One Word, Once Again (yaoi)

ตอนที่ 3 : Chapter 02 - Odaiba Seaside Park (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    14 พ.ย. 63

02




  ตื่นสายฮะวันนี้

ตื่นสายก็คือสายจริงๆ ตอนนี้เวลาเก้าโมงหน่อยๆ จัดว่าเป็นเวลาสายของวัน 

ปกติแล้วผมจะตื่นตอนประมาณเจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมงในช่วงปิดเทอม เหลือบไปเห็นมือถือที่วางอยู่ใต้หมอนจึงหยิบมาดูก็พบว่าที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ในมือถือนั้นผมได้พลาดไป เมื่อคืนนอนดึกมากๆ เกือบจะตีสอง เหตุผลก็เพราะตอบแชทอย่างต่อเนื่องจนลืมเวลา

แชทที่ว่ามีแชททุกคนเลย ผมเคลียร์แชทที่ดองไว้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนโรงเรียนเก่า โรงเรียนใหม่ ยังเจอหน้าบ้าง ไม่เจอแล้ว พี่สาว กรุ๊ปไลน์ครอบครัว หนักหน่อยก็ตรงที่ไอ้นายน์...ตั้งแต่ที่รู้ว่ามันตามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับผม จากเรื่องการ์ตูนไปจนถึงเรื่องของกินได้ยังไงก็ไม่รู้ สงสัยจะเป็นตอนที่พูดถึงว่าลูฟี่ชอบกินเนื้อละมั้ง ก็เลยได้รู้ว่านายน์ก็ชอบกินเนื้อ ผมก็ชอบ แต่ไม่ค่อยได้กินเพราะคนรอบตัวนับถือเจ้าแม่กวนอิมกัน

ผมยังไม่ได้พิมพ์ตอบแชทใครสักคน รีบลุกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตาแล้วอาบน้ำก่อนที่ถ้าแตะมือถือแล้วจะติดลมจนไม่ได้ทำอะไรอีก


/

อาบน้ำเสร็จแล้วก็ลงมาที่ครัวเพราะปอบในท้องคำราม อาม่าที่นั่งถักไหมพรมไปดูรายการเยี่ยมชมบ้านดาราอะไรสักอย่างไปด้วยก็บอกว่าเพราะผมตื่นสายเลยไม่ได้ทำอะไรรอ ซื้อข้าวหมูแดงมาให้อย่างเดียว

“เย็นหมดแล้วอะ เดี๋ยวเพิร์ธเอาไปอุ่นก่อนดีกว่า” ผมว่าขณะที่กำลังเอามือแตะๆ ที่ห่อข้าว อาม่าไม่ได้ตอบอะไร แกคงรับรู้แหละ คงไม่อยากสนทนาอะไรขัดเสียงในโทรทัศน์ ในตอนนั้นเองเสียงเรียกเข้าอันเป็นเอกลักษณ์จากแอปพลิเคชันไลน์ก็ดังขึ้น ผมวางห่อข้าวในมือลงบนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาก่อนหยิบมือถือที่วางอยู่ใกล้กันขึ้นมาปาดหน้าจอรับสาย

ซึ่งคนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคนที่ไม่มีเบอร์ผมจนต้องคอลไลน์อย่างเช่นไอ้นายน์

“ฮัลโหล”

(ตื่นยัง)

“ตื่นแล้ว กำลังจะกินข้าว”

(อ่อ) 

“มีไร”

(จะชวนไปกินข้าว)

“เอ้า ตอนนี้เนี่ยนะ” ผมเงยหน้าดูเวลาจากนาฬิกาบนฝาผนัง “จะชวนไปกินมื้อไหน”

(มื้อสายไง)

“ใครเค้ากินข้าวกันมื้อสาย...อ่อกูเอง เอ่อ ทำไงดีอะ เนี่ยกินอยู่ มื้อเที่ยงทันมั้ย”

(ไม่ใช่ จะชวนออกไปตอนนี้เลย)

“ตอนนี้? นี่มึงอยู่ไหนเนี่ย”

(หน้าบ้าน)

“หน้าบ้านใคร?”

(หน้าบ้านมึงไง)

อะไรนะ มึงว่าใหม่อีกทีซิ!!!


.

.


เชื่อเขาเลยเว้ย ไอ้นายน์

พอบอกอาม่าไปว่ามีเพื่อนคนนึงที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานแต่ตอนนี้มันอยู่หน้าบ้านเรา แกก็เลยให้ผมไปเปิดประตูรั้วใหญ่ให้มันเอารถเข้ามาจอดในบ้าน

“บรู๋ววววว โฮ่ง”

แผนกต้อนรับของบ้านทำงานทันที ไม่ใช่เพราะว่าเห็นผีหรือหมาผมมีสัมผัสที่หก แต่มันหอนเป็นประจำอยู่แล้ว

ทันทีที่นายน์ลงจากรถ ไดมอนก็ดูเตรียมจะพุ่งเข้าใส่เต็มที ติดตรงที่เอาโซ่ล่ามไว้ มันจึงวิ่งไปไหนไม่ได้ไกล

หลังจากวันที่มันได้ไปส่งผมที่เรียนพิเศษคราวก่อน วันต่อๆ มาแก๊ปจึงรับหน้าที่เดิม ไม่ได้เจอนายน์อีกจนกระทั่งวันนี้ ได้ติดต่อแค่ตอนที่แชทคุยกัน ผมเพิ่งได้เห็นไอ้นายน์ในชุดไปรเวตเป็นครั้งแรก 

