วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 4 : ว่าที่เจ้าสาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.ค. 62

 

 

ตอนที่ 4

ว่าที่เจ้าสาว

 

 

 

 

“นายกลับมาทำไม?”

หัวคิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างสงสัย ดวงตาที่เปิดเผยให้ชายหนุ่มเห็นในตอนนี้เพื่อที่จะให้แน่ใจและเรียกคนตรงหน้าได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นคนสวย...แต่คำพูดคำจา ทัศนคติกลับสวนทางกับใบหน้าไปสุดกู่

“ผมเอาหมวกมาคืนคุณ...ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ยินคำพูดดีๆ ที่คุณพูดถึงผมหรอก” ตอบกลับมาหน้าตึง

มือเรียวยื่นไปรับหมวกคืนมา ฟังอย่างสะดุดหู

“พูดถึงนาย...หมายความว่า...” ดวงตากลมสวยหรี่ลงนิด ก่อนจะเบิกค้าง อ้าปากหวอ

เธอไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่คาดเดาว่า

“ผมทิตย์ศวัส ตะวันรุ่ง ผู้ชายหน้าตาอุบาทว์ชาติชั่ว สกปรกซกมก นิสัยแย่ ไม่มีปัญญาหาเมียด้วยตัวเองได้ ว่าที่เจ้าบ่าวของคุณไง” ท้ายเสียงเอ่ยเยาะ พร้อมรอยยิ้มที่เชือดเฉือนคนฟัง

ดวงตาที่ว่าเบิกโตแล้ว เบิ่งโตยิ่งขึ้นไปเป็นไข่ห่าน เพื่อจะมองให้เห็นชัดๆ ถึงคุณสมบัติตามที่ชายหนุ่มบรรยายมา ก่อนจะกะพริบตาถี่ยิบ แลบลิ้นเล็กออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก รู้สึกคอแห้งเสียจนต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

ไม่อยากเชื่อ...เมื่อนายทิตย์ศวัส ตะวันรุ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ กับที่วาดภาพเอาไว้ในความคิด ช่างดูแตกต่างกันลิบลับ

อื้ม! ถ้าเป็นแบบนี้...ก็พอไหวอยู่นะ

++++++++

 

“รุ้งไม่แต่ง ยังไงก็ไม่แต่งค่ะ”

เป็นผู้หญิงมันต้องหัดมีฟอร์มเสียบ้าง รุ้งดาวจึงยังเสียงแข็ง ยืนยันคำพูดเดิมของตัวเอง แม้ว่าที่เจ้าบ่าวในความจริงจะแตกต่างจากที่คิดไว้ราวฟ้ากับเหว แต่มันก็เป็นแค่เปลือก ใครจะยืนยันได้ว่าหมอนี่ไม่ได้เป็นซาดิสต์ โซมาคิสต์หรือพวกชอบซ้อมเมียล่ะ

“ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ เงินเท่าที่พ่อคุณยืมไปกับที่ดินตั้งสองร้อยไร่ ถูกเหมือนได้เปล่า” คนพูดยิ้มเยาะ

“ไร่รุ้งดาวเป็นของฉัน” ใบหน้าสวยเชิดขึ้นมาเถียง

“ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ใช่แล้ว” ดวงตาคมกริบสู้ตากับเธอไม่ลดละ

“ผมไม่มีปัญหาถ้าคุณจะไม่รับข้อเสนอ ถือว่าเราคุยกันจบตรงนี้ก็แล้วกัน บาย” ชายหนุ่มโบกมือลา แล้วหันหลังเดินดุ่มๆ ลงจากบ้านไปอย่างไม่ง้องอน

รุ้งดาวชะงักค้าง หันไปมองบิดา ท่านไม่ว่าอะไรนอกจากสีหน้ากำลังดูหนักใจ เธอจึงรีบวิ่งตามผู้ชายคนนั้นไป

“เดี๋ยวสินาย...เดี๋ยวก่อน”

ถ้าไม่หูไม่ดี เขาก็คงกำลังทำหูทวนลมอยู่สินะ ถึงไม่ได้ยินเสียงเรียกของเธอ ร่างสูงนั่นเดินดุ่มๆ ไปยังรถโฟร์วิลคันโตที่ขับมาส่งเธอเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

“นายทิตย์ศวัส” แผดเสียงแหลมเรียก

ร่างสูงชะงัก หมุนตัวมามองเธอช้าๆ

“ผมอายุมากกว่าคุณหลายปี เวลาพูดจากับคนอื่น หัดให้เกียรติบ้าง” ว่าใส่หน้าตรงๆ อย่างไม่คิดรักษาน้ำใจจนคนฟังสะอึก เม้มปากแน่น เชิดหน้าขึ้น

“ฉันไม่เข้าใจเงื่อนไขของคุณ”

“มันก็ไม่ได้เข้าใจยากอะไรนี่” ยิ้มที่มุมปาก

“พ่อคุณยืมเงินผม ยังไม่รู้จะจ่ายคืนเมื่อไหร่ ผมก็แค่ขอลูกสาวมาขัดดอกหนี้ไว้ เพื่อรับประกันว่า เงินผมจะไม่สูญ แต่ดูเหมือนคุณ....” กวาดตามองหญิงสาวหัวจรดเท้า

“ถึงจะไม่คุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่จะได้ แต่ผมก็หยวนๆ ให้ ถือว่าช่วยเหลือกันประสาบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ถ้าไม่รับเงื่อนไขนี้ก็ไม่เป็นไร?”

