ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 26 : เสียพรหมจรรย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,263
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 255 ครั้ง
    27 พ.ย. 63

ร่างแห่งเทพประทับ ร่างชายหนุ่มในชุดสีขาวไร้ซึ่งเส้นผม ดวงตาฉายส่องแสงสีทอง ออร่าปรากฏล้วนทำให้ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง ปีกสีขาวทั้งสี่ข้างกางออกอย่างสง่างามข่มความงามทั่วทั้งโลกหล้า ส่งให้ร่างของเทพล่องลอยอยู่บนอากาศไม่ขยับเคลื่อนไหว ถึงแม้จะเรียกว่าเทพแต่ความเป็นจริงแล้วเหมือนดั่งต้นไม้โบราณ พวกเขาถูกอัญเชิญมาช่วยในการต่อสู้ โดยแลกกับของบางสิ่ง ครั้งนี้สิงไม่อาจแลกด้วยวิญญาณหรือแลกด้วยร่างของต้นไม้โบราณได้ เขาจึงใช้กรรมดีในการอัญเชิญเทพขึ้นมาแทน กรรมดีในการช่วยเหลือผู้คน

“จู่โจมมัน” สิงชี้นิ้วสั่ง ร่างแห่งเทพไม่รอช้า เขายกชูมือขึ้นบนฟ้าก่อนที่หอกแสงสีทองจะปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ ร่างแห่งเทพปามันไปยังสฟิงซ์ในกรงขังทันที สฟิงซ์เองก็รับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันพยายามดิ้นรน แต่เมื่อมันขยับตัว มือของสิงยิ่งกำแน่น

เขากำมือซ้ายขึ้น มือขวาอ้าออกดันไปด้านหน้า ใช้สมาธิควบคุมร่างในกรงเงา ทุกคราที่มันขยับร่างกาย มือของเขาเหมือนถูกของแข็งกระทบ ต้องอ้าออกเล็กน้อย ต้องพยายามใช้พละกำลังในการบีบกลับมันเข้าไปดังเดิม ตอนนี้ไม่เหมือนดั่งอดีต พลังวิญญาณของเขามีเพียงสิบส่วนเมื่อเทียบกับกาลก่อน ถึงแม้ได้วิญญาณจำนวนมากเข้ามาแลกเปลี่ยน แต่อย่างไรเสียก็ไม่อาจเทียบเท่าอดีตที่เขาสะสมพลังวิญญาณอย่างจริงจังนับห้าสิบหกสิบปีได้ หากเขาไม่ใช้พลังวิญญาณส่วนใหญ่เพื่อยืดชีวิตของตนเองให้ตกตายช้าที่สุด เพียงปีศาจหน้าตาประหลาดเพียงตัวเดียวไม่อาจทำสิ่งใดกับเขาได้

“แตก!” เมื่อเสียงเปล่งออกจากปาก หอกสีทองปะทะเข้ากับกรงเงาเสียบแทงจนทะลุไปอีกด้านปักตรึงร่างของสฟิงซ์กับพื้น เสียงกู่ร้องด้วยความเจ็บปวดของมันดังขึ้นจนสภาวะจิตใจของผู้ที่ได้ยินสั่นไหว เลือดสีแดงฉานของมันไหลทะลักออกมาจนเต็มพื้น แต่ถึงอย่างนั้นแก่นพลังเวทปีศาจตนนี้ก็ยังไม่สงบ มันพยายามดิ้นรนอีกครั้งแต่กลับเบาแรงกว่าเดิม สิงเห็นว่าได้เปรียบจึงกำชับมือซ้ายแน่นกว่าเดิม ตัวสฟิงซ์ได้แต่ยอมจำนน มันหมอบตัวลงปล่อยให้กรงเงาบีบอัดร่างของมันอย่างยินยอม แต่ปากก็ไม่วายที่จะกล่าวคำอาฆาต

