[Fic Bigbang TemGD] Moon Light

ตอนที่ 16 : Part 15 >> Farewell

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 เม.ย. 57

ตอนที่ 15

           

            “ขอโทษนะ ดองวุค...” ริมฝีปากบางเย็นเฉียบประทับจุมพิตเขาอย่างช้าๆ และหวานล้ำ มือแกร่งโอบกอดร่างบางของเขาไว้อย่างทะนุถนอมแต่แนบแน่น

          “ฉันรักนาย...แต่...ฉันขอโทษ”

          ปัง!

         

            ร่างบางที่เอนตัวพิงกำแพงหลับสะดุ้งตื่นขึ้น ดวงตาเบิกกว้างพร้อมเสียงหัวใจที่สั่นรัว ความเจ็บจี๊ดเล่นงานที่แผลเดิมตรงช่องท้องด้านซ้าย... ตำแหน่งที่ต่ำกว่าหัวใจเพียงคืบ...

            ....ทำไมกัน...มันหายไปนานแล้วนะ...  ดองวุคคิด

            “พี่ดองวุคครับ”

          ชายหนุ่มยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องอดีต สายตาของเขาเหม่อมองไกลนอกหน้าต่าง แต่มือยังคงกุมที่ท้อง

            “พี่ดองวุค!” เสียงเรียกทำให้เขาได้สติและหันกลับมา ดวงตาคมกริบมองเขาอย่างสงสัย

            “เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดๆ”

            “เปล่า มีอะไร”

            “โทรศัพท์พี่ดัง นานแล้วด้วย ผมนอนไม่หลับ” เขากล่าวสั้นๆ ก่อนที่ร่างสูงจะล้มตัวลงนอน

            เมื่อสติของเขาเริ่มกลับมาคงเดิม เขาจึงเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่ดังประท้วงขึ้นมา แต่เบอร์ที่ปรากฏตรงหน้าจอทำให้เขาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

          ไงคนสวย รับช้าจริงนะ...

            ปลายสายที่เอ่ยออกมาทำให้เขาแทบปาโทรศัพท์ทิ้ง

            “สวัสดีและ...ลาก่อน...” ปลายนิ้วเตรียมตัวจะกดวางแต่อีกฝ่ายร้องห้ามไว้ด้วยคำบางคำ ที่ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบออกไปในทันที

 

            ร่างสูงที่ยังนอนค้างบนเตียงมองการกระทำของเจ้านายด้วยความสงสัย เขาไม่เคยเห็นบอสของเขาร้อนรนขนาดนี้มาก่อน สายที่โทรเข้ามานั้นเป็นใครกัน...

            ซึงฮยอนทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง สายตาทอดมองเพดานสีควันบุหรี่ ในหัวสมองก็พลันนึกถึงเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เขามานอนอยู่ที่นี่ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจ พฤติกรรมของเขา แวมไพร์ผู้เย่อหยิ่ง สง่างามกลับหวาดกลัวเขา ดวงตานั่นไม่ผิดแน่ เป็นดวงตาของความหวาดกลัวมากกว่าเป็นดวงตาที่กล้าแกร่งที่เคยมองมาทางเขา...

            แล้วทำไมเขาจึงหยุดคิดเรื่องของจียงไม่ได้สักที...

           

          ปัง! ปัง! ปัง!

          ภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยสีแดงที่ปิดบังสายตา สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือเลือดอุ่นของเขาไหลบ่าดั่งสายน้ำ กับร่างดิ้นพล่านตรงหน้าด้วยฤทธิ์กระสุนที่ฝังลึกในร่าง หากลมหายใจแผ่วอ่อน มือสีขาวซีดตะปบที่แขนของเขา ซึงฮยอนคว้าปืนเตรียมยิงตามสัญชาตญาน หากดวงตาสีขาวมองมาทางเขาริมฝีปากประดับเขี้ยวสีมุกเอื้อนเอ่ยบางคำที่ทำให้เขาหยุดมือ

          “ช่วยด้วย...”

          พลันร่างนั้นก็หมดสติลงพร้อมการปรากฏตัวของคนสองคน คนหนึ่งคือนักล่าเพื่อนเขากับชายคนนั้น คนที่เขายากที่จะอ่านใจ พวกเขาคุยกันโดยที่ซึงฮยอนจับใจความไม่ได้ และสติเขาก็ดับวูบ…..

 

                   .....................................................................................