มันแต่งตัวดูโตกว่าจะมองได้ว่าเป็นเด็กอายุที่ย่างสิบหกปี สวมเสื้อยืดสีดำที่แขนยาวประมาณศอก ผ้าค่อนข้างแนบเนื้อ หน้าอกมันแน่นดีเหมือนพวกที่ฟิตร่างกายเป็นประจำ แล้วก็สวมกางเกงยีนส์สีเข้มๆ ขึ้นริ้วสวย แถมยังเอาเสื้อทับในใส่เข็มขัดอีกต่างหาก

ที่ข้อมือขวามันสวมนาฬิกาด้วย ถนัดซ้ายอย่างนั้นเหรอ เพิ่งสังเกตแฮะ

ส่วนไดมอนที่ว่าก็คือสุนัขพันธุ์โกลด์เดนเพศเมียที่พี่สาวผมขอป๊าเลี้ยงตั้งแต่ตอนเรียนจบเมื่อราวๆ สี่ปีก่อน ตอนนี้เธอทำงานไกลบ้านก็เลยต้องฝากเอาไว้ให้อาม่าเลี้ยง มาหาบ้างนานทีครั้ง

นายน์เดินย่ำสนามหญ้าเข้ามานั่งยองเล่นกับไอ้ม่อนก่อนจะทักทายผมด้วยซ้ำ ส่วนหมาแบบนี้ก็เฟรนด์ลีพร้อมจะเล่นด้วยกับมนุษย์ทุกคนตลอดเวลา มันตะกุยไอ้นายน์จะเลียหน้าเขาให้ได้จนนายน์ต้องผลักไดมอนออกแล้วลุกขึ้น

หล่อฉิบหาย หล่อแล้วตัวสูงขายาวขนาดนี้ได้ยังไงวะ พระเจ้าโคตรลำเอียง ไม่มีส่วนไหนที่เป็นยีนส์ด้อยเลย มันต้องได้รับคำชมจากทุกเพศทุกวัยมาทั้งชีวิตแน่ๆ

“ไปกินไหนอะ” ผมถาม ก้มมองสภาพตัวเองตอนนี้ที่โคตรแย่ สวมแค่เสื้อยืดโง่ๆ กับกางเกงขาสามส่วน

“ยังไม่ได้คิดเลย”

“งั้นเข้ามาบ้านกูก่อนแล้วกัน กูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ แล้วเดี๋ยวบอกอาม่าว่าจะออกไปข้างนอกกับมึง” ถือเป็นการพาเพื่อนใหม่มาให้อาม่ารู้จักไปด้วย

/


“ม่า นี่เพื่อนเพิร์ธ ชื่อนายน์ ไอ้นายน์นี่อาม่ากู” นายน์ยกมือไหว้โดยอัตโนมัติ อาม่ายังมีไหมพรมอยู่ในมือเลยได้แต่พยักหน้าแทนการรับไหว้

“เพื่อนที่โรงเรียนลื่อเหรอ อั้วไม่เคยเห็น” 

“ใช่ เพื่อนของเพื่อนแก๊ปอีกทีน่ะ วันนี้เดี๋ยวออกไปข้างนอกนะ ไปกินข้าว”

“อ่า จะไปเมื่อไหร่ล่ะ”

“อีกแป๊บก็ไปแล้ว กลับไม่เย็นหรอก”

“อ่าๆ ”

อาม่าไม่ได้ซักอะไรต่อ ผมเลยเดินนำไอ้นายน์ไปทางบันไดเพื่อจะขึ้นไปห้องของผมเอง สังเกตเห็นอาม่ามองตามจนลับสายตา คงจะประหลาดใจละสิ นอกจากแก๊ปแล้วแทบไม่เคยมีเพื่อนที่โรงเรียนได้มาเหยียบบ้าน นี่ขนาดยังไม่เปิดเทอมผมก็ได้เพื่อนใหม่แล้วด้วย

หลังจากเข้ามาในห้องนายน์ก็ทำเหมือนผมตอนที่ได้ขึ้นรถมันครั้งแรก คือมองไปรอบๆ ห้องที่บอกไม่ถูกว่ารกหรือไม่รก จริงๆ มันก็คงจะรกมากถ้าอาม่าไม่ได้เข้ามาเก็บห้องให้ ส่วนมากห้องผมก็จะเต็มไปด้วยหนังสือเรียนพิเศษ ไม่มีของสะสมหรือทำงานอดิเรกอะไรอย่างใครเขาหรอก

“มึงอยู่กับอาม่าสองคนเหรอ”

“อือ พ่อแม่พี่กูทำงานไกลบ้านหมดเลย”

“เป็นน้องเล็ก?”

