war prisoner

ตอนที่ 69 : บทที่ 71

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,596
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            แกะย่างเป็นอาหารจานหลักเพื่อใช้ในการเฉลิมฉลองเทศกาลวันก่อนปีใหม่ของจินเหลียว เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ปีใหม่ที่จะนำความสุขและสันติภาพมาสู่แผ่นดิน ดังนั้นชาวจินเหลียวเห็นว่าการรับประทานแกะย่างในช่วงปีใหม่สำคัญพอ ๆ  กับการไหว้บรรพบุรุษหรือขอพรจากเทพเจ้า แม้กระทั่งคนจินเหลียวที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อแกะมาย่างทั้งตัวก็ยังต้องเจียดเงินเพื่อซื้อเนื้อแกะ เศษเนื้อแกะ และกระดูกแกะเพื่อนำมาปรุงอาหาร เหล่าคนที่แบกจานแกะย่างนี้มาเป็นคนที่ทำงานในห้องครัวซึ่งไม่รู้จักซูยี ซึ่งถ้าคนพวกนี้รู้ว่าคนที่ถูกดึงมาช่วยงานผู้นี้เป็นใคร ต่อให้พวกตนเป็นโรคอุจจาระร่วงหรือมีลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็คงไม่ไหว้วานให้คนผู้นี้มาแบกถาดแกะย่างแน่นอน

            ในห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงสนทนาและเสียงหัวเราะ สมเด็จพระชนนี หวางเอี๋ยนซู และบุตรชายนั่งร่วมโต๊ะกันกับเสนาบดีตำแหน่งสำคัญอีกสองสามคน ส่วนโต๊ะถัดออกไปก็เป็นโต๊ะของเหล่าเสนาบดีและครอบครัว เหล่าพระสนมของหวางเอี๋ยนซูก็นั่งร่วมโต๊ะกับบรรดาภรรยาของเสนาบดีและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แม้ว่าบนโต๊ะจะมีอาหารวางเรียงรายเต็มโต๊ะ แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดหยิบตะเกียบเพราะทุกคนกำลังรอคอยจานแกะย่างที่เป็นอาหารจานหลักและถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มงานเฉลิมฉลอง

            หวางเอี๋ยนโจวบอกกับสมเด็จพระชนนีว่าเขาต้องการจุดดอกไม้ไฟหลังงานเลี้ยง แต่สมเด็จพระชนนีหัวเราะและบอกว่าไม่อนุญาตให้จุดดอกไม้ไฟ เด็กชายเริ่มงอแงและพยายามหว่านล้อมออดอ้อนผู้เป็นย่าให้ตามใจเขา หวางเอี๋ยนซูจึงพูดอย่างอารมณ์ดี “โจวเอ๋อร์ เลิกวุ่นวายกับเสด็จย่าได้แล้ว แกะย่างกำลังมาถึง เจ้านั่งลงได้แล้ว” จากนั้นก็หันไปเสนาบดีแล้วกล่าวว่า “องค์รัชทายาทนั้นซุกซนยิ่ง ไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไรให้เชื่อฟัง พวกเจ้าสอนลูกหลานกันอย่างไร?” พวกเสนาบดีกล่าวว่า “ฝ่าบาทล้อพวกข้าเล่นแล้ว เด็กทุกคนย่อมเป็นเยี่ยงนี้ทั้งสิ้น องค์รัชทายาทนั้นเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน และต้องแบกรับภาระราชบัลลังก์ในอนาคต พวกเราคิดว่าองค์รัชทายาทสามารถนำพาชาวจินเหลียวเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน”

            หวางเอี๋ยนซูพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรต่อ เขาเหลือบสายตาไปที่นอกห้องโถงเห็นคนกำลังแบกแกะย่างเดินเข้ามา ในแว่บแรกเขาคล้ายกับเห็นซูยี แต่ก็คิดในใจว่า “จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน เขาไม่ได้ทำงานครัว” เมื่อพยายามมองอีกครั้ง คนผู้นั้นก็ถูกบดบังด้วยถาดแกะย่าง หวางเอี๋ยนซูได้แต่หัวเราะในใจอย่างขมขื่น “สายตาของข้าคงจะพร่าเลือนเพราะคิดถึงเขามาก นี่ข้าฝันถึงเขาแม้แต่ในยามตื่นหรือนี่”

            ต่อจากนั้นเขาจึงเรียกซือน่งมาสั่ง “หาโอกาสที่ไม่มีคน ให้เจ้าส่งอาหารจานพิเศษของแคว้นต้าฉีไปที่ห้องของซูซู คืนก่อนวันปีใหม่เขาคงจะเศร้าและเหงามาก ให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนกับเขาและพูดคุยในเรื่องที่ดีทำให้เขาคลายเศร้า ไม่ควรให้เขาคิดแต่เรื่องที่ไม่ดีอยู่คนเดียว”

            ซือน่งรับคำแล้วหมุนตัวเดินออกไป ก็พบเห็นซือหยวนกำลังจ้องมองมาที่ตนด้วยแววตาที่ยากจะเข้าใจได้ ซือน่งได้แต่อุทานด้วยความตกใจ “ซือหยวน เจ้าทำอะไร ข้าตกใจแทบตายแล้ว”

            ซือหยวนขมวดคิ้ว มีสีหน้าสลด แล้วถอนหายใจก่อนพูด “ฝ่าบาทยังคงคิดถึงคนผู้นั้นอีกหรือ?”

