2Short : Baby Maybe [Yuri x Tiffany]

ตอนที่ 1 : ถ้าหากฉันจะอยู่เป็นสาวโสดเริ่ดๆ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ม.ค. 56


Shot1

 

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ฉันมีเรื่องจะเล่าด้วยล่ะ.....

ฉัน ฮวัง มิยอง หรือ ทิฟฟานี่ ค่ะ 

อายุ : 24 ปี  

สถานะ :  โสด ( ตัวโตๆ )

อาชีพ : พนักงานบริษัท ( สาขาการตลาดบริษัท Teddy Bear House )

ที่อยู่ : กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

และนี่ก็เป็นประวัติโดยย่อของฉันค่ะ

 

เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า....

 

 

คุณเชื่อรึเปล่าว่าในชีวิตนี้ฉันไม่เคยเชื่อในความรักเลยค่ะ

และฉันได้แต่สร้างกำแพงให้ตัวเองเสมอมา

หัวใจฉันคิดว่ามันไม่เป็นไรหรอก จริงๆนะคะ...

ถ้าหากฉันจะอยู่เป็นสาวโสดเริ่ดๆ เหมือนกับคนบ้า ( น่ารักดีออก ^^ )

 

 
 

จนกระทั่งวันนั้น....

 

“ เอ๊...เอาตัวไหนดีนะ ” ฉันพูดกับตัวเองขณะกำลังเลือกดูเสื้อผ้า ในร้านแห่งหนึ่ง ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางใจเมือง

“ เธอว่าตัวไหนดี เจสสิก้า? ” เมื่อตัดสินใจไม่ได้ฉันจึงหันกลับมาถามเพื่อนสนิทที่มาช็อปด้วยกัน

“ ฉันว่าตัวสีน้ำตาลดูจะเหมาะกับเธอนะทิฟฟานี่ ” เธอชี้ไปที่เสื้อตัวที่อยู่ด้านซ้ายมือของฉัน

“ งั้นเหรอ? ก็สวยดีนะ แต่ว่าฉันชอบสีชมพูมากกว่า ”

== นี่... แล้วแบบนี้เธอจะถามความเห็นฉันหากางเกงลิงทำไมยะ!? ”

“ เพื่อความเก๋ไง ฮี่ๆ ” ฉันตอบแล้วยิ้มให้เจสสิก้า แต่ดูเธอจะไม่สบอารมณ์กับเหตุผลที่ได้เท่าไหร่นัก


“ ตกลงจะเอาตัวสีชมพูใช่ไหม? ”


“ อืมม.. จะว่าไปก็เสียดายอ่ะ ”


“ หึ..เสียดายตัวที่ฉันเลือกใช่ไหมล่า? ” เธอถามพลางยกยิ้มกริ่ม


“ เปล่า...เสียดายตังค์ต่างหาก... ฉันว่ายังไม่ซื้อดีกว่า เอาไว้วันหลังละกัน ”


“ ฮะ? อะไรนะ? นี่ฉันเสียเวลารอเธอเป็นชั่วโมงที่ร้านนี้ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ซื้อสักตัวเนี่ยนะ ”


“ ก็แหม...อย่างเพิ่งโกรธฉันสิจ๊ะเพื่อนรัก ” ฉันจับแขนเจสสิก้าด้วยใบหน้าสำนึกผิด ก็ฉันเปล่าตั้งใจสักหน่อยนี่นา


“ ให้ตายเหอะ...เธอนี่มันจริงๆเลยนะ แบบนี้ไงเธอถึงไม่มีใครสักที ”


คำพูดเมื่อกี๊ของเจสสิก้าทำฉันมีอารมณ์ฉุนขึ้นมา ฉันปล่อยมือจากแขนเธอทันที


“ ก็แล้วจะทำไม... ใครจะไปเหมือนเธอล่ะ แม่คน มี! แฟน! ...ชิ!


“ เธอก็ลองมองหาใครบ้างสิจ๊ะคุณมิยอง จะได้มีคนมาช่วยถือของตอนเดินห้างแบบนี้บ้างอะ 


ไม่ใช่เอะอะๆ ใช้เพื่อนตลอด มันหนักนะรู้ไหม ==!


