war prisoner

ตอนที่ 9 : บทที่ 9-11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 306 ครั้ง
    23 ต.ค. 61

            ซือหนานกับซือหลิวรู้สึกอึดอัดจึงคาดคั้นถาม “เกิดเหตุอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าต้องบอกพวกเรา”

ซือน่งจึงเล่าสิ่งที่เห็นในคุกนักโทษประหารให้คนทั้งสองฟัง “พวกเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร”

            พวกนางทั้งสามคนและซือหยวน รวมทั้งหยูคังตอนนี้ต่างก็เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ์หวางเอี๋ยนซู คนทั้งหมดล้วนแต่เฉลียวฉลาดและมีวรยุทธ์ ดังนั้นด้วยฐานะของหญิงสาวทั้งสี่คนก็สูงกว่านางกำนัลทั่วไปในวังหลวง หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ทั้งหมดต่างก็อับจนปัญญา ซือหลิวอุทาน “ถ้าพวกเรายังมัวแต่คุยเรื่องนี้ คาดว่าแม้แต่กระดูกของแม่ทัพซูก็ยังไม่เหลือ”

            ซือน่งทำท่าพองแก้มแล้วกล่าว “ถ้าเราไม่คุยเรื่องนี้กระดูกจะยังเหลืออีกหรือ ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าเราจะวิเคราะห์เรื่องนี้ไปในทิศทางใด เราก็เป็นเพียงข้ารับใช้ขององค์จักรพรรดิ์ ไม่ใช่แม่ทัพซู แม้ว่าเขาจะน่าสงสารแต่เราก็ต้องภักดีต่อฝ่าบาท ในเมื่อฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยที่จะทำเรื่องแบบนั้นแล้ว พวกเราไม่มีทางจะหยุดได้ อีกอย่างไม่มีประโยชน์ที่จะขัดพระราชหฤทัยของพระองค์ พวกเจ้าเองก็รู้ดีอยู่แล้ว”

            ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยรู้ว่าที่ซือน่งกล่าวมานั้นฟังดูโง่เขลา แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่พวกตนไม่สามารถแก้ไขหรือช่วยเหลือได้ ซือหนานเอ่ยถาม “แม่ทัพซูหน้าตาเป็นอย่างไรกัน ข้าได้ยินมากว่าเขาบอบบางไม่เหมือนแม่ทัพคนอื่นที่หยาบกระด้าง แต่สาวงามสามพันนางในวังหลวงยังไม่อาจเทียบเขาได้เลยหรือ ข้าอยากเห็นเขาแล้วสิ”

 ****

            ซูยียืนอยู่ในห้องทรงพระอักษร เขาพบว่าสถานที่นี้ช่างสงบเงียบพร้อมกับคิดในใจ ไม่รู้ว่าจะสอบปากคำนักโทษด้วยวิธีการใด หรือจะใช้กลยุทธ์เกลี้ยกล่อมอีก เขามองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม

            เชลยหนุ่มไม่สามารถคาดเดาความคิดของของหวางเอี๋ยนซู และรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เขา ทันใดนั้นก็หัวเราะในลำคอ “แม่ทัพซู สองสามวันมานี้ได้รับความลำบากแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าคงยังไม่ได้อาบน้ำ ดูที่เนื้อตัวเจ้า มีคราบเลือดเต็มไปหมด ดูไม่เหมาะสมกับฐานะของเจ้า เป็นข้าที่ละเลยไม่ดูแลเจ้าให้ดี แต่ไม่เป็นไร ข้าจะชดเชยให้เจ้าเดี๋ยวนี้” เพียงหมัดเดียวก็หักทำลายโซ่ตรวนออกเป็นสองส่วนก่อนจะลากร่างอ่อนแรงของซูยีไปที่ด้านหลัง

            ซูยีไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไร แต่เมื่อพวกเขาเป็นศัตรูกัน ทำไมเขาจะต้องเชื่อฟังอีกฝ่ายด้วย เชลยหนุ่มหยุดยืนนิ่งไม่ยอมเดิน แม้จะได้รับทัณฑ์ทรมานติดต่อกันมาหลายวันจนร่างกายอ่อนล้าทรุดโทรม พฤติกรรมดังกล่าวทำให้คนที่กำลังดึงร่างอ่อนแรงถึงกับทำหน้าประหลาดใจก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“ที่แท้ยังมีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่บ้าง” หวางเอี๋ยนซูพูดพร้อมกับปัดปลายผมที่ตกระหน้าผากให้พ้นทาง ทันใดนั้นมือใหญ่ก็สอดเข้าที่เอวก่อนจะรวบขึ้นอุ้มแล้วเดินไปยังห้องด้านหลังพร้อมกับพูดไปด้วย “แม่ทัพซู เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าไม่เคยอุ้มใครมาก่อน แม้แต่นางสนมคนโปรด เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติ”

            ซูยีไม่เคยคิดเรื่องทำนองนี้มาก่อน แม้ว่าเขาจะอ่อนประสบการณ์ในเรื่องแบบนั้นแต่รู้ว่าการถูกอุ้มแบบนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งไปกว่านั้น หวางเอี๋ยนซูยังนำเขาไปเปรียบเทียบกับพวกนางสนมอีก ยิ่งคิดก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าเป็นรูปลักษณ์ของเขาเมื่อก่อนนั้นที่งดงามก็ยังไม่ทำให้หวางเอี๋ยนซูหวั่นไหว แล้วทำไมในตอนนี้เขาที่ดูไปคล้ายซากศพแต่กลับเป็นที่ต้องการของอีกฝ่าย นอกจากนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจักรพรรดิ์หนุ่มพระองค์นี้จะทรงโปรดปรานคู่นอนที่เป็นบุรุษมาก่อน หรือว่าเขาจะคิดมากไปเอง แต่... แต่...

            ความเงียบของซูยีทำให้หวางเอี๋ยนซูยิ่งรู้สึกหงุดหงิด แน่นอนว่าการโดนอุ้มแบบนี้อาจจะไม่สร้างความตระหนกให้กับผู้คน แต่อย่างน้อยซูยีก็ควรมีปฏิกิริยาใดแสดงออกมาบ้าง ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ที่ซูยีเงียบนั้นเนื่องจากยังไม่รู้วัตถุประสงค์ของอีกฝ่าย จึงไม่คิดจะคาดเดาหรือโวยวาย

            เมื่อเข้าสู่ห้องด้านหลังภายในเป็นสระน้ำขนาดใหญ่กางกั้นโดยรอบด้วยผ้าม่านสีเลือดหมูหนาหนัก บนผิวน้ำมีไอร้อนลอยระอยู่แสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิของน้ำในสระ หวางเอี๋ยนซูไม่ค่อยพอใจเพราะสระนี้ไม่ยิ่งใหญ่เท่าสระน้ำที่พระราชวังของแคว้นฉี หญิงรับใช้หลายนางนั่งคุกเข่ารอรับใช้ จักรพรรดิ์หนุ่มโบกมือไล่ “ถ้าข้าไม่เรียก พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามา”

            ซูยีรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง คำพูดของหวางเอี๋ยนซูฟังดูคลุมเครือ สายตาของพวกนางกำนัลที่จ้องมองมาที่เขาต่างก็แสดงถึงความประหลาดใจ “หรือว่าที่ข้าคาดเดาไว้จะเป็นความจริง” เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะหวางเอี๋ยนซูไม่นิยมเรื่องแบบนี้

            แม้จะเหลือเชื่อแต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้ซูยีเริ่มคิดดิ้นรน แต่ร่างกายของเขาจะอยู่ในอ้อมแขนของหวางเอี๋ยนซูทำให้ไม่สามารถขยับดิ้นรนได้มาก หวางเอี๋ยนซูยิ้มที่มุมปากก่อนจะโยนร่างในอ้อมแขนลงในสระน้ำดังตูม ร่างของแม่ทัพซูตกลงไปในสระที่ทั้งกว้างและลึก