ซือน่งพยักหน้าแล้วกล่าว “เจ้าก็ได้ยินที่ฝ่าบาทพูดแล้วมิใช่หรือ ทำไมยังมาถามข้าอีก เจ้าเกลียดชังนายท่านที่สุด แล้วจะถามถึงเขาทำไม”

ซือหยวนไม่พูดอะไร ได้แต่หมุนตัวเดินออกไปพร้อมกับพูดพึมพำกับตนเอง “ฝ่าบาทยังไม่ลืม แม้ในวันรื่นเริงเช่นนี้ ฝ่าบาทก็ยังทรงเศร้าเสียใจ คิดถึงเขา หัวใจของฝ่าบาทยังคงคิดถึงเขา อย่าบอกว่า...อย่าบอกว่าความตั้งใจของข้านั้นเปลี่ยนไปแล้ว จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร” ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน ทันใดนั้นห้องโถงก็เงียบกริบ เมื่อซือหยวนหันไปมองก็พบว่าถาดแกะย่างได้ถูกแบกมาถึงห้องโถงแล้ว สายตาของทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่จานแกะย่างอันเป็นมงคล กลิ่นหอมกรุ่นของมันฟุ้งอบอวลไปทั่ว ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง

ซือน่งและคนรับใช้คนอื่น ๆ ต่างก็ยิ้มแย้ม รีบไปยืนข้างหวางเอี๋ยนซูและสมเด็จพระชนนีเพื่อเตรียมจัดใส่จานให้ สายตาหลายคู่ของเหล่าเสนาบดีต่างก็สะดุดนิ่งที่แกะย่างตัวใหญ่ที่กำลังถูกวางลงบนโต๊ะเสวยขององค์จักรพรรดิ์และสมเด็จพระชนนี

ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นว่าจานขนาดใหญ่เริ่มเอียงลงที่มุมหนึ่ง อีกสามคนพยายามทำให้สมดุล แต่เพราะน้ำหนักของแกะและจานทำให้ไม่สามารถกระทำได้ ทุกคนในที่นั้นก็ได้เห็นภาพของจานขนาดใหญ่ที่วางแกะย่างร่วงหล่นลงบนพื้น จานนั้นแตกกระจาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือแกะย่างนั้นก็ร่วงตกลงบนพื้น

            ตอนนี้ใบหน้าของทุกคนในที่นั้นต่างก็ซีดเผือด สมเด็จพระชนนี หวางเอี๋ยนซู และคนในห้องโถงต่างก็ลุกขึ้นยืน คนแบกจานแกะย่างทั้งสามคนคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะอย่างลนลาน “ผู้น้อยสมควรตาย ผู้น้อยสมควรตาย” มีเพียงบุคคลเดียวที่ยังยืนอยู่และไม่ได้คุกเข่า เขาได้แต่ค้อมตัวลงแล้วเอามือกุมปากไว้ข้างหนึ่งและกุมที่ท้องข้างหนึ่ง คนผู้นั้นคือซูยี

            เมื่อทุกคนเริ่มได้สติ จู่ ๆ  หยูคังก็ตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง “ใครให้ทาสผู้นี้แบกถาดแกะเข้ามา ไม่รู้หรือว่าในใจของมันมีแต่ความชั่วร้าย การกระทำของมันในวันนี้เห็นได้ว่าตั้งใจที่จะสาปแช่งพวกเราชาวจินเหลียว” พูดจบก็หันไปทางหวางเอี๋ยนซู “ฝ่าบาท สิ่งที่มันทำในตอนนี้ร้ายแรงยิ่งนัก ฝ่าบาทต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ” เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกจากปาก พวกข้าราชบริพารคนอื่นต่างก็ส่งเสียงสนับสนุนกันเซ็งแซ่

            ทันใดนั้นก็มีเสียงของเด็กแทรกขึ้นมา “หุบปากของเจ้า พระบิดาของข้ายังไม่ทันได้พูดอะไร แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดเช่นนี้” เสียงนี้ย่อมเป็นองค์รัชทายาทหวางเอี๋ยนโจว เมื่อพูดจบ เด็กชายก็รีบสาวเท้าไปหาซูยี