“อ่าฮะ พี่สาวกูยีบหก พี่ชายเพิ่งขึ้นปีหนึ่งอะ มันจบจากโรงเรียนเราเหมือนกันนะ มึงเคยเห็นไหม” ระหว่างเลือกเสื้อในตู้ผมก็หันไปหานายน์ที่นั่งอยู่ริมเตียงเพื่อสบตาบ้างอะไรบ้าง “พี่กูชื่อภาม”

“รู้จัก” พี่ชายผมมันเรียนโรงเรียนนี้ตั้งแต่มัธยมหนึ่งเลยนะ พอขึ้นมอปลายไม่ค่อยเอาการเรียน ฟังจากที่พ่อชอบบ่นมันเวลาท่านกลับมาบ้าน “แต่ไม่ค่อยถูกกับแก๊งนั้น”

“แก๊ง...” น่าจะเป็นเพื่อนมันที่มันเคยพามาบ้าน ส่งเสียงหนวกหูจนผมนอนไม่หลับทุกที “อ่อ เออ กูก็ไม่ชอบ ดูกร่างๆ ตั้งแต่มันขึ้นมอปลายก็คบกับแก๊งนั้น เรียนแย่ลง เกือบไม่จบแน่ะ”

“ไม่ค่อยชอบหน้าเท่าไหร่”

“ใคร พี่กูอะเหรอ”

“อืม”

“… ฮ่าๆ ” ผมขำ เลือกเสื้อมาได้แล้ว เป็นเสื้อยืดแขนยาวสีขาวๆ สกรีนลาย กางเกงก็เดี๋ยวเปลี่ยนเป็นยีนส์แบบนายน์ก็แล้วกัน ไม่รู้จะใส่อะไรดี “มึงเป็นคนตรงๆ กว่าที่กูคิดอีก มาบอกว่าไม่ชอบหน้าพี่กูกับกูเฉย”

ไอ้หมอนี่ ผมชักจะถูกชะตากับมันแล้วว่ะ

“…”

“เงียบเลย ไม่ต้องคิดมากมึง กูก็ไม่ชอบขี้หน้ามันเหมือนกัน บางทีกูก็อยากต่อยมัน ยิ่งโตก็ยิ่งเก๊ก ตอนนี้ลองไปส่องเฟซมันดูสิ มันคิดว่ามันหน้าเหมือนเซฮุน เอ็กโซมั้ง” ไอ้นายน์ขำใหญ่เลย ขำแบบไม่ออกเสียงน่ะครับ “มึงรู้จักด้วยเหรอ ฮ่าๆ ”

“พี่กูชอบ” 

“มึงมีพี่สาวนี่ ใช่มั้ย” ผมถอดเสื้อยืดตัวเดิมออกระหว่างหันไปถาม เห็นนายน์เบือนหน้าไปทางอื่น

“สองคน คนนึงเป็นหมอ อีกคนเป็นติ่ง”

“มึงก็เป็นน้องสุดท้องคนที่สามเหมือนกูเหรอ พี่เป็นหมอด้วย? สุดยอดเลยว่ะ แล้ว...คนที่เป็นติ่งคือพี่ที่เรียนที่นี่ใช่มั้ย ที่เคยบอกกูคราวก่อนอะ” พอเห็นว่าผมสวมเสื้อเสร็จเรียบร้อยแล้วมันจึงหันกลับมา อะไรของมันวะ ทำเอาผมรู้สึกเขินๆ ไปด้วยเลย

“ใช่ เป็นติ่ง แล้วก็ใกล้เป็นบ้าแล้ว”

“มึงสนิทกับพี่แน่เลยอะถึงเอามาเผาแบบนี้ได้” ต่างจากที่ผมพูดถึงพี่ชายตัวเองให้นายน์ฟังลิบลับ น้ำเสียงนายน์ไม่ได้แฝงอารมณ์ชิงชังพี่สาวตัวเองเข้าไปด้วย

“ก็พอได้ มึงไม่ค่อยเหรอ” ผมพยักหน้า ตอนนี้เริ่มหากางเกง เริ่มลังเลว่าจะใส่กางเกงยีนส์สีไหนดี

“กูสนิทกับพี่สาวมากกว่า แต่อายุห่างกันเกินไป พอพี่สาวกูไปเรียนมหาลัยที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันแล้ว เหลือก็แต่ไอ้ภามนี่แหละ ตอนเด็กๆ รักกันมากนะ แต่โตแล้วมันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ เขาบอกกันว่าลูกคนกลางจะแปลกๆ น่ะ ไม่รู้จริงมั้ย”

“แปลกจริง เป็นบ้าด้วย” มันย้ำว่าพี่สาวเป็นบ้าสองทีแล้ว แต่ผมรู้สึกถึงความสนิทสนมในน้ำเสียงของมันจริงๆ นะ มันไม่ใช่เป็นบ้าอะไรของมันก็ไม่รู้ แบบที่ผมพูดถึงพี่ชายตัวเองน่ะ “พี่ไม่ดีกับมึงเหรอ”

“อืม กูเป็นน้องมันอะ มีอะไรก็ลงแต่กับกู คือมันทำตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พ่อแม่บ่นมัน อาม่าก็บ่นมันบ่อย พี่สาวกูก็ชอบโทรมาบ่นมัน มันคงจะเก็บกดน่ะ” ผมเกาแก้มด้วยนิ้วชี้ ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องนี้ออกไป “สมัยเด็กๆ เคยไปเที่ยวน้ำตกเว่ย แล้วตรงนั้นมันลึกใช่ปะ มันอะว่ายน้ำเป็น แต่ตอนนั้นกูยังว่ายไม่แข็ง มันแกล้งบอกให้กูกระโดดลงไปแล้วจะรับ กูยึกยักนานมากเว่ย สุดท้ายก็โดดลงไป แล้วมันก็ว่ายหนีกู เกือบจมน้ำตายแล้วอะ”

“…”

“จนตอนนี้กูก็ไม่เคยลงสระว่ายน้ำอีกเลย”

“กี่ปีแล้ว”

