ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 66 : คาดการณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    21 ม.ค. 64

โรงชำเรารังผึ้งปิดลงอย่างปริศนา ผู้คนมากมายต่างสงสัย พวกเขาหาซื้ออาหารสดทำงานกันปรกติ แต่เหตุใดจึงไม่รับแขก แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครพูดออกไป โดยเฉพาะเจ้าของร้าน ข่าวที่สืบมาได้เป็นเพียงข่าวผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งจับจองโรงชำเราชายเอาไว้ทั้งโรง ผู้คนได้แต่มองดูอย่างอิจฉา ยากที่สักครั้งหนึ่งในชีวิตของตนเองจะได้เสพรับหญิงงามมากมายเช่นนี้แต่เพียงผู้เดียว ใครจะรู้ว่าการที่องค์ชายใหญ่เดินทางเข้าโรงชำเราชายเป็นความลับมากแค่ไหน แม้แต่เจ้าของโรงชำเรายังรู้ดีว่าไม่ควรพูดออกไปหรือปากมาก หากเหตุการณ์นี้ผ่านไปร้านรังผึ้งคงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่หากทำให้องค์ชายใหญ่ไม่พอใจ เขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาปิดร้านแล้วไปทำอย่างอื่น

เพราะฉะนั้นองค์ชายใหญ่ต้องการให้เป็นความลับ เขาก็ปล่อยข่าวทางใต้ดินไปเล็กน้อยไม่อาจถูกตัวองค์ชายใหญ่ได้ในปัจจุบัน พวกใต้ดินยังรู้ความมากกว่าคนของทางการ หลังจากประติกระต่อได้ว่าเป็นผู้ใด ก็ต่างปิดปากสนิทแต่จ้องมองร้านรังผึ้งตาเป็นมัน เมื่อร้านเปิดทำการพวกเขาอยากที่จะลิ้มลองหญิงสาวขององค์ชายใหญ่นั่นสักครั้ง

โดยหารู้ไม่ว่าสิงที่อยู่ภายในนอกจากสุราอาหาร การแสดงต่าง ๆ แล้ว เข้าไม่ได้แตะต้องหญิงสาวใด ๆ แม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าเป็นคนดีเด่อันใด เพียงแต่พลังวิญญาณยังไม่เสถียรพอจึงไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับตนเอง ตัวเขาเองทั้งร่างกายและจิตใจก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอันใด เมื่อตกดึกก็ไล่หญิงสาวออกไป นั่งกรรมฐานเสพรับความโสมมในพื้นที่ ดูดซับพลังลบรวบรวมเป็นหนึ่งพร้อมทั้งควบคุมพลังวิญญาณให้ผนึกรวมตัว ตอนนี้พลังในกายของเขาเปรียบเสมือนแก้วที่แตกไปแล้ว ใช้เวลาในการรักษาประกอบรูปร่างของแก้วได้ยากเย็นกว่าเดิม พลังวิญญาณส่วนใหญ่จึงไม่อาจรวมกลุ่มกันภายในแก้วได้ง่ายดายเช่นอดีต เมื่อพวกมันลงไปในแก้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่พยายามหาช่องทางรั่วไหลออกมา

สิงอยู่ภายในโรงชำเราชายรังผึ้งได้สามวัน เสียงทหารในชุดเกราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง รอยร้าวสุดท้ายถูกผสานพอดิบพอดี เขาลืมตาขึ้นลุกเดินไปที่เตียง ขยับจัดแต่งเตียงให้เหมือนผ่านการต่อสู้มาทั้งคืน โยนเสื้อผ้าไปทั้งห้อง ทาสุราลงมือป้ายไปทั่วตัวแล้วนอนลง

“มีอะไร เสียงดังแต่เช้า!” สิงตะโกนด่าออกไปก่อนที่ด้านนอกจะได้ยินเสียงคุกเข่าลงของผู้สวมชุดเกราะทั้งหลาย

