาอยู่กี่คนกัน?”

            “อย่างน้อยตรงนี้ก็...สองคน

             เมื่อสิ้นคำพูดนั้นพวกเขาต่างก็หลุดหัวเราะออกมา พวกเขามองหน้ากันและกันผ่านเงาสะท้อนของกระจกที่เลือนราง เซอุนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองหน้าอีกฝ่าย เขาไม่รู้ว่ามันเป็นอิทธิพลทางความรู้สึกหรือเปล่าที่เวลาได้มองรอยยิ้มนั้นทีไร เขาก็รู้สึกอยากจะยิ้มตามไปด้วยทุกครั้ง

            “แล้วทำไมคุณถึงเหงาเหรอ? หรือคิดถึงบ้าน?”

            เป็นอีกครั้งที่เซอุนรู้สึกว่าคนข้างๆ ต้องมีพลังวิเศษในการอ่านใจของเขาแน่ๆ คนถูกถามละสายตาออกจากเงาสะท้อนของอีกฝ่าย แล้วก้มหน้ามองถ้วยรามยอมที่วางอยู่ตรงหน้าแทน

            “ใช่ ผมคิดถึงบ้าน” ตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ “ผมแค่คิดว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะกับที่นี่”

            “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”

            คนถูกถามเงยหน้าขึ้นหันมองคู่สนทนาข้างๆ แม้ใบหน้าของเขาจะมีรอยยิ้มอยู่ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ได้ยิ้มตามเลย

            ในทางกลับกัน ดวงตาคู่นั้นดูเศร้ามากกว่าตอนไหนๆ

            “เพราะผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้มันเหมาะกับผมหรือเปล่า ผมขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ผมกังวลเกี่ยวกับอนาคตข้างหน้าถ้าหากว่าผมทำได้ไม่ดีเท่าที่หวั...”

            คำพูดของเซอุนถูกหยุดลงเพียงแค่นั้น เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงฝ่ามือของคนด้านข้างที่เลื่อนขึ้นมาวางบนศีรษะ ก่อนจะลูบมันเบาๆ อย่างอ่อนโยน พร้อมกับสายตาที่ทอดมองมา

            ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เซอุนนั่งนิ่งและเลือกที่จะไม่ปฏิเสธการกระทำของอีกฝ่าย เขาเงยหน้ามองดวงตาที่เป็นประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าคู่นั้น จู่ๆ ความคิดทั้งหมดในหัวของเขาก็จางหายไป เพียงแค่ได้รับสัมผัสจากปลายนิ้วของอีกฝ่าย

            “เล่าต่อสิ”

            เสียงทุ้มนั่นเรียกสติของเซอุนกลับมา เขายกมือขึ้นมาเกาปลายจมูกของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มจ่ายค่ารามยอนถ้วยนั้นด้วยเรื่องเศร้าในใจของเขา

            “ผมรู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่ตัวเองพยายาม เหมือนผมดันทุรัง ผมต้องดรอปเรียนไปหนึ่งปีเพื่อค้นหาตัวเองทำให้ต้องเรียนจบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน มันเหมือนเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผมต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดี แต่ผลสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่ผมคิด”

            เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เซอุนก็หลับตาลงคล้ายกับว่ากำลังพยายามกลั้นความรู้สึกแย่ๆ ที่ถาโถมเข้ามา นั่นทำให้เขารู้สึกจุกจนพูดไม่ออก

            “ค่อยๆ เล่านะ” แต่คนด้านข้างเขากลับเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับลูบศีรษะคล้ายว่ากำลังปลอบประโลมเข้าอยู่

            “ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไร” ปฏิเสธแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “ทำไมต้องกดดันตัวเองขนาดนั้นด้วยล่ะ แค่ได้เรียนได้ทำในสิ่งที่ชอบก็พอแล้ว ถ้าทำมันดีที่สุดก็ไม่เห็นต้องมีอะไรให้เสียใจเลย”