“ก็... ตั้งแต่กูปอสอง” ผมหยิบกางเกงออกมาหนึ่งตัวจากในตู้ ขาดๆ หน่อยพอเป็นสไตล์ “กูก็ไม่รู้นะว่าทำไมมันถึงไม่ชอบกูขนาดนั้น ตั้งแต่กูขึ้นประถมมั้งถึงเริ่มนิสัยเสียใส่ ทั้งที่เมื่อก่อนมันดีกับกูมากเลยนะ”

“…”

“บางทีกูก็อยากให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอะ” 

ที่ผมเอาแต่ติดไอ้แก๊ปคงเพราะคิดว่ามันเป็นเหมือนทั้งเพื่อนทั้งพี่ชายไปแล้ว แต่ต่อให้เป็นแบบไหนทุกคนก็ดีกับผมมากกว่าพี่ชายแท้ๆ ทั้งนั้น

(60%)

"เป็นกู กูจะไม่สนใจแม่ง"

"หือ"

"มีคนดีกับมึงเยอะแยะ ไม่ดีใส่สักคนก็ไม่เห็นเป็นอะไร" นายน์เหมือนเห็นอกเห็นใจผมเรื่องนี้น่าดู ส่วนมากมันไม่ค่อยพูดอะไรยืดยาว ทว่าตอนนี้มันกลับดูท่าทีจริงจังขึ้นมา สีหน้ายิ่งเรียบนิ่งเหมือนเดิม "ถึงจะเป็นคนในครอบครัวก็ไม่ต้องไปสนใจ"

คำพูดที่ฟังดูจริงจังของมันทำให้ผมยิ้มขำออกมาได้อีกครั้ง ลองนึกตามแล้วมันก็อาจจะจริงว่ะ

แม้ลึกๆ ในใจผมก็ยังอยากให้อะไรมันกลับมาดีเหมือนเดิม ก็ใครมันจะชอบเวลารู้ตัวว่าโดนเกลียด ใช่ปะ



นายน์พาผมออกจากหมู่บ้านมาหาข้าวกินในเมือง เป็นร้านตามสั่งในซอยของโรงเรียนกวดวิชาที่ผมเคยเรียนอยู่ช่วงนึงตอนมอต้น ผมเป็นคนแนะนำนายน์ไปเองว่าหมูผัดกระเทียมที่นี่อร่อย ช้อยส์อื่นๆ ถ้าไม่ใช่ในห้างผมก็ไม่มีแล้ว ไม่อยากไปกินในห้างด้วยมันแพง แต่พอนึกภาพร้านของกินในห้างแล้วผมก็อยากกินราเม็งขึ้นมาตงิดๆ แฮะ เอาไว้คราวหน้าแล้วกัน

“เคยเรียนแถวนี้เหรอ”

“อืม” ผมดื่มน้ำเปล่าระหว่างรอข้าวที่สั่งไป “ชีวิตกูก็วนเวียนอยู่แค่กวดวิชาแค่นี้แหละมึง”

ผมเหมือนเด็กเนิร์ดปะ ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าถ้าเรียนเก่งๆ แล้วพ่อแม่จะภูมิใจ มันก็เลยชอบความรู้สึกเวลาที่ได้เรียนได้รู้อะไรก่อนใครเค้าล่วงหน้า ครูในโรงเรียนก็สอนไม่ได้แบบนี้อีกต่างหาก

เห็นนายน์นิ่งๆ ไป ไม่รู้ว่าคนหน้านิ่งๆ แบบนี้มันจะคิดอะไรอยู่ในหัว ผมเลยชวนมันคุยบ้าง

“แล้วมึงไม่ได้เรียนกวดวิชาที่ไหนเหรอ”

“เคยเรียน แต่ไม่ชอบเท่าไหร่ ถ้างงก็ให้พี่สอนเอา”

“พี่คนไหน ที่ติ่งเอ็กโซหรือว่าคนที่เป็นหมอ”

“ทั้งคู่”

“แสดงว่าพี่คนกลางมึงก็เรียนเก่งมากอะดิ”

“ก็คงงั้น”

“ดีอะมีพี่ให้พึ่งได้ พี่กูเนี่ยอะไรก็ไม่รู้” 

ไอ้ภามพี่ชายผมไม่ได้สนใจเรื่องการเรียนเลยจริงๆ นะ มันเลยไม่เคยเครียดเรื่องเข้ามหา’ลัยด้วย เพราะมันขอพ่อเข้าเอกชนอยู่แล้ว คิดแล้วมันก็อุบาทว์อะผมว่า มาเรียนให้ติดศูนย์ติดร. แล้วมาตามแก้ตอนปิดเทอมที่เพื่อนๆ เค้าได้หยุดกันหมดแล้ว สุดท้ายก็ต้องเหนื่อยอยู่ดี ไม่รู้ทำทำไม

วันนี้เป็นวันที่แดดจ้าตามซิกเนเจอร์ของประเทศในเขตร้อนที่ร้อนตลอดทั้งปี แต่อากาศไม่ได้ร้อนเปรี้ยงจนแสบผิว ช่วงบ่ายๆ หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้วก็ไม่รู้จะไปที่ไหนต่อ นายน์มันเลยบอกว่าจะพาผมไปสถานที่แห่งหนึ่ง ยังไม่ขอเฉลยเพราะผมจะได้ตื่นเต้น เพื่อ...อะไรของมันก็ไม่รู้ คือถึงจะนอนรอวันเปิดเทอมก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตกูมันไร้สีสันขนาดนั้นนะ