“เจ้ามนุษย์ ยามใดที่ข้าสามารถสลัดตัวตนได้ เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้เจ้าอัญเชิญเทพเจ้าลงมาช่วยมากกว่านี้ ก็หาคณามือข้าไม่” สิงเพียงยิ้มไม่ตอบคำ เขาพยักหน้าให้กับร่างเทพที่บินอยู่อีกครั้ง มันยกชูมือสร้างหอกขึ้นมาอีกเล่มแล้วปาไปยังร่างของสฟิงซ์ที่หมอบอยู่ในกรงทันที เสียงร้องโหยหวนของมันดังขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งปากที่หอบหายใจอย่างรวยริน

“เจ้าพูดว่าอะไรนะเมื่อกี้ ข้าไม่ค่อยได้ยิน ไหนลองพูดใหม่ซิ๊” สิงกล่าวหยอกล้อโดยทันที เมื่อเห็นว่ามันไม่ตอบคำแต่ยังส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาถึง สิงพยักหน้าให้กับร่างเทพอีกครา หอกเล่มที่สามถูกส่งออกไปปักเข้ายังร่างของสฟิงซ์จนมันชักดิ้นชักงอ

“เจ้าไม่อาจฆ่าข้า หากเจ้าฆ่าข้านางจักตายไปด้วย” สฟิงซ์พยายามกล่าวห้ามปรามเมื่อเห็นหอกเล่มที่สี่ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

“ต่อให้ข้าไม่ฆ่าเจ้า สุดท้ายเจ้าก็ฆ่านางอยู่ดี” สิ้นคำของสิง หอกเล่มที่สี่ถูกปาออกไป เสียบเข้าที่ชายโครงของสฟิงซ์ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวเกินกว่าจะบิดเบี้ยวใด ปากของมันพ่นฟองน้ำลายที่เต็มไปด้วยเลือด ดวงตาแดงก่ำแข็งค้าง ร่างที่ชักดิ้นชักงอกลับแน่นิ่งไปกับที่

เมื่อร่างเทพสร้างหอกเล่มที่ห้าขึ้นมาสิงรีบห้ามปรามเขาทันที เขาสั่งสลายร่างเทพเมื่อเห็นว่าไม่มีความจำเป็นแล้ว ทุกโองการที่ใช่ล้วนต้องแลกเปลี่ยน โองการเทพ โอกางมาร ล้วนเป็นโองการที่สิ้นเปลือง แต่กลับใช้ออกมาได้ง่ายที่สุดไม่ต้องปวดหัวตามหาวัตถุในการแลกเปลี่ยน

“ไม่ต้องมาแกล้งตาย” สิงเดินไปยังร่างของหญิงสาวน้ำแข็งในตอนแรกที่นอนอยู่อีกฝั่ง แต่คำพูดกลับมอบให้กับสฟิงซ์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ “อย่างมากเจ้าก็แค่จำศีลสะสมพลังเพื่อรอวันกำเนิดเกิดใหม่”

“เจ้ามนุษย์ สุดท้ายเจ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้” มันหัวเราะออกมาอย่างอ่อนแรง

“ถูกต้อง เจ้ายังมีประโยชน์ ไม่ซิ โชคดีที่เจ้ามากำเนิดในตระกูลใหญ่ หากเป็นตระกูลธรรมดาข้าคงนำเจ้าของร่างไปเลี้ยงไว้เพื่อรอเจ้าก่อกำเนิดแล้วนำเจ้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงอีกที ใครจะคาดคิดว่าแก่นเวทปีศาจที่หาได้ยากจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเช่นนี้ น่าเสียดายที่นางไม่ใช่คนธรรมดา”

“เหอะ” สฟิงซ์ส่งเสียงออกมาแล้วกลายร่างเป็นรูปสลักน้ำแข็งทันที ก่อนที่สิงจะลืมตาขึ้น รอบข้างเปลี่ยนไปกลายเป็นปรกติ ร่างของหญิงสาวน้ำแข็งกลับกลายเป็นร่างเนื้อธรรมดาแล้ว