            “พูดมันก็ง่ายนะ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันก็ยาก” เซอุนว่า นั่นทำให้คนข้างๆ ยกยิ้มขึ้นแทนคำพูด เขาจึงเอ่ยขึ้นต่อ “ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครกดดันจนต้องฆ่าตัวตายหรอกจริงไหม”

            “ชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นสักหน่อย”

            “ชีวิตคนเรามันเหมือนกันซะที่ไหน”

            เชื่อเถอะว่าถึงจะสวนกลับไปอย่างทันควันแบบนั้น แต่เซอุนก็ไม่ได้คิดจริงจังหรือใส่อารมณ์เลย ซ้ำทั้งเขายังหันไปมองเจ้าของมือบนศีรษะแล้วลอบยิ้มออกมาอีก

            “เรื่องเศร้าคุณมีแค่นี้เหรอ?” แล้วก็ถามออกไปเมื่อเห็นว่าดวงตาคู่นั้นเริ่มยิ้มตามรอยยิ้มบนใบหน้าแล้ว

            “จริงๆ มีอีกเยอะ แต่ไม่อยากเล่าแล้ว”

            “ยังไม่พอค่ารามยอนเลยนะ” ไม่ว่าเปล่าแล้วยังชี้ไปยังถ้วนรามยอนสีแดงที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเส้นของมันจะอืดจนกว่าจะกินได้แล้ว

            “เรื่องเศร้าในชีวิตผมมันไม่น่าสนใจหรอก ก็แค่เด็กคนนึงที่เหนื่อยกับชีวิตในเมืองเลยอยากจะกลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบหรือรับแรงกดดันเยอะๆ บางทีก็คงดีเหมือนกัน แต่ผมคงโชคร้ายไปหน่อยที่ยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้”

            “ไม่เคยได้ยินเหรอว่ามักจะมีความโชคดีในโชคร้ายน่ะ”

            เซอุนไมได้ตอบอะไรกลับไป เขามองหน้าเจ้าของคำพูดนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ก่อนจะลอบยิ้มออกมาหลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

            “บางทีคืนนี้อาจจะเป็นคืนโชคดีของคุณก็ได้”

            แล้วเซอุนก็หลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าการได้พูดเรื่องที่ไม่สบายใจออกไปมันช่วยแบ่งเบาภาระของหัวใจได้มากขนาดไหน บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าตัวเองแบกอะไรไว้บนบ่าเยอะเกินความจำเป็น การที่มีคนมาช่วยยกความรู้สึกพวกนั้นออกจากบ่าเล็กๆ คู่นี้ก็ดูไม่เลวเหมือนกัน

            อาจจะฟังดูประหลาดไปนิด แต่เขาเองก็เชื่อว่าคืนนี้คงจะเป็นคืนโชคดีในความโชคร้ายของเขาจริงๆ

            “คราวนี้ผมถามคุณกลับบ้างได้ไหม?” เซอุนเอ่ยขึ้น แน่นอนว่าคนข้างๆ เขาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

            “ถามมาสิ”

            “คุณบอกว่าตรงนี้มีคนเหงาสองคน ถามได้หรือเปล่าว่าทำไมคุณถึงเหงา”

            คนถูกถามหลุดหัวเราะออกมา เขาละมือออกจากศีรษะทุยๆ นั่นแล้วยกมันขึ้นท้ายทอยของตัวเองเบาๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหมือนกับเมื่อห้านาทีก่อน แต่ทว่ารอยยิ้มในครั้งนี้กลับทำให้คนที่นั่งมองอยู่รู้สึกต่างกันกับก่อนหน้านี้

            “ทำไมผมถึงเหงางั้นเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ดวงตาที่เป็นประกายนั้นหลุบมองพื้นเคาน์เตอร์บาร์ราวกับว่ากำลังหลบสายตาของคู่สนทนา ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อด้วยเสียงที่แผ่วเบาลงกว่าเดิม

“เพราะผมไม่มีใคร”

 

 

 

           

------------- Seoul Lonely -------------

 

 

 