หรือมันไร้สีสันวะ เพราะตอนที่มันถามผมว่าอยากกินอะไร ก็นึกร้านอะไรเกินไปกว่าแถวกวดวิชา ห้าง ข้าวต้มกุ๊ยหน้าปากซอยบ้านที่เปิดช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ไม่ออกเลย นึกได้อย่างนั้นผมก็เพิ่งรู้ว่านี่ทั้งชีวิตผมไปอยู่แค่บ้าน โรงเรียน ห้าง แค่นั้นเองเหรอ

คือสำหรับคนอื่นวันหยุดอาจจะได้ออกไปไหนมาไหนบ้าง ส่วนผมน่ะไม่มีหรอก ไกลสุดก็ห้างจริงๆ เรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวน่ะเลิกคิดไปได้เลย พ่อผมทำงานต่างจังหวัดที่ไกลมาก แม่ก็ไม่ได้มีวันหยุดตายตัวขนาดนั้น ถ้าได้วันหยุดแล้วกลับมาบ้านท่านก็ไม่ค่อยอยากออกไปไหนอยู่ดี อาม่าก็แก่แล้ว มีกิจกรรมอย่างเดียวที่ทำให้ออกจากบ้านก็คือไปรำไทเก๊กที่สวนสาธารณะในเมือง แน่นอนว่าผมคงไม่หาไป

มันขับรถพาผมออกจากตัวเมืองมาเรื่อยๆ จากที่ได้เห็นข้างทางเป็นบ้านคนก็เริ่มกลายเป็นป่าเขา บ่อน้ำตามธรรมชาติใหญ่ๆ ไม่รู้ว่าควรจะเรียกมันเป็นอะไร สระน้ำก็นึกถึงสระว่ายน้ำ ทะเลสาบก็ดูจะใหญ่ไป บ่อน้ำก็ไม่ได้ให้ภาพใหญ่อย่างที่เห็น

“เพิ่งรู้ว่าจังหวัดเรามีที่แบบนี้ด้วย” ถนนที่รถแล่นอยู่เป็นถนนสองเลนแคบๆ รอบข้างเป็นสีเขียวขจี มันเปิดหูเปิดตาสำหรับผมจริงๆ นะ “น่าขี่มอไซมาว่ะ”

“ขี่เป็นเหรอ” นี่แซวหรือแค่ถาม ผมเดาอะไรจากหน้านิ่งๆ ของมันไม่ได้เลย

“ไม่เป็นหรอก แต่อยากขี่ น่าจะลมเย็นดี”

พูดจบมันก็กดปุ่มเปิดกระจกฝั่งผมให้ เหมือนรู้ใจแฮะว่าผมอยากจะชะโงกหน้าออกไป พอกระจกฟิล์มทึบๆ นี่ลดลงจนสุดขอบ ผมก็ยื่นหน้าออกไปให้ลมตีหน้าอย่างระมัดระวัง ถ้าอยู่กับพวกผู้ใหญ่ผมคงทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่รู้ที่บ้านใครเป็นเหมือนผมไหม จะต้องโดนขู่ว่าให้เอาหัวเข้ามา เดี๋ยวหัวขาด

“ไว้วันหลังกูขี่มอไซพามา”

ผมเกาะประตูรถแล้วหันมาพพยักหน้ายิ้มให้นายน์...ที่ก็เหลือบมามองผมยิ้มๆ เหมือนกัน

ระหว่างทางพวกเราก็ตาดี เห็นว่ามีวัตถุบางอย่างดำๆ อยู่กลางถนนมาแต่ไกล นายน์จึงชะลอรถจอดดูเมื่อใกล้วัตถุนั้นแล้วก็พบว่ามันคือเต่าขนาดฝ่ามือ ไม่รู้ทำอีท่าไหนถึงมาเดินต้วมเตี้ยมอยู่บนถนนได้ โชคดีที่พวกผมเห็นทัน ไม่อย่างนั้นอาจจะ...เอ่อ ผมไม่ขอบรรยายแล้วกัน

ถือว่ามีบุญมากนะ ถนนนี้ไอ้นายน์บอกว่าไม่ค่อยมีรถเข้ามาหรอก มันเป็นเส้นที่มีแต่วัดกับสถานปฏิบัติธรรมเลยค่อนข้างสงบ บ้านคนก็มีแต่บ้านพวกเศรษฐีที่อยากใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติมาปลูก แล้วมันก็มีอยู่ไม่กี่หลัง เท่าที่ผ่านมาก็เจอแค่หลังเดียว ทางต่อจากนี้ก็จะมีแต่ไร่มันสำปะหลัง ท้องนา ไร่กล้วย แล้วก็สารพัดที่จะเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันจะพาผมไปไหน ปฏิบัติธรรมเรอะ

“เดี๋ยว!” นายน์ส่งเสียงปรามพร้อมกับยื่นมือมา ทว่าไม่ทันแล้ว ผมคว้ากระดองเจ้าเต่าวาสนาดีตัวนี้ขึ้นมา ขนาดของมันประมาณฝ่ามือ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ถือได้ด้วยมือเดียว “ไม่กลัวเหรอ”

“ไม่กลัว...ทำไม มึงคิดว่ากูกลัวเหรอ”

หลังจากที่หยิบขึ้นมาขามันก็ขยับแด่วๆ ผมเลยยื่นมืออีกข้างมารองใต้ท้องมันไว้ เดี๋ยวดิ้นจนร่วงตกพื้นนี่อาจจะสงเคราะห์ให้มันได้ไปดีแต่ผมจะบาปติดตัว

