ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 50 : โกงการประลอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 875
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    28 ธ.ค. 63

หน่วยหน้ากากดึงดาบออกจากฝัก มุ่งตรงสู่สิงที่ยืนอยู่ เขาคุกเข่าลงชูดาบเหนือหัวให้สิงรับเอาไว้ “แล้วย่ามข้าล่ะ” เขาถาม ก่อนที่หน่วยหน้ากากอีกคนจะหยิบย่ามที่วางเอาไว้มาเสริม สิงหยิบเอาตุ๊กตาดินปั้นออกมา สั่งให้ทั้งสองลงจากเวทีไป ตอนนี้มือซ้ายถือตุ๊กตาดินปั้น มือขวาถือดาบ

“ข้าในนามผู้ปกครองหน้ากาก เอิ้ก.. ชั่วครู่นะท่านผู้กล้า..” สิงปักดาบลงพื้นปัดกลิ่นเหมือนเปรี้ยวในผ้าม่านออกไป หอบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดก่อนจะกล่าวต่อ “ท่านชื่ออะไรนะ โทษที เมื่อกี้ฟังไม่ชัด”

คีวาไม่ได้รีบร้อนอันใด อย่างไรก็ต้องรอผู้คนทุ่มแทงพนันกันเสียก่อนอยู่แล้ว การสนทนาเล็กน้อยยังเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้ “ข้ามีนามว่าคีวา จากเมืองแสงเจ้า ท่านผู้ปกครองหน้ากาก”

“เช่นนั้นเหรอ” สิงใช้นิ้วโป้งจิกสลักลงในหุ่นดินปั้นก่อนจะกล่าวต่อ “ขออภัยด้วย ข้าเป็นพวกชอบเก็บสะสมสิ่งของจากผู้ประลอง ไม่ทราบว่า อืม...ข้าขอเส้นผมของท่านหน่อยได้หรือไม่ ถือว่าเก็บไว้เป็นที่ระลึก”

“ท่านต้องการเล่นตลกอันใดท่านผู้ปกครอง”

“เถอะน่า เอามาเถอะ ก็แค่ผมเส้นเดียว เจ้าไม่รู้หรอกว่าในที่พักข้าเต็มไปด้วยสิ่งของจากคู่ต่อสู้ มันสร้างความประทับใจให้กับข้าเมื่อจ้องมองดูพวกมัน มันช่างมีความสุขที่มองสิ่งของแล้วเห็นใบหน้าก่อนตายของผู้ที่กล้าท้าประลองกับข้า ท่านคิดว่ามันไม่มีความสุขเหรอ? ใบหน้าอันบิดเบี้ยวหวาดกลัวของพวกมัน..หึหึ” สิงหัวเราะออกมาก่อนจะไอสำลัก "ไอ้บ้าเอ๊ย" สิงสบถออกมาเมื่อกลิ่นเหม็นเปรี้ยวนั้นกลับมาอีกครั้ง

คีวาตัดส่งผมของเขาให้ก่อนที่จะจดจ้องมองสิงความแรงอาฆาต “ท่านนำไปเถอะ ทุกครั้งที่ท่านมองเห็นมัน ข้าอยากให้ท่านได้จดจำใบหน้าของผู้ที่ชนะท่านเอาไว้ ท่านจงจดจำใบหน้าของข้า ณ เวลานี้ให้ดี ข้าจะทำให้ท่านไม่มีวันลืม”

“ย่อมแน่นอน ข้าไม่ลืมแน่” สิงรับเอาไว้ พันเข้ากับหุ่นปั้นหัวเราะฮิฮะ ผู้คนรอบข้างจ้องมองสิงดั่งตัวตลกกลางเวที “โอ้ใช่...” สิงหมุนคอไปมาไล่ความเมื่อย “ท่านเกิดวันใดปีใดนะ ข้าจะได้สลักวันเกิดพร้อมวันตายของท่านไว้บนหลุมศพได้อย่างถูกต้อง”

“คืนสิบห้าค่ำเดือนห้าปีหมา” คีวากล่าวตอบห้วน ๆ ด้วยความรำคาญ

“อืม เหมาะกับท่านดี โอเค เสร็จแล้ว เอิ๊ก!” สิงเรอะขึ้นอีกครั้ง กลิ่นเปรี้ยวฉุนตีกันอยู่ภายใต้ผ้าบางจนเขาต้องรีบปัดไล่มันออกไป

