The secret of times ตอน ร.ร.นาดาวบางกอก 1 (ดาว ก้อย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,356 Views

  • 4 Comments

  • 22 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    1,356

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เมื่อคนที่เห็นภาพจากเวลา มาเจอกับดาวก้อยค่จิ้นสุดฮอทแห่งโรงเรียนนาดาวบางกอก ปัญหาของพวกเธอจะคลี่คลายไปทางไหน


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

แนะนำตัวละครหลัก

ธนัท ชายผู้มีอาชีพเป็นที่ปรึกษา และความสามารถของเขา คือการมองนาฬิกา และเห็นภาพทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต

จอย ลูกน้องสาวห้าว ดูลุย ๆ   เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวและขับรถให้ธนัท

พริม เลขาสาวสวย เก่ง ฉลาด ลูกน้องคนสนิทอีกคน แต่เธอเป็นเลสเบี้ยน

เอลลี่ แม่บ้านสาว คอยดูแลเรื่องจิปาถะให้ธนัท และคุมร้านกาแฟที่ชั้นล่างให้ธนัท

รัญชนาหรือกี้  แฟนสาวของธนัท

แนะนำตัวละครในตอน

ดาว นักเรียนชั้นม.5/1 ..นาดาวบางกอก  ที่มีความในใจต่อเพื่อนสาว ขัดแย้งและต่อต้านแม่

ก้อย เพื่อนของดาวที่กลายเป็นคนรัก และมีปัญหากับดาวจนท้ายสุดไปคบกับผู้ชาย

นภาจรี แม่ของดาว เป็นผู้หญิงเก่ง คาดหวังในตัวลูกสาวสูง และเป็นนายกสมาคมผู้ปกครองของร.ร.นาดาวบางกอก

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 16 พ.ค. 58 / 02:29

บันทึกเป็น Favorite


ผม ธนัท นพเกตุ ผมมีอาชีพเป็นที่ปรึกษา

               เอ๋า อย่ามองหน้าผมอย่างนั้นสิ ที่ปรึกษาก็เป็นอาชีพที่ดีอาชีพหนึ่งเชียวนะ

               ปรึกษาด้านใดหรือครับ ผมจะบอกคุณว่า ทุกเรื่อง และข้อสำคัญ ผมไม่ทำงานให้ใครเป็นประจำนะครับ ทุกคนที่มาหาผม จะได้รับคำปรึกษาที่ดีกลับไปเสมอ ข้อสำคัญ ใช้ได้ ทำได้จริงเสียด้วย

               อย่าถามเลยครับว่าทำไม เผอิญผมดันมีความพิเศษอยู่เรื่องนึง ซึ่งมีคนรู้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น

               ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรของลูกค้า ถ้าผมได้นั่งจ้องนาฬิกาที่เดินแม่นยำเที่ยงตรง ภาพต่าง ๆ จะออกมาเหมือนฉายหนัง ถ้าอยากจะรู้ว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมก็แค่ขยับภาพขึ้นไปข้างหน้า อยากรู้อดีตก็ขยับถอยหลัง แค่นั้นเอง

               แต่มันก็มีข้อจำกัดอยู่ ตรงที่นาฬิกาที่ผมมอง ต้องเดินเป็นปรกติ และเที่ยงตรง ถ้าคุณเอานาฬิกาที่เวลาไม่ตรงมาให้ผมจ้อง ผมก็จะเห็นอะไรที่มันเพี้ยนเบลอไปหมด เวลายิ่งเพี้ยนมาก ภาพที่ผมเห็นก็ผิดไปจากข้อเท็จจริงมากเช่นกัน 

               นี่คือความสามารถของผม และผมก็เนียนใช้จนลูกค้าตรึมเลยล่ะครับ

               พริมเป็นเลขาผม เธอฉลาดไหวพริบดี และเธอเสนอแผนให้ผมเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในงานของเรา

               ต้องย้ำว่าของเรา เพราะทีมงานผมมีแค่สี่คน คือ ผม กับแม่พวกสาว ๆ ในออฟฟิศแค่นั้นเอง

               หนังสือที่ผมเขียน ผมว่า เล่มเดียวคงไม่พอ เลยขยายเพิ่มเป็นสองเล่ม

               เล่มแรก ผมตั้งชื่อว่า หนึ่งจิต คิดแปดเนื้อหาคือ การค้นหาตัวเอง ค้นหาความคิด ค้นหาเป้าหมาย บอกกันคร่าว ๆ คือ ทฤษฎีผมเชื่อในจิต และเมื่อจิตได้เริ่มทำงาน องค์ประกอบของความคิดทั้ง 8 ก็จะทำงานตามไปด้วย เมื่อความคิดทำงาน เราก็สามารถสืบสาวร่องรอยของความคิด เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในใจคนได้ ทั้งคนรอบข้าง และตัวเราเอง 

               อีกเล่มหนึ่ง ผมให้ชื่อว่า หนึ่งจิตนำ กับพฤติกรรมแปดประการเนื้อหาเกี่ยวกับการทำให้เป้าหมายในชีวิตเป็นผลสำเร็จขึ้นมา โดยทฤษฎี คือ ให้เชื่อในจิต ซึ่งจะส่งผลไปสู่การกระทำ 8 อย่างและหากทำให้การกระทำทั้งหมดไม่บกพร่อง ความสำเร็จในชีวิตก็จะเกิดขึ้นแน่นอน 

               พริมเก่งจริง ๆ เพราะตั้งแต่หนังสือเราวางขาย ก็เรียกว่า งานเราแทบไม่มีวันหยุด เพราะใคร ๆ ก็อยากให้ผมไปบรรยายถ่ายทอดข้อคิดและความรู้ เขาว่า เนื้อหามันโดนจริง ๆ

               ถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็แค่เอาของเก่ามาเล่าใหม่ เพราะมันคือหลักปรัชญาโบราณของเลข ๙ ช่อง ที่ผมเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ไม่มีใครทำให้มันเข้ากันได้กับโลกยุคใหม่แค่นั้น

               อ้อ วันนี้ ผมมาบรรยายที่โรงเรียนมัธยมเอกชน ที่เจ้าของโรงเรียนเป็นลูกค้าผมคนหนึ่งด้วย เขามาขอคำปรึกษาจากผมเรื่องการต่อยอดธุรกิจ ผมก็จิ้มที่ใกล้ ๆ โรงเรียนให้เขาเปิดเป็นหอพักและเทรดเซ็นเตอร์ ผลน่ะหรือครับ อย่าให้พูดเลย ถ้าไม่รวยขึ้นคงไม่มาเชิญผมหรอก

               พอดี ผมดังจากหนังสือ เจ้าของโรงเรียนเลยให้ผู้อำนวยการเชิญผมมาบรรยายให้เด็ก ๆ ฟังเรื่อง วัยรุ่นกับการค้นหาตัวเองซึ่งเป็นเนื้อหาในหนังสือเล่มแรกอยู่แล้ว แค่ปรับเนื้อหาบรรยายให้เข้ากับเด็กมัธยมแค่นั้นแหละ

               ตามเคย ผมมากับจอยและพริม ส่วนเอลลี่เฝ้าออฟฟิศ

               งานบรรยายให้เด็กมัธยมฟัง คงไม่ง่ายนักหรอกนะ

               โรงเรียนนาดาวบางกอก ก็เหมือนโรงเรียนเอกชนโดยทั่วไปนั่นแหละ คือ ค่าเล่าเรียนแพง แต่ก็อยู่ในระดับที่คนฐานะปานกลางพอจะส่งลูกมาเรียนได้

               ผมคิดว่า การบรรยายให้เด็กวัยรุ่นฟัง อาจจะต้องใช้น้ำจิ้มและสีสันให้มากสักหน่อย ไม่งั้นเด็กง่วงสลบเป็นแถบ ๆ แน่

               การค้นหาตัวเองหรือ ควรจะทำให้เด็ก ๆ เค้าทึ่งซักหน่อย

               บรรยายจนเด็กเริ่มเบื่อ เริ่มหันหน้าคุยกัน ผมก็คั่นเวลา โดยชี้ไปที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง น่าจะอยู่ม.6 ให้ขึ้นมาบนเวทีบรรยาย

               จากนั้นก็ฉายพาวเวอร์พอยน์คำถามเบา ๆ ให้เด็กคนนั้นตอบ สำหรับน้องคนนี้ ถามแค่ชอบชุดสีอะไรเพราะอะไร

แต่ เฮอะ มุมจอนั่น นาฬิกาใช่ไหม

               ไม่ว่า น้องเค้าจะตอบอะไรออกมา มันไม่สำคัญหรอกครับ คำถามมันแค่ตัวหลอก ให้ดูว่า ผมวิเคราะห์ความเป็นไปจากคำตอบของน้องเขาเฉย ๆ แต่ผมเห็นชีวิตน้องคนนี้ตั้งแต่เห็นนาฬิกามุมขวาล่างนั่นแล้ว

               เฮ้อ เด็กผู้หญิงคนนี้มีเพศสัมพันธ์เปรอะไปหมดตั้งแต่ม.ต้น ทำไมซ่าส์ขนาดนี้นะน้อง ดีนะที่กลับเนื้อกลับตัวแล้ว 

               จะให้ครูพูดไหมเรื่องของเธอนี่น่ะ จริง ๆ ผมจะไม่แทนตัวเองว่าครูหรอก แต่บรรยายให้เด็กฟังก็ต้องครูซะหน่อย

               น้องผู้หญิงอมยิ้มเหมือนท้าทายหน่อย ๆ

               ลองดูสิคะครู

               เธออยู่คอนโดสูง อยู่กับแม่ กับน้องสาวที่ยังแบเบาะ จะให้พูดอะไรต่ออีกไหม อย่างเรื่องโดนทำร้ายร่างกายในห้องน้ำ

               น้องผู้หญิงชักหน้าเสีย เวลานี้ เด็ก ๆ ที่คุยกันกลายมาเป็นสนใจเวที และฮือฮา จริง ๆ ผมเห็นมากกว่านั้น แต่เลือกพูดในเรื่องที่คนทั้งโรงเรียนรู้จะดีกว่า เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็คงไม่เสียหน้ามากนัก