            ซูยีโผล่ขึ้นจากน้ำพร้อมสำลัก เขาได้ยินเสียงหัวเราะของหวางเอี๋ยนซูเหนือศีรษะ “แม่ทัพซูรู้สึกสบายดีหรือไม่ น้ำสะอาดในสระนี้นำมาจากน้ำพุที่สวนด้านหลัง ดีต่อสุขภาพ ยิ่งดื่มก็ยิ่งดี บางทีจะเพิ่มพละกำลังที่จะดิ้นหนีในอ้อมแขนของข้ามากกว่าเดิม” ร่างสูงใหญ่ถอดเสื้อผ้าออกจนเห็นร่างกำยำแข็งแรง เสียงดังตูมเมื่อร่างนั้นกระโดดลงน้ำ แรงกระเพื่อมทำให้ซูยีที่ลอยคออยู่ในน้ำเปียกไปหมดทั้งหน้า เรือนผมยุ่งเหยิงชุ่มน้ำทอดยาวไปตามไหล่

            ซูยีก้าวถอยหลังอย่างลืมตัวเมื่อเห็นร่างของหวางเอี๋ยนซูอยู่ตรงหน้า สายตาเขม้นมองอย่างระแวงภัย เรือนร่างของคนผู้นี้ดูแข็งแกร่งราวกับเสือดาว ไม่มีไขมันส่วนเกิน ไม่มีรอยแผลเป็นใด ๆ บนร่าง

            นัยน์ตาของหวางเอี๋ยนซูเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวเพื่อเข้าไปใกล้ร่างของซูยี “ทำไมเจ้าจึงยังสวมเสื้อผ้าอีก ที่จริงเสื้อผ้าของเจ้าแทบจะเป็นผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว จะสวมหรือไม่ล้วนไม่แตกต่าง หรือแม่ทัพซูต้องการให้ข้าถอดเสื้อผ้าให้”

            ซูยีเดินถอยหลังจนติดขอบสระ ยิ่งได้ฟังวาจาหยาบช้าลามก ร่างผอมบางก็ยิ่งสั่นสะท้าน โชคร้ายว่าสิ่งที่เขาคิดไว้แต่แรกนั้นถูกต้อง มือของเขาเกาะที่ขอบสระแน่นพยายามสงบใจให้เยือกเย็น “ปกติท่านกระทำการเรื่องใดมักจะสุขุมรอบคอบ ลูกผู้ชายนั้นฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ท่านอย่าได้ทำเช่นนี้เลย”

            หวางเอี๋ยนซูเลิกคิ้วท้าทาย “สุขุมรอบคอบอย่างนั้นหรือ น่าตลกเสียจริง แม่ทัพซูผู้มีประสบการณ์ช่ำชองในสนามรบ แต่กลับไม่รู้เรื่องความปรารถนาของปุถุชน เจ้าเคยได้ยินว่ากษัตริย์สุขุมรอบคอบในเรื่องความรักด้วยหรือ มีแต่ลุ่มหลงมัวเมา”

            ซูยีถึงกับสงสัยว่าหวางเอี๋ยนซูที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นตัวปลอม บุรุษตรงหน้ากล่าววาจาเหลวไหล นัยน์ตาก็หยอกล้อพราวระยับไม่เหมือนหวางเอี๋ยนซูที่แสนจะเย็นชาอย่างที่เคยพบเห็น ถึงแม้ท่าทางในยามนี้เหมือนจะเล่นสนุก แต่ท่วงทีของความเป็นราชนิกูลก็ยังคงอยู่และยากที่จะมีใครเลียนแบบได้ ตอนนี้ซูยีหมดหนทางที่จะถอย หวางเอี๋ยนซูมีทีท่าสบายใจเดินเข้าหาอีกฝ่ายขณะที่มือของซูยีกำหมัดแน่นเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับชัยชนะเพราะร่างกายของเขานั้นอ่อนเพลียเกินไป แต่ในฐานะลูกผู้ชายเขาไม่สามารถทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้ได้ให้เขาตายเสียยังดีกว่า เขาถูกจับตัวมาและอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ความกลัวเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเขาก็คือถ้าเขาขัดขืนหวางเอี๋ยนซูแล้วทหารของเขาทั้งหมดจะถูกฆ่าตาย เขาจึงต้องยอมทนรับความขมขื่น ความตายก็เหมือนปลดปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหัวใจจึงสงบ นัยน์ตาจับจ้องที่ร่างของคนตรงหน้าเขม็ง รอให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหว เมื่อทั้งสองร่างเข้าใกล้จนแทบจะชิด ทันใดนั้นร่างของหวางเอี๋ยนซูก็มุดลงไปในน้ำ ซูยีเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจก่อนจะรู้สึกถึงการรวบยึดสองเท้าของตน ร่างของซูยีจมลงไปในน้ำ กลืนน้ำเข้าไปอีกอึกใหญ่ จากนั้นมือแข็งแรงคู่หนึ่งก็กอดรัดเอวคอดบางไว้ก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะโผล่ขึ้นจากน้ำ ซูยีได้ยินเสียงหัวเราะของหวางเอี๋ยนซูกังวานลั่นอยู่ข้างหู “ฮา ฮา ฮา ข้าจับเจ้าได้แล้ว” พูดยังไม่ทันจบประโยค มือคู่นั้นก็จับฉีกเสื้อผ้ารุ่งริ่งกระชากออกจากร่างของซูยีแล้วขว้างทิ้ง

