คัดลอกลิงก์เเล้ว

เรื่องเก่าๆที่ไม่น่าจะมีตอนต่อไป

แด่สหายเก่าที่เจ้าลืมเลือนกลิ่นจันทร์ผู้นี้ไปแล้ว

ยอดวิวรวม

39

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


39

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  14 เม.ย. 60 / 18:49 น.
นิยาย ͧҨյ͹ เรื่องเก่าๆที่ไม่น่าจะมีตอนต่อไป | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เรื่องนี้เป็นพล็อตสมัยก่อนที่มีแก๊งในเฟซ ซึ่งตอนนี้เนื่องจากเกิดอาการขิ่วกัน จึงอยากฝากอนุสรณ์นี่ไว้ แม้ใครๆจะทิ้งหนู่แต่ก็ขอบคุณพี่พีหรือเทพไป๋ที่ยังดีกับหนูเสมอต้นเสมอปลาย ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่ไม่กี่ปีหนู่จะเหลือพี่แค่คนเดียว นิยายเรื่องนี้มีพล็อตเยอะมาก แต่นี่คืออันที่เขียนแรกสุด ดูดาร์กแบบงงงๆงวงๆ ซึ่งหนูก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เอาเป็นว่าเราคงต้องปิดตำนาน เซนี่เซนตัวตลกแห่งพระผู้เป็นเจ้าหรืออะไรเทือกนั้น แรกๆกลุ่มนี้มันชื่อไรก็ลืมไปแล้ว หวังว่าทุกคนคงจะมีความสุขดี แต่ก็น่าจะสุขแหละ เพราะส่องดูแล้ว ขอโทษที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวนะคะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 เม.ย. 60 / 18:49


บทที่1 เด็กชาย

 

                ณ กลางผาลึก หมู่บ้านของมนุษย์ซ่อนอยู่ที่แห่งนั้น อาณาเขตเล็กๆถูกล้อมรอบไปด้วยผาสูงเสียดฟ้า ลำธารสายสำคัญไหลมาจากน้ำตกขนาดใหญ่ที่เชี่ยวกรากอยู่ตลอดเวลาทะลุผ่านเขตปิดตายนี้ไปยังโลกภายนอกผ่านทางน้ำใต้ดิน ผู้คนยังชีพอยู่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันตามแต่ความพอใจและพึงประสงค์ของผู้ให้และผู้รับ

                มองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่แคบเพียงช่องว่างระหว่างผา แม้ว่าปราการธรรมชาตินี้จะดูราวกับกรงที่ขังสัตว์ไว้ แต่สัตว์ภายในกลับรู้สึกพอใจในกรงแสนวิเศษ ยังชีพในหุบเขาลึก ซากศพกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีแก่เหล่าพี่น้อง ผู้คนใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่ายและโหดร้าย...

                ชาลร์เลอร์ เล็น เด็กชายประหลาดนั่งมองท้องฟ้าที่ไม่เคยปรากฏสิ่งมีชีวิตเคลื่อนผ่านข้างๆแปลงผักใกล้กับน้ำตกยักษ์ เขานั่งคุดคู้อยู่หลังแผ่นหินขนาดใหญ่ที่รองรับและกั้นกระแสเชี่ยวกรากของสายน้ำให้ไหลไปถูกที่ถูกทาง ความเย็นเยียบกระแทกแผ่นหินเป็นระลอกดันความรู้สึกปลายประสาทที่กระดูกสันหลังให้เสียววาบ บ้านของชาลร์ลมีแค่สองตาแก่ยายแก่ที่ไม่ค่อยมีแรงสร้างประโยชน์ให้กับหมู่บ้าน ทั้งยังไม่มีสติปัญญาสร้างพืชพันธุ์ให้งอกงามเหมือนคนอื่นๆจึงไม่คอยมีคนสนใจนัก เพราะตาแก่ยายแก่ไม่มีแรงพืชที่ปลูกจึงมีแต่เขาที่ต้องดูแล จะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นก็ไม่ได้เพราะลำพังแค่จะประทังชีวิตสามชีวิตใบบ้านโกโรโกโสยังแทบไม่พอ

