ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 79 : ศึกพะโค (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    6 ก.พ. 64

“เฮ!!!!” เสียงร้องเฮโรดังขึ้น ร่างชายหัวโล้นใบหน้าแดงก่ำยกแก้วสุราเหนือศีรษะชูหันไปทั่วบริเวณ เขาตะโกนออกมาอีกครั้งสร้างความสรวลเสเฮฮาของผู้คน “ดื่มให้กับความสำเร็จของข้า” การกระทำของพญาสองศึก ผู้คนไม่เข้าใจ เขายินดีอะไรหนักหนา ข้าศึกประชิดเมือง แต่พญาใหญ่ของเมืองกลับดื่มกินไม่สนการงาน ยามศึกสงครามเช่นนี้ไม่กลัวอาญาหรืออย่างไร คหบดีต่างยกชูแก้วสุราแย้มยิ้มดื่มกินอย่างมีความสุขถึงแม้ในใจจะด่าทอก็ตาม ถึงอย่างนั้นแล้วจะอย่างไร อาญาเมืองใช่ว่าพวกเขาต้องแบกรับด้วย พวกเขาดื่มกินอยู่ที่นี่แล้วทำไม อย่างน้อยทหารเมืองขุนเขายังต้องใช้เวลาหลายคืนวันในการตีกำแพงเมือง

แต่ใครจะทราบ ที่พญาสองศึกดีใจใหญ่เช่นนี้เนื่องด้วยกลอุบายยิงธนูดอกเดียวของเขา หากเมืองถูกตีแตกจริง เขาย่อมยินดีที่ได้นั่งตำแหน่งเจ้าเมือง แต่ถ้าหากเมืองไม่แตก จอมทัพของศัตรูอยู่กับเขา ถึงเวลาให้คนจับตัวมัดส่งทางการก็สิ้นเรื่อง ย่อมเป็นผลงานใหญ่ที่มีค่าตอบแทนสูงทั้งสองทาง

เสียงร้องของของนายกลอนดังขึ้น นางรำทั้งหลายเริ่มออกมารำแสดง นักดนตรีเองก็ไม่น้อยหน้า ต่างอวดโชว์ทักษะความสามารถกันเป็นว่าเล่น ยากนักที่คหบดีจะรวมตัวกันในที่แห่งนี้ ใครจะรู้ว่าตนเองอาจต้องตาต้องใจเจ้านายผู้ใด สามารถได้รับใช้เพิ่มค่าตัวตนเองขึ้นไปอีกในอนาคต

“วันนี้คหบดีสิบจากสิบสามท่านอยู่ที่นี่ เพื่อร่วมยินดีกับข้า ข้าช่างมีหน้ามีตานัก” พญาสองศึกกล่าวออกมา คหบดีใหญ่ในเมืองต่างรีบรับคำมิกล้า แต่ก็แอบภาคภูมิใจมิเบา

“ล้วนเป็นเกียรติของพวกเราทั้งหลายที่ได้ร่วมสนทนาในงานเลี้ยงสุรากลางสงครามเช่นนี้ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริง ๆ หากมิใช่พระอาท่านกล้าจัดงานเลี้ยงเช่นนี้ เรายังเห็นว่าศัตรูยากรับมือ” คหบดีผู้หนึ่งกล่าวคำ สร้างเสียงหัวเราะเฮฮาสนับสนุนจากผู้คนโดยรอบ

“มหาอุปราชเมืองขุนเขาท่านนี้ช่างไม่เจียมเสียจริง พึ่งเป็นเด็กขนอ่อนคลอดเมื่อวานซืนกลับกล้ายกทัพมาอวดเบ่งถึงที่นี่ ขนาดบิดาของมันยังไม่กล้าแม้แต่จะส่งทหารมาปล้นชาวบ้านในอาณาเมืองพะโคเรา”

“ล้วนเป็นวัวหนุ่มไม่รู้จักกลัวพยัคฆ์ ให้พวกมันได้ลิ้มลองบาดแผลดูบ้าง จักได้รู้รสชาติชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่ สั่งสอนเด็กน้อยทั้งหลายว่าโลกมันไม่ได้สวยงามเช่นพวกมันคิด” บทวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ดังขึ้นทั่วบริเวณ พญาสองศึกเพียงจิบสุราในแก้วแล้วแย้มยิ้มไม่ตอบคำผู้ใด