               เอาแบบ เอ้อ พอสมควรนะคะน้องเขาต่อรอง

               ผมก็จัดตามคำขอ

               เธอมีแฟนตั้งแต่ม.2 คนล่าสุดเหมือนชอบชกต่อยกับคนอื่น เธอมีเพื่อนที่รักมากอยู่คนนึง แต่ไม่ได้คบกันหลายปี เพิ่งกลับมาคบกันใหม่ได้ไม่นาน มีเพื่อนรักอีกคนด้วย ท่าทางกระตุ้งกระติ้งไม่เหมือนผู้ชาย

               เสียงฮือฮาดังไปทั้งหอประชุม

               ผมรู้ว่า ถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ น้องเขาคงรับไม่ได้แน่ ก็เลยตัดบทให้ไปนั่งที่

               พวกเธอจำไว้นะ คนเราไม่สามารถซ่อนความเป็นตัวตนจากสายตาคนอื่นได้หรอก แค่เรารู้วิธีคิด วิธีอ่าน เราก็จะสามารถวิเคราะห์ตัวตน และความเป็นไปของตัวเอง และคนอื่น ๆ ได้สบาย ๆ เหมือนกับที่ฉันทำให้เพื่อนเธอ ชื่ออะไรนะ อ้อ สไปรท์ แหม ชื่อซ่าจังนะ เนี่ย สไปรท์เขาทึ่งมาแล้ว

               ผมพูดจบก็กวาดสายตาหาเด็กผู้ชายผมเกรียนที่ผมเห็นจากการเพ่งเวลาเมื่อสักครู่

               นั่น นั่งหลังสุด

               ผมเรียกเขาขึ้นมา คนในห้องประชุมเงียบกริบ

               ชื่ออะไรนะเรา อ้อ พลวัต เธอตอบคำถามครูตามที่ครูขึ้นไว้ให้นะผมเลื่อนหน้าพาวเวอร์พอยน์เป็นหน้าถัดไปให้

               พลวัตตอบแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้ว่าผมจะมาไม้ไหน

               ผมพูดว่า

               เธอมีปัญหาด้านการค้นหาตัวเอง เธอยังไม่รู้ว่า ชีวิตในวันข้างหน้าของเธอจะเป็นอย่างไร เรียนอะไรต่อ และทำงานอะไรดี พลวัต ครูจะบอกเธอให้นะ เธออาจจะใช้ชีวิตเหลวไหล ตีรันฟันแทง หัวไม่ดี แต่นั่นแหละ ครูจะบอกว่า ถ้าเธอจะเป็นครู เธอจะเป็นครูที่ดีมากกว่าครูที่ทำหน้าที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะจริง ๆ เธอเป็นคนดี และพร้อมแบ่งปัน พร้อมจะมอบความรู้สึกดี ๆ ให้คนรอบข้าง คนรุ่นถัด ๆ ไป ต้องการครูอย่างเธอ พลวัต ถ้าเธอเชื่อฉัน เธอไปเรียนครู จะด้านใดก็ได้ แล้วมาเป็นครูที่นี่ เธอจะมีความสุขมากกว่าการดูแลธุรกิจครอบครัวไปวัน ๆ แน่ พี่สาวเธอเขาทำงานให้ครอบครัวแค่คนเดียวก็ได้เธอไม่ต้องกังวลหรอก

               ผมเอาไมค์ออกจากปาก แล้วพูดเบา ๆ กับเขาว่า

               ดูแลสไปรท์ดี  ๆ นั่นแหละคนที่เหมาะสมกับเธอ

               ผมเห็นเด็กที่ดูกร้าว ๆ เกเร ๆ คนนี้ น้ำตาซึม หลังจากที่เขาอึ้งกับคำพูดผม เหมือนเด็กทั้งหอประชุม

               ผมแค่ให้เขาตอบคำถามว่า เขาชอบดอกไม้อะไร และทำไม แค่นั้นเอง

              

ผมบรรยายเสร็จก็ครึ่งวันเช้า ครูนิพนธ์ ซึ่งเป็นครูปกครอง ให้ผมไปทานข้าวกลางวันร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ของร,ร นาดาว แน่นอน ทุกคนชมเชยผมไม่ขาดปาก

               พริมทำหน้าที่เจรจาสรรเสริญเยินยอผมให้คนอื่น ๆ ฟังเผื่อว่าจะมีใครจ้างเราอีกเพราะพริมรู้ว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารหลายคนมีธุรกิจอื่นนอกเหนือจากการบริหารโรงเรียนด้วยเธอนอกจากจะเป็นเลขาที่ดีแล้ว ยังเป็นนักประชาสัมพันธ์ชั้นยอดให้ผมอีกด้วย

 ส่วนจอยหาคาปูชิโน่ของโปรดมาให้ผมกิน หน้าที่เธออยู่แล้ว

               ครูนิพนธ์ไปดูแลเด็ก ๆ พอกลับเข้ามาในห้องรับแขกก็ถามผมว่า

               อาจารย์พอจะมีเวลาให้ท่านนายกสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนคุยสักสองสามนาทีไหมครับ

               ผมไม่อยากจะบอกครูนิพนธ์หรอก ว่า ผมรอเธออยู่

               ผมเห็นภาพเธอมาตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้วล่ะ

               ผมมีเวลาถึงบ่ายโมงครับ จอย คิวงานต่อไปบ่ายสองใช่ไหม ขับรถทันนะ

               จอยรับคำ ผมต้องขอตัวผู้ใหญ่คนอื่น ๆ มารับแขก ซึ่งครูนิพนธ์จัดโต๊ะทำงานในห้องปกครองให้ผมนั่ง

               ผู้หญิงวัยกลางคน หน้านิ่ง ๆ ดูเป็นคนคาดหวังในชีวิตสูงเข้ามาหาผม

               คุณนภาจรี จำรัสไพศาล นายกสมาคมผู้ปกครองครับอาจารย์ครูนิพนธ์แนะนำ

               ขอบคุณครับอาจารย์ผมยิ้มรับและยกมือสวัสดีแขกของผม ครูนิพนธ์เลี่ยงเดินออกไปตามมารยาท

               ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือตัวเองแว้บหนึ่ง คุณนภาจรีคงคิดว่า ผมมองเพื่อจะคำนวณเวลาคุย เลยรีบพูดก่อน

               ดิฉันฟังอาจารย์บรรยายเมื่อเช้า ทึ่งมากเลยค่ะ การค้นหาตัวเอง มีความสำคัญขนาดนี้ อาจารย์วิเคราะห์ได้ตรงเหมือนนั่งทางในทีเดียว

               ผมยิ้ม

               อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยนะครับ คุณนภาจรี เล่าเรื่องลูกสาวคุณมาดีกว่า

               คุณนภาจรีเหมือนจะตะลึงไปชั่วขณะ

               อาจารย์ทราบได้อย่างไรคะ

               ไม่มีอะไรที่คนเป็นแม่จะห่วงได้เท่ากับลูกสาวหรอกครับ คุณมีลูกสาวที่ไม่เข้าใจคุณอยู่คนนึงใช่ไหม

               คุณนภาจรีคงคิดว่า ผมคาดเดาเอาจากประสบการณ์ เลยพูดต่อ      

ดิฉันเรียนตามตรง ยัยดาวกับดิฉันนับวันจะยิ่งห่างกันไปมากขึ้นทุกที แต่ไม่ว่ายังไง ความเป็นแม่นะคะอาจารย์ ก็อยากจะให้ลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด สามีดิฉันบอกว่า บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจยัยดาว ว่าแกควรจะไปทางไหน แกต้องการอะไร แกอยากจะทำอะไร ดิฉันอยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ยัยดาว เหมือนกับที่วิเคราะห์น้องพลวัตในห้องประชุมน่ะค่ะ

               ผมว่า คุณน่าจะถามแกตรง ๆ ดีกว่า

               แกไม่ยอมคุยกับดิฉันค่ะ หลัง ๆ นี่ ไม่พูดกับดิฉันสักคำเดียว เหมือนแกเกลียดโกรธอะไรดิฉันก็ไม่ทราบ คุณนภาจรีเอามือปิดหน้า ผมมองออกว่าเธอน้ำตาซึม

               ผมยังอยากให้คุณคุยกับแกมากกว่า

               ถ้าดิฉันทำได้ ก็คงดี แต่นี่ ลูกดาวไม่แม้แต่อยากจะมองหน้าดิฉันเธอพยายามฝืนใจพูดขอแค่อาจารย์บอกดิฉันได้ว่า แกต้องการอะไร อยากเป็นอะไร ดิฉันคงจะดีใจมากแล้วล่ะค่ะ

               งั้น ผมขอคุยกับลูกสาวคุณหน่อยนะ ชื่ออะไรนะครับ ดาว

               ค่ะ ดุจดาวค่ะ

               ผมถอนใจเบา ๆ พูดอีกว่า

               ผมอยากจะบอกคุณนภาจรีก่อนเป็นเบื้องต้นนะครับ ผมเองก็ไม่เคยมีลูก แต่ผมก็ขอบังอาจชี้แนะ ผมว่าคุณมองลูกอายุเท่าเดิมมาตลอดจนเดี๋ยวนี้ แกคงโตขึ้นมาก ช่องว่างระหว่างคุณกับลูกก็จะยิ่งถ่างมากขึ้น เดี๋ยวผมขอคุยกับน้องดาวแล้วจะมาบอกคุณนภาจรีอีกทีว่าควรจะทำอย่างไรนะครับ

               ผมเรียกจอยให้ไปบอกครูนิพนธ์ ว่าให้ช่วยตามดุจดาวมาหาผม และให้คุณนภาจรีออกไปก่อน ผมรู้ว่า เธอมาหาผมแบบลูกไม่รู้ คนที่มีช่องว่างกับลูกขนาดนี้ ยังจะบอกอะไรกับลูกได้อีกหรือ

               รอประมาณสิบนาที ผมก็พบกับเด็กหญิงมัธยมปลายผิวขาว แก้มพอง ดูไร้เดียงสา แต่นัยน์ตาเหมือนมีความในใจอยู่

               ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อดแปลกใจไม่ได้ แต่แล้วผมก็มือเย็นเฉียบ

