ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 44 : หาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    21 ธ.ค. 63

“เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า” สิงลากเก้าอี้เข้ามานั่งลงตรงเบื้องหน้าของภารัต “ตามการสืบสวนของหน่วยหน้ากาก เจ้านางน้อยท่านเปลี่ยนจากการไม่พอใจกลับกลายเป็นความโกรธแค้นส่งคนเข้าบุกโจมตีคณะทูตเข่นฆ่าผู้คน เพียงแต่ เท่าที่จารชนของเราส่งข้อมูลทั้งหมดมา ต่อให้เจ้านางน้อยทรงเผ็ดร้อนกว่านี้ ไม่ระวังกิริยากว่านี้ แต่หาได้มีความคิดเป็นคนโหดเหี้ยนเช่นนั้นไม่ ข้าในฐานะผู้ปกครองหน่วยหน้ากากจึงอยากจะทราบว่า เจ้าชายท่าน...ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงข้อนี้หรือไม่”

“ข้าบอกท่านไปแล้วท่านผู้ปกครอง ข้าไม่ทราบเรื่อง” เขาปรับอารมณ์ให้เป็นปรกติพยายามพูดคุยอย่างเป็นปรกติที่สุด

“น่าสนใจ...ช่วงที่จะเกิดเรื่องท่านทำอะไรอยู่” สิงพยักหน้ารับ

“ข้าพักอยู่ในฐานะแขกและทำการติดต่อค้าขายสินค้ากับพ่อค้าแม่ขายที่เดินทางไปมาในเมืองอยู่ตลอดเวลา”

“เช่นนั้นท่านก็เห็นน่ะซิว่ามีกองกำลังหรือทหารรับจ้างเดินทางเข้าออกเมือง”

“ข้าไม่ทราบ วัน ๆ หนึ่ง ข้าต้องพบปะกับผู้คนมากมาย จะให้สังเกตผู้คนทั้งหมดได้อย่างไร” ภารัตถอนหายใจ เขาไม่ทราบจริง ๆ ถึงแม้เวลาส่วนใหญ่เขาติดตามเจ้านางน้อยไปยังสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ต้องทำงาน ช่วงไหนที่เขาต้องทำงานชีวิตก็วุ่นวายไปหมด

“ไม่เป็นไร เชลยที่เราจับตัวเอาไว้ได้พวกมันบอกว่าผู้ว่าจ้างคือเจ้านางน้อย แต่ข้ากลับรู้สึกแปลกใจ มีการขับเคลื่อนเงินทองจำนวนมากในการจ้างทหารรับจ้างกองกำลังใหญ่ การโยกย้ายจับจ่ายเงินครั้งนี้ต้องอยู่ใต้พระเนตรพระกรรณเจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าท่าน และแน่นอนว่าท่านต้องรีบห้ามปรามหรือหยุดความคิดอันไร้สาระนี้เป็นแน่ ดังนั้นเงินที่เจ้านางน้อยจับจ่ายออก ต้องเป็นเม็ดเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากคนนอก ไม่ทราบว่าเจ้าชายท่าน...ทราบเรื่องนี้หรือไม่”

“ข้า...” เจ้าชายภารัตผุดเหงื่อเม็ดโตขึ้นที่หน้าผาก เขาพยักหน้ารับ “มีอยู่วันหนึ่งองค์หญิงเดินทางมาหาข้าเพื่อหยิบยืมเงิน แต่หาได้เป็นเงินก้อนโตอันใด”

“เท่าไหร่ นางบอกท่านหรือไม่ว่าต้องการนำเงินไปทำสิ่งใด”

“ใช่แล้ว” เหมือนเจ้าชายภารัตจำจดบางอย่างได้ เขารีบคิดแล้วกล่าวต่อ “วันนั้นนางเข้ามาหยิบยืมเงินกับข้า ข้ายังแปลกใจอยู่เลยเพราะเป็นใครแรกที่นางเข้าหาข้าเอง นางบอกว่ามีสหายมาจากต่างแดนเดินทางมาหา นางต้องการหยิบยืมเงินเพื่อเลี้ยงรับรองแขกของนาง ข้าก็ไม่กล้าถามว่าทำไมนางถึงไม่ใช้ออกด้วยเงินของตนเอง จึงนำเงินมอบให้นางหนึ่งสิบเหรียญทอง ซึ่งไม่ได้มากมายอันใด” เงินสิบเหรียญทองสามารถทำให้ชาวบ้านธรรมดาอยู่ได้อย่างสบายนับสิบปี เพียงแต่เงินจำนวนนี้ก็ยังไม่มากพอ