“ อุ้ย! โทษที...ม่ะๆ ฉันช่วย ” ฉันบอกก่อนจะเอื้อมมือไปช่วยเจสสิก้าที่ถือของพะรุงพะรังในมือ


“ เอาไปเลย เอาไปหมดนั่นแหละ ฉันต้องกลับแล้ว ”


“ ทำไมรีบกลับอะ ยังช็อปได้แป๊ปเดียวเองนะ ”


“ พ่อโทรตามอะดิ ”


“ พ่อ หรือพ่อทูนหัวกันแน่ล่ะจ๊ะ? ” ฉันหรี่ตาถามอย่างรู้ทัน


“ ก็...ทำนองนั้นแหละ ” เจสสิก้าเชิดหน้าตอบ ฉันได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆ


“ อื้มๆ ไปเถอะ...เดี๋ยวพ่อ....ทูนหัวของเธอจะรอนาน ”


“ ฉันไปนะ ...แล้วเจอกัน ”


“ อื้อ ^^


แล้วเจสสิก้าก็เดินไกลออกไป ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของฉันเมื่อกี๊หุบลงทันที


ฉัน....รู้สึก “ อิจฉา ” งั้นเหรอ???


ไม่ใช่หรอก! ไม่มีทาง! ไม่เห็นอยากมีเลย ฟงแฟน... เชอะ!


ความคิดนั้นทำให้ฉันหมดอารมณ์เดินห้างต่อ


ฉันสะบัดตัวหันหลังกลับพร้อมของที่ซื้อมาอย่างรีบร้อน จนไปชนกับใครคนหนึ่งเข้า

 


ปึก...


ของในมือฉันหล่นกระจัดกระจาย อารมณ์โมโหปรี๊ดขึ้นสมองทันที


ทั้งที่ความจริงแล้ว เอ่อ...คือแบบ มาคิดได้ทีหลังว่า ฉันต่างหากที่ชนเธอคนนั้นก่อน


 


“ นี่! มองไม่เห็นคนรึไง ชนมาได้ ” ฉันตวาดใส่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชนกับฉัน


ตอนนี้เธอยังคงง่วนอยู่กับการช่วยเก็บถุงช็อปปิ้งหลายใบที่พื้น ก่อนจะหยิบยื่นมาให้ฉัน

 


“ ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ คุณเป็นอะไรรึเปล่า? เจ็บตรงไหนไหม? ”


เธอพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงสุภาพ ใบหน้าที่คมเข้มเช่นเดียวกับผิวสีน้ำผึ้งของเธอ...


ดวงตาสีน้ำตาลทรงเสน่ห์... ริมฝีปากบางชวนให้หลงใหล...


ทำไมกัน? สิ่งเหล่านั้นมันสะกดฉันให้หยุดทุกความเคลื่อนไหว


ยกเว้นก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายเท่านั้น ที่ตอนนี้มันกำลังเต้นถี่จนแทบจะทะลุออกมาก็ว่าได้


หรือว่าฉัน....


 


“ คุณ..คุณคะ เป็นอะไรรึเปล่า? ” เธอคนนั้นเขย่าที่แขนฉันเบาๆ ทำให้ฉันได้สติ


“ อ.เออะ ฉัน ม..ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย  ขอบคุณมากนะที่ช่วยเก็บ ”


“ ไม่เป็นไร ^^ ” เธอบอกแล้วยิ้มให้


แต่ โอ้.... รอยยิ้มนั่นทำใจฉันสั่นอีกแล้ว จนฉันเกือบเก็บอาการไว้ไม่อยู่


ความร้อนแล่นผ่านไปทั่วใบหน้าของฉัน ฉันไม่อาจทนมองตาคู่นั้นของเธอได้


แล้วภาพของร่างสูงตรงหน้าก็ค่อยๆเดินจากไป


 


“ ด..เดี๋ยวก่อน ” เสียงที่เปล่งจากปากของฉัน


แต่ทว่า...ไม่ทันซะแล้ว  เธอคนนั้นหายไปจากสายตาตอนไหนก็ไม่รู้


ฉันถอนหายใจเบาๆด้วยความเสียดาย แต่แล้วดวงตาก็ต้องเบิกโตอีกครั้งกับสิ่งที่ฉันเห็นบนพื้น


