ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 92 : คุกเข่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    27 ก.พ. 64

“ให้ผมจัดการไหมขอรับ” กาทองคิดจะลุกขึ้นแต่สิงห้ามเอาไว้ เขาหันไปมองนอกหน้าต่างอย่างไม่ได้สนใจ “ดูไปก่อน ขออยากทราบว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นบ้านใดสร้างความวุ่นวาย” สถานการณ์ละเอียดอ่อนสำหรับเหล่าคหบดีขุนนางใหญ่เช่นนี้ ยังมีคุณชายบ้านใดกล้าเสนอหน้าหาเรื่องอีก

ผู้คนภายในชั้นบนดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกัน ที่นี่หาใช่สถานที่ที่สามารถวางก้ามได้ไม่ ผู้คนที่ออกมาดื่มชาจับจ้องโต๊ะบนชั้นสองในร้านแห่งนี้ได้ หาใช่ผู้คนธรรมดาไม่

ไม่นานชายผู้หนึ่งกลับลุกขึ้นสอบถาม “ข้าน้อยบุตรชายคนที่เจ็ดบ้านตระกูลดารา ไม่ทราบว่าพี่ท่านนี้เป็นคนของผู้ใด” ทุกเสียงเงียบลงเฝ้ารอคอย พวกเขาใช้สายตามองขอบคุณไปยังคุณชายเจ็ดผู้นั้นก่อนจะหันมาจับจ้องมองไปยังชายเผ่ายักษ์ แม้แต่สิงเองยังหันมาสนใจคุณชายเจ็ดผู้นี้ ฟังจากน้ำเสียงแล้วเขายังเด็กนัก นับว่ามีความกล้าไม่เบา

ชายเผ่ายักษ์หัวเราะเยาะเย้ยมองอย่างเหยียดหยาม ก่อนผสานมือขึ้นฟ้ากล่าวคำ “คุณชายเรา คือบุตรชายเจ้าเมืองมาตะเบง เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาเป็นแขกผู้มีเกียรติของท่านมหาอุปราชเมืองขุนเขา ท่านมหาอุปราชหาญกล้าศึก ฉายาราชสีห์ขนดำ ทีนี้ทราบแล้วหรือไม่ จงจากไปเสียอย่าได้ทำให้คุณชายเราอารมณ์เสียทำการไม่ไว้หน้า”

คราแรกผู้คนยังคงมองอย่างเหยียดหยาม แต่เมื่อได้ยินคำว่าแขกผู้มีเกียรติของมหาอุปราชเมืองขุนเขา ผู้คนต่างหน้าซีดเผือด เป็นคุณชายเจ็ดลุกขึ้นเป็นคนแรก จ้องมองไปยังชายชนเผ่ายักษ์นั้นอย่างหวาดเกรงกล่าวคำ “ที่แท้เป็นเจ้าเมืองน้อยเมืองมาตะเบง เช่นนี้ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน” เขาคิดจะลุกจากไปเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งกลับดังขึ้น

“ไม่เบานิ” เสียงนั้นย่อมเป็นเสียงของสิง ใบหน้าของเขาประดับรอยยิ้มเล็กน้อย แต่กาทองที่อยู่ใกล้กลับสูดได้กลิ่นแห่งความตาย สิงยังคงกล่าวต่อ “ท่านมหาอุปราชไม่รับแขกน้อยใหญ่ แต่กลับเชิญพวกเจ้าชนเผ่ายักษ์เดินทางไกลมาจากทางเหนือเชียวงั้นหรือ?”

“ย่อมแน่นอน!” ชายชนเผ่ายักษ์ตบไปที่หน้าอกของตนเองกล่าวต่อ “เมืองมาตะเบงของเราเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ เมืองพะโคของพวกเจ้าไม่อาจเทียบติดได้...” ยังกล่าวไม่ทันจบ ชายร่างยักษ์อีกผู้หนึ่งเดินขึ้นมา แต่การแต่งตัวหาเหมือนนักบู๊ไม่ เขาสวมชุดขุนนาง วางท่าเสียบกระบี่บอกชั้นยศ สวมหมวกทรงสูง นัยน์ตามองฟ้า ใบหน้าขาวผ่องหล่อเหลา ถึงแม้คนเรียกพวกเขาว่าชนเผ่ายักษ์ แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาตัวสูงใหญ่และหนากว่าชนเผ่ามนุษย์เท่านั้น ส่วนประกอบอื่นล้วนไม่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา

“ขออภัยพี่น้องทุกท่าน ข้าน้อยคณา บุตรชายเจ้าเมืองมาตะเบง รับหน้าที่ทูตเดินทางมาจากแดนไกล ครั้งนี้พบเห็นว่าร้านน้ำชาแห่งนี้เป็นร้านมีชื่อ จึงได้นัดหมายเพื่อนของข้า...ท่านนรสิงห์เพื่อทำการเจรจาพูดคุยกันยังที่แห่งนี้ หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติ” ผู้คนยังคงหันไปมองซ้ายทีขวาที ชื่อมหาอุปราชเมืองขุนเขาหนักแน่นมากพอให้เคลื่อนย้ายหนีหาย ยังมีชื่อของนรสิงห์ขึ้นมาอีก ครอบครัวคหบดีทราบดีว่านรสิงห์คือใคร มีข่าวลือในที่ลับว่านรสิงห์คือคนที่วางแผนการสงครามให้กับมหาอุปราช ทั้งยังเสนอตัวเป็นสายลับเข้ามาแฝงตัวภายในเมือง ส่งสายสืบ ติดต่อเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองคนปัจจุบันให้ก่อกบฏ เข้าร่วมอีกด้วย ผู้คนทั่วไปมองเขาเป็นพ่อค้าใหญ่ธรรมดา แต่สำหรับคหบดีส่วนใหญ่ เขากลายเป็นหนึ่งในสิบคนที่ลูกหลานตระกูลใหญ่ไม่ควรมีเรื่องด้วยในเมืองพะโค

ผู้คนเริ่มลุกขึ้นทักทายชายชนเผ่ายักษ์ผู้มาใหม่ สิงยิ่งสนใจมากกว่าเดิม เป็นกาทองที่เริ่มเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ หากไม่มีสิงอยู่ตรงนี้ เขาคงสั่งการหน่วยหน้ากากที่แฝงตัวในเงาโดยรอบให้จัดการทั้งสองนี้แต่แรก

สิงหันไปมองผู้มาใหม่แลผู้คนที่เริ่มร้อนรนจากไป เขาพยักหน้ารับอย่างยินดีก่อนจะหันออกไปมองที่นอกหน้าต่างต่อไป ดูเหมือนว่าชื่อของเขาจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนไม่เบาเช่นกัน ที่หน้าโรงชำเราชายมีผู้คนหนาแน่นมากยิ่งขึ้น เหล่าลูกหลานคหบดีเมืองพะโคดูท่าจะหนีออกจากร้านน้ำชาเข้าไปดื่มกินสนทนาต่อที่โรงชำเราชายกระมัง

“นายท่าน” กาทองกล่าวเบา ๆ สิงถึงได้หันกลับมา ตอนนี้ชั้นสองทั้งชั้นเหลือเพียงโต๊ะของเขากับชายอีกคนหนึ่งที่แต่งตัวคล้ายนายทหาร นั่งดื่มสุรามุมห้อง

ชายชนเผ่ายักษ์ทั้งสองไม่อยากมีปัญหากับพวกทหารมากนัก อีกทั้งดูเหมือนเขาจะสวมชุดรองบ่งบอกตำแหน่งแม่ทัพ จึงได้เก็บปากเก็บคำ หันมาจ้องมองยังโต๊ะของสิงที่ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใด คงเป็นพวกบ้านนอกที่พึ่งมาถึงเมืองไม่นานจึงไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้น คณาได้แต่คิด เขาส่งสายตาให้กับองครักษ์ส่วนตัวจัดการขับไล่โดยทันที

ที่ชั้นแรกของโรงน้ำชา นรสิงห์จ้องมองลูกหลานคหบดีทั้งหลายด้วยรอยยิ้ม เขาสั่งให้ตัวแทนทูตทั้งสองจัดการกับผู้คนชั้นบนเพื่อที่จะได้พูดคุยเจรจากันได้อย่างสงบ คราแรกทูตเมืองมาตะเบงเสนอให้เปิดห้องที่โรงชำเราชายเพื่อทำการเจรจา แต่นรสิงห์เป็นพ่อค้าระดับไหน เขาทราบดีว่าหญิงสาวส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากที่ใด อีกทั้งที่แห่งนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไร ต่อให้ไม่ทราบมากก็ยังระแคะระคายอยู่บ้าง เมื่อมาถึงร้านน้ำชาจึงยื่นข้อเสนอต่อเจ้าของโรงน้ำชา แน่นอนว่านี่ออกจะสร้างความลำบากใจอยู่บ้าง แต่เจ้าของโรงน้ำชายังทราบชื่อของนรสิงห์มา เขาบอกให้นรสิงห์ออกหน้าขับไล่แขกเอาเอง เขาจะได้มีข้ออ้างเปิดร้านต่อไป ดูเหมือนเหตุการณ์จะสงบแล้ว เขาจึงได้ก้าวขึ้นบันไดไป

ชายชนเผ่ายักษ์ที่ขึ้นมาเป็นคนแรกจ้องมองมายังโต๊ะของสิงอย่างกินเลือดกินเนื้อ เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อได้รับสายตาอนุญาตจากผู้เป็นนายก็รีบก้าวเดินออกไปทันที ใบหน้าอันเมามายของแม่ทัพในชุดรองกลับแย้มยิ้มสบถออกมาเบา ๆ “เจ้าพวกโง่งม”

“คุณชายข้าบ่งบอกถึงเพียงนี้ พวกเจ้ายังไม่รู้จักดีชัวอีกหรือ!”