“ข้าน้อยรองแม่ทัพรักษาเมือง ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพรักษาเมืองพยัคฆ์ทักษิณ ขอเชิญองค์ชายใหญ่เสด็จยังกรมทหารประจำเมืองพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารกล่าวคำอย่างหนักแน่น สิงไม่ได้สนใจอันใด ส่งเสียงอู้อี้กล่าวตอบ “แมวขี้เกียจ? เจ้าไปบอกเจ้าแมวขี้เกียจว่าข้าไม่ว่าง ไว้อีกสองวันก็แล้วกัน”

“เป็นเรื่องด่วนจากทางเมืองขุนเขาพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย ท่านแม่ทัพต้องการความเห็นจากองค์ชายใหญ่ท่าน” รองแม่ทัพยังคงดึงดัน สิงขยับตัวไปมาอย่างไม่พอใจ ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าเสียงดัง ผู้คนที่อยู่ภายนอกแม้หน้าตาจะไม่แสดงความรู้สึกอันใด แต่หูของพวกเขาไม่ได้หนวก ได้ยินเสียงองค์ชายใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าถึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย พวกเขาไม่ได้อยากมาเสียมารยาทต่อหน้าองค์ชายใหญ่ แต่คำสั่งยังคงต้องทำตาม ถึงอย่างนั้นก็ยังเกรงว่าองค์ชายใหญ่จะไม่ทำตาม ถึงเวลานั้นคงต้องเกิดข้อพิพาทกันแล้ว

สิงเดินโซเซเล็กน้อย เปิดประตูออก ใบหน้าอันซูบซีดของเขาปรากฏออกมา แม้แต่รองแม่ทัพยังรู้สึกตกใจ องค์ชายใหญ่จะหักโหมเกินไปแล้ว แน่นอนล่ะพวกเขาไม่รู้ว่าที่หักโหมนั่นคือหักโหมในการซ่อมแซมพลัง ด้วยเหตุนี้ทำให้สิงได้หลับนอนในเวลากลางวันขณะฟังเพลงกลอนเท่านั้น กลางคืนจนถึงช่วงเช้าต่างเร่งหักโหมรวบรวมพลัง

“รถม้าเตรียมเอาไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอองค์ชายใหญ่เสด็จ”

“ได้ ได้ นำทางไป” สิงถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินตามออกไป ฝีเท้ายังคงโซเซเล็กน้อย ล้วนเป็นการแสดงบทเล็ก ๆ บทหนึ่ง แต่ทำเอานายทหารที่ติดตามมารู้สึกอิจฉา จะมีสักครั้งไหมในชีวิตที่พวกเขาจะได้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงถึงเช่นนี้ได้

สิงถูกส่งเข้าไปในรถ เขาใช้เวลานี้ในการนอนหลับ ถึงแม้เป็นช่วงเวลาเล็กน้อย แต่กว่าจะเดินทางถึงที่พักแม่ทัพคงใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งก้านธูป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ทหารต่างถวายการอารักขาเป็นอย่างดี ผู้คนมากมายจ้องมองดูรถม้าจากไป ก่อนจะวิ่งเข้าไปสอบถามคนงานร้าน พวกเขาบอกว่าคงต้องรอท่านผู้นั้นไม่เข้าพักที่นี่แล้วจึงจะสามารถเปิดทำการได้ อย่างไรก็ขอให้ทุกท่านอดทนรอไปก่อน ข่าวเช่นนี้กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ผู้สูงศักดิ์ประจำเมือง คหบดี รวมไปถึงคุณชายทั้งหลายต่างส่งเทียบจองมาอย่างไม่ขาดสาย

รถม้าเดินทางไปยังที่พักแม่ทัพใหญ่ประจำเมือง สิงยังคงนอนหลับอย่างสงบ รถเคลื่อนตัวช้า ๆ เดินทางต่อไปจนหยุดลง สติของเขากลับมาแจ่มชัดในทันที เพียงแต่ยังแสร้งว่าตนเองนอนหลับไม่มีสติ นายทหารเข้ามาปลุกถึงได้ขยี้ตาตื่นขึ้น กล่าวขอบคุณแล้วเดินลงจากรถม้าไป ใบหน้าของแมวขี้เกียจจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยดวงตาสำรวจมองไปทั่วตั้งแต่หัวจรดเท้า

“พวกเจ้าออกไปให้หมด”

“ขอรับท่านแม่ทัพ!”