“ เอ๊ะ..นี่มัน ”


ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์นั้นขึ้นมา มองซ้าย..แลขวา...แล้วก็ถือวิสาสะเปิดออกดู


 


ใช่แล้วล่ะ...เป็นของของเธอคนนั้นจริงๆด้วย


ฉันรู้เพราะภาพในบัตรประชาชนของเธอ


“ ขนาดในรูปยังดูดีเลย คนอะไรไม่รู้ ><


ฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้า เขินอายอยู่คนเดียว ( กลางห้างเนี่ยนะ? )


เมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนที่ผ่านไปมากำลังจ้องอยู่ก็รีบปรับสีหน้าปกติแล้วเดินเลี่ยงไปที่อื่นทันที


 


.


.


.

 

ตอนนี้ฉันมานั่งอยู่ในรถของตัวเอง


ก่อนจะเปิดดูกระเป๋าของคนที่เดินชนอีกครั้ง ฉันยิ้มออกมาน้อยๆ


เป็นเพราะว่าฉันรู้แล้ว ชื่อของเจ้าของรอยยิ้มมนต์สะกดคนนั้น “  ควอน ยูริ


 


แล้วฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้...... ฉันพลาดไปสนิท


“ นี่เราเดินหนีมาแบบนี้ แล้วถ้าเค้ากลับมาหากระเป๋าสตางค์ล่ะ จะทำยังไง?? ”


เมื่อคิดได้เช่นนั้นฉันก็รีบเปิดประตูรถออกมาทันที แต่...


 

“ โอ๊ย! >< ” ด้วยความรีบร้อนทำให้หัวฉันชนกับขอบประตูรถเข้าอย่างจัง


“ บ้าชะมัดซุ่มซ่ามอีกแล้วเรา ” ฉันบ่นพลางลูบที่หัวของตัวเองไปมา


 


“ คุณอยู่นี่เอง... ตามหาตั้งนาน ” เสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้น


แล้วฉันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเธออีกครั้ง



“ ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมอะ? ควอนยูริหรอกเหรอ? ”


“ คุณไม่ได้ฝันหรอก....ว่าแต่ คุณรู้จักชื่อฉันได้ยังไง? ”


“ อ..อ๋อ คือว่าฉันเก็บกระเป๋าตังค์เธอได้น่ะ นี่ไง ”


ฉันยื่นสิ่งนั้นให้เธอ แล้วรีบลุกยืนจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองเล็กน้อย


“ ขอบคุณมากนะ คุณ... ”


“ ฉ.ฉัน ทิฟฟานี่ เรียกฟานี่เฉยๆก็ได้จ้ะ ”


“ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันชื่อยูริ...อ้อ คุณรู้แล้วหนิ.. แต่เรียกฉันว่า ยูล ก็ได้เหมือนกัน ^^


 


“ ยูล น่ารักดีเนาะ ” ฉันพูดออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ


“ คุณว่าไงนะ? ”


“ อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร...แล้ว ยูลกำลังจะไปไหนเหรอ? ”


“ ฉันกำลังจะกลับบ้านน่ะ ”


“ เหรอจ๊ะ...อยู่แถวไหนเหรอ? ”


“ เขตคังนัม ” ฉันได้ฟังก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ จนยูริต้องถามต่อ


“ ทำไมเหรอ? ”


“ ก็บ้านฉันก็อยู่แถวนั้นน่ะสิ ”


“ บังเอิญจังเลยนะ.... งั้น ฉันไปก่อนล่ะ แล้วเจอกัน ”


“ จ้า บ๊ายบาย ^^


ฉันโบกมือลาด้วยรอยยิ้ม...แล้วก็ต้องถอนหายใจเป็นครั้งที่สอง เฮ้อ... เธอไปซะแล้ว ’n’


ไม่รู้จะได้เจอกันอีกรึเปล่า ....


 


โอ๊ยยย..แล้วทำไมเมื่อกี๊ฉันไม่ขอเบอร์เขาไว้นะ > < ลืมไปเลยๆ งือออออออ


ฉันด่าตัวเองอยู่พักหนึ่งก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์


ฉันขับรถไปเรื่อยๆ จนมาถึงถนนบริเวณหน้าห้าง


เชื่อรึเปล่า?? ว่าฉันเจอใคร....


