จบแล้ว {Fic BTS} The Flower {KookV} #Flowerkookv

ตอนที่ 9 : Chapter 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,793
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 461 ครั้ง
    19 เม.ย. 62


Chapter 9

 

“เราจะพบกันที่Dead Tree ในช่วงเวลา Witching Hour” คิมนัมจุนบอกทุกคนเมื่อเขาเดินมาส่งที่หน้าประตูของพิพิธภัณฑ์ “อย่าลืมสวมชุดสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดที่สุด แล้วสวมหน้ากากมาที่นี่”

จองกุกรับคำเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขามองไปทางแทฮยองเล็กน้อย ก่อนจะสังเกตเห็นได้ว่าแทฮยองตั้งใจจะอยู่คุยอะไรบางอย่างกับพวกพี่ชายของเขา จองกุกจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก นอกจากหันกายเดินไปตามเส้นทางที่นำไปสู่บ้านของเขาเอง ที่ด้านหลังของเขา จีมินกับยุนกิเองก็เดินมาในเส้นทางเดียวกัน

เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจคนสองคนที่เดินอยู่ด้านหลัง เขากำลังนึกทบทวนคำสั่งของคิมนัมจุน

พิธีกรรมของหมอผีเป็นอะไรที่ซับซ้อน และมีเงื่อนไขมากมายที่ต้องทำอย่างระมัดระวังให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกับในพิธีกรรมใหญ่ๆ อย่างเช่นพิธีคืนวิญญาณที่พวกเขาจะกระทำกันในคืนนี้ มันเป็นพิธีโบราณและเก่าแก่ แต่โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องตระเตรียมอะไรมากมาย ไม่ต้องใช้สมุนไพร เครื่องสังเวย หรือเลือดสดๆ ข้อยกเว้นเหล่านี้เพราะพวกเขาไม่ใช่พ่อมดแม่มดที่ศึกษาไสยเวท แต่เป็นทูตของเทพีแห่งโชคชะตา

ส่วนประกอบของพิธีกรรมของพวกเขามักจะเรียบง่าย ที่สำคัญๆก็เหมือนกับที่คิมนัมจุนบอก อย่าลืมสวมใส่อาภรณ์สีดำ ชำระร่างกายให้สะอาดที่สุด สวมใส่หน้ากาก และเริ่มพิธีในช่วงเวลาแห่งภูตผี หรือที่คนในยุคปัจจุบันเรียกกันว่า Witching Hour

ช่วงเวลาแห่งภูตผี คือฤกษ์ที่เหมาะสมที่สุดในการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณ ปีศาจ และไสยเวท

มันคือช่วงเวลาระหว่างตีสามถึงตีสี่ ช่วงเวลาที่ผู้คนหลับใหลในห้วงนิทราลึก และภูตผีจะตื่นเต็มตา สำหรับในเมืองแห่งนี้ นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่สามารถมองเห็นวิญญาณที่ติดอยู่ในคำสาปของเมืองนี้ได้ชัดเจนที่สุดด้วยเช่นกัน

ช่วงเวลาเช่นนี้ ทูตอย่างพวกเขาก็จะทรงพลังที่สุดในการทำพิธีคืนวิญญาณเช่นกัน

พิธีคืนวิญญาณนั้นมีผลลัพธ์ที่ตรงตัวกับชื่อเรียกขาน มันช่วยคืนวิญญาณดวงเดิม...ดวงแรกสุด เมื่อครั้งที่ดวงวิญญาณดวงนั้นถือกำเนิดขึ้นในพิภพให้กับผู้ทำพิธี ฟื้นคืนทั้งอำนาจและความทรงจำ ฟื้นคืนตัวตนและนิสัยแรกเริ่ม และในกรณีของพวกเขา พิธีนี้จะคืนศักดิ์ฐานะแท้จริงที่ถูกฝังอยู่ในวิญญาณของพวกเขาด้วยเช่นกัน

นอกจากหน้ากากแล้วพวกเขายังต้องการบางสิ่งคืนมา สิ่งนั้นเรียกว่าอาภรณ์รัตติกาล

มันเป็นเสื้อคลุมสีดำ ถักทอจากเส้นใยบางอย่างที่นุ่มลื่นและแข็งแกร่ง อาจารย์ของพวกเขาเคยกล่าวอ้อมๆว่าสิ่งที่ถักทอมันขึ้นมาคือใยไหมแห่งโชคชะตาของเทพีโนร์นทั้งสาม บ้างก็ว่าเป็นผ้าวิเศษที่ราชินีฟริกก้าแห่งแอสการ์ดถักทอขึ้นจากฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และถูกนำมามอบให้ทูตเพื่อตอบแทนที่ปกป้องอิกดราซิลและพิทักษ์โลกทั้งเก้าเอาไว้

เมื่อมีเสื้อคลุมนั้น พวกเขาจะเข้าใกล้คำว่าอมตะที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