                แปลงผักของตายายซ่อนอยู่ในมุมมืดของแผ่นหินที่แสงแทบจะไม่เข้ามากระทบใบ ตาแก่ขี้ลืมกำชับหนักหนาว่าให้รดน้ำผักให้ดี ทั้งที่ทำเลตรงนี้ไม่ต้องรดน้ำพืชก็ได้รับน้ำมากกว่าความต้องการของตัวมันอยู่แล้ว ชาลร์ลลุกจากกองหญ้าที่เริ่มเปียกเพราะละอองน้ำตก เขาหักใบบอนก้านยักษ์บังละอองน้ำไว้ ยังไงก็ต้องหาอะไรไปให้ยายแก่ทำอาหารก่อน

                ชาลร์ลทิ้งร่มชั่วคราวไว้ในพรมหญ้า เขาพับขากางเกงผ้าฝ้ายเก่าๆของยายแก่ขึ้นเมื่อเห็นเรือผุที่ชาวบ้านทิ้งไว้เมื่อนานมาแล้วจอดอยู่ใกล้โขดหินลับตาคน เขาแอบเอาของเก่าๆพวกนี้ไปให้ตากับยายเป็นประจำ และก็ได้ของเก่าที่ใช้งานได้กลับมาเสมอ แต่เขาไม่ไว้ใจพวกชาวบ้านเจ้าเล่ห์พวกนั้นหรอก ครั้งหนึ่งชาลร์ลซ่อมแพที่ถูกทิ้งไว้จนเสร็จแต่พอพายล่องน้ำไปอวดทุกคนก็กลับโดนไอ้เจ้าของเฮงซวยทุบตี แถมเอาแพที่น่าจะเป็นของเขากลับไปอีก เจ้าพวกขี้โกงพรรค์นั้นเขาไม่อยากสุงสิงด้วยหรอก

                ชาลร์ลดึงธงปักบอกเขตที่ดินออกมา เจ้าของที่ตรงนี้แทบไม่เคยมาทำเกษตรตรงนี้เลย หมู่บ้านมีพื้นที่คับแคบขนาดนี้ชาวบ้านยังปล่อยให้มีที่ดินว่างเปล่าโดยไม่สนใจใยดีจะเอื้ออาทรให้ก็ไม่ ทั้งที่ตายายแทบไม่มีที่เพาะปลูก ชาลร์ลดึกธงออกมาสองอัน น้ำตรงนี้มันเอื่อยกว่าตรงอื่นแถมข้างล่างยังมีรูปร่างเหมือนแอ่ง น้ำค่อนข้างอุ่นกว่าที่อื่น ปลาเลยชุมกว่าปกติ แต่ชาลร์ลยังตัวเล็กอยู่มาก เขาเพิ่งจะสิบสามขวบอย่างเงียบๆเมื่อไม่กี่เดือน เทียบกับเด็กวัยเดียวกันเขาก็ตัวเล็กกว่า แทบจะเรียกว่าเล็กจนผิดปกติเลยทีเดียว ร่างเล็กลากเรือออกมาใกล้ท่าเรือโทรมๆ เขาพายเรืออย่างระมัดระวังไม่ให้ปลาตื่น เสียงจ๋อมแจ๋มของธงที่ผูกปลายหอกผ่านม่านน้ำและตัวปลา เขาดึงหอกเล็กๆขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนที่น้ำจะมีกลิ่นคาวปลาและไหลลงไปข้างล่าง ถึงจะได้ไม่กี่ตัวแต่เท่านี้ก็พอเลี้ยงตายายได้อีกหลายวัน

                เขาตรงกลับกระท่อมเล็กๆที่แทรกตัวอยู่ในซอกหิน ชานไม้ที่ยื่นออกมาถูกต้นไม้ใหญ่บังไว้หมดสิ้น หญิงชราปั่นผ้าด้วยเครื่องไม้แปลกๆ ที่ปั่นได้เองเพราะกลไกของตุ๊กตาไขลาน แต่ยายแก่ก็นั่งปั่นผ้าไปอย่างเพลิดเพลินจนได้ยินเสียงฝีเท้าหลานชายแกจึงปล่อยให้มันเดินงานไปเอง