 

            เสียงรองเท้าบูทหนักกระทบบันได บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงความเหนื่อยล้าของเจ้าของ ร่างสันทัดกระชับเสื้อโค้ทกับตัวก่อนจะสูดลมหายใจลึก และนึกถึงสิ่งที่ต้องเผชิญภายใน และก็เป็นไปตามที่เขาคาด ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็พยายามกระโจนออกจากบ้านในทันที หากคราวนี้ เป็นตัวเด็กหนุ่มเองที่ยั้งตนเองไว้ เพราะแสงแดดแรงกล้าที่แผดเผาผิวกายเขาทันทีที่สัมผัส

            “เมื่อไรเธอจะเลิกที่จะพยายามหนีฉันซะที” ยองเบเอ่ยเสียงเหนื่อยอ่อน พลางโยนเสื้อโค้ทไว้ตรงที่แขวนเสื้อ เขาวางถุงกระดาษที่ในนั้นเต็มไปด้วยเสบียงไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะนั่งลงถอดบูท

            “แล้วคุณจะขังผมไว้ทำไมล่ะ”

            “ถามพี่ชายเธอสิ อ้อ อีกอย่างนะ อย่าแม้แต่จะคิดที่จะหนีจากฉันเป็นอันขาด ที่นี่หูตาไว แม้เธอจะเป็นครึ่งแวมไพร์ ก็ใช่ว่าจะรอดจากสายตาเจ้าพวกนั้นไปได้”

            “พวกไหน”

            “ที่นี่เป็นแหล่งนักล่าแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดเด็กน้อย อยู่ใกล้ๆฉันไว้จะดีที่สุด” เขาพูดพลางยัดขวดบางอย่างใส่มือเขา ส่วนตนเองก็หอบถุงกระดาษเข้าไป เขาวางของทุกอย่างไว้ที่ห้องครัว ก่อนจะหยิบขวดเหล้าที่ซื้อมานั่งดื่มที่โซฟาพลางดูทีวีไปพลาง

            เด็กหนุ่มที่ยังคงยืนงงกับปฏิกิริยาของชายหนุ่มที่เปลี่ยนไป ก่อนจะก้มลงมองขวดในมือ

 

            บาคาร์ดี้! นี่กะจะมอมเขาให้หลับตายกันไปข้างหรือไง เอาขวดฟาดซักทีดีมั้ยเนี่ย!!

 

 

          ....................................................................................

 

 

            แสงไฟกระพริบ บ้างก็สว่างจ้าบ้างก็สว่างน้อย พลัดกันให้แสงสว่างจากโทรทัศน์ตรงหน้า ท่ามกลางห้องที่มืดสลัว ร่างสันทัดนั่งทอดกายยาวบนโซฟาหนัง สายตาเหม่อมองสิ่งที่นำเสนออย่างไร้อารมณ์ เพราะข้างในของเขามันขุ่นมัวเกินกว่าจะเพลิดเพลินไปกับสิ่งใด เหล้ายินและแก้วบรรจุของเหลวสีอำพันตรงหน้า พอจะทำให้เขาเพลิดเพลินไปกับเวลาที่เลยผ่านมากขึ้นได้ แต่เพียงสักพัก เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวอยู่ข้างหลังเขา

            ยองเบหยิบเหล้ายินขึ้นมาจิบช้าๆ เมื่อของเหลวไหลผ่านลงคอไปแล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้น

            “ถ้าเธอจะใช้บาคาร์ดี้ขวดนั้นทุบหัวฉัน แล้วหนีออกไปข้างนอก ฉันว่าเธอใช้โคมไฟยังจะดีกว่า อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเสียดายเหล้าในนั้น”

            เด็กหนุ่มครึ่งแวมไพร์ที่เงื้อขวดเตรียมจะประเคนกับศีรษะคนตรงหน้าชะงักมือ ก่อนจะลดแขนลง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรหากดึงดันจะทำต่อ ยังไงคนตรงหน้าคงรับมือเขาได้อยู่แล้ว

            “ถ้างั้นคุณให้ขวดนี้กับผมทำไม” เขาพูดพลางพาดขวดกับพนักโชฟา

            ไม่มีเสียงตอบรับจากชายตรงหน้า มีเพียงฝ่ามืออุ่นไล้ตามขวด เรื่อยจนมาถึงมือของเขา ก่อนจะจุมพิตเบาๆที่หลังมือเขา อย่างอ่อนโยน

            มันค่อนข้างผิดปกติ... เป็นสิ่งเดียวที่ซึงรีคาดเดาได้ คนๆนี้แม้อ่อนโยน หากเขาก็ชอบที่จะแกล้งเด็กหนุ่มแรงๆ และชื่นชอบที่จะทำให้เขาอารมณ์เสีย แต่คราวนี้มันไม่ใช่... ราวกับว่าเขามีเรื่องบางอย่างในใจ

            “คุณ....”