            “อ้าว! พี่ยองมินมาทำอะไรตรงนี้”

            เสียงเรียกนั้นฉุดความสนใจของชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ให้หันไปมอง เด็กหนุ่มที่มาใหม่เลิกคิ้วขึ้นสูงพลางมองหน้าทั้งสองคนสลับไปกันมา ดวงตาคู่นั้นแสดงออกถึงความสงสัยอย่างไม่ปิดบัง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไรต่อ เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกก่อนหน้านั้นก็เอ่ยตอบขึ้นมา

            “มาเฝ้าร้านแทนอูจิน เมื่อคืนมันไม่สบายเลยไล่ให้กลับบ้านไป”

            “อ๋อ” ลากเสียงยาวในลำคอ ก่อนจะเอ่ยถามความสงสัยออกไปอีกครั้ง “แล้วพี่ไปเอาชุดพนักงานมาใส่ทำไม?”

            ยองมินไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากไหวไหล่เล็กน้อย เขาโบกมือไล่รุ่นน้องที่เข้ามาทำงานเปลี่ยนกะ ก่อนจะหันไปหาคนด้านข้างเมื่อได้ยินคำถามจากอีกฝ่าย

            “คุณไม่ได้เป็นพนักงานที่นี่เหรอ” เพราะอยู่ด้วยกันมาทั้งคืนแล้วทำให้เริ่มที่จะสนิทกันในระดับนึง เซอุนจึงเอ่ยถามออกไป

            คนถูกถามยิ้มแห้งๆ เขายกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยของตัวเอง แล้วหลบสายตาของคู่สนทนา

            “ผมเป็นลูกเจ้าของร้าน”

            ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นเซอุนก็หลุดขำออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้นึกโกรธหรือหงุดหงิดใจอะไร ที่ทำให้เขาเข้าใจผิดมาตั้งนานว่าคนข้างๆ เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านมินิมาร์ทนี้ ที่สำคัญเมื่อคืนเขาดันเผลอชมไปแล้วซะด้วยสิว่าเป็นคนขยันที่รับทำงานกะดึก

            ให้ตายเถอะ

            “ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน ผมว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร” ยองมินว่าแล้วส่งยิ้มแห้งๆ พร้อมคำตอบกลับไป นั่นทำให้เซอุนมองหน้าเขานิ่ง จนคนตัวสูงนึกใจเสียเล็กน้อย

            “ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลย” เซอุนตอบกลับไปแล้วยกยิ้มขึ้น จนดวงตาทั้งสองข้างนั้นยิ้มตามรอยยิ้มบนใบหน้าของตัวเองแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าของยองมินก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันที่ทำให้เขารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

            หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก แม้บรรยากาศตอนนี้จะตกอยู่ในความเงียบ ทว่ากลับไร้ซึ่งความอึดอัดใดๆ ที่ก่อตัวขึ้น

            น่าแปลก...

            มันเป็นบรรยากาศที่แปลกประหลาดระหว่างคนสองคนที่รู้จักกันเพียงข้ามคืน

เซอุนละสายตาออกจากใบหน้าของคนข้างๆ เขาก้มลงมองถ้วยรามยอนที่ยังไม่ได้กินสักคำนั่นแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เมื่อคืนพวกเขาพูดคุยกันด้วยเรื่องอะไรบ้าง เซอุนแทบจะจำไม่ได้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เพียงห้าเปอร์เซ็นในร่างกายของเขา แต่เซอุนคิดว่ามันผลพวงมาจากการทำงานที่หนักเกินไปของก้อนเนื้อข้างซ้าย

            หัวใจของเขามันเต้นผิดปกติ ในบางครั้งที่มองหน้าคนข้างๆ แล้วก็เผลอนึกกลัวว่ามันจะเต้นแรงจนอีกฝ่ายได้ยินหรือเปล่า