“เลี้ยงรับรองสหายผู้หนึ่งกลับใช้ถึงสิบเหรียญทอง แต่เงินเท่านี้ยังไม่อาจจ้างทหารรับจ้างมากมายถึงเพียงนั้นได้” สิงหยุดคิด “แต่ยังสามารถเลี้ยงรับรองอย่างดีแก่ทหารรับจ้างกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งได้ ท่านได้ติดตามไปหรือไม่”

“ข้าไม่กล้า เพียงแต่มีวันหนึ่งที่ข้าไปทำการค้าที่ริมเมือง ข้าเห็นนางเดินทางร่วมกับคนผู้หนึ่ง เขาดูแล้วไม่เหมือนเป็นสหายของเจ้านางน้องเสียเท่าไหร่ แถมเขายังดูแก่ชราไม่เบา เมื่อตัวข้าเข้าไปทัก ชายผู้นั้นก็ขอตัวจากไป”

“ชายชรา...อา เจ้าชายท่านโปรดระวังตัวด้วย ดูเหมือนข้าคงต้องขอความร่วมมือจากท่านบ่อยขึ้น” สิงคิดจะถามต่อแต่ดูเหมือนสายฟ้าแดงแตะสัมผัสตัวเขาเล็กน้อย น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น สิงรีบกระโดดออกจากหน้าต่างที่เปิดไว้ เคลื่อนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าบ้านพักทูตที่เงียบสงบตอนนี้กลับถูกจุดโคมไฟขึ้น สิงไม่รอช้าเดินทางไปยังห้องพัก สายฟ้าแดงคอยรับหน้าอยู่เปิดประตูให้เขาเข้าสวมร่าง

เมื่อจะอ้าปากถาม สายฟ้าแดงหยิบกระดานชนวนที่เขียนข้อความเอาไว้อยู่แล้วขึ้นมาให้สิงได้อ่านก่อน “เจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าต้องการให้ท่านเข้าไปพบ”

“เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจัดการเอง” สายฟ้าแดงพยักหน้ารับ ยกมือทำความเคารพแล้วกลับกลายเป็นหุ่นปั้นเช่นเดิม สิงหยิบสายฟ้าแดงมาใส่ย่ามแล้วเดินออกมา สั่งให้หน่วยหน้ากากอยู่ประจำตำแหน่งอย่าเคลื่อนไหว ส่วนตัวเองติดตามมหาดเล็กออกไป สิงเดินทางติดตามมหาดเล็กไปจนถึงห้องบรรทมของเจ้าฟ้าหญิง ตลอดเส้นทางนางกำนัลแลมหาดเล็กต่างมีสีหน้าท่าทางอันแปลกประหลาด เหมือนพวกเขากำลังกังวลใจสิ่งใดอยู่ เมื่อตอนมาสำรวจสิงไม่ยักเห็น แสดงว่าในเวลาเพียงสั้น ๆ ที่เขาคุยกับเจ้าชายภารัตอาจมีเรื่องเกิดขึ้น หน่วยหน้ากากก็ถูกจำกัดอยู่ภายในพื้นที่ ยากแก่การสืบหาข่าวสาร

“ผู้ปกครองหน่วยหน้ากากมาถึงแล้ว” เสียงนางกำนัลหน้าทองหน้าประตูกล่าว สายตาของเธอจับจ้องมองสิงด้วยความโกรธแค้นที่ไม่อาจปิดได้มิด