 


ใช่ เธอนั่นแหละ เธออีกแล้วจริงๆ “ ควอน ยูริ ”


ร่างของเธอกำลังเดินไปตามทางฟุตบาทด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม


เอ๊ะ จะว่าไป...ไหนเมื่อกี๊เธอบอกว่าจะกลับบ้านไง แล้วทำไมถึงมาเดินแถวนี้ล่ะ?


 


คิดเช่นนั้นฉันก็ขับรถไปใกล้ๆ แล้วบีบแตรใส่หนึ่งครั้ง


ยูริหันกลับมามองด้วยความสงสัย ฉันเลยรีบเปิดกระจกรถร้องเรียกเธอ


 


“ ยูล ”


“ อ้าว คุณอีกแล้ว มีอะไรรึเปล่า? ” เธอชะโงกหน้ามาถาม


“ ไหนเธอบอกว่าจะกลับบ้านไง? ”


“ ก็กำลังจะเดินไปขึ้นรถเมล์ ”


“ อ้าว..ไม่มีรถหรอกเหรอ? ”


“ มี...แต่มันเสีย ”


“ งั้นก็ขึ้นมาสิ เดี๋ยวฉันไปส่งเอง ”


“ แต่ว่า... ”


“ ขึ้นมาเถอะ ก่อนที่จะไม่ได้กลับบ้านนะ ไปโรงพักแทน ”


ที่ฉันพูด ไม่ได้ล้อเล่นนะ ถ้าไม่รีบไปจากตรงนี้ ( ที่ห้ามจอด == )


ได้โดนตำรวจลากไปแน่ๆ ........นั้นไง วิ่งมาแล้วนะ!


“ เร็วสิ!


ยูริได้ยินเช่นนั้นก็รีบเข้ามานั่งในรถของฉันทันที ส่วนฉันก็ไม่รอช้าเปลี่ยนเกียร์มืออย่างกับเกียร์หมา


บึ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว


.


 


.


 


.

 


“ ช่วยจอดข้างหน้าให้ฉันทีนะ ”


ฉันทำตามที่ยูริบอก ตอนนี้เรามาหยุดอยู่หน้าร้านซ่อมรถแห่งหนึ่ง


“ ขอบคุณที่มาส่งนะ ” ยูริบอกก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยออก


“ บ้านเธออยู่นี่เหรอ? ”


“ ใช่ ฉันเป็นลูกจ้างร้านนี้แหละ ”


“ ฮ้าา.า! ” ฉันอุทานเสียงหลง แล้วอีกคนก็หัวเราะออกมา เล่นเอาฉันงงไปหมด


“ ฉันพูดเล่น... ฉันมาเอาจักรยานที่ฝากซ่อมไว้ต่างหาก ”


“ อ๋อออ ตกใจหมด... ฉันเกือบเชื่อแล้วนะเนี่ย ”


“ โทษทีนะพอดีเป็นคนเล่นขี้ เอ้ย ขี้เล่นน่ะ ...ขอบคุณอีกครั้งนะ เอาไว้ถ้าเราเจอกันอีก ไปทานข้าวด้วยกันนะ ”


( ว่าไงนะ??? เธอชวนฉันทานข้าวงั้นเหรอ ) ฉันอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะคว้าแขนยูริไว้


 


“ เดี๋ยวสิ!


“ มีอะไรเหรอ? ”


“ แล้วทำไมเธอไม่ทิ้งเบอร์ไว้ล่ะ.... เผื่อถ้าวันนั้นฉันไม่ว่าง เธอจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไง ..ถูกไหมล่ะ? ”


( อ๊าย บ้าจริง พูดอะไรออกไปเนี่ยทิฟฟานี่ ไม่อายปากบ้างเลย >< )


 


“ เอ่ออ....จริงสินะ  อะนี่นามบัตรฉัน ” ยูริล้วงกระดาษใบเล็กในกระเป๋าแล้วยื่นให้ฉัน


“ เอาไว้ถ้าว่างก็โทรมาละกัน... ฉันไปล่ะ ”


“ จ้ะ ^^ ” ฉันยิ้มหน้าบานกับตัวเองสิบวิ ( นานจัง ไม่เชื่อลองทำดูสิคะ ) มองดูกระดาษในมือเหมือนคนบ้า


ก่อนจะขับรถกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี


 


........................

