ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 22 : หลอมปั้นควายธนู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 265 ครั้ง
    22 พ.ย. 63

อันว่าอวิชชานั้นไร้ซึ่งพุทธคุณ มีแต่โชคอันร้ายแรงหาได้มีคุณแก่ตัว การจะใช้ต้องยอมที่จะแลกเปลี่ยนซึ่งสิ่งที่มีอยู่อย่างเท่าเทียม ต่างจากวิชชาที่ยิ่งเรียนรู้ยิ่งเพิ่มพูน ดั่งจะเห็นได้ว่าผู้ใช้อวิชชาล้วนต้องศึกษาวิชชาเพื่อให้หักล้างกัน หากเปรียบวิชชาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต อวิชชากลับเป็นไฟเผาผลาญวิญญา

ควายธนูเองก็แบ่งเป็นสองสาย หากคิดจะปลุกเสกมันด้วยอวิชชา ต้องเลี้ยงมันด้วยพลังวิญญาณ แลผู้ที่มีพลังวิญญาณไม่แกร่งกล้าพอมันจักเกิดเป็นภัยแก่ผู้เลี้ยงดู หากต้องการเลี้ยงให้เป็นคุณ ควรปลุกเสกด้วยวิชชาสายพุทธธรรม เน้นปกป้องดูแลป้องกันภยันตรายแก่ตัว แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สำหรับสิง

สิงสั่งให้เจ้าของร้านนำเตาเผายามาวางไว้ในห้องส่วนตัวที่เช่าเอาไว้ด้านหลังโรงพักม้า ก่อนที่ฟ้าจะมืดลง เขาไม่รอช้านำเขาควายศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่ได้มาโยนลงไปทันที เขานักขัดสมาธิ นำหม้อดินเผาที่กักขังวิญญาณออกมาวางเอาไว้ที่เบื้องหน้าก่อนที่จะหลับตาลง วางข่ายอาคมโดยแลกเปลี่ยนด้วยวิญญาณภายในหม้อให้เป็นพลังคุ้มกัน แล้วใช้พลังวิญญาณของตนเองจุดเป็นไฟเผาไปยังเตาเผายาทันที

บริเวณหน้าอกของสิงกระเพื่อมขึ้นลง ลมหายใจขาดห้วงเป็นจังหวะ แต่วิญญาณภายในกลับวิ่งหมดวนด้วยความรวดเร็วเพื่อเสียดสีสร้างความร้อน ไม่นานเตาเผายาค่อยๆ ปรากฏควันที่มองไม่เห็นลอยฟุ้งออกมา กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ชวนอาเจียนกระจายไปทั่ว แต่หาได้ส่งผลกับสิ่งมีชีวิตไม่ ผู้ที่สามารถรับรู้ถึงมันได้มีเพียงสิ่งที่ไร้ชีวิตแล้วเท่านั้น แต่กระนั้นเองใช่ว่าสิ่งมีชีวิตจะไม่ได้รับผลกระทบ ดวงวิญญาณของพวกมันค่อยๆ ถูกทำร้ายทำให้บอบบางทางภูมิคุ้มกัน

เหงื่อเม็ดโป้งของสิงค่อยๆ ไหลจากหน้าผากหยดลงจากคางสู่มือที่ตั้งรองเอาไว้ สิงถึงได้นับว่า “หนึ่ง” ภายในใจ เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ แล้วคำว่า “สอง” ก็ดังขึ้นมาภายในห้วงสมาธิของเขาอีกครั้ง

ภายในเตาเผายา เขาควายศักดิ์สิทธิ์กรีดร้องไม่เป็นภาษาทำเอาผู้คนที่กำลังหลับใหลฝันร้ายถึงสิ่งที่ไม่อยากเห็น พวกเขาตกใจสะดุ้งตื่นจนไม่อาจข่มตานอนหลับได้อย่างสงบใจแต่กลับไม่มีผู้ใดทราบถึงความผิดปรกติแม้แต่น้อย พวกเขายังคงปลอบใจตนเองแล้วพยายามที่จะข่มตานอนลงไปต่อ