            หัวใจของซูยีหล่นวูบเมื่อมือคู่หนึ่งกำลังลูบไล้บาดแผลบนร่างของตน นับตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่เขาไม่เคยประสบกับความอัปยศเยี่ยงนี้มาก่อน โลหิตในกายเดือดพล่านจนทนไม่ไหว อ้าปากคิดจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย

            แต่มือแข็งแรงคู่นั้นกลับว่องไวกว่า คว้าจับขากรรไกรไว้แน่น เสียหัวเราะของหวางเอี๋ยนซูหยุดไปแล้ว แทนที่ด้วยสายตาที่แสดงความดูแคลน นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาและวาจาที่เย็นเยียบ “แม่ทัพซู อยากให้ข้าทำเหมือนบรรพบุรุษของข้าด้วยการฆ่าเชลยทุกคนที่จับมาได้หรืออย่างไร ถ้าเจ้าไม่สนใจเชลยพวกนั้น ข้าจะออกคำสั่งให้หยูคังเข่นฆ่าเชลยชาวฉีทั้งสองแสนคนทันที อันที่จริงประชาชนของข้าก็มีจำนวนมากพอและยินดีที่จะอพยพไปอยู่ที่แคว้นฉีที่อุดมสมบูรณ์ ตอนนี้กองทัพของหยูคังเดินทางถึงแม่น้ำแยงซีเกียงแล้ว จักรพรรดิ์แคว้นฉีกับเสนาบดีคนสนิทสองสามคนลอบอพยพหนีไปที่ซูโจว หยูคังพร้อมที่จะพากองทหารลงสู่ทางใต้ แม่ทัพซูท่านคิดคำนวณดู เชลยศึกรวมกับประชาชนชาวฉีคงจะมีมากกว่าแสนคน เจ้าไม่ห่วงพวกนั้นบ้างเลยหรือ ข้าเองก็ไม่สนใจคนพวกนั้นอยู่แล้ว แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ” พูดจบก็ปล่อยมือ

            ซูยีเห็นอีกฝ่ายระบายยิ้มอย่างเป็นต่อ แน่นอนว่าคนผู้นี้คาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคนอย่างซูยีย่อมไม่เห็นแก่ตัวยอมให้ประชาชนได้รับความทุกข์ระทมถ้าเขาสามารถช่วยเหลือได้ ซูยีพยายามอดกลั้น “ข้านับถือความเฉลียวฉลาดของท่าน แม้ข้าจะตาย ข้าเชื่อว่าท่านย่อมไม่ทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ท่านไม่กลัวเวรกรรมจะตามทันหรือ?”แม้จะพูดออกไปแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ฟัง ดังนั้นเจ้าตัวจึงรีบดึงตัวออกห่างจากมือของหวางเอี๋ยนซู

            จักรพรรดิ์หนุ่มคว้าจับร่างอีกฝ่ายไว้แน่น “แม่ทัพซู ฟังข้า ข้าไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมผีสางใด ๆ ทั้งสิ้น ทหารของแคว้นฉีใต้บังคับบัญชาของเจ้าส่วนใหญ่ยิงธนูไม่เป็น และข้าก็ไม่ต้องการทหารพวกนี้ ส่วนลูกน้องคนสนิทของเจ้าที่ติดตามเจ้ามาหลายปี คนพวกนี้กล้าหาญและจงรักภักดี มีแค่บางคนที่ยอมสวามิภักดิ์ แล้วข้าจะเลี้ยงพวกมันไว้ให้เสียข้าวสุกทำไม แต่ชีวิตของเจ้าเพียงชีวิตเดียวสามารถแลกกับคนพวกนั้นได้ทั้งหมด ถ้าเจ้าตายก่อนที่จะสวามิภักดิ์ต่อข้า ลองดูว่าถ้าข้าโกรธขึ้นมาเมื่อใดรับรองว่าจะทำตามที่พูดไว้แน่นอน”

