ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 37 : ห้าในสิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,610
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 160 ครั้ง
    10 ธ.ค. 63

เมื่อเห็นใบหน้าของดำดูแปลกประหลาดชอบกลบัวจึงกล่าวสอบถาม “มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าเจ้าคะ”

สิงปลายตามองเธอ พร้อมทั้งอมยิ้มเล็กน้อย “ไม่มีขอรับคุณหนู เพียงแต่ข้าคงขอตัวก่อน”

บัวรู้สถานการณ์เป็นอย่างดี สิงต้องมีความลับอะไรสักอย่างที่ต้องปรึกษากับลูกน้อง “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าอิ่มแล้วพอดี” พูดเสร็จเธอลุกขึ้นย่อตัวเคารพสิงเล็กน้อยแล้วเดินออกไป เมื่อเธอเดินออกไปหน่วยหน้ากากสามคนเดินออกมาจากมุมห้อง

“ทำไมยังมีจารชนของเราหลงเหลืออยู่ ข้าจำได้ว่าข้าเรียกพวกเขากลับเมืองทั้งหมดแล้วมิใช่หรือ” หมู่บ้านขนดำฝึกจารชนคนกล้าตายเอาไว้มากมาย พวกเขามาในนามพ่อค้า คนท้องถิ่น หรือวิชาชีพต่าง ๆ ออกเดินทางรวบรวมข่าวสารส่งตรงสู่หน่วยหน้ากากด้วยหลายช่องทางต่าง ๆ เพียงแต่ก่อนเกิดเหตุลอบสังหาร องค์ชายดำแสดงความจริงใจโดยการถอนจารชนในเมืองหนานเจ้าทั้งหมดออกไป แต่ใครจะคาด หน่วยหน้ากากคนหนึ่งกลับตอบกลับสิงว่า

จารชนผู้นี้มีนามว่ากาทอง รับหน้าที่หัวหน้าขบวนดูแลข่าวสารที่เมืองหนานเจ้า เป็นหัวหน้าหน่วยจารชนของหนานเจ้าที่แท้จริง เขาสั่งให้ลูกน้องกลับไปส่วนตัวเองต้องอยู่สานต่องานที่คั่งค้างเอาไว้หากเสร็จสิ้นแล้วจะเดินทางจากไป เพียงแต่หลังจากทราบว่าองค์ชายท่านถูกลอบสังหารเขาจึงเก็บตัวลอบสืบข่าวทางหนานเจ้าอยู่ตลอด แม้หน่วยหน้ากากจะไม่ได้เข้ามายังหนานเจ้าแต่ยังมีข่าวสารส่งมาจากเขาเรื่อย ๆ วันนี้คาดว่าที่ปรากฏตัวหน้าตำราชบุตรเขยเพราะทราบระแคะระคายเรื่องบางเรื่องจึงต้องการมาตรวจสอบด้วยตนเองเป็นแน่ เพราะเขาไม่มีลูกน้องจารชนคนอื่นหลงเหลือในเมืองอีกแล้ว

“ตอนนี้เหลือเขาเพียงคนเดียว?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าทราบแล้ว หัวหน้าจารชนเช่นนี้ย่อมมองออกว่าข้ามาถึงหนานเจ้าแล้ว เพียงแต่ว่า...” สิงเงียบไปก่อนที่จะถามขึ้นกับทั้งสาม “พวกเจ้าเห็นว่าเขาเป็นอย่างไร”

“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” หน่วยหน้ากากทราบดีว่าสิงต้องการถามความเห็นเรื่องอะไร หน่วนหน้ากากส่วนใหญ่จะพิจารณาจากความสามารถของผู้คนก่อนนำมาฝึกพิเศษแล้วบรรจุเข้ามา