               ภาพที่ผมเห็น กลับมีเด็กผู้หญิงอีกคนซ้อนเข้ามากับภาพของเธอ ภาพนี้ใหญ่กว่าภาพแม่ของเธออีก ไม่แต่เพียงเท่านั้น เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเธอ ก็ขึ้นมาในหัวผมเหมือนผมกำลังดูหนัง 

               ปัญหาใหญ่แล้ว ปมทางจิตใจเธอซับซ้อนจนผมอยากจะบอกคุณนภาจรีเดี๋ยวนี้ ว่า คุณสร้างปมให้ลูกมากขนาดนี้เชียวหรือ และมันเป็นสิ่งที่เกินจะแก้ไขเยียวยาแล้ว

               เพราะเพศสภาพของเธอถูกประสบการณ์อันเลวร้ายจากผู้ชายคนหนึ่ง เบี่ยงเบนไปจนหมดสิ้น จนไม่อาจจะทำอะไรได้แล้ว

               ผมไม่เห็นว่าเรื่องราวของหญิงที่รักหญิงเป็นเพศสภาพที่ผิดเพี้ยน เพราะพริมเลขาผมก็เป็นแบบนี้ แฟนของเธอเป็นสาวผมสั้นเจ้าของร้านเพทชอบ และรักกันดี

               พริมเป็นแบบนี้เพราะธรรมชาติของเธอ ไม่ใช่ความผิดปรกติ และผมก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขหรือช่วยเหลือให้เธอเป็นในสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติของตัวเธอแต่อย่างใด

               พริมเก่ง สวย มีความเป็นผู้หญิงเต็มเปี่ยม แน่นอน ถ้าเทียบกับจอย คนอาจจะมองจอยว่าเป็นทอม ซึ่งจริง ๆ จอยเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชายเหมือนผู้หญิงทั่วไป รูปลักษณ์บุคลิกกับเพศสภาพ บางทีก็ดูกันยาก พริมเป็นคนที่มั่นใจและมีความสุขกับสิ่งที่เธอเป็นแบบไม่มีข้อสงสัย

               แต่สำหรับดุจดาว เธอไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเหมือนพริม เพศสภาพเธออาจจดูก้ำกึ่งมาตั้งแต่ต้นไม่ใช่ชัดเจนเหมือนปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพราะเธอผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย จนไม่อาจจะยอมรับเพศตรงข้ามในแบบเดิมได้อีก เธอเกลียดผู้ชายไปแล้ว

               นอกจากพ่อ ครู หรือคนที่เธอไว้ใจ ดุจดาวคงไม่สามารถมั่นใจกับผู้ชายคนไหนได้อีก แม้แต่ผม

               ผมให้เธอนั่งตำแหน่งเดียวกับที่แม่ของเธอนั่งเมื่อครู่ เธอนิ่ง แววตาหม่น ๆ แต่ก็มีจริตที่ไร้เดียงสาอยู่

               ผมจะเปิดใจเธออย่างไรดี ต้องพึ่งนาฬิกาอีกแล้ว

               คุณแม่เธอให้ฉันมาคุยกับเธอ แต่วางใจเถอะนะ ฉันจะไม่บอกเรื่องของเธอกับเพื่อนผู้หญิงคนนั้น ฉันสัญญา

               ดุจดาวเบิกตากว้าง เธอคงไม่คิดว่าผมจะเปิดฉากแบบนี้

               เธอนิ่ง แน่นอน เธอต้องนิ่ง เพราะคำพูดผม ทำให้เธอไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรดี

               รวมถึงเรื่องของผู้ชายคนที่สร้างแผลให้เธอจนเดี๋ยวนี้ด้วย

               ผมรู้ว่า เมื่อพูดจบ จะเกิดอะไรขึ้น ผมหยิบทิชชูให้เธอทันที

               ฉันจะไม่พูดอะไร จนกว่าเธอจะร้องออกมาให้หมด ฉันพูดได้คำเดียวตอนนี้คือ ฉันเห็นใจเธอมาก

               ดุจดาวร้องไห้ ใช่ ใครเจอแบบนี้ต้องร้องไห้เป็นธรรมดา

               แต่ผมต้องทำให้เธอไว้ใจผมก่อน บางทีการสะกิดแผล แล้ววางตัวเป็นผู้ช่วยเหลือที่จริงใจควรจะช่วยอะไรได้บ้าง

               แถมเป็นผู้ช่วยที่รู้เห็นอะไรแบบนี้ด้วย

               ดุจดาวร้องไห้แบบถล่มทลายจริง ๆ และผมก็ไม่ได้ปลอบเธอมากไปกว่า การเฝ้ามองอย่างเห็นใจ

               ผมรู้ว่า การสัมผัสใด ๆ เพื่อจะทำให้เธอดีขึ้นตอนนี้จะยิ่งทำให้แย่ เพราะผมเป็นผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จัก

               เมื่อเธอดีขึ้น สิ่งที่เธอมองเห็นอีกครั้ง ก็คือ การมองอย่างเมตตาของผมนั่นแหละ

               ขอบคุณมากค่ะครูเธอเปิดปากพูดคำแรก

               ผมเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องเบา ๆ 

               ครูรู้มาว่าเธอเขียนนิยายเก่ง น่าจะลองพิมพ์นิยายที่แต่งแล้วเป็นเรื่องเป็นราวดูสักทีนะ ครูชอบเรื่องหนุ่มแซกกระแทกฟลุตของเธอ

               ผมพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ดุจดาวหัวเราะเสียงใส ทั้งที่เมื่อกี้เธอร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง

               ครูอ่านด้วยหรือคะ

               เธอเห็นว่าฉันแก่เหมือนครูนิพนธ์รึไง

               ดุจดาวหัวเราะอีก บรรยากาศดีขึ้น ผมสามารถเปิดใจเธอได้แล้ว

               ครูเก่งมากค่ะ หนูทึ่งตั้งแต่ตอนที่ครูอ่านพี่สไปรท์กับพี่ไผ่ในห้องประชุม แต่ครูไม่ได้ตั้งคำถามอะไรหนูแบบพี่สองคนนั่นเลยนี่คะ

               บางทีการวิเคราะห์คน ก็ต้องใช้ประสบการณ์บ้าง ผมเฉไฉตอบ เอาล่ะดุจดาว ครูต้องทำตามที่แม่เธอขอร้อง คือ วิเคราะห์ว่า เธอควรจะเดินเส้นทางชีวิตไปทางไหนดี เธออยากจะเป็น หรือต้องการอะไรในชีวิต ครูคงจะบอกแม่เธอในเรื่องที่เธอยอมรับได้ คือ เธออยากจะเรียนอะไร อยากเป็นอะไร แต่ครูไม่ได้รับปากจะบอกแม่ของเธอในเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนั้น เธอวางใจนะ ครูอยากให้เธอเชื่อในตัวครู

               ค่ะ หนูเชื่อ

               ข้อแรกที่ครูอยากจะถามเธอ คือ เพื่อนสาวคนที่ตัวสูง ๆ ตาโต ๆ หน้าคม ๆ ผมยาว ๆ คนนั้น ชื่ออะไร ชื่อเล่นด้วย

               วิริยา ชื่อเล่น ก้อยค่ะ

               คำถามนี้ เป็นการตรวจสอบถึงความเชื่อใจ และแน่นอน ดุจดาวเชื่อใจผมจริง ๆ

               เธอชอบก้อยใช่ไหม

               ดุจดาวดูจะเขิน แต่แว่บนั้น ผมเห็นความหม่นหมองในดวงตาเธอ

               เอาล่ะ ฉันรู้ ก้อยมีปัญหากับเธอผมต้องพูดนำให้เธอพูดต่อ

               หนูมันบ้า โง่ หนูทำให้ก้อยเจ็บปวด ก้อยไม่สนใจหนูอีกต่อไปแล้ว

               ผมยิ้ม ผมรู้ว่า ผมจะต้องทำยังไงต่อ

               แล้วก็คิดว่า ก้อยคงไปคบกับผู้ชาย เลิกเป็นเบี้ยนไปแล้ว

               ดุจดาวถอนใจ

               ครูช่วยหนูได้ไหมคะ เรื่องก้อย เรื่องแม่

               ครูช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก เธอต้องทำด้วยตัวเอง ครูทำได้แต่ทำตามหน้าที่ของที่ปรึกษา เธออยากจะฟังคำชี้แนะดี ๆ จากครูไหมล่ะดุจดาว

               ค่ะ หนูเชื่อครูค่ะ

               ถ้าจะเชื่อ ก็ต้องเข้าใจและยอมรับก่อนนะ ข้อแรกที่จะให้เธอเข้าใจ คือ เธอเป็นในสิ่งที่เธอไม่อยากให้แม่รู้จริง ๆ  และก้อยก็เหมือนกัน เป็นแบบไมใช่ก้ำกึ่งด้วย ฉะนั้นลืมเรื่องไอ้หนุ่มตี๋ขาวคนนั้นไปได้เลย ก้อยแค่ไม่รู้จักตัวเองดีพอแค่นั้นแหละ ฉันบอกไม่ได้ว่าก้อยจะกลับมาคบกับเธอได้อีกไหม แต่บอกได้แค่ ก้อยไม่มีทางคบผู้ชายแบบแฟนได้ตลอดชีวิต

               ดุจดาวฟังจนเคลิบเคลิ้ม จนอาจจะลืมนึกไปว่าผมรู้ได้อย่างไร แม้กระทั่งไอ้หนุ่มตี๋ขาวของก้อย

               ดีแล้วล่ะ ผมอยากให้เธอคิดว่า ผมเก่งวิเคราะห์มากกว่า ผมมีความสามารถพิเศษ

               หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูคงไม่มีทางไปชอบผู้ชายอีกต่อไปได้ แต่หนูก็ไม่รู้ใจก้อยนะคะ

               เอาเป็นว่า เธอเชื่อครูก็แล้วกัน ถ้าเข้าใจตามนี้แล้ว ครูจะได้บอกเธอเรื่องต่อไป

               ค่ะ

               เรื่องต่อไปที่ครูจะบอก คือ คืนนี้  ให้มาดูละครทีวีกับแม่

               “ ......”