ก่อนที่คหบดีท่านหนึ่งจะกล่าวคำในเรื่องที่สงสัยอยู่นาน “ไม่ทราบยังมีแขกผู้สูงศักดิ์ใดอีกหรือพ่ะย่ะค่ะท่านพญา ข้าเห็นว่าโต๊ะตัวข้างท่านยังว่างอยู่ หรือเป็นโต๊ะเตรียมไว้สำหรับท่านแม่ทัพใหญ่เรา หลังจากเฆี่ยนตีทัพเมืองขุนเขาเสร็จสิ้น”

“โอ้ ล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์จริง แม้แต่แม่ทัพใหญ่เมืองเรายังไม่อาจเอื้อมนั่งในตำแหน่งมัน พวกเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า” เขาจ้องมองทั้งหมดด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะกล่าวด้วยใบหน้าทีเล่นทีจริงอีกครั้ง “เป็นตำแหน่งที่นั่งของมหาอุปราชท่านหนึ่ง” บรรยากาศเงียบลง ก่อนทุกคนจะระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย

“ดี ก่อนตายให้มันมานั่งดื่มกินกับเราสักหน่อยก็ดี ข้าอยากเห็นเสียจริงว่ามหาอุปราชน้อยน่าตายผู้นี้ หน้าตาเป็นเช่นไร”

“พวกท่านจักได้เห็นแน่” พญาสองศึกกล่าวทิ้งท้ายแต่มันเบาเสียจนไม่มีผู้ใดสามารถได้ยิน ก่อนเสียงปืนใหญ่จะดังขึ้น ผู้คนทั้งหมดกลับไม่ได้แตกตื่น ต่างยกสุราขึ้นดื่มอย่างรื่นรมย์ เสียงปืนใหญ่ดังนัดหนึ่งก็เฮโลกันคราหนึ่ง ฟังบทเพลงผสมเสียงปืนใหญ่ช่างเหมือนดั่งบทประพันธ์มีชื่อ หากกลับไปคงต้องให้พ่อบ้านจัดหาอาจารย์มีชื่อจดบันทึกอารมณ์ความรู้สึกของวันนี้ไว้ ส่งออกไปรุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง คหบดีทั้งหลายคิด

ไม่นานหลังจากทุกคนเริ่มมึนเมา นายตำรวจในชุดเกราะเดินเข้ามาภายลานของงานเลี้ยง เขาแต่งมาในชุดเต็มยศ ประดับหมวกเกราะพร้อมรบ ใบหน้าเคร่งขรึม ผู้คนต่างเงียบสงบจ้องมองเขาเป็นตาเดียว คหบดีที่มีสายสัมพันธ์ดีหน่อย ยกจอกสุราขึ้นกล่าวทักทาย เขากลับตอบอย่างยินดี แต่ใบหน้าหาได้ประดับยิ้มไม่ เดินจนถึงด้านข้างพญาสองศึกกระซิบที่หูสองสามคำ

พญาสองศึกกลับตบโต๊ะเสียงดังลั่น ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ผู้คนทั้งหลายคิดว่าคงมาแจ้งการศึก ตอนนี้ทหารเมืองขุนเขาทั้งหลายคงแตกพ่ายไปแล้ว พญาสองศึกถึงได้แสดงความยินดีถึงเพียงนี้

“เยี่ยม เยี่ยม นี่ยอดเยี่ยมเสียยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดเอาไว้เสียอีก” พญาสองศึกแย้มยิ้มหัวเราะอีกครั้ง “เด็ก ๆ ไปตามนายท่านมา บอกว่าข้าต้องการเลี้ยงฉลองชัยชนะกับนายท่านสักหน่อย”

“พ่ะย่ะค่ะ” นายตำรวจเฝ้าประตูรับคำก่อนจะออกไป บทเพลงยังคงบรรเลงต่อ พวกเขาไม่สนใจว่านายท่านนั้นเป็นผู้ใด คงเป็นผู้สูงศักดิ์สักนายหนึ่ง ตำรวจเริ่มเข้ามายังภายในพื้นที่ รักษาความสงบมากยิ่งขึ้น ยิ่งเสริมสร้างความมั่นให้กับพวกเขา กลับเป็นคหบดีบางคนกลับสูดได้กลิ่นอันอัปมงคล