            แต่เชื่อเถอะว่าไม่ใช่แค่เซอุนเพียงคนเดียวที่กังวลกับเรื่องนั้น

             “ค..คือนี่ก็เช้าแล้วนะ คุณไม่กลับบ้านเหรอ เอ่อไม่สิ...หอพักคุณ”

            “หอพักผมอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นตึกนั่นไหม ห้องผมอยู่ชั้นสาม” เซอุนตอบกลับแล้วชี้ตึกเก่าๆ ด้านหน้าในอีกฝ่ายดู  

            ยองมินมองตามปลายนิ้วนั่นแล้วพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง เมื่อความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในห้วงความคิด

ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าพวกเขาอยู่ใกล้กันมาโดยตลอด บ้านของยองมินอยู่ถัดไปจากมินิมาร์ทเพียงไม่กี่ก้าว ใครจะไปรู้บางทีอาจจะเดินสวนกันในวันที่เหม่อลอย หรือสบตากันหน้าแคชเชียร์ในวันที่ไม่รู้จักกัน

พวกเขาไม่ได้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงแค่ไม่ได้สนใจกันก็เท่านั้น

            “ผมว่าผมกลับไปนอนก่อนดีกว่า ชักจะง่วงนอนแล้วสิ” เซอุนเอ่ยขึ้นแล้วยืดแขนของตัวเองขึ้นเพื่อไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งตรงนี้มาทั้งคืน

            “นอนตอนนี้เดี๋ยวคืนคุณก็นอนไม่หลับหรอก”

            “ถ้านอนไม่หลับผมออกมานั่งเล่นตรงนี้ได้ไหม”

            ยองมินไม่ได้ตอบคำถามนั้นกลับไปในทันที เขายกยิ้มขึ้นอีกครั้งไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่หลังจากที่ได้พูดคุยกับคนข้างๆ

            “ได้สิ” แล้วจึงตอบกลับไป พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางเก็บถ้วยรามยอนที่ยังไม่ได้พร่องลงไปเลยเลยสักนิดทิ้งลงในถังขยะด้านหน้าของร้านโดยมีเซอุนเดินตามออกมาไม่ห่าง คล้ายกับว่าเขาจะเดินออกมาส่งคนข้างๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ...ยองมินรู้สึกแบบนั้น

            รองเท้าผ้าใบสีขาวหยุดลงที่หน้าร้าน เช่นเดียวกับเซอุนที่ยืนอยู่ด้านข้างเขา ยองมินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขาเพิ่งจะมานึกได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่ออีกฝ่ายเลย แถมก่อนหน้านี้ดงฮยอนที่เพิ่งเข้ามาเปลี่ยนกะงานก็เรียกชื่อเขาไปแล้วด้วย แต่จะมาให้แนะนำตัวกันใหม่มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

            ทั้งที่เมื่อคืนก็คุยกันจนถูกคอแล้วแท้ๆ

            “คือคุณ..”

            “นี่คุณ...”

            สองเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่จะเกิดความเงียบงันระหว่างพวกเขาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมา ยองมินผายมือเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายพูดก่อน เซอุนหัวเราะต่ออีกสักเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเอ่ยขึ้น

            “ขอบคุณนะสำหรับทุกอย่างเมื่อคืนนี้”

            ยองมินพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้น แล้วยืนมองรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่าย มันเป็นรอยยิ้มที่เรียบง่ายแต่กลับทำให้คนมองอย่างเขายิ้มตามได้อยู่ตลอดเวลา

            เขาคิดไว้แล้วไม่มีผิด เขาว่าแล้วว่าใบหน้าของคนที่เดินมาซื้อเบียร์ไปหนึ่งกระป๋องเมื่อคืนนี้ไม่เหมาะกับความเศร้าเลยสักนิด พอยิ้มแบบนี้แล้ว...