“ท่านเล่นตลกเสร็จหรือยังท่านผู้ปกครอง อย่าได้รีรออีกเลย ถึงเวลาแล้ว” เสียงจากรอบข้างโห่ร้องเสริมส่งสนับสนุน สิงรีบยกมือห้ามปรามก่อนที่จะกล่าวกับทั้งหมด

“การที่ข้าเสียเวลาพูดคุยนั้นเพียงต้องการเตือนท่านคีวาเท่านั้น บนลานประลองดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา หากผิดพลาดสังหาร ผู้คนจักได้ไม่กล่าวหาว่าเราไม่ไว้ไมตรี อย่างน้อยตัวข้าได้กล่าวเตือนคู่ต่อสู้แล้ว”

“เราเสียเวลามามากแล้ว ลงมือเถอะ” คีวายืนรอจนรำคาญ ชายเบื้องหน้ากลับพยายามถ่วงเวลา มันยังคิดว่าตัวเองจะรอดจากเขาได้อีกหรือ เขาไม่ทราบหรอกว่าผู้ปกครองนั้นมีความสามารถแค่ไหน แต่เขาทราบว่าตนเองมีความสามารถเพียงไหน คู่ต่อสู้เพียงมีผมสีดำเท่านี้ก็สามารถรับทราบได้ถึงกลิ่นอายแห่งชัยชนะ อีกด้วยมารยาทในงานเลี้ยงที่ยังต่ำทราม คงไต่เต้าขึ้นมาได้จากการเป็นลูกคนใหญ่คนโตในหมู่บ้านเท่านั้นเช่นผู้มีหน้ามีตาทั่วไป แม้แต่กลิ่นอายแห่งความตายยังไม่ปรากฏแม้แต่น้อยเสียด้วยซ้ำ

สิงหันมามองหน้าคีวาพยักหน้ารับ “ได้ ได้ ประกาศเริ่มการประลองได้” สิงลากร่างของตนเองเดินไปยังดาบที่ปักเอาไว้ ใช้ดาบพยุงร่างที่ส่ายโงนเงนให้ยืนมั่นคง คีวาค่อยปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก “อย่าได้โทษว่าข้าล่ะท่านผู้ปกครอง” เขากล่าวคำก่อนที่จะเรียกขวานขนาดยักษ์ขึ้นมา ขวานที่มีสีแดงถูกสร้างขึ้นมาจากพลังเวท บรรจุประสานขวานเข้ากับแขน เปลี่ยนให้แขนกลายเป็นขวานสีแดง ไม่ว่าเหล็กกล้า รวมไปถึงเวทป้องกันทั้งหมดล้วนไร้ค่าเมื่อเจอขวานโลหิตของเขา

เจ้าฟ้าหญิงจ้องมองสิงด้วยความเป็นห่วง จนนางกำนัลหน้าทองต้องกระตุ้นกล่าว “เจ้าฟ้า ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ”

“อืม” นางลุกขึ้น หยิบยกค้อนบนถาดทอง “การประลองเริ่มได้” สิ้นเสียงตีฆ้องที่ตั้งไว้ เสียงดังโม๊งสนั่นหวั่นไหว

คีวาไม่รอช้าพุ่งตัวเข้าหาสิงในทันที สิงได้แต่ถอนหายใจ หยิบตุ๊กตาปั้นขึ้นมาบิดศีรษะ ร่างของคีวาที่กำลังพุ่งตัวอยู่บนอากาศศีรษะกลับถูกหมุนหนึ่งรอบ ลำคอบิดงอ ร่างร่วงลงกับพื้นตกตายในลักษณะนี้ทันที เสียงของผู้คนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานร้องเชียร์กลับเงียบสงบ แม้เข็มตกกระทบพื้นสักเล่มยังคงได้ยิ่ง เหตุการณ์ทั้งอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ยากที่พวกเข้าจะเข้าใจได้ บางคนเพียงยกสุราขึ้นดื่ม ก็ไม่เห็นแล้วว่าคีวาตกตายได้อย่างไร