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จากคืนสู่วัน ผู้คนล้วนไม่พบเหตุแปลกประหลาดอันใด ก่อนที่วันจะกลับสู่คืนอีกครั้ง เสียงร้องระงมของสัตว์เลี้ยงเริ่มที่จะทำให้ผู้คนแปลกประหลาดใจ แม่ไก่ที่มักออกไข่เป็นกระจำกลับตกตายยกเล้า ม้าวัวแตกตื่นจนไม่อาจข่มใจได้ ผู้คนภายในเมืองเริ่มเอะใจถึงความอัปมงคลเหล่านี้ ก่อนที่คำว่า “พัน” จะถูกกล่าวขึ้นมาภายใต้สมาธิอันแน่นิ่งของสิง เขาลืมตาขึ้นมองพร้อมทั้งไฟวิญญาณที่ดับลง เตาเผายาค่อยๆ ปริแตก เขาควายศักดิ์สิทธิ์ถูกวิญญาณร้ายเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าธุลี

สิงเองไม่รอช้า เมื่อเตาเผายาพังทลายลง สิงดึงมีดงาช้างออกจากฝัก กรีดไปยังข้อแขนตัวเองปล่อยให้เลือดผสมผสานกับเถ้าธุลีนั้นเพื่อให้มันจับตัวกันเป็นก้อนในทันที

บทสวดพระเวทถูกร่ายออกมาจากปากไม่ขาดสาย ทุกๆ หยดของเลือดกระทบกับเถ้าธุลีล้วนส่งเสียงซู่ซ่าเหมือนกับเสียงหยดน้ำลงบ้านน้ำมันเดือด ไม่นานเขาก็ถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะนั่งลงทำกรรมฐานอีกครั้งเพื่อปรับลมหายใจ

รุ่งเช้าที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นเกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้คนในตลาดต่างพูดคุยกันถึงความอัปมงคลที่เกิดขึ้นเมื่อยามมืด บ้างก็ว่าเป็นลางร้ายถึงเมืองแตก บ้างก็ว่าจะเกิดคดีฆ่าฟันครั้งใหญ่ บ้างก็เล่าลือว่าองค์ชายใหญ่ที่ถูกลอบโจมตีนั้นเสียชีวิต

สิงลืมตาตื่นขึ้นด้วยความเหนื่อยอ่อน เขาต้องขอบคุณวิญญาณผียักษ์ที่จับมาในตอนแรก หากไม่ได้มันตัวเขาคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันในการฟื้นคืนร่างกายให้สมบูรณ์ การสูบวิญญาณจากวิญญาณร้ายนั้นช่วยได้มากจริงๆ

“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ถึงแม้จะประคองตัวอย่างยากลำบากแต่เขาก็ต้องลุกขึ้น สิงมุ่งตรงไปยังก้อนสีดำกลางเตาเผายาที่ตอนนี้มีลักษณะเหมือนกับดินเหนียว เขานำมีดมาตัดผมของตัวเองเล็กน้อย ตัดเล็บของตนเองอีกหน่อยก่อนที่จะบดขยี้ทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกัน ปั้นออกมาเป็นรูปควายสีดำอันคุ้นตา

ก่อนจะนำสายสิญจน์มาพันธนาร่างของควายธนูตัวนี้ไว้ “สงสัยคงต้องรอหน่วยหน้ากากกลับมาก่อน” เขาได้แต่ถอนหายใจ ควายธนูตนนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มันได้ร่างมาแล้ว ขาดแต่วิญญาณ

“ช่างมัน หาอะไรกินก่อนดีกว่า หิวแล้ว” สิงส่ายศีรษะเบาๆ เดินไปหยิบย่าม จับหม้อดินเผาใส่ลงไปพร้อมทั้งร่างของควายธนูแล้วเดินออกจากห้องไป แต่เมื่อเดินออกไปถึงลานจุดพักม้า สิงกลับพบผู้คนที่แสดงถึงความอ่อนล้านั่งกระจัดกระจาย บ้างหลับ บ้างตื่นอยู่เต็มไปหมด