            ถึงจะเป็นอันตรายต่อหัวใจยังไง แต่ก็ยังอยากจะให้ยิ้มแบบนี้ต่อไปนานๆ

            “ถ้างั้นผม เอ่อ..ผมไปก่อนนะ” เซอุนว่าแล้วชี้นิ้วไปยังฝั่งตรงข้ามเดินย้อนไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อข้ามทางม้าลาย เขาหันมาโบกมือลาคนตัวสูงตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยืนรอสัญญาณไฟจราจรสำหรับคนข้ามถนนให้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว

            แต่ยังไม่ทันที่เซอุนจะได้ก้าวออกไป เขากลับถูกรั้งข้อมือไว้ด้วยแรงจากใครบางคนก่อนจะหันมองตามแรงรั้งนั่น รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้งเมื่อพบว่าเจ้าของมือข้างนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย เป็นพนักงาน...อ่า ไม่สิ ลูกเจ้าของร้านมินิมาร์ทคนนั้น

            คนที่อยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืนในคืนที่เหงาที่สุด

            โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ จึงไม่ค่อยมีผู้คนออกมาพลุ่กพล่านสักเท่าไหร่นัก หน้าสัญญาณข้ามถนนเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีแดงอีกครั้ง แต่เซอุนก็ไม่ได้นึกหงุดงหงิดใจ บริเวณนั้นมีแค่พวกเขาสองคนที่ยืนอยู่ เซอุนมองคนตรงหน้าที่กำลังปล่อยมือออกจากข้อมือของเขาแล้วก็ระบายยิ้มออกมาบางๆ

            เขาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของอีกฝ่าย

            แต่ภายใต้ความสับสนนั้นกลับไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าใจ

            “คุณว่าในโซลเช้านี้มีคนที่เหงาอยู่ทั้งหมดกี่คน?”

            คำถามนั้นทำให้เซอุนยิ้มกว้างออกมา ในตอนนั้นเขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังทำงานอย่างหนัก คำถามที่คล้ายคลึงกับเมื่อคืนนี้มันคงจะหาคำตอบได้ไม่อยากสักเท่าไหร่ ทั้งที่เดิมทีแล้วมันเป็นความสงสัยของเขา แต่น่าแปลกที่ในตอนนี้เซอุนกลับรู้คำตอบของมันเป็นอย่างดี

            .

            .

            .

            “อย่างน้อยตรงนี้คนเหงาก็ลดลงไปแล้ว...สองคน

             

 

           

 

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

TALK TALK TALK

            อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก // มือหงิก // อยากเขียนแนวนี้มานานแล้ว แต่ความใจบาปมันบังตา ก่อนหน้านี้คือร่างอวตาร นี่คือร่างจริงค่ะ ใสใสฟิลกู๊ดแบบนี้นี่แหละ ความบาปก่อนหน้าเป็นนังคนนู้นค่ะ // ปิดตาชี้ // เอาจริงๆ พล็อตนี้ได้มาจากตัวเองแท้ๆ เลย แต่ชีวิตจริงไม่มีพิยองมินในมินิมาร์ทนะคะ มีแต่พนักงานเซเว่นออกมาไล่ให้กลับหอ 55555555555 os เรื่องนี้เกิดจากประโยคแค่สองประโยคนั้นแหละค่ะ ไม่มีอะไรเลยแค่อยากเขียนสองประโยคที่ถามเรื่องคนเหงาเฉยๆ อ้าว กลายมาเป็น os เฉยเลยยยยย เป็นอีกคาแรคเตอร์นึงที่คิดว่าเหมาะกับพิยองมินมากๆ นี่เป็นร่างพิยองมินคนดี ต้องลบภาพพิยองมินคนบาปในหัวออกไปเลยอ่ะ ไม่งั้นตอนเขียนจะขำมากๆ แถมวันนี้เอ็มเน็ตปล่อยคลิปอียูแคมมา โอยยยยย เซอุ๊นนนนนนนนนนนน คายร่างโปเนียวออกมาแล้ว นี่แทบจะกรี๊ดเลย แต่เขียนเรื่องนี้จบแล้ว ไม่เป็นไร ความน่ารักไปยัดใส่เรื่องคนบาปก็ได้