“อืม...” สิงพยักหน้ารับก่อนที่จะกล่าวต่อ “พวกเจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าข้ากำลังจะโยกย้ายกำลังของตนเองเข้าร่วมกับเมืองขุนเขา ให้พวกเจ้าทั้งหลายกลายเป็นหนึ่งในหน่วยงานราชการ หนึ่งนั้นเพื่อความอยู่รอดของเรา หนึ่งนั้นเพื่อไม่ให้หนานเจ้ายึดครองหน่วยหน้ากากไป ข้าทราบว่าพวกเจ้าบ้างไม่ยินยอม บ้างไม่ยินดี เอาเช่นนี้เถอะ หลังจากนี้ไปข้าจะแบ่งพวกเจ้าออกเป็นสองกลุ่ม หากผู้ใดยินยอมเข้าสู่ราชการข้าจะให้พวกเจ้าเปลี่ยนเป็นหน้ากากทอง ปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งทั้งส่วนตัวและส่วนกลาง ส่วนหากใครไม่ยินยอมข้าก็ไม่ว่าอะไร พวกเจ้าทำหน้าที่เดิม แต่ภารกิจของหน่วยหน้ากากมีมากมายเกินไป ข้าคิดจะฝึกองครักษ์ส่วนตัวขึ้นมากลุ่มหนึ่งทดแทนราชองครักษ์ขนดำชุดเดิม คาดว่าอาซูคงเร่งทำการฝึกราชองครักษ์ชุดใหม่อยู่ จากนี้ไป พวกเจ้ารับหน้าที่สืบหาข่าวแลลอบสังหารก็แล้วกัน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ให้หน่วยหน้ากากเดิมเปลี่ยนเป็นหน้ากากดำแทนหน้ากากไม้ แล้วโยกย้ายจารชนทั้งหมดของเราให้เข้าสู่หน่วยหน้ากาก สวมใส่หน้ากากเงินตีตราสลักหมายเลขเพื่อง่ายต่อการเรียกขาน” แต่เดิมหน่วยหน้ากากทั้งหมดห้าสิบคนมีชื่อเดียวคือหน่วยหน้ากาก เนื่องจากพวกเขาทำงานด้วยความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง สิงตัดสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจของผู้คนในกลุ่มไปทำให้การทำงานทุกคนมีตำแหน่งเทียบเท่ากัน

การทำงานของหน่วยหน้ากากคือ รับภารกิจ จัดตั้งทีมจากหน่วยหน้ากากที่ว่างงาน แล้วทุกคนปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน นำเสนอแผนการที่ดีที่สุด โหวต และแบ่งหน้าที่ปฏิบัติ ไม่มีสูงต่ำ คำสั่งคือทุกสิ่ง ทุกคนต้องพร้อมที่จะยอมรับการตัดสินใจของผู้คนในกลุ่มที่รับภารกิจ ไม่ว่าต้องทำสิ่งใดก็ตาม หน่วยหน้ากากคนนั้น ๆ ต้องปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ทำให้หน่วยหน้ากากกลายเป็นหน่วยที่มีความสามารถสูง จึงมีจำนวนที่น้อยเป็นอย่างมาก แต่กลับเป็นหน่วยที่น่ากลัวหน่วยหนึ่งของเมืองขุนเขา หลังจากนี้ไปสิงต้องการขยายองค์กรเพื่อให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น

ใช้หน่วยหน้ากากทองควบคุมหน่วยข่าวกรองเมืองหลวง ใช้หน้ากากเดิมควบคุมหน่วยหน้ากากเงิน แล้วใช้หน่วยหน้ากากเงินควบคุมจารชนหมู่บ้านขนดำอีกทอดหนึ่ง เพียงแต่หลังจากนี้คงไม่อาจจัดตั้งการทำงานเช่นเดิมได้ ต้องมีขั้นบัญชาการ ขั้นสั่งการ ไม่มีอิสระเช่นเดิม “ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยน” เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนจมอยู่ในความเงียบสิงจึงกล่าวทำลายบรรยากาศ

“เรียกจารชนทั้งหมดเข้าประจำที่ แล้วให้กาทองมาอยู่ข้างกายข้าเถอะ จารชนเช่นนี้ย่อมหาทางหนีทีไล่ได้ดี บางพื้นที่ข้าไม่อาจพาพวกเจ้าเข้าไปได้ เมื่อพวกเราเข้ามาในเมืองทุกอย่างจะถูกสืบค้น นำกาทองมาอยู่ข้างกายข้าในฐานะราชองครักษ์จะทำให้เขาปลอดภัยขึ้นมาอีกขั้น”

“ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

.

ทางด้านหน่วยหน้ากากที่ยังไม่ได้เข้าเมือง พวกเขาลักลอบเข้าไปยังพื้นที่ไร้ผู้คน ทั้งหกคนขยับขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วไร้ซุ่มเสียง ดั่งสายลมพัดบนต้นหญ้า เงียบเฉียบแลแผ่วเบา เมื่อเท้าแตะกับร่องรอยกำแพงเมือง ก็ดีดตัวลอยขึ้นไปหาช่องแตกร้าวเพื่อให้เท้าสะกิดเกาะกระโดดขึ้นไปได้อีก ท่าร่างทั้งหมดอยู่ในสายตาของหน่วยหน้ากากที่เหลือ พวกเขาเดินทางโดยใช้ท่าทางลักษณะเดิมอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เหมือนดั่งการฉายภาพซ้ำ ๆ เมื่อขึ้นมาชั้นบนสุดได้ คนแรกจ้องมองระวังภัยโดยรอบ เมื่อคนที่สองขึ้นมารับหน้าที่แทน ผู้ที่คอยระวังภัยคนแรกถึงสามารถจากไปได้ แลเรียกหาพื้นที่ซ่อนตัวเข้ากับผู้คนอย่างแนบเนียน