            ตอนนี้ซูยีรู้สึกวิงเวียนศีรษะ สายตานั้นมัวไม่แจ่มชัด เหงื่อเยียบเย็นก็ผุดเต็มหน้าผาก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหวางเอี๋ยนโจวใกล้เข้ามา ซูยีรีบฝืนตัวเองให้เหยียดกายขึ้นคิดจะเดินออกจากห้องโถง พระสนมหยินเห็นดังนั้นจึงร้องอุทานเสียงดัง “เจ้าทาสบัดซบ ยังไม่เก็บกวาด...” แต่ก็พูดได้เพียงเท่านั้น เพราะเมื่อเห็นสายตาของหวางเอี๋ยนโจวที่ถลึงมองมา คำพูดที่จะตามมาก็หายเข้าไปในลำคอหมดสิ้น

            ซือน่งและคนรับใช้ต่างก็รีบเดินเข้าไปหาซูยี ร่างกายของซูยีนั้นอ่อนแรงคล้ายจะล้ม นัยน์ตานั้นมืดมัว รู้ดีว่าตนเองไม่อาจออกจากห้องโถงในสภาพนี้ได้ จึงในพลังกายเฮือกสุดท้ายกล้ำกลืนก้อนเลือดในปากแล้วพูดด้วยเสียงคล้ายจะสำลัก “ข้า...ข้าจะไปหาของ...มาเก็บกวาด...ให้เรียบร้อย...” พูดจบแล้วทำท่าจะเดินออกไป

            ท้องของซูยีเจ็บปวดแทบขาดใจรู้สึกราวกับมีทะเลปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน ซูยีรู้ดีว่าหากพูดต่อแม้แต่คำเดียวเลือดก็จะพรั่งพรูออกมาจากปาก เขาไม่ต้องการให้หวางเอี๋ยนซู หวางเอี๋ยนโจว ซือน่ง และคนอื่นเห็นตนเองตายต่อหน้า ซูยีไม่ต้องการให้การตายของตนเป็นความทรงจำที่เลวร้ายในชีวิตของคนพวกนี้ นอกจากนี้คืนนี้เป็นคืนของวันส่งท้ายปีเก่า หากเขาตายในงานเฉลิมฉลองนี้ก็ย่อมเป็นลางไม่ดี ดังนั้นจึงได้แต่กัดฟันเดินออกจากห้องโถงอย่างยากลำบาก ตอนนี้เขาปรารถนาที่จะมีปีกเพื่อที่จะบินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้

            ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้” ทุกคนในที่นั้นเงียบเสียงและมองไปที่หวางเอี๋ยนซู หวางเอี๋ยนโจวและคนอื่น ๆ มองตามร่างของหวางเอี๋ยนซูที่กำลังก้าวเดินเข้าไปหาซูยี แต่ซูยียังคงพยายามเดินออกจากห้องโถง แต่ในที่สุดขาสองข้างก็หมดเรี่ยวแรงทรุดลงกับพื้น หวางเอี๋ยนซูรีบวิ่งไปประคองร่างของซูยีอย่างรวดเร็ว และเห็นว่าใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รักของตนนั้นขาวซีดราวกับกระดาษและเหงื่อเม็ดโตไหลซึมไปทั่วใบหน้า นัยน์ตานั้นไร้แววใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อมองดูหวางเอี๋ยนซู ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นรัก เจ็บปวด หรือเศร้าเสียใจ มือข้างหนึ่งตกลงข้างตัว ส่วนอีกข้างยังคงกุมแน่นที่จมูกและปาก หวางเอี๋ยนซูรู้สึกตระหนกเมื่อเห็นสภาพของคนในอ้อมแขน ความหนาวเย็นสะท้านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

            “ซูซู...” พูดได้เพียงเท่านี้ หวางเอี๋ยนซูก็พบว่าตนเองไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดออกมาได้อีก พยายามสะกดกลั้นใจตัวเองไม่ให้มองดวงตาของซูยีที่กำลังอ้อนวอนเขาอยู่ เขากำมือของซูยีแน่น ก่อนจะดึงมือของซูยีที่ปิดปากออก ทันทีที่ดึงแขนอ่อนแรงของซูยีลง ของเหลวสีแดงก็พุ่งทะลักออกมาย้อมเสื้อคลุมมังกรขององค์จักรพรรดิ์จนแดงฉาน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

576 ความคิดเห็น

  1. #559 pawpanida (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 23:32

    อ่านมาถึงตอนนี้ละมองดูตอนที่เหลือ... เป็นเรื่องที่อยากให้ตัดจบมาก ทรมารพอแล้ว ให้นายเอกตายเถอะ พอละเอา bad end ก็ได้ถ้าจะขนาดนี้ ฮื่อออ
    #559
    0
  2. #533 Pi.pa (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:34
    ชั้นกำลังหวังสิ่งที่เรียกว่าแบดเอน
    #533
    0
  3. #304 chocolato.p (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 18:30
    -ชั่วหยูคัง!!!
    #304
    0
  4. #219 punngirigiri (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 21:40
    ขอให้ฉากนี้เป็นฉากสุดท้ายที่ซูยีทรมาน ขอร้องเถิดดดด ฮืออออ
    #219
    0
  5. #41 โม่ลี่ (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 23:24
    จบ bad end เถอะ ถ้านายเอกจะทรมานขนาดนี้
    #41
    0