ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 56 : บุกตึกกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    8 ม.ค. 64

สิงนำพาหน่วยหน้ากากเดินทางออกจากตึกทูต ทั้งยังเปิดเผยหน้าตา ภายใต้การจับจ้องมองของผู้คนที่เฝ้ารอคอยทั้งหมดของเหล่าหนานเจ้ามุงทั้งหลาย พวกเขาต่างหันไปจับจ้องด้วยสายตา ปากเปิดเพื่อพูดคุย บัวที่รอคอยอยู่แต่แรก นำกำลังบ้านประดับหยกมาต้อนรับ ก่อนจะได้กล่าวอะไร กาทองรีบแนะนำก่อน

“องค์ชายใหญ่ ท่านคงไม่รู้จัก หญิงสาวท่านนี้คือคุณหนูบัว คุณหนูของบ้านประดับหยก คุณหนูบัว ท่านนี้คือองค์ชายใหญ่แห่งเมืองหนานเจ้า”

“คุณหนูบัว” สิงแสดงความแปลกใจเล็กน้อยเหมือนไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน พร้อมทั้งยิ้มขึ้นมา “ได้ยินชื่อท่านจากข่าวสารที่ท่านผู้ปกครองส่งมาให้ตลอดเวลา ต้องขอบคุณคุณหนูท่านมากที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้ปกครองหน้ากากเอาไว้ เราซึ้งใจเป็นอย่างมาก หลังจากกลับไปเราจะทำการยื่นขอแต่งตั้งและตอบแทนบ้านประดับหยกท่านอย่างแน่นอน” บัวย่อมมิใช่คนโง่ เพียงแต่มันน่าตกใจมากเกินไปจนทำอะไรไม่ถูกชั่วขณะ จากหมอเทวดากลับกลายเป็นผู้ปกครองหน่วยหน้ากาก สุดท้ายแล้วยังแปลงร่างเป็นองค์ชายท่านหนึ่ง เธอรีบคุกเข่าลง หัวสมองคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดกล่าวคำ

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่”

“ลุกขึ้นเถอะ เราคงต้องทำเรื่องต่อไปให้เสร็จสิ้น ท่านเองก็พักผ่อนเถอะ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

สิงเปิดตัวแล้ว เมื่อผู้คนรับรู้ เสียงกล่าวซุบซิบเริ่มดังขึ้นมากเสียยิ่งกว่าเดิม ผู้คนมากมายต่างจับจ้องมองดู แอบสำรวจรูปร่างหน้าตาของสิง โชคดีที่เขามาถึงหนานเจ้าแบบเปิดหน้าได้ไม่นาน ก็ปลอมตัวเป็นผู้ปกครองหน้ากากโดยทันที ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถจดจำออกได้ ทหารหลวงรับทราบข่าวที่ตึกราชบุตรเขยรีบนำกำลังมาถึง

เขียวจ้างเดินนำผู้คนทั้งหมดสำรวจมองสิง “ไม่ทราบว่าท่านนี้คือ”

“เราให้ผู้ปกครองหน้ากากเข้าวังไปแจ้งต่อเจ้าฟ้าท่านแล้วว่าเรามาถึง ขออภัยที่ไม่อาจเข้าพบได้โดยทันที เรายังมีเรื่องต้องสะสาง ให้ทหารรักษาเมืองเปิดทางด้วย”

ดวงตาของเขียวจ้างเบิกกว้างขึ้น “เขียวจ้าง ผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองหนานเจ้าน้อมต้อนรับองค์ชายใหญ่ในกษัตริย์เมืองขุนเขาพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ต้องมากมารยาทไป เจ้ามาก็ดีแล้ว ตามเราไปหน่อย อย่างไรเสียยังต้องให้เจ้าบ้านเป็นพยาน”

“พยาน?”