เธอขยับเปลือกตาเล็กน้อย สิงรีบปล่อยมือออกจากศีรษะเธอทันทีแล้วนั่งลงปั้นหน้าอันน่าเชื่อถือกล่าวถาม “คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว”

“ที่นี่..” เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจที่ตนเองสามารถพูดได้ ก่อนที่จะตกใจอีกครั้งที่ตัวเองยกมือขึ้นมาได้ ขณะกำลังจะลุกขึ้นสิงรีบห้ามเธอเอาไว้

“ท่านป่วยมาหลายวัน อย่าพึ่งขยับตัวดีที่สุด” สิงถอนหายใจแล้วหันไปเรียกคหบดีอ้วนที่รอฟังข่าวอยู่ด้านนอกเข้ามา เมื่อเห็นว่าบุตรีหายเป็นปรกติ เจ้าบ้านทั้งสองต่างโถมเข้าหาสอบถามอาการของลูกสาว ผู้เป็นแม่ร่ำไห้ออกมาด้วยความยินดี คหบดีกุมมือของสิงเอาไว้ ก่อนที่จะกล่าวถาม

“ท่านหมอ นางหายดีแล้วงั้นหรือขอรับ”

สิงถอนหายใจ ร่ายมนตร์อีกเล็กน้อยขยับปลายนิ้วโป้งเบาๆ ถูกนิ้วตัวเองเข้ากับมือของคหบดีอ้วน “ยังขอรับท่านอ้วน ลูกสาวของท่านเพียงถูกขจัดพลังชั่วคราวเท่านั้น แก่นพลังเวทของคุณหนูมันเติบโตผิดปรกติ ยากแก่การรักษา เพียงแต่ว่าไม่ใช่ไม่มีทางรักษาเอาเสียเลย แต่....เอ่อคือ....” สิงกล่าวอ้ำๆ อึ้งๆ แต่เมื่อบอกว่ามีทางรักษา มีหรือทั้งสามที่รับฟังจะไม่ยินยอมอยากรู้อยากเห็น เป็นคุณหนูประจำบ้านกล่าวขึ้นมาเป็นคนแรก เธอทนทรมานกับมันมานานแล้วจริงๆ

“โปรดบอกเถอะเจ้าค่ะท่านหมอ”

“เฮ้อ” สิงถอนหายใจก่อนที่จะกล่าวต่อ “วิธีนี้ออกจะลำบาก เนื่องด้วยอาจทำให้พรหมจรรย์ของคุณหนูท่านแปดเปื้อน”

“หมายความว่ายังไงกัน”

สิงยังคงถอนหายใจด้วยความลำบากเช่นเคย “เนื่องด้วยเวทเหมันต์ปะทุทำร้ายจากภายในครั้งนี้ความเป็นจริงแล้วมันคือ แก่นเวทปีศาจ ประเภทเหมันต์” ตามความเชื่อของคนในปัจจุบัน แก่นเวทปีศาจไม่อาจพบได้โดยง่าย ผู้ที่มีมันอยู่ล้วนรอคอยวันตายเท่านั้น พวกเขาจะกลายเป็นร่างสถิตของปีศาจ เมื่อค้นพบเจอหากไม่ถูกฆ่าก่อนก็จะตกตายอย่างทรมานจากการถูกปีศาจกัดกินยึดร่าง

“ไม่จริงน่า หมอเวทบอกไว้ว่า นาง...”

“นางเพียงมีพลังเวทมากเกินไป ทำให้แก่นเวทเติบโตผิดปรกติจนหันกลับมาทำร้ายตน” สิงตอบคำ เขาหันไปมองหญิงสาวอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ “นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง นางเป็นจอมเวทพลังสูงที่ยากจะหาได้ผู้หนึ่งแลยังมีแก่นเวทปีศาจในกายอีกด้วย แก่่นเวทที่เติบโตผิดปรกตินั้นคือแก่นเวทปีศาจ”

“นาง....” ก่อนที่ทุกคนจะได้พูดอะไรคหบดีอ้วนรีบกล่าวก่อน “ท่านบอกว่าลูกข้ามีทางรักษา”