            “ก็คงเพราะอยากให้เธอดื่มกับฉันล่ะมั้ง ซึงรี...” ยองเบเอ่ยขัดก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้พูดอะไร ริมฝีปากที่จุมพิต ไล้โลมเลียขึ้นไปตามแขนของเขา ซึงรีมองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ แต่ยองเบกลับให้เขาไม่ทันได้คิดนาน ร่างของเขาก็ถูกดึงไปนอนทับร่างหนาไปเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนชายตรงหน้าจะวางแผนไว้เป็นอย่างดี ขวดบาคาร์ดี้หลุดจากมือของเขาไปวางไปบนโต๊ะเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว และแม้ว่าเขาจะพยายามลุกออก แต่อ้อมแขนใหญ่ก็รัดเขาแน่นเกินกว่าที่จะดิ้นหลุดไปได้

            และความอบอุ่นปนเศร้าบางอย่างก็แผ่มาจากอ้อมแขนนั้น จนเขาไม่อาจ...ลุกออกไปจากอ้อมแขนนี้ได้...

            “ขอฉันอยู่อย่างนี้สักพักเถอะนะ ...ซึงรี” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อ เขาก็พบว่าร่างของเขาไปอยู่ข้างกายยองเบเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ดวงตาของคนตรงหน้าหลับลง เด็กหนุ่มสามารถดิ้นรนเพื่อให้ตนหลุดจากพันธนาการที่อบอุ่นนี้ได้ หากอ้อมแขนอันอ่อนโยนรัดรึงเขาไว้อย่างแน่นหนาจนเขา... ไม่อาจหนีไปไหนได้เลย

            ยองเบกอดร่างของเด็กหนุ่มแน่น สูดกลิ่นอายบางอย่างที่อาจเติมเต็มวิญญาณของเขาได้ ยามไร้ซึ่งจุดหมายเช่นนี้ จุมพิตบางเบาอย่างชิมรสชาติหอมหวาน ก่อนจะปิดตาลงซึมซับความรู้สึก นี้เอาไว้ เพราะสังหรณ์บางอย่างทำให้เขารู้สึกว่า เขาอาจต้องห่างไกลจากคนๆนี้ไปช่วงระยะหนึ่ง และอาจเป็นระยะยาว จนเขารู้สึกว่า อาจตลอดไป...

         

                   __________________________________________________

 

            ร่างสูงโปร่ง พร้อมแว่นกันแดดสีดำปกปิดใบหน้าบางส่วน เคลื่อนกายอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินเท้า ผ่านผู้คนอย่างเร่งรีบ แม้ดวงอาทิตย์จะหลับไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังไม่หลับตาม เพราะแสงไฟจากร้านค้ายังสว่างอยู่

            ดองวุคยังคงมองตรงไปข้างหน้าพร้อมก้าวขาอย่างมั่นคงและรวดเร็ว มือบางของเขากำโทรศัพท์แน่น และดูเหมือนว่าเขาจะมองไปข้างหน้าอย่างเดียวจนไม่สนใจร่างสูงที่เดินสวนออกจากซอยด้านข้างเขาออกมากะทันหัน ร่างของเขาจึงชนกับร่างสูงนั้นอย่างจัง

            หากอ้อมแขนหนาที่เขาคุ้นเคยรับเขาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลง...

            “ขอบคุณ...” ดองวุคเอ่ยเสียงแผ่วเบา และทันทีที่เงยหน้าเพื่อจะมองหน้าบุคคลที่รับเขาไว้ได้ ความรู้สึกจี๊ดบางอย่างก็แล่นผ่านแผ่นหลังของเขา ก่อนที่เขาจะหมดสติ ดวงตาของเขาเบิกโพลงใต้แว่นดำ

            “แก...”

            รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของร่างสูงภายใต้ฮูตสีดำ รอยยิ้มที่ทั้งเจ้าเล่ห์และสนุกสนานในเวลาเดียวกัน

            “ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ดองวุค...” เสียงสุดท้ายที่กระซิบแผ่วเบา ก่อนภาพตรงหน้าจะกลายเป็นเพียงความมืดมิด...

                        …………………………………………………..

