ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 49 : เสนอดาบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 877
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    27 ธ.ค. 63

สิงนั่งลงจ้องมองผู้คนทั้งหมดภายในสถานที่จัดงานเลี้ยง ภายใต้งานเลี้ยงกลางแจ้ง ถูกจัดขึ้นบริเวณลานกว้างที่ตรงกลางเป็นลานประลองขนาดเล็กสำหรับใช้ประลองฝีมือของผู้คน น่าแปลกที่คนยุคนี้สมัยนี้กลับชื่นชอบการประลองกำลังซึ่งกันและกัน เปรียบเสมือนการได้อวดโชว์ของมีค่า ยิ่งนักบู๊ของตนสามารถสยบนักบู๊ของฝั่งตรงข้ามได้ยิ่งสร้างชื่อเสียงให้มากกว่าเดิม

แต่สิงนั่งอยู่ได้ไม่นาน มหาดเล็กเฝ้าประตูกลับขานเรียกชื่อบ้านประดับหยกขึ้นมา บัวในชุดขาวไข่มุก ขับเน้นร่างกายโชว์จุดด้อยให้เน้นเด่นขึ้น โดยใช้รอยสักของตนเป็นจุดเด่น เปิดโชว์ร่องรอยสร้อยบัวที่สลักบริเวณเนินอกด้วยผ้าขาวบาง ขับเน้นเนินปทุมถันให้เด่นชัดเต่งตึง เธอมาในชุดที่ถูกตัดแต่งขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ยิ่งเครื่องประดับยิ่งไม่ต้องพูดถึง บัวตั้งใจเลือกสิ่งที่ส่งเสริมความเป็นเธอมากที่สุด ผู้คนมากมายมองคนจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ถึงอย่างนั้น พรหมจรรย์ทางสังคมของเธอที่ถูกทำลายลงไปกลับไม่อาจทำให้หญิงสาวรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด ต้องเข้าใจก่อนว่าก่อนหน้านี้เธอเกือบที่จะตายไปแล้ว และสิ่งที่ผู้คนบอกว่าเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตสิ่งนี้ กลับช่วงชิงชีวิตของเธอกลับคือมา ทำให้เธอได้มองเห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีกครั้ง มุมมองของเธอแลผู้คนทั่วไปในยุคสมัยจึงแตกต่างกัน ด้วยประสบการณ์ที่พบเจอนั้นต่างกันออกไป

บัวมองไปรอบข้าง ทำความเคารพเจ้าบ้าน แล้วมุ่งตรงไปยังสิงที่นั่งอยู่ย่อกายคารวะ “ท่านหมอ จากมาสบายดี” หลังจากจากกันไป นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบหน้ากันในเมืองหนานเจ้า สิงพยักหน้ารับ “สบายดี ท่านเล่าคุณหนู การค้าเป็นเช่นไรมีเป็นหาหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ ล้วนได้ท่านหมอช่วยเหลือ...” บัวนำของสิ่งหนึ่งออกมา กล่องไม้สักทอง ลงรัก สลักเงิน ขลิบด้วยทอง เย็บติดด้วยแผ่นหนัง ยื่นส่งมาเบื้องหน้า แค่ตัวกล่องก็มีราคาค่างวดที่สูงมากแล้ว สิงย่อมรับมาไม่ปฏิเสธ เขาแง้มเปิดเล็กน้อย กลิ่นของสมุนไพรโชยระเบิดออกมาจนฉุนจมูก เลือดลมตีกลับต้องรีบปิดฝามันกลับคืน สิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หญ้าวิญญาณคลุ้มคลั่ง สมุนไพรพิษที่ทำให้ผู้ที่รับประทานมันเข้าไปมีอาการเหมือนถูกวิญญาณเข้าสิง ไม่อาจควบคุมร่างกายได้ชั่วขณะ มันเป็นพิษแห่งพิษ ปรกติสามารถหาซื้อได้ยากในตลาด เพราะมันเกิดขึ้นในถ้ำหินปูน งอกอยู่ในถ้ำหินปูนที่ลึกลงไปใต้ดินหลายเมตร แลยังต้องมีแสงสาดส่องเข้าไปอีกด้วย

