ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 14 : สังหารสิ้น (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,031
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 304 ครั้ง
    5 ก.พ. 64

“ลูกพี่ หลังเขาลูกนี้ก็เจอพวกมันแล้วขอรับ” ชายในชุดเกราะเหล็กเผ่าสัตว์ป่าหน้าขนทองแดงเร่งฝีเท้าม้ามุ่งตรงมายังด้านหน้าสุดของขบวน แต่คนที่เขากล่าวว่าลูกพี่กลับไม่ตอบคำ เธอจ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าเพื่อมองดูท้องฟ้าที่กำลังจะลาลับไปเรื่อย ๆ เสียงเดินทัพของพวกเธออาจจะสร้างความแตกตื่นให้กับพวกพ่อค้าเร่ได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ตอนนี้ต้องรีบเร่งเดินทางให้ไวที่สุด เนื่องจากทางการเมืองขุนเขาเริ่มออกสืบหาพวกเธอแล้ว ทางนายจ้างเองก็ส่งข่าวมาแล้วด้วยว่าองค์ชายใหญ่ที่ถูกพวกเธอเข้าโจมตีแลตรวจสอบไปว่าตกตาย ฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ หน่วยหน้ากากของเขาก็ถูกเรียกตัวออกมาทำงานทั้งหมด กองกำลังขนดำเองก็เตรียมกำลังเคลื่อนที่เร็วพร้อมรบได้ทุกเมื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างบีบคั้นเธอในทุกด้าน

“บ้าเอ๊ย ไอ้เวรตะไลนั่น” เธอสบถออกมา ญ่าญิง รับค่าจ้างจากทางหนานเจ้ามาเพียงเพื่อขับไล่กองกำลังขององค์ชายดำเท่านั้น เธอไม่คาดคิดว่ากองกำลังผสมที่เข้ามาร่วมกันรับภารกิจ กลับรับงานซ้อน นั่นคือฆ่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาและสร้างเรื่องให้กับเธอ แต่เมื่อฆ่าแล้วก็ถือว่าฆ่าแล้วกัน ทั้งหมดแบ่งเงินค่าจ้างแล้วแยกย้าย แต่เมื่อกำลังจะหลบหนี ทางกองกำลังที่เหลือรอดครึ่งหนึ่งกลับถูกสังหารโดยทหารหลวงเมืองขุนเขา พวกเธอต้องดูแลทหารที่บาดเจ็บจากการรบทำให้รอดพ้นวิกฤตในครั้งนี้มาได้ แต่นั่นทำให้สถานการณ์ตอนนี้เหมือนถูกตัดหางปล่อยวัด สิ้นแล้วซึ่งหนทางรอดใด ๆ ทางผู้ว่าจ้างหลังจากแจ้งข่าวเสร็จก็หายไปดั่งสายลม โชคยังดีตอนที่หน่วยลาดตระเวนสำรวจพื้นที่แล้วพบเข้ากับขบวนพ่อค้าเร่ขนาดใหญ่พอดิบพอดี

ตามหลักกองกำลังทหารรับจ้างจะไม่เข้าปล้นพวกพ่อค้าขบวนเร่ เพราะพวกเขาล้วนเป็นแหล่งรายได้ระยะยาว พวกพ่อค้าเร่นี่แหละคือนายจ้างที่แท้จริงของทหารรับจ้างในยุคนี้ แต่หากไม่โจมตีในวันนี้พวกเธอคงทำได้เพียงงอมืองอเท้ารอคอยความตายเท่านั้น

ญ่าญิงเปิดหน้ากากเหล็กขึ้นมาปรากฏใบหน้าของหญิงสาวเรียวยาว ผิวแทน มีม่านตาสีเหลืองดั่งพยัคฆ์ เธอคือหญิงสาวเผ่าสมิงพยัคฆ์ แต่การสงครามทำให้เธอสูญเสียหางอันเป็นเอกลักษณ์ไป ประกอบการสวมใส่หมวกหน้ากากเต็มใบตลอดเวลา จึงทำให้ผู้คนภายนอกคิดว่าเธอเป็นเผ่ามนุษย์ที่นำกำลังทหารเผ่าสัตว์ทั้งหลาย