 

            ความหนาวเย็นจากสายลมพัดผ่านผิว ทำให้ร่างบางที่นอนอยู่บนโซฟาขนสัตว์อ่อนนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้น ความมืดที่ปรากฎขึ้นรอบกายทำให้เขาพยายามเบิกตาให้กว้าง ให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้หลับตาอยู่ เขายันกายขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ก่อนจะควานหาอาวุธ แม้มีแสงจันทร์เบาบางให้เขาพอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ถึงอย่างไรความมืดนั้นไม่สามารถไว้ใจได้ แต่... อาวุธที่นำติดกายนั้นหายไป...!

            ไม่เพียงเท่านั้น ดองวุคเพิ่งพบว่างของตนเปลือยเปล่า และอยู่นอกระเบียงท่ามกลางคืนที่ใกล้เข้าฤดูหนาวเช่นนี้ เขาพยายามมองหาอะไรก็ได้ที่จะเอามาห่อหุ้มร่างกายนี้ไว้กันหนาว แต่กลับมีเพียง โซฟาตัวนั้นตัวเดียวและกระถางต้นไม้ประดับ

            ชายหนุ่มกอดตัวเองแน่น และเดินไปที่ประตูกระจกใส ที่ข้างในมืดมิด คาดว่าน่าจะเป็นห้องหนึ่งในโรงแรมกลางลอนดอน เขาพยายามเปิดมันออกแต่มันกลับล็อกไว้อย่างแน่นหนา ชายหนุ่มสบถออกมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะกลับไปนั่งที่โซฟาเช่นเดิม เพราะอย่างน้อยก็เป็นที่เดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาได้ ในใจก็ได้แต่คิดสาปแช่งคนที่ทำเช่นนี้กับเขา ก่อนที่จะคิดย้อนไปก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่ที่นี่

            “เจ้าบ้านั่น...” ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างแค้นใจเมื่อนึกถึงใบหน้าสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะหลับไป ตอนนี้เขาขดตัวนอนบนโซฟาแน่นเพราะยิ่งดึกลมหนาวยิ่งพัดแรงเข้ามาเรื่อยๆ สายตามองหาอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เขาไปให้พ้นๆจากตรงนี้ ฉับพลันก็มองเห็นกระถางต้นไม้ที่ประดับระเบียง

            “ยังไงฉันก็ไม่ได้เป็นคนจ่ายอยู่แล้วนี่นา” ดองวุคเอ่ยเบาๆ ก่อนจะกระชับกระถางที่มีต้นไม้งอกงามสดสวยงอกอยู่ ในมือแน่นกะน้ำหนักและจังหวะ ก่อนจะปาอัดกระจกตรงหน้า

            เสียงกระจกแตกดังลั่น หากอากาศภายนอกและภายในไม่ต่างกันเท่าไร เขาหยิบเศษกระจกไว้เป็นเครื่องป้องกันก่อนจะก้าวเข้าสู่ภายในห้องที่มืดมิด

            ดองวุคคลำทางโดยอาศัยแสงจันทร์ช่วย กระทั่งคลำหาสวิตซ์ไฟเจอและเปิดมัน แม้มันจะเป็นเพียงไฟของโคมที่ตั้งข้างเตียง ไฟสลัวรางที่เกิดขึ้นก็เพียงพอที่เขาจะมองเห็นได้ทั้งห้อง

          “เธอนี่ยังใจร้อนเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงทุ้มคุ้นเคยบางอย่างดังขึ้นท่ามกลางความมืด ดองวุคขว้างเศษแก้วในมือไปตามเสียงนั้นตามสัญชาตญาณทันที

            แต่... มันไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรเขาเลย ร่างที่หนาหนักหากปราดเปรียว ปราดเข้ามาที่ร่างของเขา ฉับพลัน ร่างที่เย็นก็สัมผัสถึงไออุ่นของที่นอน และน้ำหนักจากร่างสูงตรงหน้า มือทั้งสองถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของเขา ที่ไม่อาจต้านทานคนตรงหน้าได้เลย

            “ต้องการอะไร!” ดองวุคถามเสียงดังลั่นด้วยแรงกรุ่นโกรธ เพาะเขาเป็นถึงบอสของนักล่าทั้งหมด แต่กลับทำอะไรแวมไพร์ตรงหน้าไม่ได้

            “เบาๆสิ อยากให้คนทั้งลอนดอนรู้หรือไงว่า บอสของนักล่าถูกฉันจับได้ง่ายๆ”

            “ฉันเกลียดแก...แทบิน... ปล่อย!” ร่างบางยังคงพยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็ไม่ได้เรื่อง เพราะร่างตรงหน้าไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

            “ดองวุคที่น่ารักของฉัน... ทำไมผลักไสฉันจัง ...เสียใจนะเนี่ย”

            “ทุเรศ.. ไอ้แวมไพร์งี่เง่า ไอ้...!” เสียงสบถด่าของดองวุคเงียบลงด้วยจุมพิตจากริมฝีปากเย็นเฉียบแต่ร้อนแรง เลือดในกายของเขาเดือดพล่านจากจุมพิตอาบยาพิษหอมหวาน

            นานเท่าไรแล้วนะ... ที่เขาไม่ได้สัมผัสริมฝีปากนี้ อ้อมแขนที่เย็นเฉียบที่กอดรัดเขาจนกว่าจะหมดลมหายใจกันไปข้างหนึ่ง เสียงทุ้มนุ่มที่คอยกระซิบปลอบโยนข้างหู....นานเท่าไรกัน...