สิงในชุดนอนสบาย ๆ เสื้อสีดำเบาบางเปิดเผยหน้าท้องแบนเรียบเพราะผ่านการอยู่ว่างมานาน กล้ามเนื้อกลับถูกไขมันบดบัง เดินมาด้วยท่าทางขี้เกียจเต็มประดา ปากยังหาวอยู่ไม่ขาด ผมยาวสีดำของเขาก็ไม่ได้ถูกจัดแต่งให้เป็นระเบียบ เหมือนคนพึ่งถูกปลุกจากการนอนหลับอย่างไรอย่างนั้น เขาถูกนายตำรวจที่ออกไปตามผู้นั้นประคองมาจนถึงที่นั่ง สิงนำตำราที่ติดมือมาด้วยวางเอาไว้ที่โต๊ะของพญาสองศึก ก่อนจะมองผู้คนภายในงานเลี้ยงทั้งหมด

“นับได้เพียงสิบ อีกสามไม่ให้ความร่วมมือใช่หรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะท่านมหาอุปราช” ใบหน้าของพญาสองศึกเปลี่ยนไปเป็นสุภาพมากยิ่งขึ้น สิงกลับไม่สนใจ เขาเคาะไปที่สมุดเบา ๆ “เปิดรายชื่อมาว่าบ้านไหนตระกูลใด”

“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้คนเริ่มรู้ตัวแล้ว นี่มันเกิดอันใดขึ้น ชายหนุ่มมีผมสีดำ ถ้าฟังไม่ผิดพญาสองศึกกลับเรียกเขาว่ามหาอุปราช นี่มัน

“ท่านพญา นี่มันอะไรกัน” คหบดีนายหนึ่งลุกขึ้นถาม เขาถึงกับสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง

“อะไรล่ะ ข้าบอกเจ้าไปแล้วนิว่าโต๊ะจัดเลี้ยงตัวนี้มีไว้สำหรับผู้ศักดิ์ที่มีตำแหน่งเป็นมหาอุปราช นี่ไง ท่านมหาอุปราชหาญกล้าศึก มหาอุปราชแห่งเมืองขุนเขา ราชสีห์ขนดำ”

บรรยากาศหนักอึ้ง สิงไม่ได้สนใจ เขานำรายชื่อทั้งหลายมาตรวจสอบดูก่อนจะการายชื่อบางรายชื่อแล้วยื่นส่งไปยังพญาสองศึก “ท่านเลือกมาสองสามคน” เขาลุกขึ้นจ้องมองไปยังคหบดีทั้งหลาย ก่อนจะแหวกผมไปด้านหลัง นำผ้าคาดเอวขึ้นมามัดรวบเอาไว้กล่าวคำ “ข้ามีทางเลือกให้พวกเจ้าสองทาง ทำตามหรือจะมรณา”

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใด พญาสองศึก ท่านคิกกบฏหรือ..”

“สายฟ้าแดง” สิงกล่าวคำอย่างรำคาญ สายฟ้าแดงพุ่งออกไป ใช้เขาของมันขวิดไปยังหน้าท้องของคหบดีหนุ่มรายนั้น เขาควายทะลุจากหน้าไปหลัง ไม่ทันได้เอ่ยปากต่อกลับต้องดิ้นรนร่ำร้องไม่เป็นภาษา ชักดิ้นชักงออยู่บนศีรษะของสายฟ้าแดงไปเสียแล้ว เลือดแลเครื่องในสด ๆ ไหลรดใบหน้าของสายฟ้าแดง มันสลัดร่างของคหบดีหนุ่มกระเด็นไปตามพื้น เขาร่ำร้องไม่เป็นภาษาสองสามคำก่อนสติจะดับไป สร้างความขวัญผวาแก่ผู้คนนัก คหบดีบางคนถึงกับเยี่ยวเล็ด บ้างตื่นกลัวถึงขั้นลุกขึ้นถอยหลังออกไป

“มันเป็นคนบ้านไหนตระกูลใด”

“คนตระกูลเซี่ยงพ่ะย่ะค่ะท่านมหาอุปราช”