“คุกเข่า” สิ้นเสียง ร่างขนาดยักษ์ล้มลง คุกเข่าทั้งสองสั่นเทาไม่หยุด บรรยากาศเงียบจนผิดปรกติยิ่งเงียบไปมากเสียยิ่งกว่าเดิม ดวงตาของคณาเบิกกว้างขึ้น ชี้นิ้วไปยังทั้งสองแต่ยังไม่ทราบว่าควรจะกล่าวอันใดออกมา นรสิงห์กลับเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของคณาที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธ ก่อนจะมองตามนิ้วของเขาไปเห็นร่างของชายชนเผ่ายักษ์องครักษ์ส่วนตัวของคณาคุกเข่าสั่นเทาอยู่กับพื้น

“เจ้าฝึกถึงขั้นควบคุมด้วยพลังจิตแล้วหรือ แต่หากเป็นไปได้อย่าได้ใช้บ่อยนัก ไสยดำขั้นควบคุม เป็นพลังที่ใช้พลังวิญญาณได้สิ้นเปลืองที่สุด หากคิดจะใช้ควรพกเครื่องสังเวยหรือตรายันต์สำหรับเรียกใช้เอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นเจ้าอาจสูญเสียพลังวิญญาณโดยมิจำเป็น”

“ขอรับนายท่าน ข้าน้อยจะจดจำเอาไว้” นรสิงห์คุ้นเคยกับเจ้าของเสียงอยู่บ้าง จึงหันไปมอง พบเห็นกาทองกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง ขณะคิดจะกล่าวแก้ไขสถานการณ์กลับได้ยินคำว่า "นายท่าน" ออกมาจากปากของกาทอง เขาต้องชะงักค้าง นายท่าน? มีผู้เดียวที่คนเช่นกาทองเรียกว่านายท่านได้ นรสิงห์ไม่สนใจแล้วว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร เขาหมุนตัวเดินลงบันไดไปเงียบ ๆ แล้วออกจากร้านไปโดยทันที

“พวกเจ้าทำอะไร! ข้าเป็นทูตจากมาตะเบงเพื่อเป็นแขกให้กับท่านมหาอุปราชเมืองขุนเขาเชียว...” เหมือนแม่ทัพผู้นั้นจะทนดูไม่ไหว หยิบเหยือกสุรา เดินผ่านร่างของคณาไป เขายังคงทิ้งคำพูดเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงว่า “พวกโง่” เสียงเบา ๆ ดังขึ้นข้างหูสร้างความโกรธแค้นยิ่งแต่ไม่อาจเอาเรื่องกับนายทหารเช่นนี้ได้ เพื่อล้างความอับอาย คณากลับระบายมันทั้งหมดกับกาทองและสิงที่กล้าล่วงเกินพวกเขา เบื้องหลังของพวกเขาคือนรสิงห์ ยังมีใครกล้าเอาเรื่องอีก

“ทหาร!” เสียงของคณาดังขึ้น ทหารคุ้มกันทั้งหมดที่ชั้นล่างรีบลุกขึ้น ชักดาบกระบี่บุกขึ้นมา “ฆ่ามันให้กับเรา!”

“ข้าจะสอนเจ้า จงจดจำรูปแบบแลคาถาบนแผ่นยันต์เอาไว้ให้ดี หลังจากกลับไปก็เรียกหาจอมไสยศาสตร์สายขาวสักคนที่ฝึกจนถึงขั้นยันต์ สักไว้บนกายเจ้า” สิงขีดเขียนอักขระลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วด้วยน้ำชาที่ดื่มอยู่ “คุก...เข่า...” เสียงพูดดังขึ้นเบา ๆ แต่ทหารทั้งยี่สิบนายเหมือนดั่งพบเจอยมทูตมากระซิบที่ข้างหู วงเวทขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่ชั้นสองของร้านน้ำชา เหล่าทหารกล้าทั้งยี่สิบคุกเข่าลงโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อต้องอาคมเวท แม้แต่คณาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

ดวงตาของพวกเขาเหลือกขาวโพลน จ้องมองขึ้นไปบนฟ้า ใบหน้าบิดเบี้ยว ห้วงสติเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่อาจขยับตัวได้ ทำได้เพียงจ้องมองภาพเบื้องหน้าที่ไม่เป็นความจริง ไสยศาสตร์มนตร์ดำประเภทควบคุม ทำให้ผู้คนไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้ ข้อเสียของมันคือหากรับรู้ถึงมัน ยังสามารถบังคับด้วยสติสมาธิให้ของพวกนี้หายไปเองได้

“จดจำยันต์เหล่านี้ให้ดีก่อนที่มันจะเหือดแห้งไป หากเจ้าสนใจเส้นทางของไสยดำควบคุมจริงก็ให้สักมันเอาไว้ที่หลังมือก็แล้วกัน จะได้สักเกตอักขระได้โดยง่ายหากว่ามันเริ่มเสื่อมถอยจักได้รับรู้ทัน ยันต์ก็เหมือนเสบียงอาหาร หากเจ้าใช้อย่างเดียวไม่เติมเต็ม สักวันมันก็หมดไป เมื่อเจ้าใช้สักสองครั้งก็ให้ทำกรรมฐานในราชวังวิญญาณสักคืนก็แล้วกัน”

“ขอรับนายท่าน” กาทองรีบลุกขึ้นจดจำแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น