            พลันคิดได้ดังนั้น หยดน้ำตาแห่งความทรงจำที่เลืองรางหากตรึงแน่นอยู่ในหัวใจก็หยดลง ไหลคล้อยตามแรงโน้มถ่วงที่หน่วงจิตใจเขาให้สั่นไหวอีกครั้ง หลังจากที่น้ำแข็งนั้นเกาะหนาจากความหนาวเหน็บที่ครั้งหนึ่งถูกหักหลัง และตีจากไป...อย่างไร้ซึ่งเยื่อใย

            “ดองวุค...”

            “นายมันทุเรศที่สุด...! ยิงฉันทิ้งแล้วยัง...” เขากลืนคำพูดลงด้วยความขมขื่น

            “ต้องการอะไรจากฉันกันแน่...” เสียงของเขาอ่อนลงเหมือนอ้อนวอน

            “ฉันกลับมาแล้วนี่ไง...” มือใหญ่ไล้ใบหน้าเรียวของเขาอย่างอ่อนโยน และจุมพิตซับน้ำตาที่เขาไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไปแล้ว....

 

                        ........................................................................................

 

            “นายไม่ได้ถ่อมาถึงนี้เพื่อมาหาฉันหรอก...ใช่มั้ย...” ดองวุคเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด และความหนาวเย็น จากร่างสูงข้างกายที่เปลือยเปล่า... เฉกเช่นเดียวกับเขา...

            “ว้า...โดนจับได้ซะแล้ว...”

            ดองวุคย่นจมูกอย่างไม่พอใจทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น

            “... ใช่... ฉันมาที่นี่เพราะเรื่องงาน จริงๆก็ไม่จำเป็นต้องมาเองหรอก แต่พอฉันรู้ว่าเธอก็อยู่ที่นี่ เลยอดไม่ได้น่ะ... แปดปีแล้วสินะ...” ร่างบางลุกขึ้นและพยายามหนีเข้าห้องน้ำทันทีที่ได้ยิน หากร่างสูงก็ยื้อเขาไว้ได้ทัน

            “ทำไมเธอต้องหนีด้วยล่ะ”

            “เพราะมันแปดปีมาแล้วน่ะสิ ... แปดปี...ที่อัปยศที่สุดในชีวิตของฉัน”

            แทบินลุกขึ้นและโอบกอดร่างบางจากข้างหลัง สูดกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์อย่างหลงใหล

            “ถ้ามันอัปยศนัก ทำไมเธอถึงไม่ยอมหนีไปจากอ้อมแขนของฉันล่ะ”

            “เพราะนาย... มันทุเรศไงล่ะ”

            แทบินระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น จนร่างบางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย เต็มไปด้วยแรงคุกกรุ่นด้วยความโกรธ เขาหันกลับเตรียมเดินไปห้องน้ำ หากร่างสูงกลับดึงรั้งเข้ามา และมอบจุมพิตอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นทาบทับ

            “เธอที่ยังคงน่ารักไม่เปลี่ยนเลยจริงๆนะ ดองวุค นอกจากเด็กคนนั้นแล้วก็มีเธอเนี่ยแหล่ะ ที่ทำให้ฉันสนุกได้ขนาดนี้”

            “นี่...” คำพูดเขาถูกปิดกั้นด้วยริมฝีปากบางอีกครั้ง

            “อย่าคิดมากน่า ยังไงเด็กคนนั้นก็สู้เธอไม่ได้อยู่ดี แม้ร่างกายจะคล้ายกัน แต่ความรู้สึก... มันคนละโลกเลย...” เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อรับรู้ความคิดจากชายหนุ่มตรงหน้า

 

                        ______________________________________________________

 

            ดวงตาคมกริบสีเข้มยังสว่างโพลนท่ามกลางแสงสลัวจากโคมข้างเตียง การที่เขาได้แต่นั่งๆนอนๆเฉยๆอยู่บนเตียงไปวันๆ มันช่าง... น่าเบื่อเสียนี่กระไร...

