war prisoner

ตอนที่ 65 : บทที่ 67

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,295
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            หวางเอี๋ยนโจวมองซือน่งแล้วหัวเราะขื่น ๆ ก่อนพูด “อย่าให้เขารู้ว่าข้าเป็นคนส่งขนมนี้ให้เขา เขาอาจจะ...อาจจะหัวเราะเยาะข้าได้” พูดจบก็โบกมือแล้วกล่าว “เจ้าไปเถอะ ข้าก็จะกลับตำหนักแล้ว”

            ซือน่งรู้ดีว่าองค์รัชทายาทยังคงผูกพันกับซูยีอยู่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายได้รับความลำบากก็คิดจะช่วยเหลือ แต่หวางเอี๋ยนโจวยังเข้าใจผิดคิดแบบเด็ก ๆ ว่าถ้าซูยีรู้ว่าเขาเป็นคนส่งขนมพวกนี้ไปให้ จะแสดงถึงความอ่อนแอ จึงไม่ยอมให้ซือน่งบอกว่าใครเป็นคนส่งขนมไปให้เพราะกลัวจะโดนเยาะเย้ย ซือน่งยืนคิดสักพักก่อนจะรีบเดินไปที่ประตู แต่ตอนนั้นซูยีก็เดินไปไกลแล้ว

            หญิงสาวรีบวิ่งตามซูยี เมื่อซูยีได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับไปมอง เมื่อเห็นเป็นซือน่งก็หยุดชะงัก หญิงสาวเองก็หยุดเท้าเช่นกัน ทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากัน เพราะตอนนี้ตำแหน่งทาสนั้นต้อยต่ำกว่าตำแหน่งหญิงรับใช้ ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาก่อน

            หลังจากซูยีถูกถอดถอนจากตำแหน่ง มีโอกาสได้พูดคุยกับหวางเอี๋ยนซูและบุตรชายหลายครั้ง แต่คนที่เคยรับใช้ใกล้ชิดเช่นซือน่งกลับไม่เคยได้พูดคุยกันสักครั้งเดียว เมื่อเห็นหญิงสาวถือถาดขนมก็อดคิดไปถึงวันที่เกิดเรื่องบนเรือ ที่เขาสั่งให้ซือน่งกลับไปเอาขนมที่ตำหนักเพื่อเปิดโอกาสให้ซือหยวนได้พูดคุยกับเขาตามลำพัง ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เหตุการณ์แม้จะดูคุ้นเคยแต่ผู้คนกลับเปลี่ยนสถานะไป

            ซือน่งเกรงว่าคนอื่นจะผ่านมาเห็นพวกตน ถ้าคนที่คิดร้ายอย่างพระสนมหยินอาจจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องสมเด็จพระชนนีได้ ซือน่งไม่ได้กลัวว่าจะโดนทำโทษเพราะหญิงสาวเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของหวางเอี๋ยนซู แต่หญิงสาวกลัวว่าซูยีอาจจะได้รับความลำบาก แม้สมเด็จพระชนนีจะเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น แต่รังเกียจซูยีเพราะคิดว่าเป็นผู้ที่ทรยศต่อองค์จักรพรรดิ์ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงฝืนยิ้มแล้วกล่าว “อากาศตอนนี้หนาวเย็น นายท่านต้องสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ผู้น้อยนำขนมเหล่านี้มาให้ บางทีจะช่วยคลายความหนาวเย็นได้บ้าง” พูดจบน้ำตาก็ไหลอาบสองแก้ม แล้วยัดถาดขนมใส่มือของซูยีก่อนจะหมุนตัววิ่งจากไปด้วยความรวดเร็วราวกับติดปีกบิน

            ซูยียืนถือถาดขนมนิ่งงัน แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นจนถึงกระดูกแต่หัวใจกลับอบอุ่น ถึงความรู้สึกของมนุษย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ตอนนี้หวางเอี๋ยนซู และหวางเอี๋ยนโจวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่ซือน่งที่ควรจะต้องเกลียดชังเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซูยีไม่รู้ว่าเพราะอะไรหญิงสาวจึงได้จงรักภักดีต่อเขา หรือเขาทำอะไรจึงได้รับความจงรักภักดีเช่นนี้ กระบอกตาของซูยีร้อนผ่าวก่อนจะผุดรอยยิ้มที่มุมปาก ชายหนุ่มหยิบขนมใส่ปากหนึ่งชิ้น ขนมแสนอร่อยแทบละลายในปาก ความหวานนั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างกายจนเข้าไปถึงหัวใจทำให้อบอุ่นขึ้นมาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ความหนาวเย็นนั้นแทบยากจะทนทานได้ ซูยีค่อย ๆ ห่อถาดขนมด้วยเสื้อผ้าของตนแล้วเดินกลับไปซ่อนไว้ที่ห้องพักก่อนจะเดินไปที่โรงซักผ้าเพื่อทำงานต่อ

 ****

            วันถัดมาสมเด็จพระชนนีและเหล่าบรรดาพระสนมรวมถึงพระสนมหยินได้เข้าชมดอกไม้ หวางเอี๋ยนซูไม่ได้ให้ความสนใจมากมายแต่สมเด็จพระชนนีส่งคนไปเชิญ เมื่อมาถึงเขามองไปรอบ ๆ ก็เห็นบุตรชายอยู่ที่นั่นแล้ว จึงยิ้มและกล่าวว่า “เจ้าไม่ยอมไปเรียนหนังสือ เอาแต่เที่ยวเล่น...”