               ผมรู้ว่าเธอจะต้องนิ่ง และต่อต้าน

               เธอไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรกับแม่ แค่ดูร่วมกันเฉย ๆ เอาเป็นว่า ถ้าเธอยอมดูละครกับแม่คืนนี้ ฉันรับปากเธอว่าฉันจะทำให้ก้อยกลับมาหาเธอให้ได้ ขอรับรองด้วยทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ว่าฉันจะทำให้สำเร็จให้ได้

               แค่ดูละครนะคะ

               ใช่ ไม่ต้องพูดอะไร ทำเหมือนแม่เขาไม่มีตัวตนก็ได้

               ครูอาจจะผิดนะคะ เพราะแม่หนูไม่ชอบดูละคร

               ดูสิ เพราะเขาจะดูลูกของเพื่อนแสดงละคร ไม่ได้สนใจละครจริง ๆ หรอก

               ดุจดาวสะกิดใจกับเรื่องที่ผมให้ดูละครกับแม่พอสมควร เพราะเธอคงงง ที่ผมรู้เรื่องกระทั่งเรื่องที่เธอไม่รู้

               เดี๋ยวเธอไปเข้าชั้นเรียน ฉันอยากให้เธอกินน้ำก่อนเรียนนะ แล้วเธอจะมีความสุข ตกลงนะ

               ดุจดาวมองผมงง ๆ อีกแต่ก็พยักหน้า

               ผมดูนาฬิกา ต้องเบนประเด็นไม่ให้เธอถามอะไรมากกว่านี้

               ว้า ได้เวลาต้องไปอีกงานแล้ว ฉันจะบอกแม่เธอว่า เธอควรเรียนอักษรศาสตร์หรือศิลปศาสตร์ โอเคไหม

               ค่ะ อาจารย์สุดยอดมาก หนูตั้งใจจะสอบเข้าสองคณะนี้พอดี

               โอย ชอบเขียนนิยายขนาดนั้น คงไปเรียนวิศวะล่ะนะ เรื่องต่อไปขอพระเอกวัยขนาดฉันด้วยล่ะ

               หนูจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับครูสักเรื่องนึงค่ะ ครูเป็นพระเอกนะคะ

               ห้ะ ผมสะอึก อ้อ เดี๋ยวมีอะไรคืบหน้าฉันจะโทรหาเธอนะ ช่วยบอกเบอร์ให้เลขาคนสวยของฉันด้วยล่ะ ขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ

 

ฉัน ดุจดาว จำรัสไพศาล

 

 

               ฉันไม่คิดเลยว่าครูนิพนธ์ตามฉันมาคุยกับอาจารย์ธนัท

               อาจารย์คนนี้น่าทึ่งตั้งแต่บรรยายให้เด็กมัธยมปลายทั้งโรงเรียนฟังช่วงเช้าแล้ว ฉันอาจจะแค่โชคดีก็ได้ นักเรียนหลายคนอยากจะมาคุยกับอาจารย์ธนัท เพราะอาจารย์แกทำเหมือนกับนั่งทางใน อ่านชีวิตของพี่สไปรท์พี่ไผ่ยังกะตาเห็น

               ฉันนึกว่า ฉันโชคดี แต่เฮอะ เพราะแม่ฉันเอง ฉันได้คุยกับอาจารย์เพราะเส้นสายแม่ฉันเอง

               แม่อีกแล้ว

               อาจารย์ทำให้ฉันอึ้ง ใครจะไปคิด ผู้ชายวัยน่าจะสามสิบสี่สิบ มีชื่อเสียงและความสามารถขนาดนี้ แต่ดันมาอ่านนิยายของฉัน ตลกไหมล่ะ

               เพราะความอึ้งและความแปลก ทำให้ฉันลืมถามสิ่งที่สำคัญที่สุดไปนั่นก็คือ ทำไมถึงขอร้องให้ฉันนั่งดูละครกับแม่คืนนี้ หรืออาจารย์อาจจะพูดอะไรกับแม่ ให้แม่มาคุยกับฉัน ปรับความเข้าใจฉัน แต่ เวลาอื่นก็ได้นี่ ทำไมต้องเวลานั่งดูละครด้วย

               แล้วที่ให้ดื่มน้ำก่อนเรียนนั่นอีก ดูไร้สาระจริง ๆ แค่ดื่มน้ำจะมีความสุขอะไรได้

               แต่ฉันก็รับปากอาจารย์มาแล้ว ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่นะ

               ขอให้อาจารย์รับปากฉันเรื่องก้อย จะให้ทำอะไรมากกว่านี้ฉันก็ยอมล่ะ

               ว่าแต่ อาจารย์จะทำได้จริง ๆ หรือ แต่แกคงไม่หลอกอะไรเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างฉันหรอก

               ฉันใช้เวลาคุยกับอาจารย์ธนัท จนเวลาพักกลางวันหมดไปนานแล้ว ฉันต้องเข้าห้องสาย คาบบ่ายเป็นวิชาภาษาไทย วิชาที่ฉันชอบ ครูภาษาไทยคงไม่ว่าอะไรหรอกที่ฉันเข้าห้องช้า เพราะมีประกาศเรียกตัวฉันเป็นหลักฐานสำคัญอยู่นี่

               ฉันขออนุญาตครูเข้าห้อง นั่งข้าง ๆ ก้อยเหมือนเดิม เพื่อนที่เวลานี้ไม่ยอมคุยกับฉัน ส่งสายตามองฉันอย่างแปลกใจ ว่าทำไมครูนิพนธ์ถึงเรียก อาจจะคิดว่า ฉันไปทำอะไรผิดมาอีกหรือเปล่า ฉันสังเกตสายตาที่มีแววสงสัยปนห่วงใยของก้อย เฮ้อ ถ้าเป็นเมื่อก่อน แกคงเอ่ยปากถามฉันไปแล้วใช่ไหมก้อย

               ฉันเปิดหนังสือเรียน อือม์  เกือบลืม อาจารย์ธนัทให้ดื่มน้ำก่อนนี่นะ

               ไหนล่ะน้ำ

               ฉันเห็นกระติกน้ำใบเล็ก ๆ อยู่ในลิ้นชักโต๊ะคนข้าง ๆ ตายล่ะ ใช่ กระติกของก้อย

               จะไร้สาระไปไหม ถ้าฉันจะดื่มน้ำทั้งที่มีแต่น้ำในกระติกของก้อยเนี่ยนะ

               เอาไงดี อาจารย์กำชับไว้ ถ้าฉันทำให้ไม่ได้ แล้วอาจารย์จะช่วยให้ฉันคืนดีกับก้อยได้ยังไง

               จะโกงอาจารย์ทำเนียนไปบอกว่า หนูดื่มแล้ว อาจารย์แกต้องรู้แน่ว่าโกหก ขนาดเรื่องที่ลับที่สุดของฉันอาจารย์ยังรู้

               ทำไงดี 

               คิด ๆ ๆ ๆ สิ ,,,,,ดุจดาว

               ฉันตัดสินใจไอและทำท่าเหมือนจะอาเจียร แค้ก ๆ ๆ จนทุกคนมองมาทางนี้

               เป็นอะไร ดุจดาว ครูถาม

               การเล่นละครในครั้งนี้ จะได้ผลไหมนะ

               หนูพะอืดพะอมค่ะ ไม่รู้เครียดหรืออะไร หนูอยากจะ แค้ก ๆ อะอะ อ้วก....”

               เหตุผลน่าจะใช้ได้ เพราะครูนิพนธ์เรียกไปคุยช่วงพักกลางวัน ประกาศเรียกฉันจนทุกคนรับรู้ ถ้าเครียดเพราะครูนิพนธ์ก็คงไม่แปลกอะไรหรอก

               กระติกน้ำสีฟ้ายื่นมาตรงหน้า ใช่ ก้อยนั่นเอง

               แต่เธอยังไม่พูดอะไร ฉันเหลือบมองหน้าก้อยแว้บหนึ่ง แม้จะเย็นชาอยู่บ้างแต่ฉันก็เห็นความเป็นห่วงในแววตา

               ฉันพยักหน้า ฉันไม่พูดอะไรเหมือนกันแหละ เปิดฝากระติก รินน้ำออกมา

               และดื่ม

               แต่เมื่อกี้เพิ่งแกล้งอ้วก แกล้งไอแรง ๆ มา มันเลยทำให้ผิดจังหวะหายใจไปหน่อย

               พรวด ! ฉันสำลัก น้ำกระจายเป็นฝอย ดีที่หันหน้าไปทางหน้าห้อง ไม่งั้นก้อยเลอะแน่

               แต่คนที่รับกรรมคือ ครูที่เดินมาดูฉันใกล้ ๆ นี่แหละ

               น้ำกระเด็นเข้าหน้าครูเต็ม ๆ เลย

               ดุจดาว เธอนี่ 

               ขอโทษค่ะครู หนูไม่ได้แกล้ง

               ฉันคิดว่า นักเรียนทุกคนคงกลั้นหัวเราะแทบแย่ ครูภาษาไทยรีบออกไปจากห้องไปล้างหน้าล้างตา เมื่อออกไปแล้ว นักเรียนทั้งห้องก็หัวเราะออกมาดัง ๆ

               ฉันทำหน้าเจื่อน ๆ แว่บนั้น ฉันเหลือบไปเห็นคนข้าง ๆ เธอหัวเราะเหมือนคนอื่น ๆ แต่เธอก็มองฉันยิ้ม ๆ ด้วย

               เป็นการยิ้มและมองที่น่าดูที่สุดในชีวิต ฉันไม่เคยเห็นการมองและรอยยิ้มแบบนี้มานานแล้ว นับตั้งแต่เรามีเรื่องกัน ฉันหัวใจพองโต มีความสุขที่สุด

               ฉันคืนกระติกน้ำให้ก้อย แล้วพูดเบา ๆ ว่า

               ขอบคุณนะ

               ก้อยยังคงยิ้ม แต่ก็ไม่พูดอะไร

               เอาล่ะ ฉันเข้าใจ ฉันทำแกไว้เจ็บมาก แค่นี้ ฉันก็ดีใจแทบแย่แล้วก้อย แกยิ้มให้ฉัน ยิ้มจริง ๆ ไม่ใช่ยิ้มแหย ๆ แบบที่เคยเป็น

               และก้อยก็วางทิชชูให้ฉันเช็ดปากด้วย

               อาจารย์ธนัทพูดถูก ฉันดื่มน้ำก่อนเรียน ฉันจะมีความสุข นี่ไง ความสุขของฉัน

               ว่าแต่ อาจารย์แกรู้ได้ยังไงว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น