            อ่ะ! ทอล์คเพลินอีกแล้ว แต่เป็นไรอยากมีปฏิสัมพันธ์กับคนอ่านบ้าง 55555555555

            ยังรออยู่ที่เดิมนะคะ #ficBxB101

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,026 ความคิดเห็น

  1. #2890 TigerPisces (@biw18940) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 23:44
    ละมุนมากเลยค่ะไรท์ เข้าใจความรู้สึกเหงาของเซอุนเลย นอกจากเหงาแล้วยังเครียดแล้วก็กดดันว่าตัวเองจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้มั้ยอีก บางทีเราก็อยากให้มีใครสักคนเข้ามาคุยและรับฟังเราแบบนี้บ้างนะ แงงงงง อินมาก
    #2,890
    0
  2. #2778 ♡♡♡ (@aumten) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 01:05
    แงงงงง น่ารักมากกกกกกก อ่านแล้วหายเหงาเลยยย
    #2,778
    0
  3. #2592 scimat (@scimat) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 12:02
    ฮรืออออ *กัดหมอน
    เราเป็นคนชอบโมเมนต์เล็กๆ แบบนี้มากเลยอ่ะ ละพอมาเป็นพิยองมินกับเซอุนแล้ว มันแบบน่ามันเขี้ยวน่าหยิกไปหมดเลยอ่ะ
    เราชอบประโยคที่บอก ตรงนี้มีคนเหงาน้อยลง 2 คน คือมันบับ ฟหกด่าวงฟ่ดว้สะนเเาเ ฮรืออออ แพ้ทางสุดๆ ไปเลย ไรต์บรรยายดีอะ ชอบมากเลย ละเอียด แล้วคาแรคเตอร์ของแต่ละคนก็น่ารัก กลมกล่อมมากเว่อร์ ชอบมากค่ะ
    #2,592
    0
  4. #2522 fahhfahh2 (@FahhFahh) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 10:19
    น่ารักกกก~~~
    #2,522
    0
  5. #2433 7element2 (@7Element) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 22:55
    ชอบอ่าาาา ทำไมน่ารักน่าอ่านอย่างนี้
    #2,433
    0
  6. #2402 MayWM (@MayWM) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 10:38
    ละมุนแท้~~~~~ ชอบอ่ะ
    #2,402
    0
  7. #2346 J_YOUNG (@J_YOUNG) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 18:47
    คนตรงนี้ก็เหงานะค้าาา> ชอบมากกกก ขอยกให้เป็นosในดวงใจเพิ่มอีกอันเลยค่ะ ไม่รู้ทำไมอินจังTT ภาษาดีมากๆ เนื้อเรื่องอบอุ่นหัวใจแต่ทำเราจะร้องไห้ซะงั้น5555555555555555555 ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ/ส่งมินิฮาร์ท
    #2,346
    0
  8. #2299 TaoHun DakHyo (@kim_nik) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 19:28
    มีความละมุน โอ๊ยชอบบบบบ
    #2,299
    0
  9. #2108 Mamimilky (@Mamimilky) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 17:46
    หืออออออ ฟินเบาๆ ><
    #2,108
    0
  10. #1941 jung_sanv.2 (@poochaya_nit) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 18:59
    โอ้ยยย ละมุนอ่ะ
    #1,941
    0
  11. #1861 40710 (@40710) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 11:09
    ละมุนนนนนนน
    #1,861
    0
  12. #1393 khimmee56 (@khimmee56) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 23:35
    อ้ากกกกก ฟินนนน
    #1,393
    0
  13. #1366 JinJane3639 (@jinjane3639) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 13:15
    มีคนเหงาอยู่ตรงนี้ค่าา หูย มันดีมากเลย อ่านจนจบแล้วไม่รู้เหงาอีกเลย
    #1,366
    0
  14. #1171 Hikari (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 00:19
    ละมุนไปอีกกกกกก Feel good มากๆค่าาาา ><
    #1,171
    0
  15. #1170 Suta_94 (@smilesuta) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 00:10
    น่ารักกกก พิยองมินน่ารัก อบอุ่นอะไรเช่นนี้
    #1,170
    0
  16. #1115 llilyeiiei_ (@lilyeiei) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 23:04
    โง้ยยยยอันนี้น่ารีักมากกกกกเขินไปหมด/วิ่งไปมาท:-;
    #1,115
    0
  17. #1055 magmild (@m-mild) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 10:53
    พี่ยองมินดีจังเลยยย ทีแรกคิดว่าเป็นพนักงานจริงๆนะ กะดึกงี้ ก็ว่าพนักงานทีไหนจะมาเลี้ยงรามยอนลูกค้า 555555
    เซอุนลูก ถ้าหนูเหงาก้มาหาพี่เค้าได้แล้วนะคะ อย่างน้อยที่โซลก็มีคนเหงาสองคน แหงะ เขินมากๆ อ่านไปยิ้มไปจนเป็นบ้า
    รอยยิ้มพระอาทิตย์กับความอบอุ่นที่พี่เค้ามีมันกร๊าวใจจริงๆค่ะแม่ ใจบางไปหมด ต้องการผู้ชายแบบนี้ 