                “ปลาอีกแล้วรึ หลาน” แกยิ้มพลางเอื้อมมือมาแย่งปลาที่ชาลร์ลยังไม่ยื่นไปให้ “หมักดินเค็มแล้วผึ่งแดดสักหน่อยแล้วกันเนอะ”

                “ย่างได้ไหมฮะ ยาย”

                “ได้จ้ะ แต่หลานต้องตากมันให้แห้งก่อน” ยายตอบเสียงแหบแห้งที่เหมือนมีแค่ลมผ่านออกมา

                “ผมอยากกินปลาที่ไม่ต้องตากแห้งบ้าง...”

                ยายแก่ทำหูทวนลมเดินไปลานเล็กๆที่มีกองเถ้าและหม้อบุบๆ ตาแก่อยู่ในป่าใกล้ๆ แกกำลังนั่งเก็บไส้เดือนไว้ทำเหยื่อล่อให้ชาลร์ล บนกระท่อมมีของอยู่ไม่กี่อย่างมันน่าขยักแขยงและเงียบสงบมากเกินไป ชาลร์ลแทบไม่อยากรู้เลยว่าหลังจากที่ตาแก่กับยายแก่ตายไปชีวิตเขาจะเป็นยังไง

                เพิงหน้าต่างมีสัตว์หลายชนิดตากแห้งอยู่ ส่วนมากจะเป็นเจ้าของถิ่นเดิมก่อนที่ชาวบ้านจะอพยพเข้ามาอาศัย ค้างคาวตัวโตนอนแผ่หลาจนขึ้นโครงกระดูกเด่นชัดบนหลังคา โหลตุ๊กแก ตะขาบ กิ้งกือทั้งที่สดและดองวางอยู่ทั่วห้อง ตาเคยบอกว่ามันเป็นยาชั้นดี แต่เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ว่าต้องเอามันมาร่วมบ้านมากมายขนาดนี้ กะโหลกชะนีที่เพิ่งถลกหนังออกไปวางแขวนอยู่ตรงหน้าต่าง ชาลร์ลนึกเวทนาตัวเองในใจ

                เสียงเสียดสีของต้นไม้กับเงาตะคุ่มของต้นไม้ในป่าน่ากลัวอยู่บ้างสำหรับเขาที่ต้องนอนชานบ้านทุกคืน ลูกตาสีแดง เหลือง ฟ้า เขียว ปรากฏอยู่เป็นจุดๆทั่วแนวสายตาแต่ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้กระท่อม ยายแก่ว่าเพราะตาคุยกับสัตว์ได้ สัตว์มันรักและเชื่อฟังตาจึงไม่มาทำร้าย ชาลร์ลก็เคยนึกเชื่ออยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่เคยมีวันไหนเลยที่ตาไม่ลืมก่อกองไฟรอบบ้าน ขนเชื้อเพลิงยัดใส่จนกว่าแสงแดดจะกลบสีลูกตาประหลาดนั่นไป

                ชาลร์ลประหลาดกว่าคนอื่นมากโข เขามีผมสีน้ำตาลทองที่ยายแกเอายารากไม้เหม็นหนืดมาชโลมให้บ่อยๆ จนดูเหมือนพวกกุ๊ยสกปรก ตาเองก็เป็นสีเหมือนตาแมว มันเป็นสีฟ้ารูม่านตาเล็กหรี่กลมโต ผมหยักศกไม่เคยเป็นทรงเลยสักวัน ผ้าคาดผมที่ยายสวมให้ติดหนึบไปกับผมเพราะยารากไม้ ชาลร์ลสังเกตเห็นเขี้ยวเล็กๆที่มุมปาก และแก้มสากๆที่มีเส้นขนขึ้นในบางโอกาส คืนนี้ดาวไม่อวดโฉมกันนัก ฟ้าจึงมีแสงจันทร์รำไรอยู่บ้าง เขาเพ่งมองความว่างเปล่า มือสากๆแอบลูบใบหน้าที่มีเส้นขนแซมขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด

                เช้าวันใหม่ที่เยี่ยมเยือนมาโผอ้อมกอดโอบล้อมให้รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของคอกขังนรกอีกครั้ง ชาลร์ลชะเง้อมองริมขอบฟ้าที่อยู่เหนือผาเบื้องหน้า ความรู้สึกอยากได้รับอิสระก็ยิ่งถาโถมเข้ามาให้หัวใจสั่นระรัวจนแทบอยากกระโจนขึ้นบนผาสูงให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะรู้ว่าความชันจะทำให้ต้องตกลงมาตายซะก่อน ชาลร์ลไม่เคยเฉียดใกล้ทางน้ำใต้ดินได้โดยไม่มีบาดแผล เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนจึงได้จงเกลียดจงชังเขาและตาแก่ยายแก่นัก แม้จะรู้ว่าทุกคนในหุบเขาหวาดกลัวภายนอกที่แห่งนี้แต่ชาลร์ลก็ไม่เคยรู้เลยว่าข้างนอกนั้นมีอะไร ยิ่งไม่รู้ยิ่งกลัว อยากรู้ ออกไป...ออกไป...ออกไป!!!!

                แรงดันใต้จิตสำนึกตีรัวจนต้องกุมหัวใจแสนอ่อนแอเอาไว้แน่นร่างเล็กทรุดลงกับพื้น เสียงหายใจหอบแห้งพ่นออกมาเป็นระยะ เด็กชายควบคุมสติด้วยความรู้สึกหนักแน่น

                ผีเสื้อตัวจิ๋วบินเล่นกับปลายลู่ไหวของดอกหญ้าปลอบประโลมใจเด็กชายให้คลายความตึงเครียด เขาเดินเข้าไปใกล้หวังเอื้อมมือให้ถึง ผีเสื้อน้อยแกล้งตกใจแล้วบินไปไกล ชาลร์ลรู้สึกเหมือนถูกสะกดไว้ในภวังค์สีมุกอ่อน พื้นหญ้าหยาบฉ่ำถูกเนรมิตเป็นผืนทุ่งดอกไม้สะพรั่ง สีบุบผานานาชนิดงอกอวดต้นอ่อนแทงทะลุพื้นหญ้าชื้นหมุนเป็นต้นกล้างอกเงยเหนือแผ่นดินอย่างรวดเร็วไม้อ่อนผลิดอกบานสะพรั่งในพริบตา สีสันสดสวยแต้มโลกทั้งใบให้สดใสสุดลุกหูลุกตาจนชาลร์ลอัศจรรย์ใจ ผีเสื้อตัวน้อยที่กางปีกหนีไปขยายตัวใหญ่ขึ้นหลายสีแต่งแต้มตัวเหมือนภาพศิลปะละเลง สีเฉดต่างๆจนเลอะ ปีกกรีดแยกแบ่งตัวเหมือนริ้วกระดาษฉีกขาดบั่นตัวปลิวละลิ่วไปตามสายลมที่พัดเข้ามาวูบหนึ่ง

                 ผีเสื้อหลายพันล้านล้านตัวสะบัดปีกสุดขอบฟ้าที่กว้างใหญ่กว่าทุกเวลาประหนึ่งว่าไม่มีสรรพสิ่งใดในโลกขวางกั้น แสงสว่างจ้าแผดเผาดวงตาเขาชั่วขณะพลันหมู่สัตว์ปีกหลากสีกระจัดกระจายมุ่งบินมาที่ตรงหน้า สีสันที่เริ่มหลอมละลายเป็นร่างจำแลงของบางสิ่ง ปีกโปร่งแสงรียาวโผล่พ้นร่างเล็กถนัดตาลอยสูงพอๆกับเขา มวยผมสีทองอ่อนเกล้าไว้เหนือศีรษะประดับปีกผีเสื้อสีเงินวาว เดรสโปร่งพลิ้วไหวไปกับสายลม เธอกอดเข่าเหมือนทารกน้อยในครรภ์ที่ลอยอยู่เหนือพื้น แววตาสีมรกตลืมขึ้นช้าๆร่างที่ขดอยู่เริ่มเหยียดตรง ประชันหน้ากับเขาด้วยแววตาที่ไม่ได้สติ