“เรากำลังต้องการจะแก้แค้น”

“เอ๋”

สิงไม่พูดมาก เขาเดินทางผ่านกองกำลังรักษาการณ์เมืองไป พร้อมทั้งติดตามไปด้วยหน่วยหน้ากากที่มีมากขึ้น คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่พึ่งมาถึงพร้อมทั้งองค์ชายใหญ่ ทั้งหมดกลับผ่านสายตาของเขียวจ้างเข้ามาได้ สร้างความตื่นตัวให้แก่เขา อีกทั้งหน่วยหน้ากากที่แต่งตัวแตกต่างจากผู้คนคนใหม่ ไม่ต่างจากผู้ปกครองหน้ากาก คาดว่าคงเป็นระดับผู้บัญชาการอีกคนที่ติดตามองค์ชายใหญ่มาด้วย

สิงนำผู้คนมาจนถึงตึกอาคารกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ ทางกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ไม่อาจตั้งตัวติดได้ องค์ชายใหญ่คือองค์ชายใหญ่ เขาเดินเข้าไปในอาคาร นักบู๊รักษาการณ์รีบมาขว้างทางเอาไว้เพื่อสอบถามความเป็นไปของผู้มาใหม่ เพียงแต่คิดจะเอ่ยปาก หัวกลับหลุดออกจากบ่าโดยทันที สังหารก่อนค่อยเจรจา

“หากมันผู้ใดคิดต่อสู้จงฆ่าให้หมดสิ้น หากไม่อยากตายให้ทิ้งอาวุธแล้วหมอบตัวลง!” เสียงกล่าวอันราบเรียบแต่กลับสร้างความขนลุกขนพองให้กับผู้ที่ได้ยิน หน่วยหน้ากากแยกกันออกไปทำงานโดยทันที พบคนฆ่าคน พบไม้ตัดไม้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่เขียวจ้างที่ติดตามมาด้วยยังไม่อาจปรับตัวได้ทัน

“องค์ชาย นี่มันอะไรกัน”

“เราตรวจสอบพบแล้วว่าเบื้องหลังในการทำการลอบสังหารเราคือกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ พวกมันทำการจ้างทหารรับจ้างร่วมกับผู้อื่นทำการรวมตัวกันเข้าโจมตีลอบสังหารเรา การมาของเราในวันนี้เพื่อกวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น”

“องค์ชายใหญ่ ที่นี่คือเมืองหนานเจ้า” สิ้นเสียงของเขียวจ้างท้องฟ้ากลับมืดมน เขากำชับอาวุธในมือแน่นขึ้นเตรียมเข้าระงับเหตุการณ์ ไม่เช่นนั้นเขาไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แต่อยู่ ๆ ท้องฟ้ากลับปรากฏเสียงของฟ้า มันกล่าวออกมาทำให้ทั้งหมดต้องถอยออกไป “ข้าอนุญาต ขอให้ท่านจัดการแล้วรายงานต่อเรา ผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองหนานเจ้า ถอยกลับไปยังที่ตั้ง”

แน่นอนสิงไม่ใช่คนโง่ นี่ไม่ใช่พื้นที่ของเขา แต่เจ้าเมืองเป็นคนของเขา สิงให้แมวผีลอบเข้าวังไปยื่นหนังสือต่อเจ้าฟ้า ก่อนที่มุมหนึ่งของกำแพงตึกอาคารกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์จะมีผู้ปกครองหน้ากากยื่นอยู่ ก่อนเดินทางออกมาจากตึกทูต สิงสลับเปลี่ยนกันแต่งตัวกับแมวผีเป็นที่เรียบร้อย สายฟ้าแดงเองก็ยืนเป็นเพื่อนอยู่ด้านข้างแมวผีเพื่อยืนยันสถานะของผู้ปกครองหน้ากาก เมื่อมันพบเห็นการต่อสู้ก็กระโดดเข้าสู่วงต่อสู้ทันที เหมือนดั่งปลากระดี่ได้น้ำอย่างไรอย่างนั้น ตัวมันยังสังหารได้โหดเหี้ยวยิ่งกว่าหน่วยหน้ากากเสียอีก