“นี่” แหวแว้ดเข้าใส่จนเสียดแก้วหู “ฉันไม่ได้จะไม่รับ”

“ก็บอกปาวๆ ว่าไม่แต่ง”

“ก็เพิ่งเจอกันวันนี้ ขอเวลาคิดหน่อยไม่ได้หรือไง...เอ่อ..คะ” จำใจลงท้ายเสียง เมื่อชายหนุ่มส่งสายตาดุมาให้

“ได้...ผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไร...เวลาสักคืนคงพอ...พรุ่งนี้ไปให้คำตอบด้วยที่ไร่”

ว่าจบก็หันหลังกลับเดินไปเปิดประตูรถ

รุ้งดาวทำหน้าไม่ถูก บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป แล้วไอ้เรื่องที่สนทนาค้างๆ คาๆ กันไว้ มันเรื่องเล็กเสียเมื่อไหร่กัน

“แล้วคุณจะอยู่ตรงไหนของไร่รอ” เมื่อไร่ทองตะวัน กว้างใหญ่ไพศาลกว่าไร่รุ้งดาวของเธอไปหลายเท่า

“ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่รอนะ หาให้เจอก็แล้วกัน ถ้าตะวันตกดิน ผมไม่ได้คำตอบ ถือว่าเราคุยกันจบเรียบร้อย ไม่มีการเจรจานอกรอบอะไรอีก เพราะผมงานเยอะ ไม่อยากมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” พูดจบเขาก็ก้าวขึ้นรถ ปิดประตูปัง แล้วขับบึ่งออกไปทันที

อะไรของหมอนี่กันเนี่ย?

แต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ .... มีเมียสักคนไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือไง ถึงพูดออกมาได้ว่า เรื่องไม่เป็นเรื่อง

ให้ตายเถอะ...ถึงเขาจะดูดีกว่าที่เธอคิดไว้ร้อยเท่า พันเท่า...แต่ก็นะ เธอจะทนอยู่กับผู้ชายปากร้าย พูดจาขวานผ่าซาก แถมยังยียวนกวนประสาทอย่างนี้ได้อย่างนั้นจริงๆ หรือ?

เมื่อนายทิตย์ศวัส ตะวันรุ่ง ช่างแตกต่างจากคุณนพรุจ สุดยอดชายในฝันของเธอลิบลับ ราวกับถือกำเนิดคนละขั้วจักรวาล

+++++++++

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านพักที่ไร่ทองตะวันซึ่งอยู่อาศัยมานานกว่าเจ็ดปี บ้านไม้หลังใหญ่ที่ออกแบบและลงทุนลงแรงสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หลังจากที่มั่นใจว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เขาชะมวงแน่ๆ ทิตย์ศวัสก็พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตามลำพังมาโดยตลอด โดยมีพี่ประนอมภรรยาของน้าสมัยหัวหน้าคนงาน มาคอยดูแลบ้านช่องให้ในตอนกลางวัน รวมถึงทำอาหารให้ทานทั้งสามมื้อด้วย แต่อีกไม่ช้าไม่นาน ถ้าคุณรุ้งดาวไม่เล่นตัวมากเกินไปนัก หน้าที่นี้ก็อาจจะเปลี่ยนมือไปก็เป็นได้

ซึ่งแค่นึก...เขาก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า ผู้หญิงจับจดเอาแต่แต่งตัวสวยไปวันๆ อย่างนั้นจะทำงานบ้านงานเรือนอะไรเป็นบ้าง

ชายหนุ่มปลดคลายกระดุมที่คอเสื้อและข้อมือทั้งสองข้างเพื่อจะได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น แล้วเดินตรงไปที่บาร์เครื่องดื่มซึ่งจัดไว้มุมหนึ่งของบ้านที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก คว้าเอาขวดวิสกี้มาเทใส่แก้วทรงเหลี่ยม ก่อนจะเดินออกมานอกระเบียง พร้อมกับทอดสายตามองไปยังไร่ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาซึ่งตัวเองเป็นเจ้าของ

“ย้อมใจแต่หัววันเลยนะครับนาย”

เสียงคนงานด้านล่างตะโกนขึ้นมาแซว เมื่อเห็นเจ้านายที่หายตัวไปตั้งแต่บ่ายถือแก้วเหล้าอยู่ในมือ