              

               ฉันมีความสุขตลอดช่วงบ่าย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉันกับก้อยเหมือนมึนตึงใส่กัน แต่ใครจะรู้ว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความไม่กล้าแสดงออกของฉัน

               ฉันเหลือบมองก้อยบ่อยครั้ง เหมือนเธอจะรู้ว่าฉันแอบมอง เธออมยิ้มเหมือนล้อ ๆ แต่ก็ยังไม่พูดอะไรอยู่ดี

               ไม่ต้องพูดก็ได้ก้อย แค่เธอมีท่าทีแบบนี้ ฉันก็ดีใจมากแล้ว

               ฉันอดนึกถึงอาจารย์ธนัทไม่ได้ แล้วก็อดคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ใช่ อาจารย์ธนัทยังให้ฉันทำอีกเรื่องหนึ่ง คือ การดูละครกับแม่ตอนกลางคืน มันจะส่งผลอะไรเหมือนช่วงกลางวันนี้ไหมนะ

               ฉันมาคิดว่า ทำไมอาจารย์ถึงให้ดื่มน้ำ ฉันรู้แล้วล่ะ อาจารย์จะทำให้ฉันเชื่อในสิ่งที่ให้ทำ เพราะสิ่งที่อาจารย์พูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ฉันมีความสุขจริง ๆ เพียงแต่ฉันคาดเดาไม่ได้ว่ากลางคืนนี้ จะเกิดอะไรขึ้น

               บ้าชะมัด ทำไมเราไม่ขอเบอร์โทรฯอาจารย์ไว้นะ ดูเหมือนแกจะเตรียมตัวมาดี ให้ฝากเบอร์ไว้ที่เลขา ไม่ยอมให้เบอร์โทรตัวเอง ใช่สินะ ถ้าให้เบอร์ฉันมาตอนนี้ อาจารย์คงไม่เป็นสุขล่ะ ฉันคงโทรถามแบบไม่กลัวหมดโปรโมชั่นแน่

               ละคร ใช่สิ ละคร ว่าแต่เรื่องอะไร ช่องไหนล่ะ

               ฉันใช้เวลาที่มีจังหวะว่าง เปิดเนตในมือถือเช็คดูละคร เรื่องไหนนะที่ลูกของเพื่อนแม่แสดง ช่องไหน

               สงสัยว่า เนื้อหาละครคงจะสะกิดใจอะไรให้แม่ได้คิด น่าจะใช่ แต่ก็มีแค่ละครแนวรัก ๆ ใคร่ ๆ อิจฉาริษยาตามแบบฉบับละครไทยน้ำเน่าทั่วไป มันจะมีเนื้อหาอะไรสะกิดใจแม่ได้ แม่เกลียดละครพวกนี้เข้าไส้

               ฉันกลับถึงบ้าน รอเวลาดูละครจนไม่เป็นอันทำอะไร ตื่นเต้น และเครียดไปพร้อม ๆ กัน แต่มันต้องเป็นเรื่องดีแน่ ๆ อาจารย์ธนัทไม่ควรจะทำให้ฉันร้องไห้

               แม่ดูแปลกใจไปกับฉัน เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไร หลังทานข้าว ฉันก็ขึ้นห้อง หมกตัวอยู่ทั้งวันทั้งคืน มีเนต คอมพิวเตอร์ มือถือ เป็นโลกที่สวยงามสำหรับฉัน แต่วันนี้ ฉันนั่งที่เก้าอี้นั่งเล่น อยากจะรู้เหมือนกันว่าแม่จะดูละครช่องไหน

               เวลาผ่านไป สองทุ่มกว่า ละครน่าจะฉายแล้ว แต่ทีวียังเปิดรายการสนทนาพูดคุยทางช่องข่าว ไหนว่าแม่จะดูละครไง

               หรืออาจารย์ธนัทจะมองว่า แขกร่วมรายการสนทนาที่เป็นนักการเมืองกำลังแสดงละครก็ไม่ทราบได้

               สามทุ่ม ไหนล่ะละคร

               ข้อสำคัญ แม่ไม่ได้มานั่งหน้าทีวีด้วย ทำโน่นนี่นั่นในครัวอยู่อย่างนั้น หอบแต่ไอแพดไปมาอยู่ได้

               พ่อนั่งอยู่กับฉัน พ่อดูรายการสนทนาการเมืองแบบตั้งใจจริง ๆ ฉันหรือ หาววอด ๆ ด้วยความเบื่อหน่าย

               ละคร แม่ดูละครยังไงกัน ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เห็นก้ม ๆ เงย ๆ มองไอแพดแล้วก็ทำโน่นนี่นั่นไปด้วย

               เดี๋ยว.... ไอแพด !!??

               ฉันตาสว่าง

               โอย แม่ดูละครผ่านไอแพดนี่เอง

               ฉันรีบเดินไปที่ครัว อยากเขกกะโหลกตัวเอง ป่านนี้ละครจบไปแล้วมั้ง

               กำลังเครียด ๆ ก็ชนกับแม่โครมเข้าให้ ของที่แม่ถือหล่นโช้งเช้ง ฮะ จานอะไรเนี่ย

               ซุ่มซ่ามจริงนะเราดูแม่จะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แม่ไม่เคยดุฉันเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว มีแต่เอ็ดขำ ๆ

               ฉันก้มลงเก็บจาน และของที่หล่น มันก็แค่เครื่องปรุงอะไรสักอย่าง

               แต่แม่ดูจะอารมณ์ดีจริง ๆ ก้มลงช่วยฉันเก็บ เช็ดพื้นที่เลอะเทอะ

               แม่จะทำอาหารเตรียมใส่บาตรพรุ่งนี้ ดาวจะช่วยแม่ทำไหม

               ใส่บาตร??!!

               ใช่ เราจะทำบุญทั้งทีต้องตั้งใจหน่อย เช้าตื่นมาแม่คงทำไม่ทัน เลยกะจะทำเสียคืนนี้ แม่ไม่อยากซื้อของใส่บาตรสำเร็จรูป วันพรุ่งนี้วันเกิดแม่นะจำได้ไหม

               ฉันอึ้งไปพักนึง

               ฉันลืมวันเกิดแม่ไปได้ยังไง

               ฉันจำได้ ว่าแม่ไม่เคยลืมวันเกิดฉัน บังคับให้ฉันตื่นนอนเช้าไปใส่บาตร แล้วก็จบด้วยเค้กวันเกิดแสนอร่อย เป็นอย่างนี้วนเวียนไปจนฉันเห็นว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

               ฉันนึกทบทวนดูตัวเอง ฉันไม่ได้ไปใส่บาตรวันเกิดแม่นานเท่าไหร่แล้ว นั่นยังไม่พอ ปีนี้ เพราะความที่เรามีปัญหากัน ฉันถึงกับลืมวันเกิดแม่ไปเลยหรือนี่

               ทำไมฉันถึงได้แย่อย่างนี้นะ

               ยิ่งคิด น้ำตาจะพาล ๆ ไหลเสียให้ได้

               ทำไมฉันมีปัญหากับแม่ โกรธแม่ แล้วต้องลืมวันเกิดแม่ แต่แม่ไม่เคยลืมวันเกิดฉันเลยแม้แต่ปีเดียว

               ฉันช่วยแม่ทำอาหารใส่บาตรด้วยความรู้สึกผิดเล็ก ๆ

               ทำจนเสร็จ ก็นั่งพักที่โต๊ะกินข้าว แม่เหลือบมองไอแพด

               เพื่อนแม่บอกว่า ลูกเขาจะเล่นละคร แม่ก็รอดู ท่าทางคงไม่ได้ดูแล้ว ไอ้เราก็ไม่ค่อยชอบละครรัก ๆ ใคร่ ๆ ริษยาชิงดีชิงเด่นกันเสียด้วย

               ฉันหยิบไอแพดของแม่มาดู ทีวีออนไลน์ยังมีละครอยู่และตัวละครที่แม่รอดูก็ออกมาแล้ว

               ฉันจำได้ ลูกสาวเพื่อนแม่คนนี้อายุมากกว่าฉันหลายปี เรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย และเข้าวงการบันเทิง

               พี่อัญค่ะแม่ ออกมาแล้ว

               แม่ก็ดูที่จอไอแพด

               ออกทีวีก็สวยเหมือนกันนะ อัญนี่

               แล้วแม่ก็มองดูฉัน

               เห็นลูกคนอื่นเขาสวย เป็นดารา แต่เชื่อไหม แม่ภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด

               วันนี้แม่มาแปลก เกิดอะไรขึ้นเนี่ย

               แม่มองดูฉัน แววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ฉันอยากจะบอกรักแม่

               รักแม่ เอ๊ะ ฉันโกรธแม่อยู่นี่

               อาจารย์ธนัทเขาบอกแม่ว่า ลูกเป็นคนช่างฝัน ทำไมแม่ถึงไม่รู้เลยนะ

               แม่เริ่มน้ำตาคลอเบ้า

               แม่ให้ลูกทำในสิ่งที่ลูกไม่ชอบเลย แม่ทำมาได้ยังไงตั้งหลายปี ต้องให้คนอื่นมาบอกแม่ว่า ลูกของแม่เป็นเด็กที่มีจินตนาการสูง ลูกคะแนนด้านภาษาไม่ดีเพราะเกลียดไวยากรณ์ แต่ลูกกลับใช้ภาษาได้เก่งแบบนอกกรอบ แม่บังคับให้ลูกเรียนสายวิทย์ ซึ่งลูกคงไม่ชอบมันมาตั้งแต่แรก แต่ก็ต้องทนเรียนเพราะแม่

                ฉันเห็นผู้หญิงตรงหน้า แก่ขึ้นอีกหลายปี ใบหน้าทรุดโทรมลงไปกว่าเดิมมาก

               นี่ฉันไม่เคยมองหน้าแม่แบบจริง ๆ จัง ๆ มานานเท่าไหร่แล้ว

               อาจารย์ธนัทบอกว่า ลูกจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในอนาคต แม่ไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อหวนนึกดู  ก็นึกเสียใจ แม่น่าจะดูหนูออก และส่งเสริมหนูไปในทางที่หนูชอบมากกว่านี้