“เปล่า”

ถึงอย่างนั้นสีหน้าเรียบเฉยของมันก็หลุดตาโตตกใจหลังจากที่เห็นว่าผมกล้าจับเต่าต้วมเตี้ยมตัวนี้มือเปล่าทันทีที่ลงมานั่งยองดูสภาพมัน

“เอาไปปล่อยที่แถวๆ นี้ได้ปะ” ผมจำได้ว่าขับรถผ่านแอ่งน้ำใหญ่ๆ (ที่ยังไม่รู้จะให้คำว่านิยามอะไรดี มันก็ใหญ่เกินจะเป็นสระน้ำ แต่ไม่ได้ใหญ่พอจะเป็นทะเลสาบ) มาตลอดทาง นายน์ที่นั่งยองตามผมลุกขึ้นยืนสุดความสูง...ที่สูงมาก อิจฉาโว้ย แล้วก็ทำท่าจะเดินกลับขึ้นรถ ผมจึงลุกขึ้นตามมันไป

“เดี๋ยวกูพาไปเอง”



ไม่นานก็มาจอดรถที่สระน้ำแห่งหนึ่ง ขนาดใหญ่เหมือนกันแต่เล็กกว่าที่ขับผ่านมา ล้อมรอบสระ คือต้นไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างที่พอให้ความร่มรื่นได้ สุดฝั่งคงจะเป็นป่าผมคิดว่านะ 

ผมได้ยินเสียงระฆังที่ทำให้รู้ว่าต้องมีวัดอยู่แถวนี้ และใช่ครับ มันคือเขตอภัยทานที่ให้คนมาปล่อยเต่าปล่อยปลา ห้ามตกสัตว์น้ำทุกชนิดในนี้ เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะพาน้องมีบุญ (ตั้งเองเมื่อกี้) มากลับสู่ธรรมชาติ

ผมเชื่อว่าคนคงจะนิยมมาให้อาหารปลากัน นายน์บอกว่าที่นี่มีปลาตัวใหญ่เท่าโลมา ผมขอออกตัวไม่เชื่อไว้ก่อน ปลาห่าอะไรในที่แบบนี้จะใหญ่เท่าโลมา นี่ไง สุดท้ายไอ้นายน์ที่ดูเป็นผู้เป็นคนกว่าใครก็ยังทำเหมือนผมเป็นเด็กไปอีกคน

“เอามะม่วงมันฮะลุง แล้วก็ฝรั่ง ไม่เอาเม็ดนะ” 

ในเมื่อมันมองว่าผมเป็นเด็ก ผมก็ยินดีจะรับบทนั้นด้วยการหลอกให้มันออกตังค์ค่าของกินให้ แถวนี้มีรถเข็นขายของเรียงกับประมาณห้าหกร้านไม่รวมร้านที่ยืนเรียงขนมปังหัวกะโหลกเอาให้โยนให้ปลากิน(ใครอย่าทะลึ่งซื้อไปกินเองเชียวล่ะ) นายน์ให้เงินผมร้อยนึงอย่างกับเป็นผู้ปกครอง ส่วนมันยืนเหมาขนมปังให้ปลาอยู่ ซื้อผลไม้จากร้านลุงเสร็จแล้วจึงเดินไปหามัน นายน์กอดขนมปังไว้กับอกนับได้หกก้อน เป็นขนมปังหัวกะโหลกแถวยาวๆ ใช้แทนกระบองตลกเอาไว้ตีหัวเพื่อนตอนตบมุกได้ 

ผมช่วยมันถือ นายน์ไม่ส่งมาให้ หันไปอีกทางแล้วก้าวเท้าเดินต่อเพื่อขึ้นทางลาดที่มันจะมีทางบันไดปูนลาดลงให้คนมานั่งๆ ยืนๆ ให้อาหารปลา

“มะม่วงอร่อยมั้ย”

“อร่อยๆ แต่ฝรั่งฝาดสัด มึงลองกิน” แน่นอนว่าคนดีๆ อย่างผมจิ้มฝรั่งใส่ปากมัน นี่แหละครับสิ่งที่ตอบแทนผู้ที่ออกเงินให้ 

ผมหัวเราะชอบใจที่ได้เห็นนายน์กินของไม่อร่อยอยู่ แค่อยากแกล้งมันบ้างอะไรบ้าง แล้วก็ต้องหุบยิ้มไปทันทีที่เห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตัวก็ทำแบบนี้เหมือนกัน นายน์ไม่ทันได้สังเกตเห็น มันมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเคี้ยวฝรั่งไปแกะถุงขนมปังไป

แล้วผมจะชะงักอะไรของผมวะ คราวก่อนก็ยังดูดน้ำหลอดเดียวกันได้ เพื่อนกันก็ป้อนของกินกันได้น่า คิดอะไรมากวะไอ้เพิร์ธ

“ทำไร”

มันหันมาทางผม ลืมน้องมีบุญไปแล้วล่ะสิ ลุงร้านขายผลไม้ให้ผมยืมกระแป๋งมาใส่เค้าเอาไว้ก่อนเพราะเห็นผมถือทุลักทุเลมาลุงก็กลัวผมจะเผลอทำหลุดมือ ผมเองก็กลัว ลุงแนะนำอะไรมาผมจึงไม่เถียง และสิ่งที่ได้ขอยืมมาจากลุงอีกอย่างก็คือปากกาเคมีสีน้ำเงินที่ลุงเอาไว้เขียนราคาหน้าถุงยำกระท้อน