“อืม” สิงเปิดรายชื่อของคนตระกูลเซี่ยงแล้วพูดต่อ “เป็นหญิงยี่สิบ ชายสิบ มีคนใดที่พวกเจ้าสนใจหรือไม่ หากไม่มีก็สังหารทิ้งทั้งตระกูล” สิงกล่าวกับคหบดีภายใน พวกมันยังคงนิ่งอึ้งไม่ตอบคำ เป็นพญาสองศึกที่รับไปกาชื่อออกสองชื่อ เขาเล็งพี่สาวแลภริยาของเจ้าบ้านเซี่ยงผู้นี้มานานแล้ว ครานี้ได้โอกาส ยังคงใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้วคิดทำเรื่องพวกนี้ ออกจะเสื่อมเสียไปสักหน่อย แต่หากมหาอุปราชมอบให้ อย่างไรเสียก็ไม่นับว่าเสียหาย

คหบดีอีกคนเริ่มคิดจะหลบหนี เขาเป็นนายทหารเก่าของเมือง ออกมารับช่วงต่อการค้า ครานี้พญาสองศึกคิดกบฏ มหาอุปราชเมืองขุนเขาเองก็อยู่ในเมือง ข่าวนี้สร้างความชอบได้ใหญ่หลวงนัก เขาต้องลองเสี่ยงดู

คหบดีหนุ่มพุ่งตัวขึ้นฟ้า ใช้พลังเวทของตนเองจนถึงขีดสุด เรียกปีกขึ้นมาช่วยในการโบยบิน เพียงแต่เมื่อพุ่งออกไปได้ไม่นาน สายฟ้ากลับปรากฏ ดั่งฟ้าพิโรธ มันฟาดฟันลงมาด้วยความรุนแรง เสียงของสายฟ้าดังยิ่งกว่าเสียงปืนใหญ่สนั่นไปทั่วบริเวณ ร่างของคหบดีถูกความร้อนจากสายฟ้าเผาจนไหม้เกรียมตกหล่นลงสู่พื้นดิน

“มันเป็นคนของบ้านใดตระกูลใด”

“เป็นคนของตระกูลห้าพ่ะย่ะค่ะ” พญาสองศึกกล่าวอีกคำ ก่อนจะส่งรายชื่อออกมา “ตระกูลห้ามีคนภายในเยอะเสียจริง หญิงสาวนับสองร้อย ชายหนุ่มอีกยี่สิบ อ่า มักมากในกามเสียจริง” สิงจุปากไปมาก่อนจะมองไปรอบ ๆ

“พวกเจ้าต้องการหรือไม่ หากไม่ก็สังหารให้หมดสิ้น” เขายังกล่าวเช่นเคย แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป

คหบดีเข้าใจแล้ว เมืองชั้นรองตกเป็นของเมืองขุนเขาโดยสมบูรณ์ พวกเขามีรายชื่อพร้อมทั้งจำนวนของผู้คนในตระกูลคหบดีทั้งหลายอยู่ในมือ พวกเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคหบดีเหล่านี้มีทหารหรือกองกำลังในมือ บอกฆ่าก็คือฆ่าเช่นเลือกผักเลือกปลาในตลาด หากผสานนอกใน ต่อให้กำแพงเมืองชั้นนอกไม่ถูกยึด ยังสามารถตีนอกในผสานจนสามารถยึดเมืองได้ ก่อนที่จะมีคนกล้ายกมือขึ้นที่หน้าประตูกลับได้ยินเสียงเคลื่อนไหว

ร่างของมนุษย์ในชุดคลุมสีดำเดินเข้ามา แม้ชุดที่ใส่จะเป็นสีแดง แต่ผู้คนกลับมองเห็นร่องรอยของเลือดได้อย่างชัดเจน นี่มันอะไรกัน ชายชุดดำนำกำลังมาห้านายคุกเข่าลงต่อหน้าสิง

“ท่านแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณสามารถยึดกำแพงเมืองชั้นนอกได้โดยสมบูรณ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ กองกำลังขนดำกองธงขาวเข้าสู่ตัวเมืองชั้นในแล้ว ส่วนกองกำลังขนดำกองธงดำกำลังทำตามแผนของท่านมหาอุปราชขั้นต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเต่าตาบอดตัวนั้นหลบหนีเข้าสู่ราชวังแล้ว”

“อ่า ทำได้ดี ข้าทราบแล้ว ไปได้”

“พ่ะย่ะค่ะ” เป็นยอดที่นำกำลังทหารม้ากองธงดำเข้ามารายงานกับสิงล่วงหน้า แลเข้ามาตรวจสอบดูความปลอดภัยของนายเหนือด้วย

