ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 67 : ไสยเวทสายดำที่รุนแรงที่สุด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

สิงเดินทางตรงไปยังวัง โดยนายทหารต่างมองเขาอย่างแปลกประหลาด โดยเฉพาะเหล่านายทหารที่ตามตัวสิงมาตั้งแต่ต้น พวกเขาเห็นว่าองค์ชายเมามายชัด ๆ แต่ตอนนี้กลับเดินทางได้อย่างรวดเร็ว แม่ทัพใหญ่เองไม่ได้ติดตามมา สิงบอกชัดเจนแล้วว่าต้องการคุยเป็นการส่วนตัว แม้เขาประหลาดใจแต่ยังคงเข้าใจ ตอนนี้สิงไม่ใจสนอะไรทั้งสิ้นแล้ว เขาต้องรีบเดินทางกลับเมืองขุนเขาให้ไวที่สุด เขาพึ่งรู้ว่าตนเองพลาดไป การที่ไม่มีหน่วยข่าวกรองอยู่กับตนเองเป็นการกระทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ข่าวสารคืออาวุธชนิดหนึ่ง เมื่อข่าวสารต่าง ๆ หายไปเหมือนดั่งตัวเขาถูกตัดขา ไม่อาจก้าวเดินได้อย่างถูกต้อง เขาควรแวะไปที่หมู่บ้านขนดำก่อนตั้งแต่แรก แต่เมื่อคิดได้ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ยังคงต้องรีบจัดการปัญหาเฉพาะหน้าก่อน

ประตูวังเปิดออก เหล่านายประตูจ้องมองผู้มาใหม่เช่นสิงก่อนที่ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้ม คุกเข่าลงโขกศีรษะกล่าวต้อนรับเช่นที่ทำเป็นประจำทุกครั้งที่สิงเดินทางมา แต่ที่แปลกประหลาดไปก็คือ สิงไม่ได้สนใจ เขาเดินเข้าไปด้านในวังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใช้ความรู้ดั่งเดิมขององค์ชายใหญ่เดินทางไปตามทางเดิน เข้าไปยังห้องโถงของเจ้าเมือง เมื่อเปิดประตูเข้าไปค่อยเห็นชายชรานั่งอยู่อย่างสงบ เหมือนรับรู้ถึงการมาถึงของเขาแต่แรกและเฝ้าเราคอยการมาของเขา เจ้าเมืองแมกไม้จดจ้องมองมายังสิงด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อสิงพบใบหน้าของเจ้าเมืองแมกไม้เขากลับสงบลงอย่างแปลกประหลาด ทั้งสบายใจ ทั้งพึงพอใจ

“ศิษย์เคารพท่านอาจารย์” สิงโน้มตัวลงตามทำเนียบเคารพทักทาย

“เข้ามาเถอะองค์ชายใหญ่” เจ้าเมืองมองไปยังนางกำนัลโดยรอบที่กำลังทำความสะอาดกล่าวคำ “พวกเจ้าออกไปเถอะ เรามีเรื่องจะคุยกับองค์ชายใหญ่ท่าน” นางกำนัลรับคำแล้วถอยออกไปโดยทันที ชายชราเจ้าเมืองแมกไม้ลุกขึ้นเดินไปยังห้องด้านในที่มีถังน้ำขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้ โดยที่มีสิงติดตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสองนั่งขัดสมาธิลงกลางห้องบนพรมหนานุ่มสบายข้างถังน้ำใบใหญ่นั้น ขณะที่สิงกำลังจะกล่าวคำออกมา ชายชรากลับเป็นผู้พูดขึ้นมาเสียก่อน

“แมวผีตายแล้ว?”

สิงสลายใบหน้าอันนอบน้อมแต่ทีแรกทิ้งเปลี่ยนเป็นเย็นชาไร้ความรู้สึก “ใช่”

“ไม่น่าเชื่อว่าองค์ชายท่านกลับกล้าฆ่ามิตรสหายสนิทเพียงไม่กี่คนของตนเอง” เจ้าเมืองแมกไม้แย้มยิ้มขึ้นที่มุมปาก แต่กลับเป็นสิงที่หัวเราะออกมาทำให้รอยยิ้มนั้นชะงัก “ไม่เลย เจ้าต่างหากที่เป็นคนฆ่า” แมวผีรู้ดีว่าหากต้องสู้กับสิงไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้สังหารย่อมสร้างความรู้สึกผิดเอาไว้ภายในจิตใจของอีกคน เหมือนที่แมวผีได้รับในคราแรก เขาไม่อาจแบกรับมันอีกครั้งได้ จึงตัดสินใจใช้ตราอัญเชิญตั้งแต่แรก อย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่อยากให้มือของตัวเองหรือมือของเพื่อนสนิทตัวเองต้องมาเปื้อนเลือดของกันและกัน สิงถอนหายใจออกมาเมื่อมองย้อนกลับไปถึงใบหน้าของแมวผีตัวนั้น แต่ตอนนี้สายตาของเขากลับแข็งกร้าวขึ้นขณะอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับเจ้าเมืองแมกไม้และคิดถึงใบหน้าของเพื่อนสนิท ถึงแม้สิงจะไม่ใช่องค์ชายใหญ่แต่ความทรงจำของเขายังอยู่ หากไม่ใช่สิงสะกดข่มเอาไว้ ตอนนี้ตัวเขาคงบ้าคลั่งไปแล้ว สิงไม่สนใจมารยาทอันใดอีกแล้ว ยกมือขึ้นชี้หน้ากล่าวต่อ “วันนี้ข้าจึงเดินทางมาเพื่อแก้แค้น”