“ทำตำหนิไง เผื่อวันนึงมาอีกแล้วได้เจอกันอีกกูจะได้รู้ว่าตัวนี้คือมีบุญ”

“…” มันเลิกคิ้วหนึ่งข้างมองมา เหมือนอยากจะบอกว่าเดี๋ยวลงน้ำก็เลือนแล้ว แล้วถ้ามันโตกว่านี้ก็อาจจะหายเหมือนกัน แต่ผมสบายใจจะทำ มันก็ไม่ได้พูดอะไรใดๆ ที่จริงอาจจะเห็นด้วยก็ได้

ผมเลยเปิดฝาปากกา วางฝาปากกาฝากลงบนมือไอ้นายน์ไว้ก่อน ก้มหน้าเตรียมเขียน หงายท้องเต่าขึ้นมา มันหยุดดิ้นไป ไม่ได้ตายนะครับ ผมว่ามันคงดิ้นมาจนเหนื่อยแล้วเลยพักบ้าง

“เขียนว่าไรดีวะ”

“ชื่อกับวันที่วันนี้”

“เยี่ยม!” ก็แค่นี้เอง ผมจะคิดมากอะไรเยอะแยะ ...ผมจดปลายปากกาลงบนท้องสีครีมๆ เหลืองๆ ที่มีด่างเข้มๆ แซมของมัน แบบนี้ก็คงจะพอเห็นละนะ “มึงดูดิ หน้ามันฟินมากเลยอะ”

“ฮาๆ” เสียงหัวเราะของนายน์ทำให้ผมหันไปมองมันทันที ตอนนี้มันฉีกยิ้มกว้างจนลักยิ้มที่แก้มขวาโผล่ ขอร้องเหอะ แค่หน้าตาตี๋ๆ คมๆ ก็เป็นเอกลักษณ์พออยู่แล้ว ยังมีลักยิ้มอีก ไม่ไหวจะมีเสน่ห์เลยว่ะ คนไรเนี่ย พระเจ้าลำเอียงไม่หยุดหย่อนจริง “กูเขียนบ้าง”

หลังจากผมเขียนชื่อมันจบก็เลยส่งทั้งเต่าทั้งปากกาไปให้นายน์ มันหยุดขำแล้วทว่ายังอมยิ้มอยู่ จากเด็กที่ดูโตเกินอายุก็ดูกลับมาเป็นเด็กอายุสิบห้าย่างสิบหกเหมือนผม

หรือจะลดลงกว่านี้ไปอีกหลายๆ ปีก็ได้นะ เล่นไรกันก็ไม่รู้ ติงต๊องฉิบหาย

นายน์เขียนเลขวันที่วันนี้อย่างบรรจงเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายก็นั่งยองลงแล้วค่อยๆ หย่อนน้องมีบุญลงน้ำ มันตีขาที่ดิ้นแด่วๆ มาตั้งแต่จนขับครั้งแรกแหวกว่ายน้ำกลับสู่บ้านหลังใหม่

“ปลาโลมาอะไรของมึงจะแดกมันมั้ย คงไม่หรอกเนอะ”

ผมหันไปขอความเห็นจากนายน์ มันมองเต่ามีบุญที่จมหายลงไปในน้ำจนลับตา ยื่นนิ้วเรียวๆ ไปวักนิ้วใส่ประหนึ่งว่าลอยกระทง

นายน์ยังคงยิ้มอยู่ ยิ้มกว้างพอที่จะดันให้ลักยิ้มโผล่ขึ้นมาบนแก้ม

“อืม มันเฟรนด์ลี่”



สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่นายน์มันชอบมาเวลาเครียดๆ หรือคิดอะไรไม่ออก อยากจะมาก็มา ความถี่ในการมาก็ประมาณสัปดาห์ละสองสามครั้ง บ้านมันไม่ได้อยู่แถวนี้ ไกลมาก จึงได้มาวันที่ต้องมาโรงเรียนมากกว่าวันหยุด แต่มันบอกว่าถ้าวันหยุดอยากจะมามันก็จะมาให้ได้ อย่างเช่นวันนี้

ที่นี่เงียบสงบ เงาของต้นหูกวางสูงตระหง่านแผ่ปกคลุมไปทั่ว ที่อื่นจะอากาศร้อนแค่ไหนที่นี่จึงไม่ร้อนเท่า ภาพตรงหน้าก็มีแต่ผืนน้ำกับต้นไม้ ธรรมชาติจนได้ยินเสียงนกร้อง เสียงไก่(จากที่ไหนไม่รู้)ขัน มีหมาวัดเดินมาขอกินหนมปังบ้าง พวกผมไม่ได้ให้ มันคงไม่ดีหรอกถ้าให้หมากินอาหารคน ไว้จะเอาอาหารที่เหมาะสำหรับพวกมึงมาให้ทีหลังนะพวกหมาโง่

ผมอดใจไม่ได้ที่จะถ่ายรูปบรรยากาศของที่นี่ลงอินสตาแกรม และก็ไม่ได้แต่งรูปอะไรมากนอกจากปรับให้สีมันสว่างขึ้นเล็กน้อย

“เหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลยว่ะ” 