    ขอบคุณที่แต่งฟิคมาให้อ่านนะคะ 
    #1,055
    0
  18. #991 aledic-t (@em_oh) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 01:18
    พี่ยองมินคนดีนี่ก็อุ่นดีเหมิอนกันนะคะ ><
    #991
    0
  19. #929 97ivy (@palmmus) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 23:52
    โง้ยยยยย พี่ยองมินคนเดิมหายไปไหนอะะ555555555 นี่มันพี่ยองมินไมโครเวฟแล้ว! ฮืออ อบอุ่นเหลือเกินพี่ขา
    #929
    0
  20. #905 Tongdchr (@Tongdchr) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 09:35
    โอ้ยยย มดกัดไปหมดดดด ฮือออ นึกภาพยัยน้องยิ้มตาปิดให้พี่แล้วบับฮืมมมมมม อยากบีบแก้ม ความน่ารักฝดฝัย เทียบกับยัยโหดใน sour grapes แล้วนั้น .... ทานโทดนะฮะ นี่คนเดียวกันจริงป้ะ
    #905
    0
  21. #745 beyourfangirl (@beyourfangirl) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 20:38
    ฮือออออ เรียบๆง่ายๆแต่ดีมากเลย ชอบบยบ
    #745
    0
  22. #715 Kimeyez (@Kimeyez) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 23:23
    มาว่ะๆ
    #715
    0
  23. #705 PXXsDq (@noeyzazahaha555) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 23:25
    ฮือออเขินอ่าาา ชอบความเรียบง่ายไปเรื่อยๆแบบนี้อ่ะ ต่างคนต่างหยอดแต่ไม่ออกตัวแรง ประทับใจละเกิลลล
    #705
    0
  24. #702 whyyy2702 (@whyyy2702) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 22:35
    นี่มันสองคนเหงากับถ้วยรามยอน ใสใสวัยรุ่นชอบมาในธีมพี่ยองมินคนดี ใจพี่เขาอุ่นกว่ารามยอนอีกค่ะ ;-----; ไม่รู้จักกันแต่เป็นห่วงเป็นใยกันดีเหลือเกิน ตอนแรกนึกว่าพนง.พาทไทม์ แต่จริงๆเป็นลูกเจ้าของร้าน ต่อจากนี้สองคนได้เจอกันบ่อยๆแน่เลย อิอิ  ท้ายสุดคนเหงาในโซลก็ลดลงไปสองคนแล้วน้าาาาา กิ้วๆๆๆๆ
    #702
    0
  25. #655 Nntt14 (@Nntt14) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 20:04
    ชอบบบบ คือไม่ต้องมีความคุกก็ละมุนได้ อ่านแล้วอุ่นใจยิ้มตามเลย ไรท์แต่งภาษาสวยมาก ประทับใจ ทำเล่มเถอะ จะซื้อ5555
    #655
    0