               ในที่สุดฉันก็เอ่ยปากพูดว่า

               ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่

                แล้วเราก็สวมกอดกัน

               นี่ใช่ไหม ที่ฉันต้องดูละครกับแม่

              

เช้านี้สดใสจริง ๆ

วันเสาร์ วันหยุด ฉันตั้งใจจะออกมาใส่บาตรกับแม่ อย่างน้อยก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง การกอดแม่เมื่อคืนทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น

ฉันนั่งรถมาใส่บาตรกับแม่  รู้สึกภูมิใจที่ได้ใส่บาตรด้วยอาหารที่ทำด้วยตัวเอง

เรามาใส่บาตรที่หน้าวัด เพราะคงไม่มีเวลารอพระได้ขนาดนั้น ไม่ใช่มีแต่ฉันกับแม่ ยังมีผู้หญิงสองคนมาใส่บาตรเหมือนกัน

"เธออธิษฐานอะไร น้ำ " ผู้หญิงตัวสูงผมยาวถามคนข้าง ๆ

"อธิษฐานเหรอ ฉันอยากให้แกอยู่กับฉันตลอดไป ดีไหมเอม"ผู้หญิงเสียงห้าวตอบคนข้าง ๆ

"พูดงี้เขินแย่เลย ไอ้ตัวแสบ วันเกิดอยากได้อะไร บอกมา"

"มีแกอยู่ด้วย ฉันก็พอใจแล้ว ฉันยืนขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้เพราะแกนะเอม แกไม่ต้องให้อะไรมากไปกว่านี้หรอก รักแกที่สุดเลย"

ประโยคนี้ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่มากกว่าความรู้สึกธรรมดา จนฉันอดนึกถึงก้อยไม่ได้

แม่กับฉัน เหมือนไม่ใส่ใจกับผู้หญิงสองคนนั่น แต่ฉันรู้สึกว่า แม่มีอะไรแปลก ๆ

ระหว่างทางนั่งรถกลับบ้าน แม่ถามในสิ่งที่ฉันประหลาดใจ

" ดาวคุยกับก้อยบ้างหรือยังลูก"

"ยังไม่ได้คุยกันเลยค่ะ"

"ทำไมไม่ลองคุยกันดูล่ะ"

ฉันไม่รู้จะตอบแม่ยังไงดี

แต่แม่ก็พูดออกมาคำหนึ่ง

"ไม่ว่าลูกจะเป็นนักเขียน หรืออะไร ถ้ามันคือตัวลูกจริง ๆ แม่ก็รักลูกเสมอ "

".............."

เสียงสัญญาณเตือนข้อความดังจากโทรศัพท์

ฉันเปิดอ่าน

"เป็นไงบ้างดุจดาว ละครสนุกไหม ถ้าเธอเชื่อฉัน เธอควรไปที่ร้านหนังสือที่เธอชอบที่พารากอน  วันนี้ บ่ายโมง ....ธนัท"

เบอร์โทรดูแปลก ๆ  อาจารย์คงส่งข้อความจากอินเตอร์เนต นี่จะไม่ให้ฉันติดต่อกลับไปเลยสิท่า

แต่ฉันเชื่ออาจารย์อยู่แล้วล่ะค่ะ ....

 

ร้านหนังสือเจ้าประจำของฉันที่พารากอนจะเป็นร้านไหนได้ นอกจากร้านที่ชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น และมีหนังสือต่างประเทศเยอะ ๆ

 

 

ฉันมาถึงก่อนเวลาบ่ายโมงเล็กน้อย ก็เลยเดินดูหนังสือที่ฉันชอบ มุมอับสายตาในร้านมีหนังสือเล่มโปรดมากมายทีเดียว ฉันเดินดู เปิดอ่านจนเพลินลืมไปเลยว่าเวลาเท่าไหร่แล้ว

มองดูเวลา อ้าว บ่ายโมงสิบห้า

ว่าแต่ มันจะเกิดอะไรขึ้นอีก

มุมที่มองลอดจากภายใน ฉันเห็นร่างคุ้นตา บ้าน่า นั่นก้อย 

อาจารย์ธนัทจะให้ฉันมาเจอก้อยที่นี่หรือ

ก้อยสวมเสื้อแขนยาวสีครีม กางเกงขาสั้น สะพายกระเป๋าที่ดูคุ้นตา เธอเหมือนมาคนเดียว

ดีจริง ก้อยมาคนเดียว ไม่ได้มากับนายคนนั้น คนที่เธอกำลังคบหาอยู่

ก้อยเหมือนเดินดูอะไรบางอย่างในหมวดหนังสือพ้อคเก๊ตบุ๊คไทย เหมือนเธอกำลังหาหนังสือสักเล่ม ฉันยังปอด ไม่กล้าปรากฏตัว ได้แต่ใช้มุมลับตาของร้านแอบมองเธอไปเรื่อย ๆ

ดูเหมือนเธอจะเจอหนังสือที่ต้องการแล้ว เอ๊ะ ปกคุ้น ๆ เธอเปิดอ่านคร่าว ๆ ฉันเห็นว่า นั่นเป็นหนังสือ "หนึ่งจิต คิดแปด" ของอาจารย์ธนัท

สงสัย ก้อยคงสนใจเนื้อหาที่อาจารย์ธนัทบรรยายให้ฟังเมื่อวานล่ะสิ

เธอพลิกไปจนเจอหน้าที่ต้องการ อ่านอยู่ชั่วครู่ แล้วหยิบมือถือขึ้นมา กดเบอร์ที่เหมือนอยู่ในหนังสือ

ฉันเสี่ยงเข้าไปใกล้พอจนได้ยินเสียงคุย

"อยากปรึกษาอาจารย์ธนัทค่ะ"

ฉันไม่รู้อีกทางตอบว่าอย่างไร แต่ก้อยดูจะตกใจเล็กน้อย

"ค่ะ ใช่ค่ะ วิริยา พี่ทราบได้อย่างไรคะ"

ดูก้อยจะอึ้ง ๆ มึน ๆ งง ๆ

"ค่ะ พี่ หนูสับสนมาก หนูจะบ้าตายอยู่แล้ว"

เสียงเครือ ๆ เอ๊ะ หรือก้อยร้องไห้ ??!!

"ได้ค่ะ สิบโมงเช้าพรุ่งนี้ ที่ออฟฟิศงามวงศ์วานนะคะ"

ฉันกำลังประเมินเหตุการณ์ว่า ก้อยคุยอะไรกับใคร แต่ที่ก้อยเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ อีกฝ่ายก็ไม่ควรเป็นอาจารย์ธนัท ตามเหตุผลก็ไม่ควรใช่อยู่แล้ว

อาจจะเป็นเลขาของอาจารย์ หรือพนักงานสักคนของอาจารย์นี่แหละ

ฉันกำลังจะฟังก้อยต่อ แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ให้ตาย ริงโทนของฉัน ก้อยจำได้แน่ ต้องรีบวิ่งออกมาจากร้าน เพื่อไม่ให้ก้อยเห็น

หวังว่าคงไม่เห็น

ฉันรับสาย แม่ฉันเองแหละ

"ดาว " แม่พูดด้วยน้ำเสียงดีใจ " อาจารย์ธนัทให้เลขาโทรมาหาแม่ ถามว่าพรุ่งนี้เก้าโมง สะดวกจะไปหาที่ออฟฟิศที่งามวงศ์วานหรือเปล่า แม่ตอบตกลงไปแล้ว อาจารย์ให้พาหนูไปด้วย หนูไปกับแม่นะลูก"

เดี๋ยว ๆ !! เมื่อกี้ก้อยนัดไว้สิบโมง

ฉันคิดว่านี่คงเป็นสัญญาที่อาจารย์เคยให้ไว้กับฉัน ใช่แน่

แล้วฉันจะปฏิเสธทำไมล่ะ

"ว่างค่ะแม่ ยังไงดาวก็ไปค่ะ"

ฟังเสียงแม่ดูแม่จะดีใจมาก การเจออาจารย์ธนัท คงไม่ง่ายนัก คำแนะนำของอาจารย์มีค่าเสมอ อย่างเช่นวันนี้ ฉันได้เจอก้อย และรู้ว่าเธอก็กำลังจะไปพบอาจารย์เหมือนกัน ก็เพราะแมสเสจที่ให้ฉันมาพารากอน

อาจารย์คงหาทางให้เรากลับมาเหมือนเดิม

วางสายแม่ ฉันกลับไปที่ร้านหนังสือ ก้อยไปแล้ว ฉันคงไม่กล้าอยู่ที่พารากอนอีก ฉันอยากพบก้อยพรุ่งนี้ ไม่ใช่วันนี้

คืนนี้ฉันจะนอนหลับไหมนะ

 

 

 

ฉันมาถึงอาคารสามชั้นที่สร้างแยกจากอาคารอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้กัน งามวงศ์วานมีสถานที่แบบนี้ด้วยรึ

 

 

ชั้นล่างสุดมีร้านกาแฟตกแต่งดูน่านั่ง น่ามาขลุกอยู่ที่นี่เพื่อเขียนนิยายชะมัด ฉันกับแม่มาถึงก่อนเวลานัด แม่จึงสั่งกาแฟทาน

หญิงสาวหน้าตาหมวยญี่ปุ่นผิวขาวใสยิ้มต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร แม่ถามถึงอาจารย์ ก็ได้คำตอบว่า อาจารย์ยังทำธุระส่วนตัวอยู่

"เอลลี่ "เสียงหนึ่งดังขึ้น ฉันเห็นสาวผิวขาวบอบบางสวมแว่นกรอบสีดำเดินลงมาจากบรรได เธอมองฉันกับแม่อย่างเป็นมิตร" คาปูชิโน่ให้คุณนัทด้วยนะ"

"ได้ค่ะ จะไปไหนคะคุณกี้"เอลลี่ถาม

" เดี๋ยวจะไปหาพี่ก้อยน่ะ กลับมาอีกทีช่วงบ่ายนะ "