            ชาลร์ลจังงันไปชั่วครู่แล้วเริ่มใคร่ครวญทุกอย่างก่อนที่จะหนึ่งได้ว่าทุกอย่างไม่ควรเป็นความจริง มือเล็กก็เอื้อมเข้ามาลูบใบหน้าจนร้อนผ่าว

                “ผู้ที่บุกรุกดินแดนของเรานั้นเป็นใคร”

                เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เหมือนท่วงทำนองของบทเพลงแสนอ่อนโยนดังก้องขึ้นในหัวมากกว่าจะมาจากริมฝีปากของเธอ ชาลร์ลปล่อยให้เด็กแปลกหน้าสัมผัสตัวเขาต่อไป หน้าผากที่นุ่มเหมือนเจ้าหญิงจรดกับคิ้วเหนอะหนะจนชาลร์ลรู้สึกอาย

                “เล็นรึ...?”

                “ ผ ผมชาลร์ล...เลอร์ เล็น...ครับ”

                “เล็น...ใช่เจ้าแน่หรือ?”

                น้ำเสียงเล็กดีใจอย่างเห็นได้ชัดแต่แววตายังคงไร้สติเช่นเคย เธอไม่ได้ฟังที่เขาพูดเอาแต่พร่ำถ้อยคำเดิมจนภาพแสงสีจางลงไป เหตุการณ์เมื่อครู่ดูราวจะห่างไกลออกไปสุดขอบฟ้าเสียงตึกตักในใจและมือที่เอื้อมคว้าตัวเขาลับและจางไป...

                เขาล้มพับอยู่ที่ผาสูงชันไม่มีทุ่งหญ้าปลิวไสวแต่ผีเสื้อยังเกาอยู่ปลายกิ่งไม้แห้ง สักพักก็โผบินไปจนลับสายตาชาลร์ลวิ่งตรงกลับบ้านทันที ตากับยายทำกิจวัตรเดิมซ้ำๆในวันนี้โดยไม่สนใจผีเสื้อที่บินอยู่เหนือซากสัตว์เน่าที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นหืด

                “ตาแก่ ยายแก่!

                ตายายชำเลืองมองเขาแต่ก็ไม่ได้สนอะไรมากกว่าการกลับไปทำกิจวัตรของตน ชาลร์ลเดินไปกระตุกแขนยายแก่ให้หันมาแต่เนื้อเหี่ยวย่นกลับหล่นโผละลงบนพื้น แกยังนั่งยุ่งกับหม้อโดยไม่สนใจแขนที่หายไป เนื้อเน่าเปื่อยของยายหลุดลงเหมือนไม่มีของยึดติด ชาลร์ลสัมผัสแผ่นหลังยายมันหลุดลงบนพื้นอย่างง่ายดายน้ำเหลืองเขียวคล้ำเปรอะทั่ว ชาลร์ลชะงักพลางวิ่งไปทางตาที่ยังขุดดินความรีบเร่งทำให้แรงกระแทกไปโดนตา เสียงพลักดังขึ้นเมื่อด้ามเสียบกระแทกคางตา หัวชายชรากลิ้งมาใกล้เด็กชายที่ล้มลง เขายังจับเสียมขุดดินราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาลร์ลวิ่งออกไปที่ลาน เขาชะงักกับเสียง

                “ปลาอีกแล้วรึ หลาน” แกยิ้มพลางเอื้อมมือมากระชากแขนเขา “หมักดินเค็มแล้วผึ่งแดดสักหน่อยแล้วกันเนอะ” ชาลร์ลสะบัดแขนทิ้ง ฟาดใบหน้าศพชราหลุด เหลือแต่โครงกระดูกกับเนื้อแดงคล้ำที่ขยับคำพูดแหบแห้ง ชาลร์ชขยับปากจะตอบออกไปตามปกติ..

