war prisoner

ตอนที่ 72 : บทที่ 74

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,643
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ซือหนานมองสมเด็จพระชนนีกับหวางเอี๋ยนซูอย่างกระอักกระอ่วน แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังรอให้ตนเองพูดออกมา หญิงสาวจึงเอ่ยด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “สมเด็จพระชนนีกับองค์จักรพรรดิ์ทรงจำ...จำองค์ชาย...องค์ชายรองได้หรือไม่?”

            เสียงของซือหนานยังไม่ทันจางหาย สมเด็จพระชนนีกลับส่งเสียงร้องด้วยความตระหนก “อะไร? เจ้าหมายถึงคนผู้นั้น? เขากลายเป็นแพทย์ที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่เมื่อใด? แต่ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นแพทย์ที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน เจ้าลืมคำสั่งของอดีตจักรพรรดิ์แล้วหรือ ห้ามให้ใครพูดถึงเขาอีก” ขณะที่พูดนั้น สมเด็จพระชนนีที่สงบเสงี่ยมกลับใช้น้ำเสียงที่ดุดันและเกรี้ยวกราด ทำให้ซือหนานไม่กล้าพูดต่อ

            หวางเอี๋ยนซูชะงักไปชั่วครู่ แต่ในเวลานี้เขาไม่สนใจเรื่องอื่น ตราบใดที่สามารถรักษาซูยีได้ ก็ไม่สนใจว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร ดังนั้นเขาจึงถามซือหนานซ้ำ “ซือหนาน เจ้าบอกว่าเขา...เขาสามารถรักษาซูซู...”

            ยังไม่ทันจบประโยค สมเด็จพระชนนีก็กระชากเสียงขัดขึ้นมาก่อน “ถ้าเขาสามารถรักษาแม่ทัพซูได้ เจ้าจะให้เขาเข้ามาที่นี่อย่างนั้นหรือ? เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าพระบิดาของเจ้าเคยรับสั่งว่าอย่างไร หรือเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเขา...เขาเป็นความอัปยศของราชวงศ์จินเหลียวของเรา พระบิดาของเจ้าทรงเมตตาที่ไม่สังหารเขาตั้งแต่วันนั้น ข้าไม่ยอมให้เจ้าเรียกเขามาที่นี่เป็นอันขาด”

            หวางเอี๋ยนซูมักจะโอนอ่อนและเชื่อฟังสมเด็จพระชนนีเสมอมา แต่ในตอนนี้เขาจ้องหน้าผู้เป็นมารดาแล้วกล่าวว่า “พระมารดา ถ้าข้าเป็นคนที่เจ็บป่วยใกล้ตาย ท่านยังจะไม่ยอมให้เขามารักษาข้าด้วยหรือ?”

            ใบหน้าของสมเด็จพระชนนีซีดเผือดและกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ “เจ้าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่ต้องการสนทนากับเจ้าแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่อนุญาตให้ไปเรียกตัวคนผู้นั้นเข้ามาที่นี่” พูดจบก็หมุนตัวเตรียมที่จะเดินออกจากห้อง แต่ก็ถูกดึงชายเสื้อไว้ เมื่อสมเด็จพระชนนีมองลงมาก็เห็นหวางเอี๋ยนโจวที่ตอนนี้พยายามพูดทั้งที่ยังสะอื้นไห้ “เสด็จย่า ให้คนผู้นั้นมาช่วยพระมารดาของข้าด้วยเถิด” สมเด็จพระชนนีมีทีท่าละล้าละลัง เมื่อเห็นบุตรชายของตนเดินกลับไปนั่งข้าง ๆ เตียงของซูยีและจับมือของซูยีไว้แน่นพร้อมกับพูดแต่ละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “พระมารดา ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล ถ้าซูซูต้องจากโลกนี้ไป ข้าก็จะตามเขาไปด้วย พระมารดาอาจจะว่าข้านั้นอ่อนแอแต่ซูซูเป็น...เสมือนชีวิตของข้า”