            ซูยีมองเข้าไปในดวงตาที่แสนจะเย็นชาคู่นั้น ก่อนจะกล่าวด้วยหัวใจที่สลายแล้ว “ถ้าท่านต้องการให้ข้าสวามิภักดิ์ ก็ไม่ควรใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเยี่ยงนี้ นอกจากจะทำลายชื่อเสียงของท่านแล้วยังจะทำให้ข้าเกลียดชังท่านมากกว่าเดิม”

            หวางเอี๋ยนซูกล่าวเยาะเย้ย “ขอให้ได้ตามต้องการแม้จะด้วยวิธีที่น่ารังเกียจหรือเสื่อมเกียรติก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเจ้าที่จะต้องอยู่ใต้ร่างของข้า ให้ข้าได้ยินเสียงร้องขอความเมตตาจากเจ้า ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะยอมสวามิภักดิ์หรือไม่ ร่างกายของเจ้าก็ย่อมต้องเป็นของข้า” ร่างของหวางเอี๋ยนซูโน้มเข้าหาริมฝีปากเบื้องหน้าและประกบปิดมันไว้

            ซูยีเกิดมาในตระกูลบัณฑิตที่ยึดมั่นในคำสอนและจริยธรรม เขาไม่มีโอกาสเข้าพิธีแต่งงานเพราะต้องเข้าสู่สนามรบ ระหว่างที่อยู่ในค่ายทหารเขาไม่มั่วสุมดื่มสุราและข้องเกี่ยวกับหญิงงามเมืองใด ๆ ดังนั้นแม้จะเติบใหญ่เต็มกายก็ไม่เคยรับรู้ถึงเพศรส เมื่อถูกหวางเอี๋ยนซูบังคับจูบ สมองของเขาถึงกับพร่าเลือนเห็นดวงดาวเต็มไปหมด และถึงแม้จะยังไม่เข้าใจเรื่องการจูบแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ดังนั้นสองมือของซูยีจึงพยายามดันร่างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง

            หวางเอี๋ยนซูพบว่าปฏิกิริยาของซูยีช่างเร้าอารมณ์ยิ่ง ซูยีไม่เดียงสาในเรื่องการจูบ ไม่รู้วิธีที่จะเลี่ยงหลบ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ไม่ประสีประสาอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ทำให้บุรุษที่ชมชอบการเป็นเจ้าของและเห็นแก่ตัวเช่นเขายิ่งต้องการครอบครอง ยิ่งได้รู้ว่าครั้งแรกของซูยีเป็นของเขาก็ยิ่งโปรดปรานมากขึ้น เขาดันร่างของซูยีจนติดขอบสระ ครึ่งร่างยังคงแช่อยู่ในน้ำ มือใหญ่เริ่มฉีกเสื้อผ้าที่เหลือน้อยชิ้นของซูยีออกจนเปลือยเปล่า

            เมื่อร่างของซูยีถูกดันขึ้น ก็ได้เห็นว่าร่างผอมบางนั้นยิ่งดูเล็กกว่าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไร ก็มีเพียงระลอกน้ำที่สั่นไหวตามแรงต้าน รอยเลือดค่อย ๆ แผ่กระจายเป็นวงกว้าง เพราะบาดแผลยังรักษาไม่หายดี และทั้งคู่เคลื่อนไหวมากเกินไปทำให้บาดแผลเปิดออก ซูยีรู้สึกเจ็บปวดเมื่อปากแผลโดนน้ำอุ่นในสระ จวบจนหวางเอี๋ยนซูถอนริมฝีปากออก ซูยีจึงครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