“สมแล้วที่เป็นเลือดล้างแผ่นดิน ดาวประหาร” เมื่อเจ้าเมืองแมกไม้กล่าวคำเป็นสิงที่ชะงัก จ้องมองอย่างแปลกใจ “เจ้าเป็นคนของลัทธิบูชาฟ้า?”

“ถูกต้อง..หรือจะบอกว่าไม่ถูกต้องดี ข้าเป็นศิษย์เอกของเจ้าลัทธิบูชาฟ้าคนเก่า ผู้ทำนายเลือดล้างแผ่นดินท่าน แต่ยังไม่ได้ถูกยอมรับเข้าเป็นหนึ่งในลัทธิบูชาฟ้า” เจ้าเมืองแมกไม้ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวต่อ “น่าเสียดาย ความเป็นจริงแล้วข้าคิดว่าจะเปลี่ยนความคิดฆ่าฟันของท่านได้แล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายท่านก็ยังเดินหน้าเข้าสู่หนทางแห่งการฆ่าฟัน”

“ไอ้พวกคนดีอีกแล้ว” สิงสบถออกมาแล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบกาน้ำชาเย็นชืดที่มุมห้องเปิดสำรวจ ก่อนจะยกขึ้นดื่มแก้กระหาย

“ไม่เลยองค์ชาย พวกเราเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วงชะตาของโลกใบนี้และพยายามเปลี่ยนมันให้ไปในทางที่ถูกที่ควร” ได้ฟังคำตอบสิงถึงกับหัวเราะคิกคัก ก่อนที่จะหนักขึ้นเป็นหัวเราะเฮฮายกใหญ่ หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน จ้องมองตัวตลกเบื้องหน้า ชี้มืออันสั่นเทาก่อนจะกำเป็นหมัดสูดลมหายใจเข้าหลับตาลงถอนหายใจออก เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้งยังแทบกลั้นลมหายใจไว้ไม่อยู่

“เปลี่ยนชะตาโลก พวกเจ้าเนี่ยนะ....ตัวละครเล็ก ๆ เช่นพวกเจ้าคิดเปลี่ยนแปลงชะตาของโลกใบนี้ น่าขัน ไม่ซิ ต้องบอกว่าช่างไม่เจียม น่าขยะแขยงเป็นบ้า”

“พวกเราเกือบทำสำเร็จแล้ว” เจ้าเมืองแมกไม้ยกหินสีดำขึ้นมาจ้องมองดู “น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเราก็ทำไม่สำเร็จ” ก่อนจะโยนหินสีดำลงไปยังถังน้ำขนาดใหญ่บริเวณด้านข้าง แต่มันกลับไม่จมลง “คงจะเหมือนท่านว่าองค์ชาย ตัวละครเล็ก ๆ เช่นพวกเราไม่อาจเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ ถึงแม้พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม”

“ข้าไม่เข้าใจ คำทำนายบอกว่าเมื่อข้าขึ้นครองราชย์ เลือดจะล้างแผ่นดิน เมื่อข้าหลีกทางให้กับน้องชายของข้า พวกเจ้าก็ยังไม่ปล่อยข้าอีก”

“หากยังมีเชื้อไฟย่อมหวั่นว่าจะเกิดไฟ”

“เช่นนั้นหรือ แล้วพวกเจ้าได้ทำนายหรือไม่ว่าหากน้องชายของข้าขึ้นครองราชย์สิ่งใดจะเกิดขึ้นกับแผ่นดิน”

ใบหน้าของเจ้าเมืองแมกไม้แย้มยิ้มเช่นปรกติกล่าวคำ “ไฟจะผลาญแผ่นดินขุนเขาจนมอดไหม้”

สิงได้รับคำตอบกลับมองเขาอย่างแปลกใจ “พวกท่านเลือกสนับสนุนไฟมากกว่าเลือด...”