            ดวงตาของสมเด็จพระชนนีฉายแววสับสนเมื่อมองบุตรชายของตนที่เคยเป็นคนเย็นชาและไม่ค่อยแสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาง่ายนัก ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเพราะคำว่า “ความรัก”  สมเด็จพระชนนีตั้งใจจะต่อว่าบุตรชายแต่หวางเอี๋ยนโจวกลับวิ่งไปยืนอยู่ข้าง ๆ หวางเอี๋ยนซูผู้เป็นบิดาแล้วร้องออกมาว่า “เสด็จย่า โจวเอ๋อร์รักพระบิดาและพระมารดามากที่สุด ถ้าทั้งพระบิดาและพระมารดาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว โจวเอ๋อร์ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่เหมือนกัน พวกเราพ่อแม่ลูกจะเดินทางไปสู่ปรโลกพร้อมกัน”

            หลานชายคนนี้เป็นแสงสว่างในชีวิตของสมเด็จพระชนนี เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็เหมือนหัวใจถูกควักออกจากอก “โจวเอ๋อร์ เจ้าห้ามพูดอย่างนั้น” พูดจบก็หันไปทางหวางเอี๋ยนซูแล้วกล่าวว่า “แม้ว่าวันนี้ข้าจะอนุญาต แต่เขา...เขาคิดว่าพวกเราเป็นศัตรู แล้วเขาจะยอมมารักษาคนรักของเจ้าหรืออย่างไร ข้าเกรงว่าเขาคงจะมีความสุขที่เห็นแม่ทัพซูตายและเห็นเจ้าเสียใจ”

            หวางเอี๋ยนซูกล่าวว่า “ข้าดีใจที่พระมารดาอนุญาต เรายังไม่ได้ถามเขาแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่มา” เขาหันไปทางซือหนานและพูดว่า “ซือหนานกับซือหลิว เจ้าสองคนไปที่เรือนพักของซีเอ๋อร์และถ่ายทอดคำพูดของข้า ให้เขามาที่นี่เพื่อรักษาซูซู ถ้าเขาสามารถรักษาซูซูให้หายได้ ข้าจะยินยอมทำทุกอย่างที่เขาต้องการ” ซือหนานและซือหลิวรับคำและเดินออกไปเชิญตัวหวางเอี๋ยนซี

            ถึงตอนนี้ทั้งหวางเอี๋ยนโจวและซือน่งเริ่มมีความหวัง หวางเอี๋ยนซูเดินไปที่ข้างเตียงของซูยีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “ซูซู เจ้าได้ยินหรือไม่ว่ามีคนที่สามารถรักษาเจ้าได้” เขาลูบผมของซูยีเบา ๆ แล้วพูดต่อ “ซูซู ไม่ต้องกังวลไป ถ้าเจ้าหายดีแล้ว ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องเป็นทุกข์อีก เป็นเพราะข้านั่งบัลลังก์มังกรทำให้ต้องทำตามความคิดของผู้อื่นรอบข้าง จนเกือบต้องสูญเสียเจ้าไป ข้าจะไม่ปฏิเสธหัวใจของตัวเองอีกต่อไป ข้าจะทำตามที่หัวใจของข้าต้องการ ถ้าอนุชนรุ่นหลังจะวิจารณ์ว่าข้าเป็นจักรพรรดิ์ที่ไร้ความสามารถข้าก็จะยอมรับมันแต่โดยดี ตราบใดที่ข้ามีเจ้าอยู่ข้างกาย ข้ายอมน้อมรับทุกคำวิจารณ์”

            ซือน่งที่ยืนอยู่ด้านข้างแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท ถ้ามีการบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระองค์แล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะเขียนว่าฝ่าบาทเป็นจักรพรรดิ์ที่ไร้ความสามารถเพราะยอมอภัยโทษให้กับองค์จักรพรรดินีของพระองค์เองหรอกเพคะ” หญิงรับใช้หันไปทางซูยีแล้วพูดต่อ “นายท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรฝ่าบาทดีต่อท่านขนาดนี้ ท่านย่อมมีความสุขใช่หรือไม่?”

