ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้นแห่งจุดจบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 502 ครั้ง
    23 พ.ย. 63

เสียงร้องของเด็กตัวน้อยดังขึ้นจนทั่วพระราชวัง ร่างของชายหนุ่มในชุดสีสันสดใสที่เดินไปมาอย่างร้อนใจกลับปรากฏร่องรอยแห่งความดีใจขึ้นบนใบหน้าของเขา จากวังอันแสนเงียบสงบเริ่มมีเสียงพูดคุยดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงตะโกนด้วยความยินดีปรีดายิ่งมายิ่งดังขึ้นไปอีก ถึงอย่างนั้นใบหน้าของชายในชุดสีสันสดใสนั้นก็ไม่อาจแย้มยิ้มได้อย่างเต็มที่ ดวงตาสีดำของเขายังเต็มไปด้วยความกังวลอย่างไม่อาจปกปิดได้ เสียงภายในห้องเบื้องหน้าที่เขาเดินวนเวียนคอยปกป้องรักษาอยู่เริ่มที่จะวุ่นวายขึ้นมากกว่าเดิม เขามองไม่เห็นด้านในเพียงแต่หูอันปราดเปรียวเรียวยาวของเขากลับสามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจน ร่องรอยของเหงื่อเริ่มผุดแล้วไหลตามเรือนผมสีทองของตัวเขา ไม่นานหลังจากเสียงร้องของเด็กเงียบสงบไปประตูห้องจึงได้เปิดขึ้น

หญิงสาวในชุดสีขาวเดินออกมาคุกเข่าเบื้องหน้าพร้อมทั้งยกชูทารกน้อยที่ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยผ้าขนหนูราคาแพงเท่าที่โลกนี้จะหามาได้ขึ้นเหนือศีรษะเบื้องหน้าชายหนุ่ม

“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะองค์ราชา พระราชโอรสแข็งแรงดี”

“อ่า ข้า...” มือไม้ของเขาสั่นเล็กน้อยพร้อมทั้งยื่นไปยังใบหน้าของเด็กน้อยที่ตอนนี้กำลังนอนอย่างแน่นิ่งทำเอาชายหนุ่มทั้งอยากสัมผัสและไม่กล้าสัมผัสกับร่างกายอันบอบบางของเขา “ข้าได้บุตรชายจริงๆ”

“เพียงแต่ว่า...”

“เพียงแต่อะไร” อยู่ๆ ใบหน้าของชายหนุ่มกลับซีดสลดลงมา “ผมของพระราชโอรสเป็นสีดำพ่ะย่ะค่ะ”

.

กลางชุมชนอันแออัดกลับปรากฏผู้คนเดินทางอย่างไม่ขาดสาย พวกเขามีเป้าหมายเดียวที่ต้องการจะเดินทางเข้าไป คือบ้านเก่าหลังนั้น บ้านเก่าที่ตั้งอยู่ ณ กลางชุมชนแออัด หากมองจากภาพถ่ายดาวเทียมมันไม่ต่างจากบ้านธรรมดากลางชุมชนธรรมดาๆแม้แต่น้อย แต่หากให้โหราจารย์หรือหมอผีทั่วราชอาณาจักรได้ดูเส้นทางการเดินแต่ละเส้นทางพวกเขาจะเห็นได้ชัดเจน ว่าสิ่งที่อยู่ตรงกลางนั้นถูกปกป้องเอาไว้ด้วยข่ายอาคม ข่ายอาคมที่ใช้เส้นทางในชุมชนเป็นการเขียน และใช้ทางหลวงรอบข้างเป็นการสะกดอาคมลงไปอีกชั้น เหมือนดั่งกำแพงสองชั้นที่คอยป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ในเวลานั้นเองก็ส่งเสริมชะตาเมืองภายในไปด้วย อย่าได้ดูถูกชุมชนแออัดแห่งนี้เชียว ที่นี่เต็มไปด้วยนักเลงและนักธุรกิจมืดที่ทรงอิทธิพล พวกเขาไม่ใช่สิ่งที่คนภายนอกสามารถเข้ามาสัมผัสได้ง่ายๆ เมื่อก้าวแรกที่คุณสัมผัสเข้าไปในชุมชน ผู้คนจะมองคุณดั่งศัตรูแต่หากก้าวต่อไปของคุณสามารถก้าวไปได้อย่างง่ายดายแล้วละก็เขาจะกลับกลายเป็นมิตรต่อคุณ

เพียงแต่วันนี้ผู้คนกลับมากมายกว่าปรกติ เพราะว่าเจ้าของบ้านศูนย์กลางของผู้คนในชุมชน ศูนย์กลางของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด กำลังตกอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต

“ท่านอาจารย์” ลูกศิษย์ลูกหาต่างเดินทางมานั่งกราบไหว้ บ้านเก่าแก่หลังนี้ไม่แม้แต่จะเปิดประตูหรือเปิดหน้าต่าง บรรยากาศวังเวงผิดปรกติอยู่มาก ก่อนที่หน้าต่างจะเปิดออกช้าๆ มืออันเหี่ยวเฉาแทบจะเหลือแต่กระดูกเอื้อมมือออกมาโบกสะบัดเบาๆ ก่อนที่เสียงกล่าวของเขาจะดังขึ้นมาอย่างแหบพร่าไร้กำลัง “พวกมึงกลับไปเถิด วาระของกูมาถึงแล้ว พวกมึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาส่งผู้ชราแบบกูหรอก”

“อาจารย์ อาจารย์” เสียงร่ำร้องแหกปากยิ่งมายิ่งดังขึ้น มือของผู้ชราค่อยๆ ปิดงับหน้าต่างลง ภายในห้องยังคงเหลือไว้เพียงชายชราในชุดขาวอีกคนที่นั่งอยู่อย่างเงียบๆ เขาจ้องมองมายังชายชราชุดดำที่พึ่งยื่นมือออกไปทักทายเหล่าลูกศิษย์

“มาแล้วเหรอ” ชายชราชุดดำกล่าวเบาๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราต่อสู้กันมาตั้งแต่เด็กจนโต สุดท้ายแกจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้” ชายชราชุดขาวกล่าวคำ

“คิดว่างั้นเหรอ” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ “สุดท้ายแล้วเราทั้งสองต่างพ่ายแพ้ทั้งนั้น พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา” เขาค่อยๆ เอื้อมมือขว้าสิ่งที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า “ไม่มีใครเอาชนะเวลาได้ เพียงแต่ข้าแพ้ก่อนแกเท่านั้น”

“เหอะ นั่นก็นับเป็นข้าชนะไม่ใช่เหรอ” เขายกชาที่วางอยู่ขึ้นมาจิบเบาๆ “เพราะข้าสามารถอยู่รอดจนเจ้าตกตายลงไปก่อนได้”

“ถ้าคิดในมุมมองนั้นแกก็ชนะจริงๆนั่นแหละ ใครที่อยู่ได้นานกว่ามักเป็นผู้ชนะเสมอ” เขาเอียงศีรษะไปมองคู่แค้นของตัวเองช้าๆ พวกเขาจ้องมองกันอย่างจริงจังเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่ชายชราชุดดำจะกล่าวถาม “แกจะทำอะไรกับที่นี่ล่ะอนัน”

อนันยกไหล่ขึ้นพร้อมทั้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะเปลี่ยนชุมชนนี่ให้เป็นสิ่งที่มันควรจะเป็น ความจริงมันควรเปลี่ยนเป็นชุมชนสมัยใหม่ที่ปลอดภัยและสะอาดตาได้แล้ว หากไม่เพราะมีแกอยู่ ที่นี่คงเจริญรุ่งเรืองไปนานแล้วล่ะ”

ชายชราชุดดำมองไปที่อนันอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างเยาะเย้ยออกมา “แก่จนจะลงโลงอยู่แล้วยังเชื่อน้ำคำสวยหรูของพวกนักการเมืองบ้าอำนาจเหล่านั้นอีก”

“มันก็เรื่องของข้าหรือเปล่าวะ” อนันยิ้มตอบแล้ววางแก้วชาลงอย่างเบามือ แม้จะเกิดการโต้เถียงแต่วาระสุดท้ายของชีวิตศัตรูคู่แค้นทั้งสองกลับไม่ได้ใส่อารมณ์โต้เถียงเช่นอดีตอีก “แกคิดว่าตายแล้วจะไปไหน” อนันถามขึ้น

“ไปไหนเหรอ นั่นซิ แกลองตายไปก่อนแล้วมาบอกข้าดีไหมวะ” เขาหัวเราะออกมาก่อนที่จะไอออกมาอย่างเจ็บปวดปานจะขาดใจในทันที

“ถ้านรกสวรรค์มีจริงแกคงตกนรกนั่นแหละไอ้สิง” อนันยิ้มเยาะ

“แล้วแกคิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นสวรรค์เหรอ” สิงยิ้มขึ้นมาก่อนที่จะหลับตาลงแล้วจากไปด้วยลักษณะนี้ อนันถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาโบกสะบัดมือเล็กน้อย ร่างของสิงค่อยๆ ถูกจัดเรียงใหม่ ศัตรูคู่แค้นของเขาจากไปแล้ว แถมจากไปอย่างสงบกว่าที่คิด เมื่ออนันห่มผ้าให้กับเขา ที่ด้านหลังก่อเกิดประตูมิติขึ้น เขาหันมามองใบหน้าของคู่แค้นคนสุดท้ายในชีวิตอีกครั้งก่อนที่จะก้าวเข้าประตูมิติกลับไป

.