อาวุธและอาคม ไม่อาจตัดเสื้อคลุมชุดนั้นขาด ความร้อนและความหนาว ไม่อาจเข้าถึงผู้สวมใส่ได้ ไม่ว่าน้ำหรือว่าไฟ ก็ไม่อาจรุนรานหรือทำลายเสื้อคลุมวิเศษชุดนี้ได้เช่นกัน

มันสลายไปพร้อมกับร่างกายของพวกเขา แต่หากพวกเขาทำพิธีคืนวิญญาณ มันจะกลับคืนมาพร้อมกัน

“ซีกเกอร์”

ขณะที่เดินมาถึงทางแยก เสียงของมินยุนกิก็ดังขึ้น เรียกชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ จองกุกหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองอีกฝ่ายเงียบๆ

เขาจดจำได้ว่าในอดีต ความสัมพันธ์ของเขากับผู้ทำลายล้างไม่ได้อยู่ในขั้นเลวร้ายและเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่ายเหมือนที่แทฮยองกลัว ดังนั้นต่อให้ต้องเผชิญกับความเกรี้ยวกราดหรือความเย็นชาของอีกฝ่าย เขาก็สามารถรับมือได้อย่างไม่มีปัญหา

เมื่อเห็นเขาหันกลับมาโดยไม่พูดอะไร มินยุนกิก็เอ่ยเสียงขรึมว่า “ขอบคุณ”

“ไม่จำเป็น” จองกุกตอบอย่างไม่ใส่ใจกับคำขอบคุณนั้น “ความกลัวเป็นพื้นฐานด้านความรู้สึกของมนุษย์ คุณจะหวาดกลัวอดีตของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมแค่พูดให้คุณมองเห็นสิ่งที่สำคัญกว่านั่นคือหน้าที่ของพวกเรา มนุษย์มักถูกสอนให้มอบความสำคัญกับสิทธิของตัวเอง แต่มักลืมมองถึงบทบาทและหน้าที่ของตัวเองไป ผมแค่ชี้ให้คุณเห็นบทบาทและหน้าที่ของคุณก็เท่านั้น”

เขาเติบโตมาในสังคมที่ผู้คนมักออกมาเรียกร้องสิทธินั่นนี่ คาดหวังสิ่งที่ดีขึ้นจากผู้นำประเทศ โดยไม่เคยย้อนมองดูตัวเองเลยว่าตัวเองทำบทบาทและหน้าที่ในฐานะพลเมืองได้ดีแค่ไหน สิทธิและบทบาทหน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน ในสายตาของผู้แสวงหาอย่างเขา คนเราควรทำบทบาทและหน้าที่ของตนเองให้ดีก่อน จากนั้นจะเรียกร้องสิทธิอะไรก็ตามได้อย่างเต็มกำลัง

หากมัวแต่เรียกร้องถึงสิทธิ ตัวเองกลับไม่อาจทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี มันก็ไม่ต่างอะไรจากมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เท้ากี่ข้างกำลังราน้ำอยู่ก็ไม่รู้ คนเป็นผู้นำออกแรงพายให้ตายเรือก็ไม่มีทางเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ เท้าราน้ำหลายข้างมากเข้า ดีไม่ดีเรือก็จมเอาโดยที่ผู้นำทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

ทว่ามนุษย์ก็มักเป็นเช่นนี้ โลกก็มันเป็นเช่นนี้

เขาไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงโลก หน้าที่ของเขามีเพียงอย่างเดียวคือปกป้องอิกดราซิล ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิที่จะพูดเตือนสติคนอื่น เพื่อให้หน้าที่ของเขาลุล่วง

มินยุนกิเองก็จดจำนิสัยของผู้แสวงหาได้ ดังนั้นจึงไม่ได้พยายามเอ่ยอะไรอีก เพียงแต่พยักหน้าให้เขา แล้วพาจีมินเดินเลี้ยวไปอีกทาง

จองกุกเงยหน้ามองท้องฟ้า ตัวอักษรเคนที่เคยนำทางเขาไปหาทุกคนยังคงอยู่ แต่เส้นสายมากมายกลับเริ่มปรากฏเพิ่มขึ้นมาจางๆ

เขารู้...หลังช่วงเวลาปีศาจของคืนนี้ผ่านพ้นไป ท้องฟ้าของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

 

เวลาหนึ่งนาฬิกาห้าสิบสามนาที

จองกุกปิดประตูบ้านอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ ก่อนจะกระชับเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่สวมอยู่แล้วสาวเท้าก้าวเดินไปยังรั้วบ้าน เขากระโดดข้ามรั้วอย่างที่มักทำเป็นประจำ ก่อนจะต้องชะงักเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏขึ้นนอกตัวบ้านอย่างชัดเจน

วันนี้...หมอกดูเหมือนจะลงจัดกว่าทุกวัน อุณหภูมิเองก็เย็นลงเช่นกัน

ดูราวกับว่าเมืองทั้งเมืองกำลังถูกรุนรานโดยหมอกสีขาวขุ่นที่ฟุ้งกระจายอยู่โดยรอบจนมองอะไรแทบจะไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ทว่าเมื่อมองด้วยดวงตาของจองกุก...ดวงตาของไฮเดอร์ เขากลับสามารถมองทะลุไอหมอกได้อย่างไม่ยากเย็นเมื่อตั้งสมาธิมองไป