เพียงแต่เมื่อคนสุดท้ายแตะขึ้นมาบนกำแพงเมือง และทั้งสามคนกลุ่มสุดท้ายกำลังจะจากไป ที่เบื้องหน้ากลับปรากฏชายหนุ่มกำลังคาบใบหญ้าอ่อนขบเคี้ยวแย้มยิ้มเดินเข้ามาประสานมือทำความเคารพ

“เคยได้ยินชื่อหน่วยหน้ากากมานาน วันนี้ได้เห็นกับตา นับว่าสมคำร่ำลือ”

หน่วยหน้ากากทั้งสามพยักหน้าให้กันแล้วถอยร่นไปเล็กน้อย เตรียมตัวกระโดดกลับออกไปหรือแยกย้ายกระจายออก เพียงแต่ชายหนุ่มไม่มีทีท่าจะกักขังพวกเขาแม้แต่น้อย

“พวกท่านไม่ต้องห่วง ตัวข้าเขียวเสีย ดวงตาเหนือฟ้า นายกองผู้คุ้มกันกำแพงเมืองรับคำสั่งจากผู้บัญชาการขอเรียนเชิญท่านทั้งสามร่วมดื่มชาสนทนาเป็นแขกที่กรมเมืองสักวัน”

“ขออภัย หน่วยหน้ากากมีภารกิจรัดตัว ไม่อาจตอบรับคำเชิญของท่านผู้บัญชาการหัวหน้าท่านได้” แม้ผู้ตอบคำจะอยู่เบื้องหน้า แต่เขียวเสียกลับขนลุกซู่ เสียงของหน่วยหน้ากากเบื้องหน้าเหมือนกำลังกระซิบอยู่ข้างหูของเขาอย่างไรอย่างนั้น

“ขอตัว” สิ้นคำหน่วยหน้ากากทั้งสามพุ่งแยกย้ายกันออกไป แต่เมื่อขยับร่างไปได้ไม่นานกลับพบว่าผิดท่า พวกเขาถูกล้อมเอาไว้แล้ว “มารเพ็งจิต” หน่วยหน้ากากที่กล่าวคำทีแรกเริ่มใช้เวทของตนเอง หน่วยหน้ากากทั้งสองคนมองมาอย่างขัดใจ การใช้เวทในพื้นที่เมืองอาจทำให้พวกผู้มีความสามารถตื่นตัวได้ แต่เท้าไม่หยุดวิ่ง

“พวกท่านไปก่อน” เขากล่าวคำแล้วทั้งสองก็วิ่งออกไปเหมือนผู้คนไม่อาจมองเห็นพวกเขา นั่นเป็นเพราะทุกคนมองไม่เห็นจริง ๆ แม้แต่เขียวเสียยังรู้สึกแปลกประหลาด เขาไม่รอช้าชักดาบออกมาจากข้างเอวพุ่งเข้าใส่หน่วยหน้ากากผู้ร่ายเวททันที

หน่วยหน้ากากขยับเท้าแยกออกหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ยกมือทั้งสองขึ้นตั้งท่าหนึ่งบนหนึ่งล่าง แบมือออกเตรียมปะทะ มารเพ็งจิต เวทประจำตัวที่ทำให้ผู้คนรอบข้างมองไม่เห็นใครนอกจากผู้ที่ใช้เวท นับเป็นเวทก่อกวนที่มีประสิทธิภาพสูงมากในสงคราม ผู้คนที่มองไม่เห็นว่าใครเป็นใครฟาดฟันมั่วซั่วทำให้ตกตายกันไปเอง เพียงแต่นี่ไม่ใช่ในสงคราม หัวหน้าหน่วยย่อยรับรู้เป็นอย่างดีสั่งให้ทหารรักษาเมืองขยับตัวเข้าหาหน่วยหน้ากากผู้นั้นอย่างระวัง

เมื่อเขียวเสียตีดาบฟาดฟันลง หน่วยหน้ากากบิดตัวปล่อยให้ดาบเลื่อนผ่านร่างของตนเองไป ใช้มือซ้ายกระแทกข้อมือของเขียวเสีย ตามด้วยมือขวาผลักไปบริเวณศีรษะ เขียวเสียเห็นว่าผิดท่า ใช้ท่าวีรบุรุษสละข้อมือ ปล่อยอาวุธให้ถูกกระแทกไป ยกมือทั้งสองขึ้นมาป้องกันที่ศีรษะ แต่มือของหน่วยหน้ากากเหมือนดั่งอสรพิษ มันแหวกไหว้เปลี่ยนจากศีรษะเป็นหน้าอกอย่างรวดเร็ว กระแทกเขียวเสียจนลอยละลิ้วไปบนอากาศ หน่วยหน้ากากไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย สะกิดเท้าตามติด หมุนตัวกลางอากาศ ฟาดส้นเท้าเข้าไปยังจุดเดิม เพียงแต่ว่า