“ราวิก เจ้าจงไปบอกคนของเราว่าไม่เจรจา ลงมือสังหารทันที อย่าปล่อยให้มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว” โจรมาเพื่อปล้น แต่พวกเธอมาเพื่อสังหาร เพื่อความปลอดภัยจะปล่อยให้ใครรอดไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว

“รับคำสั่ง!” เสียงเป่าปากดังขึ้น ฝูงม้าแยกออกเป็นทาง ราวิกไม่รอช้าหันหัวม้ากลับป่าวประกาศโดยทันที การเป็นเผ่าสัตว์ของเขาทำให้มีเสียงคลื่นความถี่ที่ดีกว่าผู้คนเผ่าอื่น ๆ ราวิกส่งเสียงไม่เบาไม่ดังมากแต่กลับได้ยินโดยทั่วกันตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายขบวน

ทหารรับจ้างทั้งหมดแยกออกเป็นสามสายแล้วมุ่งตรงไปยังขบวนพ่อค้าเร่อย่างหิวกระหาย ทุกการกระทำตกอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยหน้ากากและสิงที่จ้องมองการกระทำอยู่บนที่สูงตลอดเวลาตั้งแต่การเข้าโจมตีและการตั้งรับของผู้คุ้มกันขบวนพ่อค้า

สิงจ้องมองไปยังหัวหน้ากลุ่มของทหารรับจ้าง เขาคลับคล้ายคลับคลาเธออยู่บ้าง เมื่อพยายามนึกคิดดูถึงได้คิดออก เธอเป็นคนที่สามารถต่อกรกับเขาได้เป็นอย่างดีเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดช่องว่างให้เกิดการลอบสังหารขึ้น

“ฝีมือเธอคนนี้ไม่เบา มีข้อมูลไหม” สิงยิ้มขึ้นแล้วหันไปมองหน่วยหน้ากากที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง

“พ่ะย่ะค่ะ” หน่วยหน้ากากนายนี้ขยับมือเล็กน้อย ก่อนที่จะดีดนิ้วแล้วข้อมูลทั้งหมดของเธอก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แม้แต่ตัวสิงเองยังแปลกใจ พวกมันเหนือล้ำอย่างกับโฮโลแกรมในหนังไซไฟ

รูปพร้อมทั้งประวัติคร่าว ๆ แสดงขึ้นมาอย่างชัดเจน รวมถึงภารกิจที่ได้รับจากคนที่พวกเขาสามารถรวบรวมข้อมูลมาได้ “ข้าไม่แปลกใจเลยที่เธอสามารถต่อกรกับข้าได้ถึงขนาดนั้น ถึงแม้เธอจะใช้พลังทั้งหมดที่เธอมีเพื่อต่อกรกับข้าก็ตามที” สิงสะบัดแขนเบา ๆ ข้อความโฮโลแกรมนั้นก็หายไป

“สั่งการลงไปว่าหน่วยหน้ากากจะไม่ทำการแทรกแซงอะไรทั้งสิ้น พวกมันอยากทำอะไรให้ทำ แล้วแบ่งหน่วยหน้ากากที่ถนัดการติดตามที่สุด ลอบติดตามพวกมันไป”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“อีกเรื่องที่ข้าอยากทราบ พวกไหนรับหน้าที่คุ้มกันขบวนพ่อค้าเร่”

“นักบุญไม่ยิ้มแห่งเผ่าทมิฬพ่ะย่ะค่ะ”

“อ่า งานหนักซะแล้วซิ เธอจะทำยังไงกันนะ” เขายิ้มขึ้นอย่างรอคอยก่อนที่ภาพเบื้องหน้าเริ่มปรากฏการเคลื่อนพลของผู้คุ้มกันขบวนพ่อค้าแล้ว พวกเขาวางแนวรับอย่างรวดเร็ว นักรบส่วนใหญ่เป็นคนของเผ่าทมิฬ ชายในชุดเสื้อคลุมสีขาวขลิบดำปักลวดลายดอกไม้สีแดงแซมดำยืนอยู่ตรงกลางของผู้คุ้มกันทั้งยี่สิบคน ชายผู้นั้นย่อมเป็นนักบุญไม่ยิ้ม