“ท่านเจ้าของร้าน”

“ขอรับนายท่าน” แม้แต่เจ้าของร้านเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

“ข้าอยากให้ท่านทำความสะอาดห้องพักให้หน่อย เป็นข้าผิดเอง เมื่อคืนไม่รู้เพราะเหตุใด ข้ากลั่นยาเอาไว้แต่ปรากฏว่าเตาเผายาที่พึ่งซื้อมาใหม่เมื่อวานกลับปริแตกออก สงสัยข้าคงจะพลาดเรื่องการควบคุมไฟ ยังไงก็ขอรบกวนท่านเจ้าของร้านด้วย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น” สิงแย้มยิ้มออกมาเช่นทุกที “ไม่ต้องห่วง”

“แน่นอนขอรับ เฮ้อ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเหตุเภทภัยอันใดขึ้น ข้าเองก็คิดว่าที่นายท่านปรุงยาพลาดอาจเป็นเพราะเหตุเภทภัยเมื่อคืนก็เป็นได้”

“คงเป็นเช่นนั้น” สิงตอบรับแล้วเดินออกจากร้านไปยังตลาดทันที

เขาหาร้านอาหารจับจ้องที่นั่ง สั่งอาหารสองสามอย่างแล้วรับฟังข่าวสารอย่างเงียบๆ ตอนนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่หรือเขาเต็มไปหมด พวกพ่อค้าต่างต้องการฟังทิศทางลมต่างๆ หากมีสงครามภายในเกิดขึ้น พวกเขาจะได้โยกย้ายสินค้าหรือกักตุนสินค้าได้ถูกต้อง รวมไปถึงการค้าขายสิ่งของบางอย่างในช่วงสงครามจะมีราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย ด้วยเหตุนี้การข่าวของพ่อค้าจึงค่อนข้างแม่นยำราวกับข่าวของทางการ แต่มันน่าเสียดายตรงที่ว่าในความแม่นยำนั้นย่อมมีความไม่แม่นยำสูงด้วยเช่นกัน กล่าวคือ พวกเขาจะพูดทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จพร้อมๆ กันเพื่อตัดกำลังคู่แข่ง หากคุณวิเคราะห์ข่าวได้ไม่ดีพ่อก็เป็นได้เพียงหมูที่รอโดนเชือดในตลาดเหล่านี้เท่านั้น

“ข้าขอนั่งด้วยได้หรือไม่” สิงที่ยกชามน้ำซุปไก่ขึ้นมาดื่มต้องชะงักไป เขาเงยหน้าของไปมองชายร่างใหญ่ในชุดทหารเกราะเกล็ดปลาสีทอง ขลิบไว้ด้วยผ้าไหมสีแดงที่แบ่งเป็นเกราะอีกชั้นดูสวยงาม

ผู้คนภายในร้านเหมือนจะพบถึงความแปลกประหลาด ทหารมากมายต่างค่อยๆ ทยอยเดินเข้ามาภายในร้านอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาสวมด้วยชุดเกราะเต็มยศ ทั้งหมวกทั้งเกราะเต็มไปด้วยคราบของฝุ่นควัน มองปราดเดียวสามารถทราบได้ว่าพวกเขาเร่งเดินทางมาตลอดทั้งคืน ฝ่าฝุ่นควันมากมาย และชุดที่พวกเขาสวมใส่อยู่คือชุดของทหารแนวหน้าแห่งชายแดนใต้ สังกัดหน่วยสิ้นสงคราม ใต้บัญชาการ พยัคฆ์ทักษิณ แม่ทัพใหญ่แห่งเมืองชายแดน

“แน่นอน ข้าไม่เคยห้ามท่านได้อยู่แล้ว” สิงกล่าวอย่างอารมณ์เสียทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 265 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

203 ความคิดเห็น