สิงส่ายศีรษะแล้วลากร่างของตัวเองเดินกลับไปประจำที่ ถึงแม้เขาเดินจนถึงที่นั่งของตัวเองผู้คนยังคงไม่ได้สติกลับมา แม้แต่เจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าเองยังคงงุนงง

“ท่านยังไม่ประกาศอีก” สิงกล่าวกระซิบก่อนจะยกสุราขึ้นประชิดปากกรอกมันลงกระเพาะไป

เหมือนเสียงของสิงปลุกผู้คนให้ตื่นจากภวังค์ พวกเขาเริ่มกล่าวกระซิบกันจนเสียงดังระงมขึ้น การพูดคุยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนัก พวกเขาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มันยากจะเชื่อ นักบู๊ที่สร้างชื่อมานานหลายปีกลับตกตายบนเวทีในชั่วพริบตาโดยหาที่มาไม่ได้ แม้แต่เจ้าฟ้าหญิงยังจ้องมองมายังสิงอย่างไม่อยากเชื่อ

“ข้าขอประกาศว่าผู้ปกครองหน้ากากได้รับชัยชนะ...”

“อ่าใช่ ข้าเป็นเจ้าภาพเรื่องการจัดงานศพเอง อย่าลืมใส่วันเดือนปีเกิดพร้อมทั้งวันตายลงไปด้วยล่ะ” สิงกล่าวสอดแทรกเข้ามาอย่างเสียมารยาทอีกครั้ง ผู้คนมากมายจ้องมองมายังเขาก่อนที่คนจากเมืองแสงเจ้าจะลุกขึ้นกล่าวตำหนิ

“ท่านทำการโกงการประลอง ท่านสั่งให้คนของท่านลอบโจมตีใช่หรือไม่”

สิงกลับยกไหล่ขึ้นลง “เจ้าสามารถตรวจสอบกระแสพลังเวทได้ อย่ามาไร้สาระน่า ผู้คนอยู่เต็มไปหมด ข้าจะลอบโจมตีได้อย่างไร” แน่นอนว่าคำพูดของสิงล้วนเป็นความจริง ลานประลองเวทนั้น ถูกสร้างม่านกักกันพลังเอาไว้เพื่อไม่ให้ผู้ชมสามารถใช้เวทจากภายนอกแถมยังป้องกันไม่ให้เวทจากภายในออกสู่ภายนอกลานประลองได้

“นี่เป็นเพียงลานประลองกำลังกัน ใยต้องสังหารด้วย” ชายอีกผู้ลุกขึ้นกล่าวตำหนิ

“เจ้านี่มันยังไงกันนะ ข้าก็เตือนไปเมื่อไม่กี่ชั่วลมหายใจเมื่อสักครู่ รู้สึกเหมือนมันจะไม่เข้าหูพวกเจ้าเลยหรือยังไงกัน”

“ท่านบอกว่าดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา แต่หาได้เกี่ยวกับเวทมนตร์ไม่ อีกอย่างท่านมีผมสีดำทำไมถึง...”

“เจ้านี่มันโง่เสียจริง เอาเถอะ ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นเป็นบุญตาอีกสักครั้ง ใครไม่พอใจก็ขึ้นมาท้าประลองกับสัตว์อัญเชิญของข้า” สิงกล่าวจบชี้นิ้วไปยังลานประลองก่อนที่ร่างของสายฟ้าแดงจะปรากฏกลางลานประลอง มันคุกเข่าลงคำนับสิงก่อนจะลุกขึ้นผสานมือคำนับผู้คนโดยรอบ “สัตว์อัญเชิญแห่งข้า นามสายฟ้าแดง พวกเจ้าลองรับทราบฝีมือของมันดูก็แล้วกัน เสียเวลาข้าจริง ๆ หากรู้ว่าเจ้านั่นกระจอกถึงเพียงนั้นข้าคงไม่เสียมือลงสนามประลองด้วยตนเองหรอก” สิงกล่าวตัดพ้อออกมาก่อนจะยกสุราใส่ปากอีกแล้ว