“ถูกต้อง แต่ข้าไม่ทราบว่าคุณหนูท่านจะแบกรับไหวหรือไม่”

“ลองบอกมาเถอะเจ้าค่ะท่านหมอ” หญิงสาวเป็นผู้กล่าวขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ว่าทางไหนก็ต้องตายแน่นอนอยู่แล้ว นางเป็นผู้มีความรู้ เคยกราบอาจารย์มาบ้าง ด้วยเงินทองที่ครอบครัวมี ทำให้ไม่ยากนักที่หญิงสาวเช่นเธอจะสามารถรับการเล่าเรียน แก่นเวทปีศาจเองเธอก็เคยได้ยินมาบ้าง บนโลกนี้ยังไม่มีผู้มีแก่นเวทใดมีจุดจบที่ดีมาก่อน แต่เมื่อมีคนบอกว่าสามารถรักษาได้ก็ควรลองรับฟังดู ยิ่งเป็นหมอวิเศษเช่นสิงแล้วยิ่งควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

“แก่นเวทปีศาจนั้นตัวข้าได้รับการสั่งสอนมาจากอาจารย์ ข้าไม่อาจรักษามันให้หายขาดได้ แต่ข้าทำการผนึกพลังของมันไว้ได้ เราสามารถกักขังการเจริญเติบโตของมันเอาไว้เพื่อไม่ให้มันทำร้ายถึงจุดชีวิตของคุณหนู เพียงแต่ว่าการจะผนึกพลังของแก่นเวทนั้นได้ ข้าต้องทำการสักอักขระโบราณบนร่างของหนูท่าน”

“สักอักขระบนร่างข้า?” เธอมองสิงอย่างไม่เข้าใจว่ามันทำให้เธอเสื่อมเสียพรหมจรรย์ตรงไหน แต่คำพูดถัดมาของสิงทำเอาใบหน้าของเธอแข็งค้าง แม้แต่คนอื่นๆ ที่ได้รับฟังยังต้องอ้าปากค้างอย่างยากจะรับได้

“ใช่ขอรับคุณหนู สักอักขระลงบนร่างท่าน ในทุกจุด” สิงมองสำรวจร่างของหญิงสาวทั่วทั้งร่างก่อนที่จะเกาศีรษะอย่างช่วยไม่ได้

“นี่มัน”

“โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและท้องน้อยของท่าน ที่นั่นต้องทำการสักอักขระสร้างรูปร่างของมาเป็นภาพขนาดใหญ่ มันคงดูไม่งามเท่าไหร่หากว่าท่านต้อง เอ่อ....หากว่าท่านต้องแต่งออกไป อาจทำให้เกิดการเสียเกียรติหรืออับอายต่อสามีในอนาคตของท่านได้ ข้าจึงต้องการถามความสมัครใจของคุณหนูและเจ้าบ้านทั้งสองท่านเสียก่อน” สิงกล่าวก่อนที่จะขอตัวออกมาเพื่อให้ทั้งสามได้ปรึกษาหารือกัน หากเป็นยุคใหม่ที่สิงจากมามันคงไม่ใช่ปัญหา แต่ในยุคนี้มีเพียงชายฉกรรจ์หยาบกร้านกับพวกทาสแลพวกขี้ครอกเท่านั้นที่มีรอยสักตามตัว หากหญิงสาวคิดจะสักตัว คงต้องแบกรับความเสื่อมเสียในชื่อเสียงแล้ว สิงถอนให้ใจออกมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 255 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #102 book1122 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 00:13
    555555
    #102
    0
  2. #42 Redeye69 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 14:02

    ขอบคุณครับไรท์
    #42
    1
    • #42-1 (จากตอนที่ 26)
      27 พฤศจิกายน 2563 / 14:56
      ครับผม
      #42-1
  3. #41 masukusang (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 / 13:04
    ชื่อตอนน่าอ่านมาก อ่านแปบ...
    #41
    0