สิงเห็นได้ชัดเจนเลยว่านักบุญไม่ยิ้มเพียงจ้องมองทิศทางการมาของทหารรับจ้างโดยไม่รู้สึกอินังขังขอบใดๆ

นักบุญไม่ยิ้มยืนอยู่ท่ามกลางนักรบประจำเผ่า เขาเป็นถึงรองหัวหน้าเผ่าทมิฬลำดับที่สี่ ครานี้ได้รับภารกิจจากหัวหน้าเผ่าเป็นการจ้างวานจากพ่อค้ากลุ่มใหญ่ แน่นอนว่าเผ่าทมิฬถนัดการต่อสู้ในป่าเป็นที่สุด พวกเขาตอบรับโดยทันที เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่พวกเขาจะได้จากการค้าเองก็มากมายเช่นกัน มีของป่าต่าง ๆ ของชนเผ่าถูกขนมาเพื่อให้พ่อค้าเหล่านี้ช่วยขายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนอีกด้วย

“ท่านนักบุญขอรับ พวกมันเป็นทหารม้าทั้งหมด” ชายหนุ่มที่เคยเข้ามาคุยกับตะวันคุกเข่าลงข้างหนึ่งใช้มือทาบอกกล่าว

“ทหารม้างั้นเหรอ ทราบเผ่าหรือไม่”

“ไม่ขอรับ พวกเรายิงธนูเจรจาแล้วแต่พวกมันไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย”

“หึ” เขาทุบกำปั้นกับฝ่ามือก่อนที่จะป่าวประกาศ “สร้างกำแพงดิน ผู้ใช้เวทพืชรักษาหน้าดินเอาไว้ อย่าให้พวกมันนำม้าเข้ามาได้ ผู้ใช้เวทไฟถอยไปซุ่มโจมตีเสีย ผู้ใช้เวทเสริมสร้างล้วนติดตามข้าหลบหลังกำแพงดิน” เขาโบกมืออีกครั้ง “ล้วนนำพวกมันลงมาสู้บนพื้น”

“ย่า!” เสียงร้องแปลกประหลาดดังขึ้นโดยพร้อมกัน ทุกคนต่างทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของตน เวทดินถูกเรียกใช้งานเปลี่ยนภูมิประเทศอันราบเรียบให้กลายเป็นกำแพงดินเล็ก ๆ เมื่อกำแพงดินเสร็จสิ้นกลับปรากฏรากไม้จำนวนมากขึ้นมาเกาะกุมพวกมันเอาไว้ แถมรากไม้เหล่านั้นกลับสร้างหนามแหลมขึ้นมา ถึงแม้ไม่อาจทำร้ายถึงชีวิตแต่หากใช้ในการสกัดกั้นขีดขวางล้วนเกินพอ ยิ่งเป็นทหารม้าที่เสียเปรียบเมื่อรบในป่า เจอสิ่งกีดขวางจำนวนมาก อย่างไรเสียต้องยอมสละม้าลงมา เหล่านักรบคนอื่น ๆ นำมีดออกมากรีดไปที่ข้อแขนของตัวเอง ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำขึ้นมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงถูกเรียกว่าเผ่าทมิฬ

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสียงอันดังกึกก้องของทหารม้าดังขึ้นจนได้ยินกันอย่างชัดเจน เผ่าทมิฬไม่รอช้าพุ่งตัวเข้าหลบหลังกำแพงพร้อมทั้งกำอาวุธในมือจนแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน

“ฆ่า!” เสียงร่ำร้องดังขึ้นมาด้านหน้า ดวงตาของพวกเขาก็แดงฉานจนกลายเป็นสีดำประกายโลหิตโถมทะยานออกไปดั่งลูกธนูทันทีเพื่อปะทะกับกองกำลังทหารม้าโดยทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 304 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #10 Redeye69 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 22:15

    ขอบคุณครับ
    #10
    0