 


 

หลายวันต่อมา...


ฉันได้นัดเจอกับยูริอยู่บ่อยครั้ง... เราสองคนรู้จักกันและสนิทสนมกันมากขึ้น


และฉันก็เพิ่งรู้ว่ายูริทำงานเป็นนักดนตรีที่ร้านอาหารที่เราเคยนัดเจอกันครั้งแรก


เธอเป็นคนขยันและตั้งใจทำงานมาก...ลูกค้าในร้านต่างก็เอ่ยปากชมเธอ


ฉันเองก็ชอบตอนเธอเล่นดนตรี มือเรียวที่กดเปลี่ยนคอร์ดกีต้าร์ไปมานั้นช่างมีเสน่ห์ดึงดูด


มันทำให้ฉันต้องยิ้มทุกครั้งที่ดูเธอแสดง....


 


นอกจากนี้.....ฉันยังชอบสไตล์การใช้ชีวิตของเธอด้วย


เธอน่ารักมากจริงๆนะ...แม้ว่าครอบครัวของเธอจะค่อนข้างมีฐานะเพราะทำธุรกิจค้าขาย


แต่ยูริกลับใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคุณหนู เธอชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ ไม่ต้องมีราคาแพงแต่อย่างใด


แต่การเลือกสรรเสื้อผ้าของเธอกลับออกมาลงตัวทุกอย่าง มันดูดีแม้กระทั่ง เธออยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ


 


ยูริไม่ชอบขับรถยนต์ หรือพาหนะที่ใช้น้ำมัน แต่ชอบขี่จักยานสีขาวคันโปรดของเธอ ที่ครั้งก่อนเคยเสีย


( ตอนที่เธอแกล้งบอกว่าเป็นลูกจ้างร้านนั้นน่ะ ^^ ... ที่แท้รถของเธอที่เสียคือรถจักรยานนี่เอง )


เธอบอกว่าการขี่จักรยานมันทำให้คนเราเห็นธรรมชาติมากขึ้น สายลมเย็นปะทะใบหน้าขณะที่สองเท้าปั่นตรงที่เหยียบ


มันเป็นอะไรที่วิเศษมากสำหรับเธอ ที่สำคัญมันช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำมัน


อย่างน้อยก็ยังมีเธออีกหนึ่งคนที่คิดถึงจุดนี้....


และนั่นก็คือสิ่งที่ฉันเรียนรู้จากยูริ


 

 

 

ตอนแรก คุณรู้รึเปล่า.... กว่าฉันจะใจกล้า โทรไปหาเธอก่อนมันยากขนาดไหน


คุณคงจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกว่าฉันไม่เคยเชื่อในความรัก และไม่คิดอยากจะมีด้วย


แต่คนที่ชื่อควอนยูริคนนี้ เธอกลับเปลี่ยนแปลงความคิดนี้ของฉันตั้งแต่แรกพบ


 


ตั้งแต่ฉันได้เจอเธอ คนที่ฉันรู้จักพูดเกี่ยวกับตัวฉัน


คนที่ว่าฉันน่ะงุ่มง่าม  ยัยเจสสิก้าเธอนี่ปากเสียจริงๆ


ฉันเล่าเรื่องต่างๆให้เพื่อนคนนี้ฟัง หลังจากที่หลายวันมานี่เธอเห็นอาการและท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของฉัน


ฉันรู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้อง หัวใจสั่นไหวแบบมหันตภัยสุดๆ


ยิ่งตอนที่ยูริโทรมา น้ำเสียงและถ้อยคำของเธอมันมักจะทำให้ฉันเป็นแบบนี้อยู่เสมอ


 


ยัยเจสสิก้าเค้นจนฉันต้องยอมบอกความจริง หลังจากนั้นเพื่อนของฉันก็ถามว่า


คนนั้นอะใครกันยะ? บอกฉันมาซะดีๆ ”