            อันที่จริงก็ไม่เกินความสามารถเขาที่จะสะเดาะกุญแจเพื่อทำให้ตนเองหลุดพ้นจากสภาพตอนนี้ได้ หากเพราะความซื่อสัตย์และความเคารพที่มีให้ต่อบอสผู้มีพระคุณของเขา แต่คนที่เคยไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระแม้ว่าร่างกายจะบัดซบแค่ไหนอย่างเขาต้องมานั่งจับเจ่าอยู่กับที่ก็ทำให้น่าเบื่ออยู่ไม่น้อยทีเดียว

            Trrrr……

            Trrrrr…..

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพอดีกับที่เขากำลังหาอะไรทำแก้เบื่ออยู่ เขาย่นคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อเบอร์ที่โทรเข้าเป็นเบอร์ที่เขาไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย แต่โทรศัพท์ของเขาก็เพิ่งเปลี่ยนไปไม่กี่วันที่ผ่านมากหลังจากจียงเผาห้องเขา อาจจะเป็นเบอร์ของคนภายในที่เขาจำไม่ได้ก็เป็นไปได้

            “ครับ” ซึงฮยอนกดรับแต่ปลายสายมีแต่ความเงียบ ชายหนุ่มเตรียมจะกดวาง แต่เขาก็ต้องชะงักมือเมื่อได้ยินปลายสายเอ่ยออกมา

            “ซึงฮยอน...” เสียงเรียกชื่อนี้เขาคุ้นมากเหลือเกิน น้ำเสียงที่หวาน หากแฝงด้วยความหยิ่งทะนง... ใจหนึ่งเขาต่อต้านอย่างรุนแรงว่ามันไม่ใช่ แต่อีกใจหนึ่งก็หวังอยู่กลายๆว่าขอให้ใช่

            “จียง...” เขาตอบกลับไป ไม่เสียงใดๆเล็ดลอดออกมาอีกเลยมีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากอีกฝ่ายก่อนจะกดวางไป

            หัวใจที่ฟีบแบนและเกาะกุมด้วยน้ำแข็งกลับขยายตัวและอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ...

            อีกด้านหนึ่งของตึก ดวงหน้าหวานกำลังจับจ้องไปที่หน้าต่างบนเกือบบนสุดของตึกหลังหนึ่ง ที่แง้มออกมาเล็กน้อยราวกับว่ามีคนจงใจเปิดมันไว้เพื่อเฝ้ามองใครบางคน มือที่จับหูโทรศัพท์ค้างกับนิ้วเรียวยาวที่กดวางสายสั่นเทาเล็กน้อย เขาถอนหายใจ ก่อนจะนำหูโทรศัพท์วางลงที่ตัวเครื่อง ก่อนจะเดินออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ

            สายลมหนาวเข้าปะทะใบหน้า เขากระชับเสื้อโค้ทและผ้าพันคอแน่น ก่อนจะเดินฝ่าสายลมหนาวออกไป ทิ้งหน้าต่างของตึกนั้นไว้เบื้องหลัง กับเกล็ดหิมะสีขาว... ที่ร่วงหล่นลง

            ______________________________________________________________________

 

            ร่างบางสาวเท้าก้าวไปตามทางเดินสีเทานั้นเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาเขาเหม่อลอย หัวสมอง และโสตประสาทยังได้ยินเสียงเรียกนั้นอยู่ แม้จะเป็นเสียงผ่านสายโทรศัพท์ก็ตาม....

            เพราะอะไรก็ไม่รู้ที่ดลใจให้เขาเดินไปยังตู้โทรศัพท์ตู้นั้น หลังจากที่เขาได้ข่าวว่านักล่าคนนั้นตาย จิตสำนึกบางอย่างของเขากลับไม่เชื่อ คนอย่างซึงฮยอนน่ะเหรอจะตายง่ายๆขนาดนั้นและเขาก็จำได้ไม่ผิดอย่างแน่นอนว่า เขาไม่ได้ดื่มเลือดเจ้านักล่านั่น แม้ว่าสติของเขาจะเลือนรางมากแค่ไหนก็ตาม

            เมื่อคิดเรื่องนั้น พลันร่างกายก็พาเขามาตามทางเดินถนนสีเทาที่ทอดยาวแห่งนี้ เขาไม่รู้ว่ายังอยู่ในลอนดอนหรือเปล่า หรือว่าเมืองอื่น รู้แต่เพียงว่า สัญชาตญาณของเขานำพาให้เขามา หรืออาจเป็นเพราะความฝันในคืนที่เขาแรกที่เขาเพิ่งฟื้นและเตรียมตัวกลับไปหาท่านผู้นั้น ฝันประหลาด... ที่นำพาเขามายังที่แห่งนี้โดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