สำหรับผู้อื่นมันคือพิษ แต่สิงกลับขอร้องให้บัวใช้ช่องทางของเธอหาให้ ปรกติมันไม่ได้มีราคาแพงเพราะความหายากเพียงอย่างเดียว แต่ที่แพงจริง ๆ เพราะผู้ที่จะเข้าไปเก็บต้องชำนาญเป็นพิเศษ ทนต่อกลิ่นพิษเมามายที่ส่งออกมาได้ มิเช่นนั้นไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้ง เพียงแค่กลิ่นของมันก็หลอกล่อสัตว์ร้ายมากมายเข้าไปหา แล้วใช้กลิ่นในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นให้ค่อย ๆ ตกตายลง ทิ้งซากเอาไว้เป็นปุ๋ยอาหารเพื่อล่อสัต์กินซากเข้ามาอีกต่อหนึ่ง การเดินทางเข้าถ้ำอันมืดมิดเพื่อค้นหาหญ้าเพียงต้นเดียวยังยากสาหัสกว่าการปราบลูกมังกรเพลิงบนภูเขาลาวาเสียอีก วิธีเก็บยังยุ่งยาก ต้องเก็บไว้ในไม้สักทอง ใช้ยางสาปิดช่องทั้งหมดเพื่อไม่ให้มันส่งกลิ่นออกมา ไม่พอ วิธีใช้มันยังยุ่งยากยิ่งกว่าทำให้ไม่มีใครเสี่ยงที่จะเก็บรักษาของที่แทบจะไร้ประโยชน์นี้เอาไว้

แต่สิงทราบดี นี่คือของมีค่าสำหรับนักคุณไสยดำเช่นเขา มันทำให้ผู้ฝึกคุณไสยเวทพัฒนาได้อย่างรวดเร็วขึ้น สิงกล่าวขอบคุณแล้วยื่นส่งไปยังหน่วยหน้ากากด้านหลังให้เก็บรักษาไว้ “ของขวัญเช่นนี้คงลำบากคุณหนูมาก ข้าน้อยไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรเลย” สิงกล่าวด้วยความลำบากใจสร้างบทละครขึ้นมาอีกบท

“เพื่อท่านผู้มีพระคุณ มากกว่านี้ข้าน้อยก็สามารถกระทำได้เจ้าค่ะท่านหมอ” บัวกล่าวตอบอีกครั้ง โดยที่ทั้งสองไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำของพวกเขาอยู่ภายใต้สายตาของผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะหญิงสาวที่นั่งบริเวณที่นั่งบนสุด ร่องรอยความหึงห่วงเจือปนอยู่บนดวงตาเล็กน้อย

ทั้งสองพูดคุยกันอีกสักพักก่อนที่บัวจะขอตัวกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง เมื่อทั้งหมดเห็นว่าบัวสามารถเข้าหาสิงได้ พวกเขาเริ่มขยับตัวบ้าง หยิบของขวัญออกมาจากแขนเสื้อ แต่กลับถูกคำพูดของเจ้าฟ้าหญิงหยุดการกระทำเอาไว้ นางเหลือบตามองสิงอย่างไม่พอใจ ก่อนจะกล่าวกับทั้งหมด

“พวกท่านอย่าได้เสียมารยาท นี่เป็นท่านทูตจากเมืองขุนเขา ซึ่งเป็นแขกของเรา พวกท่านหรือมีสิทธิ์เสียมารยาทเดินเข้ามาใกล้ประชิดตัวได้ หลังจากเลิกงานทิ้งของไว้ที่หน้าวัง เราจะให้คนจัดส่งไปยังที่พักของท่านทูตเอง มิต้องมอบให้ด้วยตนเอง” เมื่อเจ้าฟ้าหญิงยื่นคำขาดทั้งหมดได้แต่เก็บของขวัญเข้าไปในแขนเสื้อ