“ถูกต้อง ไฟคือต้นกำเนิดแห่งชีวิต ต้นกำเนิดแห่งสิ่งใหม่ ๆ”

“ตลกจริง ไฟฆ่าทุกสิ่งอย่างจนไม่เหลือแม้แต่สิ่งใด แต่เลือดกลับฆ่าเฉพาะสิ่งมีชีวิตเพื่อหล่อเลี้ยงพื้นดินและพันธุ์ไม้ที่เป็นรากฐานของแผ่นดินอันแท้จริง พวกเจ้ากลับพยายามกำจัดข้า”

“เลือดหล่อเลี้ยงเพียงสิ่งเก่าแก่ แต่กลับบดบังแสงไม่อาจทำให้หน่ออ่อนใหม่สามารถเติบโตได้”

“อ่า สรุปแล้วพวกเจ้าเพียงต้องการทำลายอาณาขุนเขาเพื่อเปิดทางให้กับพวกต่างชาติฉกฉวย พวกหน่ออ่อนที่ว่าก็คือการทำลายล้างกษัตริย์ขุนเขาเพื่อเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่เท่านั้น” สิงส่ายหน้ากล่าวต่อ “ทำเรื่องชั่ว ๆ แต่กลับทำเหมือนตัวเองสูงส่ง พวกลัทธินี่มันพวกลัทธิจริง ๆ ใช้คำว่าเพื่อส่วนรวม เพื่อมนุษยชาติ เพื่อนั่น เพื่อนี่ หาเหตุผลดี ๆ ในการทำชั่วของตนเอง ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฟ้าถึงไม่เข้าข้างพวกเจ้าแล้วส่งข้ามา”

“ส่งท่านมา? อ่า...เราพูดมากเกินไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะส่งองค์ชายท่านเสด็จ..” ชายชราลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม ผิวกายของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำทีละน้อย สิงกลับไม่ขยับแล้วพูดต่อ “ข้าก็นึกว่าเจ้าจะมีความยิ่งใหญ่อันใด กลับเกรงกลัวเจ้าอยู่นานเสียเวลาไปมาก ที่แท้ก็แค่พวกหลงตัวเอง เสียเวลาจริง ๆ”

เจ้าเมืองแมกไม้มองสิงอย่างแปลกใจ ก่อนที่ลมภายในท้องจะตีขึ้น เขาทรุดตัวคุกเข่าลงกระอักเอาของเหลวออกมา ของเหลวสีดำอันแปลกประหลาด ภายในเต็มไปด้วยตัวหนอนดิ้นรนอย่างเจ็บปวด ใบหน้าของเขาดำคล้ำลงเงยขึ้นจ้องมองสิงอย่างไม่อยากเชื่อ

“เจ้าบอกว่าข้าเป็นแมวโง่ผู้เดินเข้าหากับดักโดยไม่สนความเป็นตาย ความเป็นจริงแล้วที่ข้าเดินเข้าหากับดักแม้รู้ว่ามันอันตรายนั่นเป็นเพราะข้ามีความมั่นใจว่าสามารถจัดการกับกับดักนั้นได้และอยากพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าคนเช่นข้ามีความกล้ามากแค่ไหน แต่ด้วยการผ่านความตายครั้งล่าสุดนั้น ทำให้ข้าคิดได้ ไม่ซิ เขาไม่ได้คิด เพียงแต่เป็นข้าคิด หากว่าข้าไม่มั่นใจข้าจะไม่เดินทางเข้าสู่กับดักนั้นแน่นอน...เจ้าจากไปเถอะ” สิงถอนหายใจออกมา จ้องมองไปยังชายชราที่กำลังสั่นเทา ใบหน้าของชายชราสับสนอย่างแปลกประหลาด

สิ้นคำของสิง เจ้าเมืองแมกไม้กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้กลับเป็นตะปูสีดำที่ไหลปะปนมากับเลือด เขารู้สึกว่าลำคอกับท้องของตนเองเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก มันทรมานจนอยากจะร่ำร้องออกมา แต่ที่ลำคอเหมือนถูกตัดออกไปแล้ว อาจเป็นตะปูหรือ “อ้วก!” เจ้าเมืองแมกไม้อ้วกออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเลือดพร้อมทั้งใบมีดแหลมคม แต่ความรู้สึกทรมานทั้งหลายหายไปแล้ว ขณะสมองคิดจะโลดเต้น สติกลับดำมืดล้มตัวลงกระแทกกับพื้นสิ้นชีพโดยทันที “เสกอัปมงคลเข้าท้อง” ไสยเวทสายดำที่รุนแรงที่สุดและใช้งานได้ยากที่สุด ในที่สุดมันก็ถูกจดบันทึกขึ้นครั้งแรกในโลกใบนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #130 book1122 (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 14:04
    ต่อเลย
    #130
    0
  2. #129 storydey54011 (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 09:46
    ชอบๆมันดี
    #129
    0