“ให้เข้ามา” เจ้าฟ้าหญิงกล่าวคำ ปล่อยให้สิงเดินทางเข้าไปด้วยตนเอง เมื่อเข้าไปกลับพบว่าเจ้าฟ้าหญิงนั่งอยู่กลางห้องด้วยความเย็นชา บนโต๊ะตั้งเอาไว้ด้วยหน้ากากแลกาน้ำชาสำรวจมองสิงที่ก้าวเข้ามา

สิงผสานมือทำความเคารพตามแบบฉบับหนานเจ้า “ไม่ทราบว่าเจ้าฟ้าท่านเรียกข้าพเจ้ามาพบยามวิกาลด้วยเรื่องอันใด”

“ท่านยังจะกล้ากล่าวอีกหรือ” เจ้าฟ้าหญิงผลักหน้ากากไปด้านหน้าเล็กน้อย สิงถือวิสาสะนั่งลงทันที หยิบหน้ากากขึ้นมาสำรวจ หน้ากากที่ถูกผลิตขึ้นมาในแบบฉบับเดียวกับหน่วยหน้ากากไม่มีผิด “เจ้าฟ้าท่านไปได้ของสิงนี้จากที่ใดมา”

“ท่านลองทายดูซิ” สิงยักไหล่ทั้งสองขึ้นลง ถอดหน้ากากของตนเองออกแล้วสวมมันลงไปทดแทน สูดดมกลิ่นอายภายใน แล้วถอดออกก่อนที่จะกล่าว “ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของหน่วยหน้ากาก”

“เช่นนั้นหรือ หน้ากากนี้ถูกผลิตขึ้นมาจากไม้ที่ปลูกขึ้นเฉพาะบริเวณหมู่บ้านขนดำเท่านั้น ต้นไม่ชนิดนี้ไม่อาจงกเงยขึ้นที่อื่นได้ จึงทำให้การแยกแยะหน่วยหน้ากากนั้นง่ายดายขึ้น แต่ท่านกลับบอกว่ามันไม่ใช่ของหน่วยหน้ากาก”

“ถูกต้อง”

“องค์ชาย ท่านจะบอกว่ามันใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่เช่นนี้ไม่ได้ เรามีหลักฐานอยู่เต็มตาแต่ท่านกลับมีเพียงปากเปล่า”

“ข้ายังคงเน้นย้ำคำเดิมว่ามันไม่ใช่ของหน่วยหน้ากาก”

“เพราะเหตุใด”

“เพราะหน่วยหน้ากากรักหน้ากากมากกว่าชีวิต ถ้าหัวไม่หลุดออกจากบ่าหรือตกตาย พวกเขาไม่ยอมทิ้งหน้ากากเอาไว้เป็นแน่ จากการสูดดมของข้ากลับไม่พบกลิ่นของเลือด ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่หน่วยหน้ากากนั้นจะถูกฆ่า มันเพียงจงใจทิ้งร่องรอยเอาไว้ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่หนานเจ้า” สิงกล่าวตอบอย่างจริงจัง เรื่องต้นไม้ที่ใช้ทำหน้ากาก เป็นจริงที่สามารถปลูกขึ้นแลเติบโตที่หมู่บ้านขนดำ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าที่อื่นไม่อาจสร้างสิ่งของเลียนแบบขึ้นมาได้ โลกนี้เต็มไปด้วยพลังอันหลากหลายอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมากล่าวโทษว่าหน่วยหน้ากากเป็นผู้กระทำเพียงเพราะของสิ่งนั้นเป็นสิ่งของที่หน่วยหน้ากากทำแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้

“ลูกเราหายไป”

“เจ้านางน้อยหายไป?” สิงครุ่นคิดแล้วถามต่อ “หายไปในเมือง?”