เขียวเสียไม่ได้มีดีแค่ชื่อ เมื่อทราบว่าผิดท่า กลับใช้ท่าทิ้งตัวลงพื้น หลบเลี่ยงการฟาดปะทะจากส้นเท้ากลางอากาศได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตัวหน่วยหน้ากากเองเห็นว่าท่าเท้าของตนเองไม่ประสบความสำเร็จ จึงดีดตัวออกมาใช้เท้ากวาดเตะหอกจากทหารรักษาเมืองที่ทิ่มแทงเข้ามาด้านหลังจนแตกหักออกเป็นสองท่อน หมุนตัวอีกครั้งข้ามไปยังด้านหลังของทหารรักษาเมืองทั้งหมด แต่เมื่อจะวิ่งหลบหนีออกไป อยู่ ๆ เสียงแหวกอากาศกลับดังไล่หลังมาติด ๆ เขาตัดสินใจทิ้งตัวให้ล้มลงสไลด์ไปด้านหลัง หลบหอกที่พุ่งเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว

“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม” เสียงตบมือช้า ๆ ดังขึ้นมาทั่วบริเวณ สร้างความหนักอึ้งภายในจิตใจให้กับหน่วยหน้ากากผู้นี้ไม่เบา ใบหน้าภายใต้หน้ากากของเขาเคร่งขรึมเขียวคล้ำขึ้น

“หน่วยหน้ากากสมคำร่ำลือ นับว่ามิมีคนธรรมดาเลยสักคนเดียวจริง ๆ ” ทหารรักษาเมืองเดินเปิดช่องทางเล็ก ๆ ให้เจ้าของเสียงเดินเข้ามา ชายฉกรรจ์แย้มยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นเดียวเดินมาอย่างเชื่องช้าแต่ในสายตาของหน่วยหน้ากากท่าร่างของชายฉกรรจ์ผู้นี้กลับรวดเร็วนัก

เมื่อเขาหยุดตบมือขยับมือเล็กน้อย หน่วยหน้ากากต้องรีบสะกิดเท้าหลบอีกครั้ง เมื่อหอกพุ่งย้อนกลับมา มุ่งตรงไปยังมือของชายฉกรรจ์ผู้นั้น

“ข้าเขียวจ้าง ผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองหนานเจ้า ขอทราบนามผู้สูงส่ง”

เมื่อเห็นผู้มาเอ่ยตามมารยาท สุดที่เขาจะเสียมารยาทได้ หน่วยหน้ากากจึงคำนับโค้งตัวกล่าวคำ “ผู้น้อยหน่วยหน้ากากสังกัดหมู่บ้านขนดำ ไม่มีชื่อแซ่หรือต้นตระกูล”

“โอ้ เป็นเช่นนั้น เมื่อท่านมาแล้ว ข้าก็อยากจะเชิญท่านไปดื่มชาเป็นเพื่อนที่กรมเมืองสักเล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านหน่วยหน้ากากสังกัดหมู่บ้านขนดำ ไม่มีชื่อแซ่หรือตระกูลท่านนี้จะยอมให้เกียรติข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่”

“หากข้าไม่ยินยอม?”

“หน่วยหน้ากากเช่นท่านควรจะให้เกียรติเจ้าบ้านสักหน่อย ถึงอย่างไรองค์ชายใหญ่ท่านก็จักเป็นราชบุตรเขยในเจ้าฟ้าหญิงเมืองหนานเจ้าเราในอีกไม่นานนี้แล้ว” เสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของหน่วยหน้ากากอีกครั้ง ชายชราคนเดิมที่เคยปรากฏตัวขึ้นที่หน้าตึกราชบุตรเขยปรากฏตัว ตอนนี้ที่ด้านข้างของเขาทั้งสองข้างเองก็ปรากฏชายหนุ่มที่ปิดตายกสุราขึ้นชูให้ด้วยรอยยิ้ม ฉายาปีศาจสุราเส่ง อีกด้านกลับมีเทพสตรีกระบี่ทองคำกุหลาบหิน ห้าในสิบผู้แข็งแกร่งเมืองหนานเจ้ารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 160 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

203 ความคิดเห็น

  1. #63 baimon2003 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 16:15
    รอตอนต่อไปครับ
    #63
    0