“เอาล่ะ...” เจ้าฟ้าหญิงลุกขึ้นจ้องมองไปยังสิงพร้อมทั้งกล่าวกับคนทั้งหมด “ท่านทูตเดินทางมาครั้งนี้ผิดที่เมืองหนานเจ้าเราประสบกับปัญหา สร้างความอับอายแก่ท่านทูตนัก ข้าขออภัยท่านด้วยการดื่มสามจอก” เจ้าฟ้าหญิงรินสุราลงไปในแก้ว แล้วชูขึ้นยกดื่มกิน ผู้คนมากมายในงานเลี้ยงย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าภาพกระทำแต่เพียงผู้เดียว พวกเขารีบรินสุราลงแก้วแล้วยกตาม แน่นอนว่าสิงย่อมทำด้วย ถึงแม้รสชาติของสุราที่นี่จะสู้โลกของเขาไม่ได้ การกลั่นยังไม่บริสุทธิ์พอ มีกลิ่นอันแปลกประหลาดของพันธุ์ไม้แลหญ้าดิน แต่ก็ยังถือว่าสามารถแก้ขัดกันไปได้

เมื่อเสร็จสิ้นการกล่าวเปิดงานพร้อมทั้งเริ่มดื่ม นางรำจำนวนมากเริ่มเดินทางเข้ามา พวกนางแต่งชุดผ้ายื่นยาวเบาบางเริ่มเริงระบำเสียงเครื่องประดับของนางรำกระทบกันประกอบกับเครื่องดนตรีที่เริ่มบรรเลงช่างทำให้บรรยากาศครื้นเครงนัก สิงยังคงไม่ดื่มต่ออย่างช้า ๆ เขาไม่มีปัญหาที่จะดื่มสุราให้มากหน่อย แต่ปัญหาคือสุราของที่นี่รสชาติไม่ได้เรื่องจริง ๆ แต่หากไม่ดื่มออกจะเป็นการไม่ให้เกียรติแก่เจ้าภาพมากจนเกินไป เขายกมันขึ้นมาแล้วดื่มลงไปแต่กลับใช้พลังวิญญาณตัดการรับรู้รสออก ก่อนจะแสร้งทำเป็นเมามายเล็กน้อย กล่าวคำสุราดีอย่างแผ่วเบาไม่ขาดปาก

“เจ้าฟ้าท่าน ไม่ทราบว่าข้าขออนุญาตขึ้นไปนั่งสนทนากับท่านที่ด้านข้างได้หรือไม่ นั่งอยู่ที่นี่รู้สึกห่างเหินเหลือเกินไป ข้ามีเรื่องคิดเจรจาบอกกล่าว” เจ้าฟ้าหญิงจ้องมองสิงอย่างไม่พอใจ สูดลมหายใจเข้าระงับจิตใจ สิงยิ่งมายิ่งเสียมารยาทแต่เห็นแก่ที่เมามายแล้วจึงสั่งให้คนจัดตั้งโต๊ะนั่งของสิงขึ้นมาใหม่ เขาลากร่างของตนเองที่เมามายค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งเคียงข้างเจ้าฟ้าหญิง เจ้าฟ้าเองก็ขับไล่ผู้คนออกไป พวกเขาต้องการสนทนาเป็นการลับ แต่เมื่อผู้คนเดินจากไปสิงกล่าวขึ้นมาทันที

“เจ้าฟ้าหญิงของข้า ท่านหึงหวงแล้ว” สิงกระซิบกล่าว ก่อนจะหัวเราะฮิฮะ

“ท่านทูต ท่านเมามายแล้ว” เจ้าฟ้าหญิงยังคงรักษากิริยาท่าทางเช่นปรกติ เธอไม่เหมือนสิงที่มีผ้าขาวบางบดบังใบหน้า ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่แม้จะสนทนากับผู้คนโดยรอบ แต่หางตาต่างเหลือบมองมาทางนี้เพื่อหวังจะได้รับรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม

“ท่านน่าจะทราบดีเกี่ยวกับเรื่องของข้ากับนาง นางเพียงนำสมุนไพรมามอบเพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยชีวิตเท่านั้น ยังคงอย่าได้หึงหวงเลย ใบหน้าของท่านดูงดงามยิ่งกว่า ในยามที่ท่านเป็นปรกติสุข” สิงกล่าวหยอกล้อก่อนจะยกแก้วสุราขึ้น เจ้าฟ้าหญิงถอนหายใจหยิบฉวยแก้วของตัวเองขึ้นเช่นกัน ทั้งสองชนแก้วกันเล็กน้อย

เจ้าฟ้ามองค้อนสิงอีกครั้งก่อนจะกล่าวตัดพ้อ “หลายวันมานี้ท่านไม่มาพบข้าเลย”

“ท่านไม่เรียกหาเราหรือกล้าเข้าพบ”

“ยังมีอันใดที่ท่านมิกล้า”

“มีซิ” สิงวางท่าอย่างมีลับลมคมใน กดเสียงให้ต่ำกว่าเดิม “ข้ามิกล้ามิชื่นชอบท่าน...” แต่เมื่อกำลังจะยิงคำหยอกล้อคำต่อไป ร่ายกลอนบทหนึ่งให้หญิงสาวประทับใจ บริเวณด้านล่างกลับมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาเสียงก่อน ใบหน้าของเจ้าฟ้าหญิงที่พึ่งจะเริ่มแดงละเลื่องดงามกลับถูกเสียงเอะอะโวยวายสะกดข่มให้เธอกลับไปรักษากิริยาท่าทางเช่นก้อนน้ำแข็งสลักอีกครั้ง สิงรีบมองไปยังต้นทางของเสียงทันที ร่างของชายร่างอ้วนกล่าวขึ้นเรียกเสียงโห่ร้องของผู้คน เจ้าผู้นี้น่าชิงชังนัก เขาได้แต่คิด

“เจ้าฟ้าหญิง ในเมื่อจัดงานเลี้ยงที่ดีเช่นนี้ขึ้นมา เหตุใดเรามิจัดการประลองขึ้นเล่า” เขากล่าวเรียกเสียงสนับสนุนจากผู้คนเช่นปรกติ ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าน้อยได้รับทราบมานานแล้วว่าหน่วยหน้ากากนั้นมีความสามารถสูงแต่กลับไม่เคยประสบพบปะเห็นฝีมือที่แท้จริงเป็นบุญตา ในเมื่อท่านผู้ปกครองหน้ากากเดินทางมาด้วยตนเองเช่นนี้ ใยมิลองแสดงฝีมือให้พวกข้าผู้น้อยทั้งหลายได้เป็นบุญตาสักครั้งล่ะขอรับ” หลังจากเขาพูดจบเสียงสนับสนุนจากผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

“ท่านผู้ปกครองหน้ากากเป็นทูตของทางการ จะลงไปประลองเช่นนักบู๊ทั่วไปได้อย่างไร” เจ้าฟ้าหญิงรีบกล่าว

“ย่อมไม่ ย่อมไม่ อะ..ขออภัย ข้าน้อยกล่าวมากความจนเกินไป หวังว่าท่านผู้ปกครองหน้ากากแลเจ้าฟ้าหญิงท่านจะให้อภัย ก็ได้แต่อดถอนหายใจมิได้ที่ต้องจากไปโดยที่มิได้เห็นฝีมือของท่านผู้ปกครองหน้ากาก ข้าล่ะนึกเสียดายแทนผู้คนทั้งหลายเสียจริง  เพียงแต่เจ้าฟ้าหญิงกล่าวเช่นนี้ออกจะเป็นการดูถูกองค์ชายใหญ่ไปด้วยในตัว ได้ข่าวว่าในอดีต องค์ชายใหญ่ในกษัตริย์เมืองขุนเขา เคยรับหน้าที่เป็นทูตตัวแทนกษัตริย์ เจ้าเมืองปาสูท่านจัดเลี้ยงต้อนรับ องค์ชายดำท่านกลับลงเวทีประลอง ท้าทายกับผู้กล้าทั่วหล้าฟ้าปาสู กลับมิมีผู้ใดกล้าลงประลองด้วย วันนี้ผู้ใต้บัญชาของท่านมาถึง ณ เมืองหนานเจ้านี้ ข้ากลับมิได้เห็นเป็นบุญตาอีก น่าเสียดายยิ่งนัก”