            ตอนแรกหวางเอี๋ยนซูคิดว่าซูยีคงจะมีอารมณ์เคลิบเคลิ้มคล้อยตาม แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของซูยีบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เมื่อมองในน้ำจึงเห็นเลือดกระจายเป็นวงกว้าง ชายหนุ่มรีบปล่อยอีกฝ่ายจากอ้อมแขนแล้วตรวจบาดแผลของซูยีพบว่าไม่ลึกเท่าใดนัก แต่เพราะมีบาดแผลทั่วร่างจึงทำให้มีโลหิตมากมายถึงเพียงนี้ เขาจึงคว้าร่างผอมบางกลับเข้ามากอด แต่ซูยีรอโอกาสนี้อยู่แล้วจึงใช้เท้าเตะอีกฝ่ายจนล้มลง ซูยีรีบพลิกตัวหนี แต่หวางเอี๋ยนซูว่องไวกว่าคว้าจับเรือนผมยาวไว้แล้วกระชากร่างอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมแขนแกร่งอีกครั้ง

            ร่างของซูยีกลับเข้าไปอยู่ในวงแขนของหวางเอี๋ยนซู ใบหน้าของจักรพรรดิ์หนุ่มแสดงความเกรี้ยวกราดอย่างเห็นได้ชัด มือใหญ่กดศีรษะอีกฝ่ายลงในน้ำจนสำลัก แล้วดึงขึ้นมาก่อนจะกดศีรษะลงไปอีก ทำเช่นนี้หลายครั้งจนซูยีอ่อนแรงแทบยืนไม่ไหว ไร้พละกำลังจะดิ้นรนขัดขืน จนกระทั่งสลบไป

            หวางเอี๋ยนซูสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยจึงเรียกนางกำนัลเข้ามาในห้อง “อาบน้ำให้มัน แต่ห้ามทำแผล แล้วเปลี่ยนน้ำในสระใหม่ ถ้าทำเสร็จแล้วให้ไปรายงานข้า ซูยี ข้าไม่เชื่อว่าจะทำให้เจ้าสวามิภักดิ์ไม่ได้ ข้าจะดูว่ามันจะทนได้นานสักเท่าไร”

            พวกนางกำนัลได้ฟังเสียงกราดเกรี้ยวของผู้เป็นนาย ก็รู้ดีว่าองค์จักรพรรดิ์คงจะโมโหมากและต้องการสั่งสอนนักโทษผู้นี้ หวางเอี๋ยนซูเดินฮึดฮัดออกจากห้อง ขณะที่พวกนางกำนัลอาบน้ำให้กับซูยี

            เมื่อหวางเอี๋ยนซูเดินกลับมาที่ห้องทรงพระอักษร เห็นซือน่ง ซือหนาน และซือหลิวยืนอยู่ หญิงทั้งสามต่างก็ไม่พูดอะไรแต่มีทีท่าขวยเขิน ผู้เป็นนายจึงตะคอกใส่ “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

            ซือน่งเอ่ยปากพูดเป็นคนแรก เพราะรู้ว่าหวางเอี๋ยนซูเอ็นดูนางที่สุด “ฝ่าบาท แม่ทัพซูอยู่ที่ใด ผู้น้อยจะได้นำเขาไปคืนที่คุกนักโทษประหาร”

            หวางเอี๋ยนซูไม่โกรธแต่กลับหัวเราะ “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง มันอยู่ในสระน้ำ และข้ายังสืบสวนมันไม่เสร็จ”

            ซือน่งตกใจ “ฝ่าบาท ทำไมแม่ทัพซูถึงลงไปอยู่ในสระน้ำ พระองค์ทรงสรงน้ำกับเขาหรือเพคะ” พอกล่าวจบ หญิงสาวก็เห็นสายตาเจิดจ้าของผู้เป็นนายจ้องเขม็ง หญิงสาวจึงเปลี่ยนคำพูด “นั่น...นั่นเพราะฝ่าบาทคงจะใช้น้ำเป็นทัณฑ์ทรมานแม่ทัพซู ผู้น้อยช่างโง่เขลาไม่ทันคิด โปรดให้อภัยผู้น้อยและทรงกลับไปสอบสวนแม่ทัพซูใหม่ พวกเราจะคอยรับใช้ฝ่าบาทอยู่ข้างนอกเพคะ” ยิ่งพูดก็ยิ่งลิ้นพันกัน ตอนท้ายก็ดึงมือซือหนานและซือหลิวออกไปข้างนอกห้อง