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนยิ่งมายิ่งถอยออกไป พวกเขาไม่อยากเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องในการสังหารครั้งนี้ แม้แต่ทหารรักษาเมืองยังถอยร่นออกไป

กองกำลังฝ่ายตั้ง ๆ ในหนานเจ้าเริ่มตื่นตัว พวกเขานำกำลังออกมาเพื่อหวังจะช่วยเหลือหัวหน้าตระกูล แต่ถึงอย่างนั้นออกจากช้าไปสักหน่อย หน่วยหน้ากากลากผู้นำทั้งห้าคนออกมา บ้างถูกหักแขนขา บ้างสลับไร้สติดั่งคนเสียชีวิต บ้างหายใจรวยรินใกล้จะตายได้ทุกเมื่อ พวกมันถูกลากออกมายังลานบ้านที่สิงหาเก้าอี้แถวนั้นมานั่งลง ถึงแม้นี่จะเป็นศูนย์ใหญ่ แต่กองกำลังกลับมีน้อย กว่ากองกำลังส่วนใหญ่จะมาถึง สิงปิดประตูอาคารลง ประจำการรักษาภายในดั่งป้อมปราการหนึ่ง

“ว่าอย่างไร พวกเจ้าเคยคิดไหมว่าจะมีวันนี้”

ทั้งห้าถูกจับมัดเอาไว้กับท่อนไม้ที่ตั้งขึ้นมาใหม่กลางลาน เป็นผู้นำไร่ที่ได้สติเป็นคนแรก เขาจ้องมองสิงด้วยความอาฆาตแค้นแต่ก่อนจะกล่าวคำอาฆาตกลับต้องรีบปิดปาก กล่าวขอร้องแทน เขาไม่ใช่คนโง่ สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ ยังอย่าได้โยนฟืนลงในกองไฟ

“องค์ชายใหญ่ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรดฟังความจากพวกกระหม่อมก่อน”

“เข้าใจผิด? ยังมีอันใดเข้าใจผิดอีก ทั้งการจ้างทหารรับจ้างจำนวนมาก ทั้งการส่งทหารรับจ้างออกจากเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนประจวบเหมาะ อีกทั้งเจ้าหมอดูนั้นได้บอกสารภาพต่อเราหมดแล้วว่าเบื้องหลังเรื่องนี้คือพวกเจ้า”

“หมอดูบัดซบ เสียดายที่เราให้การนับถือดูแลมันมาตลอด มันกลับหลอกเรา องค์ชายใหญ่ เชื่อกระหม่อมเถอะ เป็นมันหลอกลวงเราใส่ความเรา เราหารู้ไม่ว่าท่านจะถูกลอบสังหาร เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง ๆ”

“แค่คำพูดข้าก็พูดได้”

ผู้นำไร่กวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะหยุดที่ผู้ปกครองหน้ากาก จ้องมองอย่างโกรธแค้น มันมั่นใจว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของผู้ปกครองหน้ากากที่แค้นเคืองต่อมัน แต่ถึงอย่างนั้นหากมันพูดออกไปเรื่องกองกำลังว่าทำอะไรไปบ้าง มันยังคงต้องตายอยู่ดี ทำอย่างไรดี คงได้แต่หวังให้กองกำลังประจำตระกูลมาถึง

“องค์ชายเพคะ” เสียงของหญิงสาวดังขึ้น สิงหันไปมองหญิงสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยนางนี้ ตามข้อมูลของจารชน นางคือคณิกาเนื้อหอม เจ้าของเรือนโยนีหอมโหย ดูแลกิจการกระจายขายหญิงสาวที่ถูกฝึกเป็นอย่างดีแก่ผู้มีชื่อและผู้มีตำแหน่งมากมาย ทำให้มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้คนไปทั่วทั้งในแลต่างเมือง น่าเสียดายตอนนี้ขาทั้งสองข้างกลับหักไปแล้วและหน้าตายังบิดเบี้ยวไปบ้าง