“มันเป็นใคร” สิงกระซิบถามเจ้าฟ้าหญิง ตอนนี้หน่วยหน้ากากอยู่ห่างออกไปไม่สามารถสอบถามพวกเขาได้

“มันเป็นคหบดีใหญ่เมืองเรา จัดตั้งกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์เรียกว่าผู้นำไร่ พึ่งผุดเด่นขึ้นมาได้ไม่นาน ยังคงมีความถือดีเย่อหยิ่ง คิดโอ้อวดตน หวังว่าท่านจะให้อภัยที่คนของเมืองข้าเสียมารยาท”

“มิเป็นไร เพียงแต่เหตุใดมันจึงคิดบีบบังคับข้าพเจ้าลงสู่สนามประลอง” สิงกล่าวคำ 

“ข้าไม่อาจทราบได้” เจ้าฟ้าหญิงตอบคำ เธอจ้องมองไปยังผู้นำไร่ก็แปลกใจเช่นกัน แต่เมื่ออยู่ ๆ ชายผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน เดินจนถึงกลางเวที ใบหน้าของเจ้าฟ้าหญิงกลับเขม็งตึงเครียดขึ้น

“ข้าน้อยคีวา เดินทางมาจากเมืองแสงเจ้า ได้ยินชื่อท่านผู้ปกครองหน่วยหน้ากากมานาน ไม่ทราบว่าท่านผู้ปกครองกล้ารับคำท้าประลองของเราหรือไม่” เมื่อเขากล่าวพร้อมโน้มตัวคำนับมาที่สิง ทั้งหมดกลับเงียบลง สูดลมหายใจเข้าโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะจับจ้องมองดูมาที่สิงเป็นตาเดียว

“คีวา หมัดเขวี้ยงขวาน อันดับสองในผู้แข็งแกร่งเมืองแสงเจ้า มันเข้ามาในเมืองเมื่อสองวันก่อน เรารู้ว่าท่านสู้มันได้เพียงแต่ท่านเมามายแล้ว ยังคงให้หน่วยหน้ากากลงมือแทนเถอะ” เจ้าฟ้าหญิงกระซิบบอกพร้อมทั้งกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะพยักหน้าจ้องมองคีวาด้วยความพึงพอใจ แน่นอนย่อมเป็นการแสดงเท่านั้น สิงสำรวจมองผู้คนก่อนจะลุกขึ้น เขาลากตัวเองที่เดินโซเซขึ้นไปยังลานประลอง

“หน่วยหน้ากาก...เสนอดาบ” สิ้นเสียงของสิง เสียงโห่ร้องระเบิดขึ้นทั่วบริเวณ พวกเขากลับไม่คิดว่าสิงจะลงสนามด้วยตนเอง คราแรกยังคิดว่าสิงจะให้หน่วยหน้ากากรับมือ ที่ไหนได้กลับให้หน่วยหน้ากากเสนอดาบให้เขาแทน ปรกติแล้วหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่จะให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ติดตามขึ้นสู้แทน นี่ไม่นับเป็นการเสื่อมเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

203 ความคิดเห็น

  1. #109 book1122 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 12:47
    มันมาก 555
    #109
    0
  2. #76 calamineeee (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 00:50
    ฆ่าทิ้งดีใหม

    เอาให้รู้ว่าไม่ไช่เพื่อนเล่น
    #76
    0
  3. #75 0931120618za (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 22:54
    ค้างจูงเบย
    #75
    0