            ก่อนจะพูดจบประโยค สมเด็จพระชนนีก็ขัดขึ้นมาก่อน “ข้าเป็นคนเชิญเขามาเอง วันนี้เป็นวันรื่นเริง เจ้าห้ามพูดทำลายบรรยากาศ”

            หวางเอี๋ยนซูจึงได้แต่รับคำแล้วเดินชมสวนไปรอบ ๆ ตอนท้ายสมเด็จพระชนนีก็บอกว่ารู้สึกเหนื่อย ทุกคนจึงเดินไปนั่งที่อาคารหลังเล็กกลางสวนภายในอาคารนั้นจุดไฟที่เตาทำความร้อน ห้องนั้นจึงทั้งสบายและอบอุ่นราวกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ ขนมนานาชนิดถูกลำเลียงมาบริการให้กับทุกคนขณะนั่งฟังนักเล่าเรื่องมาสร้างความบันเทิง ทุกคนก็เริ่มดื่มกินด้วยบรรยากาศสดใสมีชีวิตชีวา

            หลังจากที่นักเล่าเรื่องสองคนเล่าเรื่องไปสองเรื่อง พระสนมหยินเห็นว่าสมเด็จพระชนนีเริ่มจะเบื่อ จึงแย้มยิ้มแล้วกล่าว “สมเด็จพระชนนี พวกเราฟังแต่เรื่องเล่า ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก ไปตามเหล่านักดนตรีมาสร้างความบันเทิงดีไหมเพคะ พวกเราจะได้ทั้งฟังเพลงและชมการร่ายรำด้วย”

            สมเด็จพระชนนีพยักหน้าและพูดยิ้ม ๆ “ทำไมข้าถึงไม่คิดเรื่องนี้มาก่อน แต่วันนี้ยังไม่ต้องให้พวกนักเต้นมาร่ายรำให้ดูหรอกเพราะอากาศวันนี้หนาวเย็นมาก พวกนักเต้นต้องใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเพื่อสะดวกในการเคลื่อนไหว ข้าไม่อยากทำบาปให้เขาแต่งตัวแบบนั้นในวันที่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ ข้าอยากฟังขลุ่ยมากกว่า เพราะไม่ได้ฟังมาหลายปีแล้ว ส่งคนไปนำตัวนักดนตรีที่เล่นขลุ่ยมาเล่นให้ฟังสักสองสามเพลง พวกเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?”

            แน่นอนว่าไม่มีใครที่กล้าขัด หวางเอี๋ยนซูสั่งให้คนไปตามนักขลุ่ยมา สักพักสตรีนางหนึ่งก็เดินเข้ามาในอาคารหลังน้อย หลังจากถวายความเคารพเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดก็นั่งบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ สมเด็จพระชนนีกล่าวว่า “เล่นเพลงที่เจ้าถนัดมาสักเพลง” หญิงสาวยกขลุ่ยขึ้นเป่าด้วยท่วงทำนองเพลงไพเราะแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้อง

            ตอนแรกหวางเอี๋ยนซูก็ยังคงเพลิดเพลินกับเสียงเพลง แต่เมื่อคิดไปถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ขณะที่อยู่บนทะเลทรายเขาได้ยินท่วงทำนองที่ตราตรึงใจ ไม่รู้ว่าเป็นชะตากรรมหรือเหตุบังเอิญที่สายตาของหวางเอี๋ยนซูมองออกไปที่นอกหน้าต่างแล้วก็พบเห็นนักเล่นขลุ่ยที่เขากำลังคิดถึงอยู่ในตอนนี้ ผู้ที่เขาฝันถึงทุกคืน ขณะที่ตัวเขาเองนั่งอยู่ในอาคารที่แสนอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงของความสนุกสนาน แต่ซูยีนั้นตอนนี้กลับดูโดดเดี่ยว แม้จะมองจากระยะไกลก็เห็นว่าซูยีกำลังแบกถังน้ำสองใบเดินตามทางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะด้วยความยากลำบาก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

576 ความคิดเห็น

  1. #558 pawpanida (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 23:20
    เมื่อไหร่อุปสรรคจะผ่านพ้นทั้งคู่
    #558
    0
  2. #531 Pi.pa (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:24
    น้ามตาไหลถึงตรีนแล้วค่ะ
    #531
    0
  3. #462 BenjawanPounpun (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 01:54
    โอ้ยยย แม่จ้าาา ลำบากเกินไปแล้ว
    #462
    0