แม่ทัพใหญ่เข้าไปประคองสิงก่อนจะทุบอกเขาสองสามทีผลักร่างชายหนุ่มออกไป “เอาเหล้าทาตัวทำอะไร ยังไม่รีบไปอาบน้ำอีก เหม็นเสียจริง”

สิงยิ้มตอบอย่างเหนื่อยล้าเดินทางไปตามทางของหญิงรับใช้ อาบน้ำขัดตัวให้สบายตัวขึ้น เมื่อเดินออกมาแม้ใบหน้ายังเหนื่อยอ่อนแต่กระปรี้กระเปร่าขึ้นเยอะ เขาบิดขี้เกียจอีกเล็กน้อย ในลานหน้าบ้านเป็นสวนไม้ ใต้ต้นไม้ใหญ่ปรากฏโต๊ะไม้รวมทั้งเก้าอี้วางเรียงราย สิงจ้องมองหนึ่งชายหนุ่มหนึ่งหญิงสาวดื่มชาหยอกล้ออดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมาแล้วก้าวเข้าไป

เมื่อรับรู้ถึงผู้มา หญิงสาวรีบลุกขึ้นย่อตัวเคารพเก็บแก้วของตนเองเดินจากไป ไม่ปล่อยให้สิงได้ทักทายแม้แต่น้อย นับว่ารู้ความเป็นอย่างดี สิงไม่ถือสานั่งลงประจำตำแหน่งเดิมของนาง กล่าวคำทันที “เรียกข้ามาตั้งแต่เช้า เจ้าต้องการสิ่งใด”

“เหอะ! เจ้าเดินทางมานานแล้วก็ไม่มาพบข้า หากข้าไม่สังเกตว่าโรงชำเราชายรังผึ้งปิดตัวอย่างผิดปรกติ ทั้งไม่มีข่าวของผู้ที่อยู่ภายใน คงไม่รู้ว่าเจ้ามาถึงแล้ว” เขายกชาขึ้นมาจิบถามต่อ “นั่นเป็นร้านเจ้าหรือ”

“ไม่หรอก ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาที่นี่ ถึงรู้ข้าก็ยังไม่อยากมาพบเจ้า..”

แมวขี้เกียจยกไหล่ขึ้นลงอย่างไม่สนใจแล้วกล่าวต่อ “งั้นหรือ แล้วเจ้าทราบข่าวเมืองขุนเขาหรือยัง..” แต่ขณะจะกล่าวต่อสิงกลับพูดขึ้นแทรกมาก่อน “แมวผีตายแล้ว..” บรรยากาศชะงักค้าง มือของแมวขี้เกียจแข็งกระด้าง เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างเหน็บหนาวบังคับมือไม่ให้สั่น ค่อย ๆ วางแก้วชาลงไป

“ตายได้อย่างไร”

สิงหลับตาลงเล็กน้อย “ขณะที่ข้าเดินทางกลับมาจากหนานเจ้า ข้ากับแมวผีลักลอบเดินทางด้วยกันเพียงสองคน ไม่รู้ว่าพวกนักฆ่ามันทราบข่าวได้เช่นไร กลับดักซุ่มสังหารเราสอง แต่ถึงอย่างนั้นพวกนักฆ่าเหล่านั้นกลับไม่อาจทำอันใดพวกเราได้ พวกมันจึงใช้ตราอัญเชิญปีศาจเรียกราชันมังกรสี่ปีกออกมา...เขา..สละชีพ”

แมวขี้เกียจหลับตาลงเช่นกัน ก่อนจะลืมตาขึ้นจ้องมองหน้าสิงอย่างจริงจัง “เจ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คนโง่ ไอ้..องค์ชาย”

“เจ้าควรทราบเช่นนี้” สิงไม่กล่าวต่อ หยิบยกแก้วชาเปล่ามาวางลง เทชาที่ยังอุ่นพอดิบพอดีลงไปปล่อยให้กลิ่นลอยไปตามไอน้ำที่พวยพุ่ง ความเงียบเข้าควบคุม สายตาของแมวขี้เกียจที่แข็งกร้าวกลับอ่อนลง เขาถอนหายใจยกชาขึ้นดื่มก่อนจะปาแก้วออกไปแตกกระจายเสียงดัง ทหารรักษาการณ์รีบเดินเข้ามาในลานบ้านแต่กลับถูกไล่ออกไป

เขานำแก้วเปล่ามารินน้ำชาอีกครั้ง ครั้งนี้ดื่มมันลงไปอย่างช้า ๆ ปล่อยให้เสียงของสายลมขับผสาน ก่อนจะเอ่ยถาม “เขาตายแล้วจริง?”