“คณิกาเนื้อหอมท่าน มีคำใดคิดจะกล่าว” คำเรียกของสิงสร้างความตื่นตัวให้แก่นาง นั่นแสดงว่าเขาสืบเรื่องราวของคนทั้งหมดจนเรียบร้อย

“หม่อมฉันไม่ทราบเรื่องจริง ๆ เพคะ ล้วนเป็นคนของตระกูลหม่อง เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พวกมันกระทำกันเองโดยไม่ปรึกษาพวกเรา” แน่นอนเมื่อเธอเอ่ยคำ อีกสามคนเริ่มประสานเสริม ผู้นำไร่คิดจะใช้อำนาจของตนสะกดข่มผู้คนอีกแต่ไม่สามารถทำได้แล้ว ได้แต่หน้าดำคล้ำรับฟังคำกล่าวโทษที่ใส่เนื้อความเสริมแต่งเข้าไปมากมาย ยิ่งฟังยิ่งไม่อาจดิ้นหลุดได้

องค์ชายใหญ่ได้ชื่อโหดเหี้ยมไร้ปรานี เมื่อมาถึงก็เปิดฉากฆ่าฟันในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ของเขา ล้วนเป็นเช่นนี้มาตลอดเวลา ทำให้ผู้คนไม่อยากจะเป็นศัตรูกับคนผู้นี้นัก เขาไม่สนว่าท่านจะสูงใหญ่เพียงไหน แต่หากคิดเป็นศัตรูกับมันต้องระวังภัยตลอดเวลา

เวลานั้นเองที่เสียงด่าทอนอกประตูดังขึ้น กองกำลังนับพันถูกยกออกมาล้อมอาคารกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์เอาไว้ เพียงแต่หน่วยหน้ากากทั้งยี่สิบหาได้เกรงกลัวไม่ กาทองแลแมวผีจับจ้องมองพวกมันทั้งหมด หัวเราะฮิฮะขึ้นมาสนทนาอย่างอารมณ์ดี จากใบหน้าที่ดูสดชื่นขึ้นมาหน่อยของทั้งหมดกลับเขียวคล้ำลงเช่นเดิม กองกำลังทั้งหมดในมือพวกเขาไม่อาจสร้างความหวาดกลัวให้กองกำลังเพียงเล็กน้อยของหน่วยหน้ากากได้เลย

สิงเองที่นั่งอยู่ลานบ้านก็ได้ยินเช่นกัน แต่ไม่ได้สนใจ มีเพียงตีตรา ชายหนุ่มที่เด็กที่สุดในกลุ่มที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาคิดต่อสู้ขัดขืนแต่แรกจึงถูกทำร้ายจนปางตายกล่าวคำขึ้นมา “พวกมันมาแล้ว เจ้า เจ้า” แต่กล่าวไม่ทันจบ ชายชราสุดในกลุ่มรีบสอดแทรกขึ้นมา “หุบปาก!” เขาเป็นคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด เมื่อหน่วยหน้ากากมาถึงเขาก็งอมืองอเท้ารอรับการจับกุมแต่แรก

“ขออภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ หลานชายข้ายังคงเด็กไม่ทราบสถานการณ์ ทางตระกูลรัศมีเราจะน้อมขอขมาต่อเหตุการการเสียมารยาทครั้งนี้ในภายหลัง”

“โอ้ ยังคงเป็นท่านถีแห่งตระกูลรัศมีที่เข้าใจสถานการณ์” สิงบิดขี้เกียจเล็กน้อย “เอาเป็นว่า...ตัวเราไม่ได้ชอบเปิดการฆ่าฟันไปทั่วนัก เพียงแต่ หากมันคิดฆ่าเรา เราล้วนต้องฆ่ามันสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป คาดว่าพวกท่านล้วนเข้าใจ อีกทั้ง พวกท่านอย่าได้ลืมไปว่า ไม่ว่าอย่างไรพวกท่านก็ยังเป็นหนึ่งในส่วนร่วมของมัน เราไม่สามารถปล่อยพวกท่านไปได้ เพราะมันนับว่าขัดต่อหลักการเดิมของเรา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่อาจหักหน้าเจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าท่านมากเกินไปได้ ล้วนปลดปล่อยพวกท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปก่อนก็แล้วกัน ถือว่าเราไว้หน้าเจ้าฟ้าท่านแล้ว”