                “ได้จ้ะ แต่หลานต้องตากมันให้แห้งก่อน”

                ชาลร์ลวิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่รู้ว่าเริ่มเข้าสู่ย่านคนชุกชุมเมื่อไหร่ ก้อนหินแหวกอากาศไม่ปราณีเขาสักครั้ง ทุกคนรุมประชาทัณฑ์เด็กชายที่ไม่มีความผิดอะไร เขาวิ่งต่อไปโดยที่ชาวาบไปทั้งร่าง เลือดสดๆไหลคละคลุ้งกับกลิ่นเหม็นเน่าแต่เขาก็ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดนิ่ง เสียงกู่ร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นเรื่อยๆตามสองข้างฝั่งน้ำ เสียงหวีดร้องผวาแผดจ้าจนเขาแทบจะเป็นบ้า

                ทำไม เขาทำอะไรผิด ทำไม ทำไม มันอะไรกันแน่ ชาลร์ลวิ่งตรงไปที่สุดทองทางน้ำอุโมงค์และเรือหลายลำพายออกไปอย่างคึกคักสลับกับเสียงกรีดร้อง

                “รอผมด้วย!!! ชาลร์ลหอบพลางตะโกนก้องไปที่กลางสายน้ำ “ขอร้องล่ะ ให้ผมขึ้นเรือไปข้างนอกที!! เขากระโจนลงน้ำอย่างกับคนเสียสติ ขบวนเรือแตกตื่นกันใหญ่ พุ่งหลาว หอกทิ่มแทงมาที่เขาราวกับเป็นเสนียดจัญไร ชาลร์ลผละออกจากเรือ น้ำตากับเลือดผสมปนเปจนน้ำเป็นสีแดงชาด ปลาเริ่มมาชุกชุมอยู่รอบตัวเขาทั้งจากฝั่งต้นน้ำและนอกเมือง เขี้ยวฟันแหลมเล็กแทะเล็มตามตัวจนเด็กชายแผดเสียงครวญด้วยความเจ็บปวด ชาลร์ลร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง ชาวบ้านปล่อยให้เข้าถูกฝูงปลารุมกิน แต่ละคนชะงักไปเหมือนร่างกายเป็นอัมพาต เสียงหวีดร้องดังพอๆกับความเจ็บปวดของเขา เสียงปืนกลดังทะลุผ่านม่านน้ำและตามร่างกาย ซากสัตว์เนืองนองเหนือน้ำใสที่แดงชาด เขาเห็นอุโมงค์ทางออกอยู่ไม่ไกล กลิ่นคาวปลากระตุ้นความรู้สึกถึงปลาย่างร้อนๆที่สมัยก่อนยายแก่เคยทำให้กินบ่อยๆ ความเจ็บปวดเริ่มชาไปกับน้ำที่เย็นจัดเด็กชายสัมผัสถึงภายในที่ร้อนผ่าวรุกเร้าออกมา  เขาดีดตัวขึ้นสูง มองไม่เห็นอะไร ไม่รับรู้อะไรกลิ่นเลือด กลิ่นคาวเลือด กลิ่นหอมหวน เสียงหวีดเสียดหูดังระงบ บนแผ่นไม้มีเนื้อหอมหวนอยู่ เขาเลือกขโมยห่อที่หอมที่สุดกอดไว้แนบอกท่ามกลางเสียงทะลวงอาวุธ เรือที่ไร้คนคุมเทลงไปตามกระแสน้ำเชี่ยวผ่านอุโมงค์ที่มืดสนิทแสงสว่างเล็กจ้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนสว่างไปทั่ว แสงที่จ้าจนแสบตา เรือไหลไปเร็วตามน้ำซัดซา เสียงกู่ร้องของพงไพร เสียงตึงดังสนั่นแผ่นไม้ที่เริ่มแตกกระจาย ชาลร์ลกระเด็นกระดอนไปที่ไหนสักแห่ง แล้วหมดสติไป...