“ข้าไม่ทราบ ข้าจากมาก่อน”

“เช่นนั้นหรือ...พวกเขาให้อาจารย์เจ้าทั้งสองคนในวังลาออกกลับบ้านเกิดแล้ว”

“อืม...เดี๋ยวนะ” สิงรีบเงยหน้าขึ้นมอง “สองคนไหน”

“เจ้ากรมพิธีการ เจ้ากรมการคลัง” แมวขี้เกียจตอบอย่างไม่ยี่หระเท่าไหร่

“แล้วเจ้า...ถูกย้ายมาที่นี่”

“เจ้าไม่เห็นหรือไงกัน ข้าถูกย้ายมาประจำการที่นี่แล้ว ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้เพียงอยากให้เจ้าทำตัวเรียบ ๆ ร้อย ๆ สักหน่อย ไม่เช่นนั้นเจ้าคงลำบากแน่นอน”

สิงกลับจมลงในภวังค์ เขาเหม่อมองไปยังที่ห่างไกลกล่าวถาม “เหนือหัวท่านเป็นอย่างไร ตั้งแต่มีข่าวเจ้ากรมทั้งสองลาออก”

“ไม่ทราบ เจ้าก็รู้ว่าวังไม่อาจมีหน่วยงานใดเข้าไปสืบความได้” แมวขี้เกียจถอนหายใจขึ้นมาอีกครั้ง “ทำไม เป็นห่วงตำแหน่งตนเองหรือไร”

“เจ้ากรมพิธีการทำงานมาตั้งแต่ข้ายังเด็ก นับเป็นผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เขายังสามารถอยู่ในตำแหน่งไปได้อีกห้าปีเป็นอย่างน้อย เจ้ากรมการคลังเก่งกาจทั้งแผนการและความสามารถบริหาร อายุของเขายังน้อย เมื่อสองปีก่อนพึ่งทำแผนนโยบายการเก็บภาษีแบบใหม่ขึ้นมา สร้างความมั่นคงแก่คลังเมืองขุนเขาเป็นอย่างมาก เขายังคงต้องอยู่ต่อเพื่อพัฒนานโยบายต่อไป...” สิงเอ่ยออกมาราบเรียบตกอยู่ในความนึกคิด “เจ้าอยู่ชายแดนสร้างชื่อเสียงมากมาย แข็งแกร่ง ไว้ใจได้ มีเจ้าอยู่ไม่มีศัตรูภาคใต้กล้ายกทหารเหยียบชายแดนใต้เรา กลับโยกเจ้ามาเมืองแมกไม้ที่มีอาจารย์อีกคนของข้าและอาจารย์ของเจ้าเป็นเจ้าเมืองอยู่...เพื่อบีบเขาลงจากตำแหน่ง..” แต่แล้วดวงตาของสิงก็เบิกกว้างขึ้น

“แย่แล้ว” เขาทุบโต๊ะเสียงดัง “ข้าต้องรีบกลับเมืองขุนเขา”

“เพราะเหตุใด?” แมวขี้เกียจจ้องมองเพื่อนชายของเขาอย่างแปลกใจ สิงกลับสูดลมหายใจเข้าอย่างเหน็บหนาวกล่าวคำติด ๆ ขัด ๆ “หากข้าคาดการณ์ถูกต้องแล้วละก็...ก่อนอื่นข้าคงต้องจัดการเรื่องของตนเองก่อน ข้าขอตัว”

“เจ้าจะไปที่ใด”

“วังเมืองแมกไม้”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #126 book1122 (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 17:43
    สนุกดีคับ
    #126
    0