สิงกล่าว ผู้คนทั้งห้าย่อมมีเพียงตีตราคนเดียวที่ไม่เข้าใจ ทั้งสี่ทราบดีว่าวันนี้ผู้นำไร่ไม่อาจรอดไปได้ แต่พวกเขาถึงแม้จะรอดไปแล้ว แต่หากเมื่อไหร่ที่ออกจากหนานเจ้าล้วนต้องตายทันที มีใครบ้างไม่สูดลมหายใจเข้าอย่างเหน็ดหนาวยากลำบาก องค์ชายใหญ่ผู้นี้ช่างอาฆาตกว่าข่าวลือที่บ่งบอกเสียอีก

“องค์ชาย กระหม่อมขอไถ่ตัวเองตามกฎของการสงครามพ่ะย่ะค่ะ” ชายฉกรรจ์อีกผู้ที่เงียบมาตลอดกล่าวคำเป็นคนแรก เขาค้าขายผ้าไหม ย่อมเข้าออกเขตต่าง ๆ บ่อยครั้ง ตามกฎของสงคราม สามารถใช้ของมีค่าไถ่ชีวิตผู้คนได้

“แต่นี่ไม่ใช่สงคราม”

“ข้าน้อยขอยกการค้าครึ่งหนึ่งของตระกูลเพื่อแลกกับชีวิตของข้า ขอองค์ชายใหญ่ท่านเมตตา ไว้ชีวิตของข้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าของสิงฉีกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย นับว่ามันฉลาดไม่เบา ตอนแรกสิงเพียงต้องการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลทางการค้าทิ้งไป ส่วนหนึ่งเพื่อเปิดช่องทางการค้าให้กับคนของตนเอง โดยการหาข้ออ้างข้อนี้ และสองคือหาทางลงให้เจ้านางน้อยแลเจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าด้วยเช่นกัน สำหรับเรื่องการลอบสังหารองค์ชายใหญ่เมืองขุนเขา ทั้งหมดถูกเรียกอย่างหยาบ ๆ คือการโยนขี้ให้กับกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ แต่ดูเหมือนว่า พวกมันจะเป็นสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งจริง ๆ

ในฉากหน้าพวกมันถูกองค์ชายใหญ่ยึดการค้าไปครึ่งหนึ่ง แต่การค้าของพวกมันย่อมเป็นการค้าของพวกมัน ทั้งเส้นทาง ทั้งคน ล้วนเป็นของพวกมัน การยกให้เท่ากับเสนอความร่วมมือทางการค้ากับองค์ชายใหญ่ หากองค์ชายใหญ่รับปาก เท่ากับพวกมันมีผู้มีอิทธิพลสนับสนุนอีกหนึ่ง ยังต้องตั้งกลุ่มรวมตัวเกรงกลัวผู้ใดอีกต่อไปหรือ ถึงอย่างไรต้องจ่ายส่วยอยู่แล้ว ก็พาลยกมันให้องค์ชายใหญ่เสีย หากใครไม่พอใจก็ไปถามหาเอาจากองค์ชายใหญ่เองก็แล้วกัน

“พวกเจ้านี่นะ...ได้ ข้าอนุญาตให้เป็นไปตามนั้น”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” แน่นอนว่าทั้งหมดล้วนยื่นขอเสนอเดียวกัน มีเพียงผู้นำไร่ที่เงียบสงบ เขารู้ดีว่าเขาไม่อาจรอดต่อไปได้อีกแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น