หลังจากยอดออกไป คหบดีที่เข้าใจเกมครั้งนี้ที่สุดลุกขึ้น เขารีบกล่าวตะโกนโดยทันที “ท่านมหาอุปราช ข้าคิดอยากยลโฉมบุตรของเจ้าบ้านห้ามานานแล้ว ล้วนเป็นบุตรคนโตและคนรอง” ยังกล่าวไม่ทันจบอีกคนรีบลุกขึ้น

“ส่วนข้าขอตัวบุตรคนโตเข้าบ้านตระกูลห้าพ่ะย่ะค่ะ มันเคยดูถูกตระกูลข้าเอาไว้ ข้าต้องการถลกหนังมันออกด้วยตนเอง” เสียงร่ำร้องขอตัวผู้คนในตระกูลทั้งสองดังออกมาเรื่อย ๆ ยิ่งมายิ่งต่ำทราม แม้แต่เด็กน้อยอายุแปดเก้าขวบล้วนถูกขอตัวออกไป ย่อมเป็นนรกบนดินที่พวกเขาต้องเผชิญ

สิงไม่ได้สนใจความเลวทรามของผู้คนมากนัก นี่คือสงคราม เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะสงคราม ทำให้มิตรเป็นศัตรู ทำให้ศัตรูเป็นมิตร ทำให้ผู้คนระแวงซึ่งกันและกัน ข้าทำลายล้างคหบดีครอบครัวหนึ่งได้โดยไม่สนว่าพวกมันเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหนได้ แลส่งมอบทุกสิ่งอย่างของพวกมันให้กับคนที่นอบน้อมต่อข้า ข้าก็ทำเช่นนั้นกับพวกเจ้าได้เช่นกัน

ผู้คนจะเริ่มระแวงกันและกัน ต่างจ้องจับผิดเพราะต้องการทำลายล้างครอบครัวคู่ตรงข้าม การเป็นคหบดีใหญ่เบื้องหน้าหัวเราะเฮฮายิ้มแย้มใส่กัน เบื้องหลังกลับพยายามเหยียบเท้ากันทุกเมื่อ แทงมีดใส่ได้แทงมีดใส่ เพราะเส้นทางแห่งผลประโยชน์ยิ่งมีคนน้อยลง ตัวเองยิ่งเดินอย่างสบายมากยิ่งขึ้น สิงเข้าใจในข้อนี้ดี อีกทั้งพยานทั้งหลายต่างเป็นนักดนตรีมีชื่อ นักร้องเพลงกลอนประจำเมือง นางรำชั้นสูงมากมาย เรื่องเหล่านี้ย่อมกระจายออกไป กลายเป็นแผลที่ยากผสานได้โดยง่าย

เท่านี้ก็ตรึงกำลังเมืองชั้นในได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนผู้ที่ตกตายหรือ...ทหารบนกำแพงยังน่าสงสารมากกว่าพวกเขาที่สุขสบายอยู่ในบ้านพักเสียอีก มีอันใดให้สงสารกัน

สิงแย้มยิ้มแล้วกล่าวออกไป “พวกเจ้าพูดคุยกันไป ให้ท่านพญาสองศึกจัดการรวบรวมรายชื่อ ข้าขอตัวก่อน นอนมาทั้งวัน คงได้เวลาออกศึกแล้ว” สิงบิดขี้เกียจเล็กน้อย หน้าประตูกลับปรากฏทหารในชุดเกราะ ประดับหน้ากากสีดำเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ ในมือของพวกเขาเป็นชุดเกราะชิ้นส่วนต่าง ๆ สิงยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้วเดินออกไปพร้อมทั้งสวมชุดเกราะเหล่านั้นไปด้วยทีละชิ้นทีละชิ้น “ทำได้ดีนิ ท่านที่ปรึกษาหน้ากาก” สิงอดชื่นชมทองชุ่มในชุดเกราะอ่อนเสื้อคลุมสีเขียวประดับหน้ากากปีศาจไม่ได้ ก่อนจะหันไปหากาทองในชุดเกราะโซ่ สวมเสื้อคลุมดำทับ ประดับหน้ากากไม้ธรรมดา “นำทางเถอะ ก่อนมืดข้าอยากเข้าไปนอนในวังเมืองพะโค”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น