ผู้คนกลับจ้องมองสายฟ้าแดงอย่างตกตะลึงอีกครั้ง พวกเขาสามารถสัมผัสถึงพลังเวทที่เอ่อล้นออกมาจากตัวมันได้ สุดที่ใครจะสามารถชนะมันได้เมื่อประลองตัวต่อตัว อย่างน้อยต้องใช้นักบู๊มีชื่อในการเข้ารุมกระหนาบ

“มีไหม ถ้าไม่มีก็หุบปากไป” สิงกล่าวอีกครั้ง ชายผู้หนึ่งหยิบดาบคิดจะชักออกจากฝักแต่กลับถูกชายชราผู้นั่งข้างกายห้ามปรามเอาไว้ ทั้งหมดค่อยนั่งลงอย่างสงบ พูดคุยกันเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งไม่ได้สนใจศพของคีวาที่อยู่กลางลานประลองแม้แต่น้อย สิงแสยะยิ้มก่อนจะกวักมือ สายฟ้าแดงค่อยหายไป

“เรามาสนทนาเรื่องของเราต่อดีหรือไม่เจ้าฟ้าของข้า ตอนนี้หมดพวกก้างขวางคอแล้ว” สิงกล่าวกระซิบหยอกล้อ แต่เจ้าฟ้าหญิงกลับลุกขึ้นเดินไปปลอบโยนสนทนากับผู้คน หากเธอคงอยู่ต่อ คงต้องเสียกิริยาแล้ว ทหารมหาดเล็กเห็นว่าทั้งหมดสงบลง ค่อยมานำร่างของคีวาออกไป

นางกำนัลหน้าทองเดินมานั่งลงที่ด้านหลังของสิงทำทีเป็นเปลี่ยนสุราจัดสำรับอาหารใหม่แต่กล่าวขึ้น “ท่านทำได้อย่างไร”

“ขณะที่พูดกันมันถูกข้าแพร่พิษน่ะ” สิงกล่าวคำ เขาไม่อยากให้ผู้คนระมัดระวังคุณไสยของเขามากจนเกินไป ทั้งหมดจะตั้งแง่กับสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ สู้บอกว่าพวกมันโดนพิษจะเหมาะสมกับสถานการณ์ยิ่งกว่า

“คำกล่าวที่ว่าท่านผู้ปกครองหน้ากากความจริงแล้วเป็นหมอเทวดา ดูแล้วคงจะเป็นจริง” สิงยกไหล่ขึ้นลงเมื่อนางกำนัลหน้าทองกล่าว นางเก็บสำรับเสร็จสิ้นค่อยนั่งลงอย่างสงบกล่าวสืบต่อ “ท่านไม่ควรฆ่ามัน ถึงแม้มันเป็นนักบู๊อันดับสองในเมืองแสงเจ้าแต่กลับมีชื่อเสียงแลบุญคุณกับผู้คนในหนานเจ้าเราอยู่บ้าง มันอาจสร้างความน่ารำคาญเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ท่านได้”

“เจ้าไม่ต้องห่วง เราเดินทางมาที่นี่หาใช่ต้องการอยู่อย่างสงบไม่ การฆ่ามันยังมีข้อดีอยู่บ้าง”

“ข้อดีเรื่องใด”

“เจ้าก็เห็นนิ...ผู้คนทั้งหลายรับรู้แล้วว่าผู้มีผมสีดำแห่งหมู่บ้านขนดำสามารถใช้เวทได้แล้ว”

“แต่ท่านใช้พิษ” นางกำนัลหน้าทองกล่าวพร้อมกับดวงตาที่หดเล็กลงแต่ใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง

“แล้วอย่างไร พวกมันทั้งหมดเห็นว่าข้าใช้เวท” สิงหัวเราะฮิฮะออกมาอย่างสุขสมใจ สถานะของหมู่บ้านขนดำกลับสูงค่ามากกว่าเดิม ยังมีผู้ใดกล้ากล่าวถึงอย่างไม่เคารพอีก ยังมีผู้ใดมิอยากเข้าร่วมอีกหรือ ผู้คนหนึ่งในสิบมีผมสีดำ ทั้งหนุ่มแก่ ทารกชรา พวกเขาจะไม่หวั่นไหวใจหรืออย่างไรกัน สิงได้แต่คิดพร้อมทั้งหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น