            หวางเอี๋ยนซูเดือดดาลใจ หยิบหนังสือขึ้นเปิดพลิกหน้าไปมา ในสมองยังครุ่นคิดด้วยความผิดหวัง ทั้งที่เขาได้รับการยกย่องเชิดชู แต่ซูยีกลับไม่ยอมก้มหัวให้ไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง การที่ซูยีไม่ยอมสวามิภักดิ์นั่นเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่าทำไมเขาจึงต้องโกรธถึงเพียงนี้ หวางเอี๋ยนซูนั่งอ่านหนังสือไปเกือบหนึ่งชั่วยาม นางกำนัลจึงเข้ามารายงานว่าทำตามที่สั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

            เขาเดินกลับไปที่สระน้ำเห็นซูยียังคงสลบไม่ได้สติหวางเอี๋ยนซูหันไปมองนางกำนัลเป็นเชิงถาม นางกำนัลรีบคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวแล้วรายงาน “ฝ่าบาท เมื่อครู่เขาตื่นมาแล้วแต่ดิ้นรนทำร้ายผู้คน ผู้น้อยจึงให้ยานอนหลับเขา”

            หวางเอี๋ยนซูพยักหน้าไม่ดุด่าพวกนาง ด้วยอารมณ์ของซูยียามนี้เขารู้ดีว่าคงจะหวาดระแวงทุกคน ชายหนุ่มมองร่างของซูยีในชุดคลุมอาบน้ำ นัยน์ตาปิดสนิท นอนบนเก้าอี้ยาวข้างสระน้ำ เรือนผมสีดำถูกหวีสางจนเรียบ รอยผ่าแหวกของเสื้อคลุมเผยให้เห็นยอดอกเล็ก ๆ สองข้าง แม้ว่าทั่วทั้งร่างจะเต็มไปด้วยรอยแผลแต่กลับเร้าอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก หวางเอี๋ยนซูรู้สึกร้อนวูบที่ท้องน้อยและกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 306 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

576 ความคิดเห็น

  1. #572 00061201 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 10:58
    ได้โปรดทะนุถนอมน้องด้วย ฝ่าบาท t.t
    #572
    0
  2. #506 0984313179 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 14:47
    ตลกซือน่งแต่แแบบฝ่าคะถนอมกันนิสนึง
    #506
    0
  3. #490 wiliwrrnnnthkal (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 21:22
    เดี๋ยวแผลน้องปริฝ่าบาท
    #490
    0
  4. #473 yourmez (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 07:45
    ฝ่าบาทโว้ย ทำแผลให้น้องก่อนไม่ได้หรออออT_T
    #473
    0
  5. #409 leenaprk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 18:13
    น้องจ๋า T__T
    #409
    0
  6. #331 PaulaPum (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 19:27
    โรคจิตไปแล้วเนี่ยย
    #331
    0
  7. #253 chocolato.p (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 14:24

    โอ๊ยยยยยย ไม่โอเคกับการที่มีแผลทั่วตัว ให้หายก่อนสิโว้ยย

    #253
    0
  8. #240 ineedmoney (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 01:44
    ขนาดซูยียังคิดว่าอิพระเอกมุงบ้าแน่ คือตอนสภาพดีๆนี่ไม่หื่น พอสภาพเป็นศพนี่หื่นเฉย โอ้ยยยยยยย คือรอเขาหายก่อนมั้ย
    #240
    0
  9. #191 punngirigiri (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 19:19
    อยากจะบอกว่าพระเอกโรคจิต!!! แต่ก็นะ นั่นพระเอกของเรื่องงงงงง สงสารแม่ทัพซู
    #191
    0
  10. #158 luhan7_lulu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 15:08
    นิสัยยย
    #158
    0
  11. #111 galaxyxx (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 12:59
    ฝ่าบาทโหดร้ายมากเว่อร์
    #111
    0
  12. #92 403 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 22:20

    ตัวเงินตัวทองจริ๊งงง บาปกรรมตามทันล่ะจะสมน้ำหน้าให้

    #92
    0
  13. #47 seobabyz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 02:11
    โอน เป็นลมเลยย
    #47
    0
  14. #43 宁煌 หนิงหวง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2560 / 18:26
    สายsนี่หว่า
    #43
    0