            น่าแปลก... ที่ทำไมเขาถึงรู้ว่าจะต้องกดตัวเลขตัวไหนถึงจะสื่อไปถึงชายคนนั้น

            ทำไม... เขาถึงรู้ว่าต้องเป็นหน้าต่างบานนั้น ที่แง้มออกมา ราวกับต้องการให้คนทั้งสองส่งผ่านบางอย่างผ่านช่องว่างอันน้อยนิดของหน้าต่างที่แง้มเปิด

            น่าประหลาด... ที่ซึงฮยอนรู้ว่าเป็นเขาที่โทรไป เพราะอะไรกัน... โชคชะตา พรหมลิขิต.. เรื่องที่จียงไม่เคยเชื่อเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด และที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทันทีที่ซึงฮยอนเอ่ยชื่อเขาในวินาทีที่เงียบงัน... เขากลับสัมผัสถึงเสียงหัวใจที่สั่นระรัว...

            ________________________________________________________________________

 

 

            Trrrr….

            Trrrr….

 

            ดวงตาสีเข้มกระพริบถี่และลืมขึ้นจากเสียงโทรศัพท์ที่ดังข้างๆ เขาเอื้อมมือเพื่อที่จะหยิบ แต่ปรากฏว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่เขาคุ้นเคย

 

            Trrrr….

            Trrr…

 

            เสียงโทรศัพท์ยังคงดังรบกวนประสาทอยู่เรื่อยๆ ร่างที่รู้สึกตัวพยายามหาต้นเหตุ และเมื่อเขาขยับร่าง ก็เพิ่งเห็นว่า มีแขนแข็งแกร่งกำลังโอบกอดเขาอยู่

            Trrrr…

            Trrr….

            ร่างบางพยายามดิ้นขลุกขลักภายใต้อ้อมแขนนั้น จนกระทั่งหลุดออกมาได้ก็ทำเอาเหงื่อออกอยู่เหมือนกัน เขาคว้าโทรศัพท์ และมองไปที่ร่างใหญ่ที่นอนอยู่ สลับกับหน้าจออย่างลังเล ก่อนที่จะตัดสินใจอะไร เสียงนั้นก็ดับไปในที่สุด

            แต่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ก่อนจะกดรับสายด้วยความเคยชิน

            “ยองเบ...” เสียงทุ้มต่ำบางอย่างที่คุ้นเคยดังเล็ดลอดมาตามสาย เขาขมวดคิ้วทันที

            “...ซึงรียังอยู่กับนายใช่มั้ย...” เด็กหนุ่มยิ่งขมวดคิ้วหนักอย่างไม่พอใจ

            “...เฮ่อ... ฉันไม่แปลกใจหรอกนะที่นายจะโกรธ... ไว้ฉันออกจากที่นี่ได้เมื่อไร ฉันจะไปรับซึงรี ตอนนี้ฉันฝากเขา...”

            “เป็นศพเมื่อไรค่อยมารับผม อย่างน้อยผมก็ได้ได้รู้ความจริงซะทีว่าพี่ชายผมตายไปนานแล้ว” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรจบ ผู้ฟังที่อดกลั้นมานานก็โพล่งตอบกลับ

            “ซึงรี...”

            “คุณไม่มีสิทธิ์มาเรียกชื่อผม ผมไม่รู้จักคุณ...” ซึงรีบอกพร้อมกดวางสายทันที เขาแทบอย่างจะขว้างโทรศัพท์ไปไกลๆ หากว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นไม่ใช่ของคนที่เป็นเจ้าของอ้อมกอดอบอุ่นที่นอนอยู่บนโซฟา เด็กหนุ่มไม่เข้าใจเลยซักนิดว่าอดีตพี่ชายต้องการอะไรจากเขากันแน่...

            ชดใช้ความผิด!

            สำนึกบาป!!

            หรือเพียงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีน้องอยู่...!

            คิดๆไปเขาก็ลุกขึ้น คว้าเสื้อโค้ทของร่างที่ยังนอนอยู่และหมวก ก่อนจะเดินออกไปท่ามกลางสายหมอกแห่งฤดูหนาวที่พัดพามาเยือน...