ใบหน้าคร้ามเข้มแบบหนุ่มไทยบ้านไร่ยิ้มเครียดให้ โบกมือทักทาย ก่อนจะกลับมาอยู่ในภวังค์เมื่อกลุ่มคนงานเดินเลยกลับบ้านพักไปแล้ว

ไม่บ่อยนักหรอกที่เขาจะเกิดความรู้สึกอย่างนี้...อยากดื่มเพื่อระงับความรู้สึกข้างในใจ ที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่

หนักใจ...สับสน... นึกสนุก...ตื่นเต้น...อาจจะใช่ทั้งหมดเลยก็ได้

ผู้ชายอายุสามสิบสองปีอย่างเขา จะมีสักกี่คนที่กล้ากระโดดลงมาทำเรื่องบ้าๆ อย่างนี้

ทิตย์ศวัสหวนนึกกลับไปถึงเมื่อสิบวันก่อน เขาเพิ่งกลับมาจากงานในไร่ ค่ำนั้นฝนกำลังเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว ไร่ทองตะวันได้ต้อนรับแขกคนสำคัญคือเจ้าของไร่รุ้งดาวที่อยู่ติดกัน นายหาญซึ่งเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กับหลวงลุงทองเจ้าของที่ดินที่ยกไร่ทองตะวันทั้งหมดให้เขามาดูแลได้แวะมาหาถึงบ้านพร้อมกับเรื่องสำคัญ

ผมมีเรื่องมาขอร้องคุณ

ทิตย์ศวัสอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะถึงจะมีชายเขตรั้วไร่ชิดติดกัน แต่ต่างคนก็ต่างก็ทำมาหากิน ไม่ได้ไปมาหาสู่กันสักเท่าไหร่ เขาเคยไปพบนายหาญตอนย้ายมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ โดยผู้เป็นลุงพาไปฝากฝัง แต่หลังจากที่คุณลุงของเขาสละทางโลกมุ่งสู่ทางธรรมไป ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันทำมาหากิน ไม่ได้คบค้าสมาคมกันสักเท่าไหร่ ด้วยงานในไร่นั่นยุ่งนัก เจอกันก็ทักทายกันบ้างตามร้านตลาด วัดวา เขารู้เพียงว่านายหาญมีบุตรสาวคนหนึ่งเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ชื่อเดียวกันกับไร่รุ้งดาว และก็เพิ่งเคยเห็นหน้าค่าตากันจะๆ ก็วันนี้

ช่วยดูแลไร่ให้ด้วย

ทิตย์ศวัสตกตะลึงไปชั่วขณะกับคำขอร้องที่ได้รับฟังในตอนนั้น

งานที่ไร่ผมเองก็มีเยอะอยู่แล้ว คงดูแลไร่รุ้งดาวอีกไร่ไม่ไหวแน่

ก็แค่เพิ่มมาอีกสองร้อยไร่ ผลผลิตที่ได้ในสองปีนี้ ผมยกให้คุณ

ข้อเสนอที่น่าสนใจยากแก่การปฏิเสธ แต่ว่า....

ผมได้ยินว่าเสี่ยชัชชาติเองก็อยากได้ไร่รุ้งดาว

ผมไม่ขาย ผมไม่มีวันยกอะไรให้ไอ้เวรตะไลนั่นทั้งนั้น สายตาของนายหาญเหมือนประจุไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยวและคับแค้นใจที่หาทางออกไม่ได้  เขาไม่รู้ว่ามีเรื่องราวบาดหมางอะไรระหว่างทั้งสอง แต่เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

ภายในเวลาไม่เกินสองปี สองปีเท่านั้นที่ผมจะคืนเงินให้คุณทุกบาททุกสตางค์

แต่ว่า...

ฝ่ายนั้นล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมายื่นให้เขา เมื่อคลี่กระดาษสีขาวหม่นยับย่นแผ่นนั้นออกมา ก็จำได้ทันทีว่าลายมือตัวหนังสือนั่นเป็นของผู้เป็นลุง ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือ และขอให้เขาช่วยจัดการทำตามคำขอร้องของนายหาญในทุกเรื่อง

ทิตย์ศวัสไม่รู้ว่าหลวงลุงทองของเขาไปติดหนี้บุญคุณชายผู้นี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ในฐานะทายาทที่ได้รับมรดกที่ดินกว่าพันไร่มาจากนายทอง ตะวันรุ่งตามชื่อที่ได้ลงไว้ท้ายจดหมาย เขาควรมีส่วนรับผิดชอบคำมั่นสัญญาของผู้เป็นลุง

เรื่องเงินสิบล้านผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ที่ดินทำกินกว่าสองร้อยไร่มาไว้ในครอบครองเป็นการชั่วคราวถึงสองปี

ไม่ใช่เท่านั้น ผมต้องการให้คุณช่วยดูแลลูกสาวผมด้วย

ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

0 ความคิดเห็น