“ เธอจะอยากรู้ไปทำไม? ”


“ เอ้า ฉันก็ต้องอยากรู้สิ เพราะว่าเค้าน่ะ โคตรจะเจ๋งเลยอะที่เปลี่ยนเธอได้เนี่ย


“ บอกก็ได้ๆ... เค้าชื่อควอนยูริ อะเนี่ย คนนี้แหละ คนที่ฉันบอกน่ะ ”


ฉันเปิดรูปของยูริที่ถ่ายไว้ในโทรศัพท์ให้เพื่อนสนิทดู เจสสิก้าทำหน้าพึงพอใจ


“ แหม ใช้ได้เลยนะคนนี้...เท่เป็นบ้าเลย ”


“ ใช่ไหมล่ะ ^^ ” ฉันยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในตัวยูริ เพียงแค่รูปของเธอก็ทำเอาใครหลายๆคนชื่นชมได้


 


“ นี่ แต่เธอรู้อะไรไหมสิก้า...”


“ รู้อะไรยะ? ”


“ ก็ยูริน่ะ ไม่ได้น่ารักอย่างที่ฉันคิดน่ะสิ ”


“ เอ้า ทำไมเป็นงั้นอะ? เค้านิสัยไม่ดีเหรอ? เค้าล้อเรื่องหน้าอกเธอใช่ไหม? แบบว่าไม้กระดาน.. ”


เจสสิก้าพูดพลางเหล่ตามองมาที่หน้าอกของฉัน  


“ ไม่ใช่ซะหน่อย...ยัยบ้าสิก้า ที่พูดนี่ฉันว่าเธอว่าฉันมากกว่านะ ” ฉันตีแขนเพื่อนคนนี้ไปหนึ่งที เธอหัวเราะเบาๆแล้วถามต่อ


“ แล้วตกลงยังไงล่ะ? ”


“ ที่ฉันบอกว่าไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด เพราะเค้าน่ารักกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกน่ะสิ ><


ฉันบอกอย่างเขินๆ ทำเอาเจสสิก้าหมั่นไส้ไม่น้อย


“ ย่ะ .....แล้วนี่เธอกับยูริอะไรนั่นไปถึงไหนกันแล้ว ตกลงเป็นแฟนกันรึยัง? ”


“ ยัง.... เราสองคนเป็นเพื่อนกันเฉยๆ ” ฉันหมดอารมณ์เขินทันที ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ....


“ เอ้า กลายเป็นหมีหงอยไปซะละ... อารมณ์แปรปรวนจริงนะเธอ ”


“ ก็ฉันไม่รู้หนิว่าต้องทำยังไงต่อ ”


“ พูดแบบนี้แสดงว่า เธอคิดกับเค้ามากกว่าเพื่อนใช่ไหม? ”


“ ไม่รู้สิ... ไม่ใช่มั้ง... ไม่ใช่หรอก... ”


“ คิดให้ดีๆนะ... ถ้าชอบก็อย่าปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ...ไม่งั้นชาตินี้ เธอก็อดนะจ๊ะ ฟ. สระแอ นอ แฟน น่ะ ”


เจสสิก้าพูดแค่นั้นแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานตัวเอง ส่วนฉันได้แต่นั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ


 


 


 


 ===========================================================================



 

ตามไปเม้นที่ SSFCก็ได้น๊า^^
 
 V
 V
 V

 http://forums.soshifanclub.com/index.php?showtopic=86166

 ขอบคุณคร้า
 

4 ความคิดเห็น

  1. #2 Shane (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 16:18
    ฟานี่เวิ่นเนอะ 555555555555555

    แต่โคตะระน่ารักเลยอ้ะะ

    ชอบตอนสองาวเพื่อนซี้จิกกัดกันอะ เพลินดี

    สิก้าช่างสรรหาคำมาว่าฟานี่ได้แบบ ฟานี่จุกอะ 5555555555

    น้องยูลรักโลก กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก
    #2
    0
  2. #1 Onlyone Ampham Jurawadee Thunpa (@homabi22) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 19:43
    เคยอ่านแล้วในโซชิแต่กลับมาอ่านอีกเพราะมันน่ารักตรึงใจสุดๆ
    #1
    0