 

            ____________________________________________________________________




ตอนสุดท้ายแต่อาจไม่ท้ายสุด ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่เข้ามาค่ะ ^^




      ปู่ขอลาหนีไปเล่นเรืองอื่นก่อนนะหลานเอ๊ย





ส่งท้ายด้วยนาง(นาย) เอกสุกเซ็กซี่นะฮะ





 

 



น้องจีเซ็กซี่อย่างนี้ เจอกับพี่เรื่องหน้านะจ๊ะ 





แฮ่!! ผมขอกัดผมพี่เค้าก่อนจากได้ป่าวคับ




ไหนใครจะงับคอเมียข้า เดี๋ยวเถอะมรึงๆๆๆ









คู่ขวัญ เทม-จีขอจูบลาแฟนๆ พบกัยใหม่เรื่องหน้านะคับ 


บาย!!!!   ^^






_____________________________________________________________________________

ต่อภาค 2 ทางนี้ค่ะ 
http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1145182

205 ความคิดเห็น

  1. #195 วีไอพี (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2556 / 21:13
    มาอัพต่อเถอะค่ะไรเตอร์ อ่านทีเดียวจบแบบนี้มันค้างๆๆมากๆอ่า พลีสสสสสส ><
    #195
    0
  2. #193 leedew (@leedew) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 11:25
    มาต่อเดี๋ยวนี้เลยนะ นี้คือคำสั่ง ! 55555555555 เป็นกำลังใจให้ไรทน่าาาาแต่งสนุกมากเลยยฟิคดีๆหาอ่านยากมากกก
    ตั้งแต่อ่านเทมป์จีมาชอบเรื่องนี้ที่สุดเลยอ่ะ แบบแต่งได้น่าติดตามสุดดดดดๆๆๆๆๆ ต้องมาแต่งต่อนะ
    ต้องให้เทมป์บอกรักจียงให้ได้ 5555555555 ต้องให้จียงบอกรักเทมป์ด้วย จบแบบแฮปปี้ด้วยนะ
    ขอให้ไรท์มาแต่งต่อเร็วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #193
    0
  3. #192 HkCeLyfC (@kizzhkcelsama) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 21:40
    สนุกเว่อร์ๆ ชอบเทมป์จีลุคนี้มว๊ากกกกกกกกกกก
    ไรท์เตอร์เก่งมากๆเลยค่ะ ขออีกสักหน่อยน้าาา มีภาคสองยิ่งดี สนุกสุดๆและค้างมากกกกกกกกก TT
    เห็นแก่วิปตาดำๆมาต่อเถอะนะคะค้างมว๊ากกก ค้างสุดๆ
    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์และจะติดตามผลงานนะคะ
    (ขอโทดที่ไม่ได้เม้นมันสนุกมว๊ากก เลยอ่านแบบมาราธอน555)
    #192
    0
  4. #191 ถั่วหวาน (@emmysweetpea) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 มีนาคม 2556 / 16:55
    ตอนสุดท้าย??? ไม่สุดท้ายแน่ๆอ่ะ!
    เรื่องยังไม่คลี่คลายเลย 
    เรารอมาตลอดอยู่แล้ว ให้รอต่อไปทำไมจะไม่ได้ล่ะ ไรเตอร์
    อย่าเพิ่งทิ้งเรื่องนี้ไปนะ 
    มาจบมันจริงๆก่อน นานแค่ไหนคนอ่านก็รอได้น่า!!!
    #191
    0
  5. #190 มะหมอก (@mamork) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 22:36
    รอต่ออออ><
    #190
    0
  6. #188 Fah.T>>BB 'VIP (@ft-bbvip) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 15:15
    เฮือกกก TT จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ยยย
    ไรท์มาต่อเถอะค่ะ จะรอ ไม่ว่าอย่างไร จะรอ TT
    แม้จะนานแค่ไหน ก้ขอไห้จบเรื่องก้โอเคแล้วค่ะ TT
    #188
    0
  7. #185 ♛Khawpun_VIP♛ (@pickbusy) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 02:08
    ความสัมพันธ์ของซ้อกับแทบินนี่ยังไงกันเนี่ย คู่รักแน่ๆแต่ยังไงหว่า
    ยองเบจะไปไหน จะต้องจากน้องไป หรือน้องจะต้องจากไป โหยปวดใจ
    จีดี โทรหาซึงฮยอนเองแบบนี้ คงร้อนใจมากสินะ ทีนี้ก็แล้วแล้วว่าปู่ยังไม่ตาย
    ฮืออออ กำลังลุ้นเลย จะมีบทสรุปให้เห็นมั้ยอ่าค่ะ
    มีสักหน่อยนะ T.T ถ้าตัดแบบนี้เลย มันค้างอ่าาา
    ทรมานใจ 
    #185
    0