            ซูยียังคงมีเรื่องที่ไม่สบายใจ เรื่องของเหล่าบัณฑิตที่ถูกจับตัวไว้นั้น เขาก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือคนพวกนั้นได้ เมื่อเห็นหวางเอี๋ยนซูทุ่มเทให้เขาจนหมดหัวใจเช่นนี้ ถ้าซูยีหายจากอาการป่วย แล้วยังถูกขู่เข็ญคุกคามอีก เขาจะต้องทำร้ายจิตใจหวางเอี๋ยนซูอีกเช่นนั้นหรือ? ยิ่งคิดก็ให้เจ็บปวดในหัวใจจนอาเจียนออกมาเป็นเลือดคำใหญ่ ทำให้หวางเอี๋ยนซูถึงกับตระหนกตื่นกลัว

            ซือหยวนถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปหาซูยีและเช็ดเลือดให้ พร้อมกับพูดว่า “นายท่าน สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือต้องรักษาตัวให้หายดี อย่าได้คิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น หลังจากที่นายท่านหายดีแล้ว ตราบใดที่นายท่านซื่อสัตย์ต่อองค์จักรพรรดิ์ สวรรค์ก็จะบันดาลให้มีเรื่องที่ดี ๆ ตามมา”

            ซูยียกศีรษะขึ้นมองซือหยวน เห็นได้ชัดว่าซือหยวนกำลังบอกความนัยบางอย่างว่า ถ้าซูยีมีความรักที่แท้จริงกับหวางเอี๋ยนซูและช่วยเหลือสนับสนุนในการปกครองแผ่นดิน ซือหยวนก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่กำลังหนักอกของเขาในตอนนี้ให้ ซูยีจึงถามไปว่า “คำพูดของเจ้าคล้ายกับรู้ว่าข้ามีปัญหาอะไรอยู่”

            ซือหยวนยิ้มแล้วพูดว่า “นายท่านพักผ่อนให้สบายใจเถิด ซือหยวนเป็นสาเหตุที่ให้เกิดเรื่องร้ายแรงนี้ขึ้น ได้แต่หวังว่านายท่านจะให้อภัยผู้น้อย” เมื่อซูยีได้ยินที่ซือหยวนบอกให้เขาพักผ่อนให้สบายใจ จึงรู้ได้ว่าหญิงสาวคงมีวิธีที่จะช่วยเหล่าบัณฑิตที่ถูกจับตัวไว้ ทำให้ซูยีรู้สึกมีความสุขจนยากที่จะอธิบาย หวางเอี๋ยนซูและคนอื่น ๆ มองดูทั้งคู่สนทนากันด้วยความสบายใจและยินดีที่เห็นซือหยวนยอมรับซูยี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นหญิงสาวต่อต้านการขึ้นเป็นจักรพรรดินีของซูยี

            สมเด็จพระชนนีลอบถอนหายใจและคิดในใจว่า “แม่ทัพซูเอาชนะใจผู้อื่นได้ง่ายดายยิ่ง นับเป็นคุณสมบัติที่หายากนัก ข้าตัดสินใจไม่ผิดที่อนุญาตให้คนผู้นั้นมารักษาเขา” เมื่อมองไปที่นอกหน้าต่างบนท้องฟ้าที่มืดมิด สมเด็จพระชนนีก็เห็นดอกไม้ไฟถูกจุดส่องสว่างบนท้องฟ้าเสียงดังกึกก้อง สมเด็จพระชนนีจึงพูดกับตนเองว่า “อดีตจักรพรรดิ์ นี่ไม่ใช่ข้าขัดคำสั่งท่าน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

            ขณะที่ครุ่นคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นซือหนานและซือหลิวก็เดินเข้ามา ใบหน้าของทั้งสองคนนั้นเศร้าหมองและไม่มีใครตามมาอีก สีหน้าของสมเด็จพระชนนีแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงและถามหญิงรับใช้ทั้งคู่ “เป็นอย่างไรบ้าง? เขาไม่ยอมมาใช่หรือไม่?”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

576 ความคิดเห็น

  1. #391 ckh94s (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 23:32
    ซือหยวนเป็นใครมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินคงามรักคนอื่นอ่ะงง
    #391
    0