 

            แสงแดดสีทองแยงตาจากบนฟากฟ้าสีทองเหลือง ดวงตาของเด็กชายพร่ามัวไปชั่วขณะ ใบไม้หนาทึบเขียวทึมอยู่กลางบรรยากาศร้อนชื้น คราบไคลเขียวเกาะพื้นทั่วทุกแห่งหน ต้นมอสเกาะกราวพื้น ไม่เหลือพื้นที่ให้แลเห็นสิ่งใดๆบนพื้นที่นี้ หยดน้ำติ๋งติ๋งลงมา เขาเผยอปากที่กระหายน้ำ ในหัวปวดเวียนไปหมดก่อนที่เจ้าตัวจะสำนึกความได้ ชาลร์ลผุดลุกขึ้นนั่งเสียงร้องไห้ของเด็กแผดจ้าอยู่ไม่ไกลเขาสังเกตเห็นห่อผ้าหล่นลงบนตัก...เสียงมาจากตรงนี้เอง

                เด็กชายอุ้มทารกน้อยขึ้นมา จมูกดมฟุดฟิดสัมผัสกลิ่นของเขาไวมาก เด็กอ่อนมักมีกลิ่นคาวเลือดชวนเวียนหัวแต่เด็กคนนี้ช่างหอมหวนเหลือเกิน ท้องชาลร์ลร้องโครกครากราวจะประท้วงที่ไม่ยอมกลืนกินอาหารลงไป หยดน้ำลายหยดลงเปื้อนหน้าหนูน้อยในอ้อมอก อ่า...

            ไม่ใช่! เสียงในใจร้องเตือนสติ จะไปกินเด็กได้ยังไง จะบ้าหรือเปล่า เขาอุ้มเด็กพลางเดินมาที่ริมธาร น้ำไหลเอื่อยๆอย่างไม่รีบเร่ง เขาชั่งใจว่าจะเดินทวนกระแสน้ำไปที่หมู่บ้านหรือจะเดินตามกระแสน้ำไป ร่างกายที่ยังลืมสัมผัสปวดร้าวไม่ได้พาเขาเดินตามน้ำ

 

                สิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ในป่าหยุดกิจกรรมในป่า แม่กวางน้อยส่งเสียงร้องบอกลูกเล็กๆให้รีบวิ่งหลบไปยังอีกฝั่งของทุ่งหญ้า ชะนีร้องกู่เรียกกันออกห่างราวกับกลัวภัยร้าย  ปลาเขี้ยวคมมุดลงน้ำลึกซ่อนตัวในซอกหลืบของร่องน้ำ นกใหญ่บินโฉบเฉียวเป็นวงกว้างเหนือทุ่งราบ เด็กชายเงยหน้ามองเหตุการณ์ประหลาดอย่างสลด แม้แต่สัตว์ในป่าก็ไม่ต้อนรับแฮะ ชาลร์ลถอนหายใจปลงกับชีวิต แต่...จะบ้าหรือไง เจ้าทึ่ม!!! เขากวาดตามองทุ่งหญ้าเตียนโล่งก้มหัวลงต่ำตามสัญชาตญาณ ทารกร้องไห้เสียงดัง เงียบนะ เจ้าเด็กนี่ เดี๋ยวก็ปล่อยไว้ตรงนี้ซะนิ ชาลร์ลแน่ใจว่าเดินตามลำน้ำมาแล้วทำไม...

                ลำธารไหลเอื่อยเชื่อยอยู่ใกล้ๆไม่ผิดแน่แต่พื้นดินกลับแห้งผากไม่เขียวชอุ่ม ที่ตรงนี้ราบเตียนแห้งแล้งความชื้นในอากาศต่ำกว่าปกติ เสียงกริ๊กกรีดหูเหมือนจิ้งหรีดตีปีกดังระงบ เด็กน้อยในอ้อมกอดยิ่งร้องเสียงจ้า เกล็ดดินร่วงลงกว้าง ธารน้ำที่ไหลบ่าพื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นเม็ดทรายดูดมวลทุกสิ่งอันตธานลงธรณีไปสิ้น ชาลร์ลรู้สึกหวาดกลัวจับใจแต่ลมที่ผุดมาจากหลุมนั้นกรรโชกแรงจนเขาไม่อาจขยับได้