ฉันสะดุ้ง เมื่อหญิงสาวคนนั้นพูดชื่อก้อย ใช่สิ ชื่อก้อยนี่ชื่อโหลชะมัด

หญิงสาวชื่อกี้ ยิ้มให้ฉันกับแม่

"มีนัดกับคุณนัทใช่ไหมคะ รอแป๊บนะคะ กาแฟที่นี่อร่อย เอลลี่มีสูตรเฉพาะของตัวเธอเอง จิบรอก่อนได้นะคะ"

ทักทายต้อนรับอย่างเป็นมิตรแล้วก็เดินออกไป

ฉันอดคิดไม่ได้ ผู้หญิงอะไร เท่ห์ชะมัด เธอสวมเสื้อยืด กางเกงทะมัดทะแมง แจ๊คเก๊ตดำ บู๊ทดำ ดูดีมากเลยทีเดียว

สักพัก ก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถมอร์เตอร์ไซด์บิ๊กไบค์ เธอขับออกไปอย่างเท่ห์

ฉันคิดว่า ถ้าฉันรุ่นเดียวกับเธอ สงสัยคงหลงรักแน่

"คุณกี้ แฟนคุณนัทค่ะ"เอลลี่พูดยิ้ม ๆ

แม่อดพูดทึ่ง ๆ ไม่ได้

"ดูดีสมกับเป็นแฟนอาจารย์จริง ๆ "

เอลลี่ชงกาแฟแสนอร่อยให้แม่ แล้วก็รีบชงคาปูชิโน่ วิ่งขึ้นไปเสิรฟอาจารย์ธนัท

สักครู่ก็ลงมาบอกว่า

"คุณนัทเชิญที่ห้องทำงานชั้นสองค่ะ "

 

 

 

ในที่สุดฉันกับแม่ก็นั่งต่อหน้าอาจารย์ธนัท

 

 

วันนี้อาจารย์สวมชุดลำลอง ในห้องทำงานมีมุมรับแขก อาจารย์ให้เรานั่งคุยแบบสบาย ๆตรงนี้

ฉันสังเกตเห็นว่าห้อง ๆ นี้ เต็มไปด้วยนาฬิกาแบบแปลก ๆ มองไปทางไหนก็เจอ และทุกเรือน เหมือนจะไม่มีเรือนไหนที่บอกเวลาผิดเพี้ยนกันเลย

อาจารย์เปิดฉากคุยแบบที่ทำให้ฉันทึ่งอีกแล้ว

"ดีใจจริง ๆ ที่ได้ไปใส่บาตรทำบุญด้วยกันทั้งแม่ลูก"

"เมื่อวานเป็นวันที่ดีวันหนึ่งของดิฉันเลยค่ะอาจารย์ ช่วงบ่ายลูกค้าต่างประเทศก็ออเดอร์ของมาสามสิบล้าน ดิฉันอยากปรึกษาอาจารย์เรื่องตลาดแถบตะวันออกกลางด้วยค่ะ"

ฉันรู้สึกแปลก ๆ แม่นัดอาจารย์มาคุยเรื่องงานหรือนี่ แล้วชวนฉันมาทำไม หรือหัวข้อสนทนาที่เกี่ยวกับฉันจะอยู่ท้าย ๆ สิบโมงก้อยก็มาแล้ว หรือว่า...

อาจารย์อยากจะลากบทสนทนาจนถึงเวลาที่ก้อยมา

สุด ๆ ไปเลย อาจารย์ธนัท

แม่คุยกับอาจารย์สิบนาที จบเรื่องตลาด เร็วจัง ฉันไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาหรอก แต่ดูแม่จะพอใจคำชี้แนะของอาจารย์มาก

"ไม่ถามอะไรอีกแล้วนะครับ" อาจารย์พูดยิ้ม ๆ

"ค่ะ เรื่องงานจบแล้ว ดิฉันจะทำตามคำแนะนำของอาจารย์นะคะ "แม่หันมาทางฉัน" ทีนี้เรื่องหนูดาว"

อาจารย์เหมือนมองไปข้างหลังแม่ คงดูเวลาบนนาฬิกาที่ผนังด้านหลังแม่นั่นแหละ 09.15 . คงคำนวนเวลาที่ก้อยจะมาใช่ไหมนี่

" คุณนภาจรีอยากให้ผมช่วยอะไรเกี่ยวกับหนูดาวล่ะครับ"

" อาจารย์ก็บอกดิฉันหมดแล้ว เรื่องที่แกจะเดินชีวิตต่อไปอย่างไร ฉันจะสนับสนุนแกไปในทางที่แกชอบค่ะ แต่อยากปรึกษาว่า เป็นไปได้ไหมที่ดิฉันจะส่งแกไปเรียนวิชาการประพันธ์ที่อังกฤษ"

ฉันอึ้ง แม่ทำไมเวอร์ดีจัง

"ผมว่า ส่งแกไปเห็นโลกมาก ๆ จะดีกว่า นักเขียนต้องรู้จักโลก รู้จักคน รู้จักชีวิต วิชาการประพันธ์ไม่สำคัญเท่าวัตถุดิบ หนูดาวมีวิธีการเขียนที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือความเข้าใจในโลกกับชีวิต คุณนภาจรีต้องให้สิ่งนี้กับแกนะครับ"

"ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ เดี๋ยวดิฉันจะลองวางแผนให้แกไปซัมเมอร์ ไปเที่ยวดูชีวิตคน ดูธรรมชาติ น่าจะดีนะคะ "

ผู้ใหญ่หัวเราะกันอย่างมีความสุข แต่ฉันเริ่มเครียด

ก้อยล่ะ ก้อย

แม่ขอตัวกลับก่อน เพราะไม่อยากรบกวนอาจารย์นานมากนัก

เวลา 09.25.

ฉันเครียดแทบบ้า ก้อยมีนัดช่วง 10 โมง ถ้าแม่กลับตอนนี้ ฉันก็ไม่เจอก้อย

อาจารย์คงไม่รู้ว่าคนที่นัดช่วง 10 โมงคือก้อย และคือก้อยของฉัน

บ้า อาจารย์รู้สารพัดนี่นะ

อาจารย์วางแผนให้ฉันกับก้อยเจอกันที่นี่ จะได้ปรับความเข้าใจกัน ฉันคิดแบบนี้มาตลอด หรือว่ามันไม่ใช่ หรืออาจารย์จะไม่รู้อะไร

ฉันเครียดจนปวดขมับ

"เดี๋ยวอาจารย์มีนัดต่อใช่ไหมคะ" แม่ถาม

"ผมมีแค่นัดคุณนภาจรีนี่แหละครับเดี๋ยวผมจะไปงานแสดงเฟอร์นิเจอร์แฟร์ที่เมืองทอง เผอิญจะหาโซฟามาเพิ่มที่ร้านกาแฟข้างล่างสักตัว"

ฉันเหมือนช้อคไปชั่วขณะ

อาจารย์นัดก้อยไว้นี่ แล้วทำไม .....

หรือก้อยเลื่อนนัด

"ครูไม่.. ไม่ได้มีนัดใครอีกจริงหรือคะ" ฉันกลั้นใจถาม

อาจารย์ธนัทพยักหน้า

"ใช่.... ทำไมหรือดุจดาว?"

ชีวิตฉันเหมือนถล่มทลายตรงนี้

แม่รีบยกมือไหว้ลาอาจารย์ และจูงมือฉันออกมา แม่รู้ว่าฉันผิดปรกติ สีหน้าไม่ดี ก็ไม่อยากรบกวนอาจารย์ คงจะรีบพาฉันออกไปเพื่อถามว่าเป็นอะไร

ฉันสุดเซ็ง ชีวิตทำไมมันถึงเป็นแบบนี้

แม่ผลักประตูห้อง ก่อนจะชะงัก

" หนูก้อย"

ฉันเบิกตากว้าง

" คุณแม่ " เสียงก้อยอุทาน " นี่ห้องทำงานพี่พริมใช่ไหมคะ"

แม่ดูงุนงง แต่ฉันเกือบกริ๊ดดัง ๆ

เสียงอาจารย์ธนัทดังขึ้น

"ห้องของพริมอยู่ถัดไป แต่เข้ามาข้างในก่อนสิ วิริยา ดุจดาว "

 

แม่ลงไปรอฉันข้างล่าง

 

 

ฉันกับก้อยนั่งที่เก้าอี้รับแขก

อาจารย์ธนัทนั่งตรงข้ามฉันกับก้อย

และเลขาคนสวยที่ชื่อพริมอยู่เก้าอี้ข้างอาจารย์

"พริมนัดน้องเขาเองแหละค่ะคุณนัท เห็นว่าเรื่องที่น้องเขาอยากปรึกษา พริมน่าจะช่วยได้ตามที่คุณนัทบอก ถ้าไม่ไหว ค่อยให้น้องเขามาเจอคุณนัทอีกที"

อาจารย์ธนัทยิ้มบาง ๆ ดู ๆ ไป อาจารย์ก็ลึกลับเสมอ

" เธอจะให้คำปรึกษาน้องวิริยานี่เขาว่ายังไง พริม"

ฉันเห็นพี่พริมดูอึกอัก คงเป็นเพราะฉันอยู่ด้วยล่ะสิ

"พูดเถอะ ว่ากันตามตรง ดุจดาวก็คือคนที่วิริยาอยากจะเอามาปรึกษาเธออยู่แล้ว พริม"

ฉันเห็นก้อยตาเบิกกว้าง

พี่พริมดูงุนงงไม่น้อย

" แล้วที่คุณนัทสั่งให้พริมโทรนัดคุณนภาจรี .....แล้วคุณนัทก็บอกอีกว่า หลังโทรหาแล้วเดี๋ยวจะมีผู้หญิงชื่อวิริยาโทรมาตามเบอร์ที่ให้ไว้ในหนังสือ ให้พริมลองให้คำปรึกษาดู "

" ฉันอยากให้สองคนนี่เจอกัน และฉันรู้ว่า วิริยาจะมาก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง เพราะไม่เคยมาแถวนี้ เลยกลัวจะหลงทาง แล้วมาสาย "

อาจารย์ธนัทยิ้มให้ฉัน

"ขอโทษที่ทำให้เครียดนะ แต่ฉันไม่ได้นัดก้อยของเธอไว้จริง ๆ "

ก้อยของเธอ อาจารย์พูดจนฉันเขิน

เหลียวมองก้อย เธอขมวดคิ้ว และสีหน้าดูปั้นยากพิกล

พี่พริมพูดแบบตรงเป้า

"ฉันเป็นเลส วิริยา และฉันเข้าใจตัวเองดี ต่อให้มีผู้ชายที่ดีสักแค่ไหนอยู่ตรงหน้า ฉันก็ขอเลือกที่จะคบกับผู้หญิงที่ดูแย่ที่สุด เพราะมันเป็นธรรมชาติของฉัน "

ก้อยนิ่งขรึม และในที่สุดก็ถามว่า

"หนูควรทำอย่างไรดีคะ หนูเคยคิดว่า รักไม่มีเพศ"

"ต้องถามว่า จิตใจเธออยู่ในระดับที่ลึกซึ้งกับความรักระดับไหนนั่นแหละ แต่ถ้าคนทั่ว ๆไป  เอาง่าย ๆ เธอโยนเกย์ที่ดูดีที่สุดให้คุณธนัท คิดว่าเขาจะทำยังไง"

ฉันเห็นอาจารย์ธนัททำปากแบบว่า อีนี่มายุ่งอะไรกะกู

พี่พริมพูดอีกว่า

" ฉันอยากให้เธอถามตัวเอง เธอมีความสุขไหม เมื่ออยู่กับเขา หรืออยู่กับน้องดาว ใครทำให้เธอมีความสุขได้มากกว่ากัน ถ้าเธอตอบได้ เธอรู้ว่าธรรมชาติของเธอเป็นอะไร มันก็จบ "

ก้อยนิ่ง

ฉันเริ่มเครียด

"ก้อย แก...."