ความมืดเข้าครอบงำ ความเงียบสงบจนเกินกว่าจะสงบกว่านี้เข้ามาจู่โจม โลกนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความเงียบสงบ สงบเกินกว่าจะสงบยิ่งน่ากลัวเข้าไปกันใหญ่ สิงพยายามลืมตาขึ้นมาถึงแม้จะพยายามมากสักเพียงไหนมันก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้ เขาใช้สมองที่ผ่านโลกมากว่า 70 ปีของตนเองไตร่ตรองมองออกไปในความนึกคิดนั้นๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นความเป็นไปได้ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุนั้นเองเขาเริ่มปลุกตื่นประสาทสัมผัสของตัวเองขึ้นได้แล้วหนึ่งขั้น มันคือส่วนของการสัมผัส เขารับรู้ถึงการคงอยู่ของตนเอง เขารับรู้ถึงความอบอุ่นของร่างกายแต่ไม่อาจควบคุมร่างร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิงยังคงพยายามเพ่งสมาธิอย่างถึงที่สุดก่อนที่ประสาทสัมผัสส่วนที่สองของเขาจะได้รับการเปิดออก มันคือเสียง เสียงหัวเราะของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความร่าเริง สนุกสนาน เสียงที่เขาฟังไม่ออกว่าทั้งสองพูดคุยสิ่งใด แต่เขาสามารถสัมผัสถึงความอาฆาตมาดร้ายและการเยาะเย้ยได้เป็นอย่างดี

‘เกิดอะไรขึ้น’ เป็นคำถามที่เขาไม่อาจได้รับคำตอบได้ ชีวิตนี้เขาผ่านอาคมคุณไสยมามากมาย แต่คุณไสยประเภทปิดป้องประสาทสัมผัสทั้งห้าแบบนี้โดยพร้อมกันยากที่จะประสบพบเจอมาก่อน ‘ข้าตายไปแล้วนิ นรกงั้นเหรอ' สิงกล่าวกับตนเอง นรกเป็นความเชื่อของผู้ที่นับถือศาสนา เป็นสถานที่ที่วิญญาณผู้นับถือศาสนาต่างๆต้องเดินทางไปเพื่อจบวาระสุดท้ายของตน แต่ข้ากลับมิได้นับถือศาสนาใด ที่นี่ไม่อาจนับเป็นนรกได้

จิตใจของเขาเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง ในที่สุดประสาทสัมผัสส่วนที่สามของเขาก็ได้รับการเปิดขึ้น กลิ่น มันคือกลิ่นเน่าเหม็นของสิ่งปฏิกูล อยากจะอ้วกเป็นบ้า ถึงแม้ชุมชนแออัดที่เขาอยู่จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์มากมายแต่เขาก็ไม่เคยสัมผัสถึงกลิ่นที่เน่าเหม็นถึงเพียงนี้มาก่อน อะไรกัน เสียงหัวเราะอีกแล้วเหรอ เจ้าพวกนี้มันน่ารำคาญเป็นบ้า ‘ไอ้รักไอ้ยม’ สิงพยายามกล่าวกับจิตของตนเองเบาๆ แต่กลับไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ ถึงแม้พยายามจะถอนหายใจแต่ก็ยากจะกระทำได้ เขาปฏิเสธตัวเองจากเสียงเหล่านั้นอีกครั้งแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงของสมาธิชั้นสูง

‘รส หืม?’ อยู่ๆ สิงก็สามารถสัมผัสรสชาติของเหล็กได้ ไม่สิ เขานั่งนึกย้อนคิดกลับไปก่อนพบว่าความเป็นจริงแล้วต้องบอกว่ามันคือเลือดเสียมากกว่า มันยังมีความอุ่นภายในรสสัมผัส ตอนนี้เขาสามารถรับรู้ถึงรสชาติได้แล้วงั้นเหรอ ช่างน่าพิสดารใจยิ่งนัก สิงพึมพำภายในใจ

‘ข๊าก ถุ๊ย!!’ รสชาติแย่เป็นบ้า รสชาติอะไรวะเนี่ย เขาส่ายศีรษะอย่างไม่พอใจ ‘อย่างกับเลือดของไอ้พวกโดนของ’ เขาหัวเราะออกมาก่อนที่ประสาทสัมผัสส่วนสุดท้ายของชีวิตมนุษย์จะเปิดออก

ภายใต้ความดำมืดของโลก แสงจากสิ่งที่เขามองไม่เห็นกลับสาดส่องไปยังร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนพึ่งจะอายุเพียงยี่สิบกว่าปี ร่างของเขาจมอยู่บนกองเลือด ผมยาวสีดำในชุดสีดำ ร่างที่ถูกหอกยาวปักตรึงเอาไว้กับแผ่นผิวแน่นิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 502 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #122 Blueheart (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 23:34
    ตามมมมม
    #122
    0
  2. #116 midang (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 23:29

    อธิบายให้เห็นภาพเก่งจังไรต์คนนี้
    #116
    1
    • #116-1 DayDreamW(จากตอนที่ 1)
      19 มกราคม 2564 / 07:48
      ขอบคุณครับ
      #116-1
  3. #4 พริก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 23:16

    น่าสนใจ

    #4
    0