ภาพที่ผมถ่ายได้เป็นแนวเฉียงๆ ติดขอบฝั่งที่เป็นหินใหญ่ๆ อยู่ต่ำจากขึ้นบันไดลงไป แถมขอบภาพก็มีต้นไม้โผล่เข้ามาแซมๆ เป็นต้นไผ่อะครับ มันเลยดูมีความเป็นหนองน้ำสักแห่งในประเทศญี่ปุ่น หลอกตาคนได้อยู่นะ

นายน์ชะโงกหน้าเข้ามาดูผมกำลังหาสถานที่ที่จะแท็กลงไปแบบกวนตีนๆ แบบที่ใครเห็นก็รู้ว่าไม่ใช่ญี่ปุ่นหรอก แต่ผมแสร้งทำไปอย่างนั้น

“อันนี้ เหมือน” แล้วมันก็จิ้มให้ผมโดยไม่ถามสุขภาพซักคำ

“ทะเลที่โอไดบะอะนะ”

“อืม”

“เหมือนตรงไหนวะ ฮ่าๆ” สถานที่ของจริงคือไม่มีต้นไม้เขียวๆ ล้อมรอบแบบนี้เลย แต่ก็ช่าง ใครสนล่ะ “ไว้พากูมาอีกนะ แว้นมาอะ”

“ได้ เดี๋ยวกูพาแว้น”

ผมกดอัปรูปลงอินสตาแกรม 

พอกลับบ้านไปวันนั้น ช่วงค่ำๆ ก็มีใครบางคนกดรีเควสขอฟอลไอจีผมมา

แหม...ขอฟอลกันตั้งแต่ตอนที่อยู่ด้วยกันก็ได้ แอบมาดูชื่อไอจีกันแล้วฟอลมาทีหลังให้รู้ว่ามึงเสือกทำไม





TBC.

____________________

มีนักอ่านถามถึงแฮชแท็กเรื่องด้วยค่ะ
เมื่อก่อนก็มีนะ เคยใช้ onewordyaoi แต่ทุกวันนี้ในแท็กคือเต็มไปด้วยทวิตอะไรแล้วก็ไม่รู้ 5555
ก็กะว่าจะคิดแฮชแท็กใหม่อยู่ คิดว่าอยากให้เป็นภาษาไทย
เอาคำว่านายน์ไปเล่นก็น่าจะดี ยังไงช่วยกันคิดได้นะคะ เสนอมากันได้เยย

ถ้าได้แฮชแท็กใหม่มาแล้วสันยานะว่าจะไปช่วยกันเล่น? โอเคะ?


ปล. อัปสลับๆ กับน้อง #วิรุฬกานต์ นะคะ
เซตติ้งโรงเรียนเดียวกัน จักรวาลเชื่อมกันหน่อยๆ
(ตอนแรกก็ไม่ได้จะให้จักรวาลเชื่อมกันหรอก แต่ไหนๆ เป็นโรงเรียนเดียว ตัวละครเกิดจังหวัดเดียวกันแล้ว ก็ ซะหน่อยยย)
มีตัวละครที่จะได้เห็นว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องนายน์เพิร์ธไปโผล่แหละ อิอิ
ใครที่อยากหานิยายแนวๆ พี่โชนน้องน้ำอ่านก็ตามกันไปได้นะค้า จิ้ม


เม้นเยอะๆ ก้อจะอัปไวๆ ค่ะ กำลังใจชีวิตช่วงนี้ไม่ค่อยมีและปวดหลังด้วย ถ้าใจฟูมันก็อยากจะทำงาน 5555







SNAP
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,386 ความคิดเห็น

  1. #2385 SkyNigth (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 23:37
    อ่านตอนนี้จบแล้วอยากไปให้อาหารปลาเลยย5555555555 แถวบ้านเราก็มีที่ให้อาหารปลาเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้ไปเพราะร้อน5555555 คิดถึงเพิร์ธนายน์มากๆๆๆ เป็นกำลังใจให้นะคับบ
    #2,385
    0
  2. #2383 Sunwanee Singkala (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 01:43
    อาม่ากับไดม่อนคือที่สุดในใจ รักเพริธที่สุดรองจากพี่นายของเราก็สองคนนี้แหละ
    #2,383
    0
  3. #2382 Rabbil (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 21:04
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #2,382
    0
  4. #1907 ELFALLEH3898108 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 23:59
    คิดไรกับเพิร์ธปะหนิ 
    #1,907
    0
  5. #1861 Miimewq (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 20:33
    คิดถึงอาม่าาาา คิดถึงไดมอนหมายักษ์
    #1,861
    1
    • #1861-1 questionkim(จากตอนที่ 3)
      9 มีนาคม 2559 / 20:38
      คิดถึงเตงเหมือนกันน้า
      #1861-1
  6. #1845 ดรีม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กันยายน 2558 / 14:10
    เหวยยย นุ้งเพิร์ธของเราา
    #1,845
    0
  7. #19 De la felicided (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มีนาคม 2556 / 14:55
    หมู่นี้จุ๊บตลอดนะเนี่ย ^^
    เป็นอะไรหรือเปล่านายน์หรือไม่เจอกันห้าหกปีนี่คิดถึง ??
    พอเจอทีก็จัดซะหนักเลย ฮ่าฮ่า
    ไรเตอร์สู้ๆ จ้าาาาาาาาาา
    #19
    0
  8. #17 DABBRIW (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มีนาคม 2556 / 14:37
    น่ารักกกกกมากกกกกกกกกก
    ชอบที่สุดเรยย
    ><
    #17
    0
  9. #13 GeeGee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2556 / 19:46
    อาม่าน่าร๊ากกก ><
    #13
    0