“นางออกจากเมืองไปแล้วไม่กลับมาอีก หลังจากเราให้ทหารหลวงออกไปตามหากลับพบร่องรอยการต่อสู้ขึ้นพร้อมทั้งหน้ากากที่ทิ้งเอาไว้”

“เพียงเรื่องนี้ท่านก็เชื่อว่าเป็นฝีมือข้า...แล้วองครักษ์ของนางล่ะ”

“องครักษ์ของนางทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับเพื่อจัดการกับท่าน นางจึงใช้เวลานั้นลักลอบออกจากเมืองไป คราแรกข้าก็คิดว่าเป็นการปลุกปั่นของผู้คน เพียงแต่ข้าคิดได้ ท่านคิดได้ ใยผู้ที่คิดจะปลุกปั่นเรื่องนี้จะคิดไม่ได้ ดังนั้นข้าถึงได้คิดว่าอาจเป็นท่านที่ทิ้งหลักฐานเอาไว้เพื่อลบร่องรอยของตัวท่านเองออกไปจากเรื่องราว ท่านมาถึงเพื่อทำการเจรจา ในขณะที่ลูกเราหายไปอาจเพิ่มการต่อรองเรียกร้องความได้เปรียบของท่านเพิ่มขึ้นในการเจรจาได้”

“ท่านคิดมากไปแล้วเจ้าฟ้า ท่านควรทราบว่าหน่วยหน้ากากมีกฎอยู่สองข้อ หน้ากากถูกถอดออก ผู้พบเห็นใบหน้าใต้หน้ากากต้องตาย หรือไม่เขาก็ต้องตกตายเอง นี่เป็นกฎสูงสุดของหน่วยหน้ากาก และเพื่อป้องกันหน่วยหน้ากากจึงสวมใส่หน้ากากเพียงชิ้นเดียวตลอดชีวิต รักษาดั่งชีวิต ไม่มีหน้ากากสำรอง แม้แต่ตัวข้าเองยังต้องซื้อหน้ากากที่ตลาดมาสวมใส่เองเช่นที่ท่านเห็น” สิงชี้ไปยังหน้ากากของตนเอง

“อย่างที่ข้าบอก จะพูดใครมันก็พูดได้” เจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้ากำหมัดแน่น สิงลุกขึ้นเดินไปบริเวณด้านข้างของเธอนั่งคุกเข่าลงจับมือทั้งสองของหญิงสาวที่กำลังสั่นเครือขึ้นมาก่อนที่จะกล่าว “ท่านเชื่อใจข้าเถอะ ข้ามิเคยทำให้ผู้ที่ข้าชื่นชอบเสียใจมาก่อน”

“ในเวลานี้ท่านยังจะกล่าวล้อเล่นอันใดอีก” ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่นางไม่ได้ปฏิเสธการกระทำอันเสียมารยาทของสิงแต่อย่างใด จิตใจของเธอยังคงตกอยู่ภายใต้เมฆหมอกแห่งการวิตกกังวลและร้อนใจ สิงยังคงกล่าวต่อ “ให้ข้าจัดการเรื่องนี้เอง ในเมื่อมันทิ้งหน้ากากเอาไว้ นั่นหมายถึงเป้าหมายของมันคือข้า”

“พวกมันต้องการอะไร”

“เดี๋ยวข้าก็รู้เอง” เมื่อเห็นใบหน้าอันเข้มแข็งของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความกังวลสิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เขาลูบไปที่มือของเจ้าฟ้าหญิงอย่างเสียมารยาทแล้วยกมันขึ้นมาจุมพิตลงไปอย่างบางเบา “มีข้าอยู่ท่านไม่ต้องกังวลอันใด”

“ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร เราพึ่งพบกันเมื่อไม่นานมานี้ ท่านพูดอะไรข้าต้องเชื่องั้นหรือ”

สิงกลับแย้มยิ้มเล็กน้อยพร้อมทั้งส่ายศีรษะ “เจ้าฟ้า ถึงแม้เราท่านพึ่งพบปะพูดคุยกัน แต่ท่านกลับทราบดีว่าเราเป็นคนเช่นไร ข้าขอตัว” หลังจากกล่าวคำ สิงวางมือของเธอลงบนโต๊ะ หยิบหน้ากากของหน่วยหน้ากากขึ้นมาสวม ทิ้งหน้ากากที่ซื้อเอามาไว้ในห้องแล้วจากไป

“มหาดเล็กแลทหารหลวงเปิดทางให้หน่วยหน้ากากออกจากวัง” เจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้ากล่าวไล่หลังสิงที่เดินออกไปในทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น