"ดาว " ก้อยพูดกับฉันเป็นคำแรกนับแต่มีเรื่องกัน "ฉันเจ็บกับคำพูดแก รู้ไหม "

"ฉันรู้ ฉันขอโทษ"

พี่พริมทำหน้าเหรอหรา จนอาจารย์แทรกขึ้นว่า

" น้องดาวเขาทะเลาะกับเพื่อน น้องไม่อยากให้เพื่อนล้อว่าคบกับน้องก้อย เพราะกลัวคุณแม่จะรู้ เพื่อนก็เลยเปิดโปงความลับ น้องเค้าก็ปกป้องตัวเอง บอกว่า เค้าไม่ใช่เบี้ยน และก้อยมาชอบเอง คำนี้ทำให้น้องก้อยไม่ยอมพูดกับน้องดาวอีกเลย "

ก้อยมองฉัน ทำนองว่า แกเล่าให้อาจารย์ฟังหมดเลยหรือ แต่อาจารย์ก็ชิงพูดว่า

" หนูก้อย หนูอยากให้ฉันบอกดาวไหมว่าผู้ชายคนนั้นรู้จักกับดิน"

ดิน ผู้ชายที่น่ารังเกียจขยะแขยง

ก้อย แกทำแบบนี้ได้ยังไง....

ก้อยก้มหน้า ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้ามองหน้า

" เฮ้อ เปลี่ยนทอมซ่อมดี้ ขยี้เบี้ยน คำพูดพวกนี้มันดูถูกกันเกินไป ผู้ชายดี ๆ เขาไม่พูดกันหรอก" อาจารย์ธนัทถอนใจ

คนที่สีหน้าเปลี่ยนจนเห็นได้ชัดนอกจากก้อย ก็คงเป็นพี่พริม

" น้องก้อย ใครพูดประโยคนี้บอกพี่ ถ้ามันอยู่ต่อหน้าพี่ จะตบ ให้ฟันร่วง"

ก้อยก้มหน้านิ่ง

ฉันอยากจะรู้เรื่องเต็มแก่

"ตกลงมันเป็นยังไงกัน"

"เขามาจีบฉัน หลังจากที่ฉันไม่พูดกับแก ฉันบอกตรง ๆ ฉันผิดหวังในตัวแกมาก ฉันคิดว่า เขาคงทำให้ฉันเลิกคิดถึงแก เลิกเป็นเบี้ยนได้ "

ก้อยพูดน้ำตาคลอ

" แต่ยิ่งคบยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่  ความรู้สึกมันไม่เคยใช่ แต่ฉันก็ทน ฉันเจ็บกับคำว่าเบี้ยน กับคำพูดของแกมามากพอแล้ว ฉันอยากจะหนีออกมาให้ได้ "

"แล้ว...."

" วันนึงเขาพาฉันไปกินข้าวกับเพื่อน มันชื่อดิน ฉันเอะใจตั้งแต่ได้ยินชื่อ แต่ฉันก็คิดว่าไม่น่าใช่ดินคนที่มันทำเลวกับแกไว้ ได้เวลากลับบ้าน พ่อมารับ ฉันขอตัวออกมาก่อน แต่นึกขึ้นได้ว่าลืมหนังสือ เลยเดินกลับมาเอา ฉันเผอิญได้ยินพวกมันคุยกัน ใช่ เขาคุยถึงแก ดินมันโม้ให้เขาฟังเรื่องแก และที่น่ารังเกียจคือ เขาพูดถึงฉันว่า สามารถเปลี่ยนทอมซ่อมดี้ ขยี้เลส ฉันตัดสินใจตอนนั้นเลยว่า พอกันที ฉันจะไม่ทนอีกต่อไป ผู้ชายนี่ เลวนรกจริงๆ "

ทุกคนเงียบ นิ่งอึ้ง นิ่งงัน

จนอาจารย์ธนัทพูดขึ้นว่า

"ผู้ชายดี ๆ ก็มีนะหนูก้อย อย่าเหมารวมสิ"

ก้อยยกมือไหว้อาจารย์

"หนูขอโทษค่ะครู คือ เผอิญหนู...." ก้อยพูดไม่ออก ดราม่าเลยกลายเป็นคอมเมดี้ไปซะงั้น

พี่พริมหัวเราะกิ๊ก

" อาจารย์ธนัทของพวกเธอเป็นผู้ชายที่น่ารักจะตาย ถ้าฉันไม่ใช่เลส อาจารย์คงไม่เหลือ"

ก้อยหันมาหาฉัน

"ที่แกพูดว่า แกไม่ใช่เบี้ยน และฉันมาชอบแกเอง แกพูดเพราะแกปกป้องตัวเอง ฉันโคตรโกรธแกจริง ๆ แต่ มันพูดเพราะมันเห็นฉันเป็นตัวตลก ตัวประหลาด ฉันไม่ใช่แค่โกรธ แต่รังเกียจ ขยะแขยงที่สุด "

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรกับก้อยดี

พี่พริมพูดว่า

" เอาล่ะ หน้าที่พี่หมดแล้วนะน้องก้อย ต่อไป ก็คุยกันเองแล้วกัน "

ฉันมองที่อาจารย์ธนัท คนที่ฉันเห็นว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของฉัน

อาจารย์ธนัทกลับพูดว่า

" ฉันต้องไปซื้อโซฟาที่งานเฟอร์นิเจอร์แฟร์ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิดุจดาว มาถึงขนาดนี้ ฉันคิดว่า แม่เธอควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้แล้ว แค่พาก้อยไปส่งบ้าน ระหว่างทางแวะกินอะไรอร่อย ๆ พรุ่งนี้ก็ไปนั่งเรียนด้วยกันเหมือนเดิม อย่าลืมคุยกันให้หายอยาก ที่ไม่ได้คุยกันมานานด้วยล่ะ"

ฉันมองก้อย เธอพยักหน้าช้า ๆ

"แล้วแม่แกล่ะดาว"

ฉันยิ้ม พยักหน้าให้ก้อยเช่นกัน

ฉันไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้หรือวันต่อไป ชีวิตเราความสัมพันธ์ของเราจะเป็นอย่างไรต่อ

แค่ขอให้ก้อยกลับมาคุยเหมือนเดิม มันก็ดีมากแล้ว

นาฬิกาที่สามารถส่งเสียงเตือนทุกเรือนในห้องแข่งกันบอกเวลาสิบโมงตรง ฉันเห็นผู้ชายกลางคนตรงหน้าเอนกายกับโซฟารับแขก ยิ้มน้อย ๆ ให้ฉันกับก้อย สายตาเขาเหมือนกำลังมองนาฬิกาด้านหลังของฉันสักเรือน ไม่รู้ว่าเขามองนาฬิกาหรือมองอะไรอยู่ แต่เขายิ้มอย่างมีความสุขจริง ๆ แบบเดียวกับที่ฉันดูตอนจบของหนังสไตล์ฟีลกู๊ดทั้งหลาย .................

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ จันทร์อรุณ ณรัช จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 พี่ตอนยอน
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 04:10
    เขียนดีอะไรท์ดีมากๆ อยากเห็นไรท์เขียนคู่นี้อีกอะ ฝันมาก สไตล์เขียนคือ โห้ยไม่รู้จะบอกไง :)
    #4
    1
    • 21 พฤษภาคม 2559 / 15:52
      กว่าจะแต่งได้ ก็เหนื่อยเหมือนกัน555 เราแต่งเป็นเรื่องแรกจ้า แต่ถ้าอยากได้ฟิคก้อยดาวอีก กำลังคิดเหมือนกัน ว่าจะกลับมาแต่งอีกดีไหม เพราะเราชอบแต่งออริจินอลมากกว่า แต่อยากแต่งกระทุ้งให้นาดาวออกก้อยดาวเป็นซีรี่ส์ของตัวเองท่าจะดี 555
      #4-1
  2. วันที่ 19 กันยายน 2558 / 14:12
    สุดยอดเลยไรท์
    #3
    1
    • 19 กันยายน 2558 / 17:54
      ขอบคุณน้า เราแต่งเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเด็กดีเลย เป็นเรื่องสั้นแฟนฟิค ลองอ่านเรื่องอื่น ๆ ของเราด้วยน้า
      #3-1
  3. #2 ศนันเขมิ
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 17:55
    สนุกมากๆๆๆๆๆเลยอ่ะไรท์ โครตชอบเลย คือแบบ เป็นเรื่องที่แตกต่างจากเรื่องอื่นที่เคยอ่านมาเลย คือเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องโปรดล้าววว ;)
    #2
    0
  4. #1 Venuss
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 14:19
    สุดยอดมากๆเลยไรท์ จิตวิทยาสุดๆ ฟิคเเรกเลยที่อ่านเเล้วปลื้มมาก
    #1
    0