                เกลียวคลื่นทรายโหมกระหน่ำเข้าใกล้ เด็กชายยึดโขดหินไว้แน่น แรงเหวี่ยงลมหมุนตัวเขาขึ้นไปกลางอากาศกระแทกกับต้นไม้ใหญ่เสียงดังสนั่น ใบไม้ ผลไม้หล่นตุบตามกันเสียงดัง ชาลร์ลพยายามเกาะมันไว้แต่ก็ถูกดึงไปที่อีกฝั่งในป่าชอุ่ม ผู้ชายร่างกำยำยืนอยู่เหนือหัวกระชับผ้าพันคอสีน้ำตาลเลือดปิดจมูก เส้นผมสีขาวขุ่นสะบัดปลิวตามแรงลมที่พัดเข้ามาบ้าง ที่ใต้ตามีรอยบากอยู่ข้างละสองรอย เขายิ้มให้เด็กชายเขี้ยวสีมุกแยกออกประดุจสัตว์ร้าย ชาลร์ลเสียวหลังวูบเผลอกระชับของในอ้อมกอดแน่น เขาดีใจที่เด็กน้อยยังไม่หลุดหายไปไหน

                “ไง น้องชาย คนต่างถิ่นใยจึงเที่ยวเตร่อยู่แถบนี้” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม “สัตว์ร้ายมันชุกชุม”

                สิ้นคำร่างสันทัดกระโดดไปกลางพายุโดยไม่หวั่นเกรง ชาลร์ลได้แต่ภาวนาให้ผู้มีพระคุณปลอดภัย ชายหนุ่มสับเปลี่ยนทิศทางโดยอาศัยแรงลมหนุนร่างให้ไปยังทิศทางที่ต้องการ เขากระโดดผ่านกิ่งก้านสาขาไม้ใหญ่ไปถึงจุดสูงสุดทัดเทียมลมหมุนที่ไม่เคลื่อนตำแหน่งแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเผยอาวุธสีขาวมุกกระโจนลงไปใจกลางลมหมุนพร้อมกับบริบทคาถาแปลกๆ ฉับพลันเสียงกรีดร้องสองเสียงก็ดังก้องทั่วป่า สิงสาราสัตว์ที่วุ่นวายยิ่งกระเจิงออกไปจนแทบเหยียบกันตาย ชาลร์ลกอดเด็กทารกไว้แนบอกราวว่าเป็นสถานที่พักพิงใจสุดท้าย

                “ไม่ต้องกลัวนะ” เขาปลอบโยนเจ้าตัวน้อย

                โลหะกระทบเปลวอากาศฉวัดเฉวียนสลับกับมวลพายุที่เคลื่อนหายเป็นริ้ว ปะติดปะต่อไม่คงที่ แผ่นลานกว้างสั่นกระเพื่อม เด็กชายแอบอิงอยู่กับไม้ต้นใหญ่ ฝุ่นตลบไม่อาจทำให้มองเห็นสิ่งใดได้ การรับรู้ของเขาถูกสิ่งแวดล้อมบดบังจนหมด

                พึบ

                มือใหญ่ปัดผมเหนี่ยวเหนอะให้เขา ละอองฝุ่นเริ่มจางลงเผยใบหน้าสัตว์ร้ายดุดันในร่างมนุษย์ที่แสยะยิ้มให้พลางยื่นมือให้ชาลร์ลเหมือนจะเชื้อเชิญให้ลุกขึ้น เด็กชายสะดุ้งเฮือกกับแววตาและรูปร่างที่คลับคลายคลับคลาไปทางเสือโคร่งตัวใหญ่ที่ตาเคยเอามาประดับบ้าน แต่ก็ยอมเอื้อมไปหาอุ้งเท้าเสือข้างนั้น

            ฝ่ามือเล็กๆของเด็กชายสัมผัสอุ้งมือใหญ่หยาบกร้านที่อบอุ่นจากความรู้สึกประหลาดชวนงงงวย ราวกับเป็นมิตรที่เพิ่งพบเจอก็ไม่ปาน

                “ไม่ต้องกลัวนะ”

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ จ้าวกลิ่นจันทร์,Sai_T จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น