เขายังเห็นร่างสีขาวซีดจางที่แทบจะกลืนหายไปกับไอหมอกทั้งหลายด้วย

ร่างเหล่านั้นคือดวงวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ใน Ghost Town แห่งนี้

จองกุกรับรู้ได้ว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นกำลังมองเขาอยู่ เด็กหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนักก่อนจะหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมเอาไว้ ทันทีที่หน้ากากเย็นเฉียบสัมผัสกับใบหน้า เสียงกระซิบวูบวาบก็ดังขึ้นมาทันที

“ปลดปล่อยเราเถิด”

“ช่วยเราลบล้างคำสาปนี้”

“ยับยั้งความมืด ยับยั้งซึ่งความตาย...”

จองกุกเดินผ่านร่างของวิญญาณเหล่านั้นไป เขารับรู้ได้ว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นกำลังลอยตามหลังของเขามา ดูราวกับขบวนแห่ของภูตผีโดยมีผู้นำคือมรณะทูตผู้ซ่อนใบหน้าเอาไว้หลังหน้ากาก จองกุกสูดลมหายใจเข้าลึก เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากในร่างกายของเขา ราวกับพลังบางอย่างกำลังไหลเวียนอยู่ภายในกาย

ไอหมอกค่อยๆแหวกตัวออกยามที่เขาเดินไป ไม่นานนักพวกมันก็ล่าถอยออกไปไกลจากเขาสามเมตร เมื่อจองกุกไปถึงที่ Dead Tree เขาก็พบว่ารอบต้นไม้ใหญ่ที่แห้งเหี่ยวนั้นไม่มีหมอกปกคลุมอยู่เลย แต่มีร่างของชายชุดดำจำนวนหนึ่งยืนอยู่แทน

จองกุกก้มลงมองบนพื้น เขาเห็นแสงสีขาวถูกวาดเป็นเส้นเอาไว้รอบต้นไม้ เขารับรู้ได้ทันทีว่าหากมองลงมาจากบนฟ้าจะสามารถเห็นวงแหวนอาคมที่โบราณและเก่าแก่มากวงแหวนหนึ่ง เด็กหนุ่มยกมือขึ้นอย่างช้าๆ ที่ปลายนิ้วของเขามีแสงสีขาวเจิดจ้าออกมา เขาหยุดยืนอยู่ในตำแหน่งที่ยังไม่ถูกวาดอักขระรูนเอาไว้ จากนั้นจึงวาดปลายนิ้วไปรอบตัวอย่างไม่เร่งร้อน

ตัวอักษรมากมายถูกปลายนิ้วของเขาลากวาดขึ้นมา พวกมันเรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นอมคมโบราณที่ไม่อาจออกเสียงให้เข้าใจได้ด้วยภาษาของมนุษย์ เมื่อจองกุกวาดพวกมันจนครบ ข้อมูลของเขาก็เกิดการลุกไหม้ รอยสักรูนปรากฏขึ้นเรียงร้อยอยู่รอบข้อมือของเขาราวกับกำไลสีดำเส้นหนึ่ง และวงแหวนที่เขาวาดก็เขื่อมเข้ากับวงแหวนด้านข้างทั้งสองวงได้ในทันที

ที่ด้านขวามือของเขา แทฮยองที่สวมหน้ากากแห่งผู้หลบซ่อนกำลังมองมา ก่อนจะเอ่ยว่า “เหลือแค่จีมินกับยุนกิที่ยังไม่มา”

จองกุกเลิกคิ้วเล็กน้อย เขานึกย้อนถึงท่าทางของยุนกิก่อนจากกันตรงทางแยก มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะอย่างไรก็ต้องมา และในตอนนี้เพิ่งจะตีสองเท่านั้น ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงให้คอยเขา

ในตอนนั้นเองที่แผ่นดินใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนขึ้นมาจนรู้สึกได้ แสงของวงแหวนที่ถูกวาดเอาไว้กะพริบเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเรืองแสงเจิดจ้าดังเดิม

“เฮลล่า?”

“อืม” แทฮยองพยักหน้ารับ “พี่จิน จัดการหน่อยครับ”

ซอกจินที่ยืนห่างออกไปสองตำแหน่งคุกเข่าลงบนพื้นก่อนจะประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ท่าทางราวกับว่าเขากำลังสวดภาวนาอยู่จริงๆ ริมฝีปากของเขาขยับอย่างรวดเร็วจนไม่อาจอ่านออกว่ากำลังพูดอะไรอยู่ ร่างของเขาค่อยๆเรืองแสงขึ้นมาอย่างช้าๆ จนกระทั่งแสงจากตัวของเขานั้นเจิดจ้าจนไม่อาจทนมองด้วยตาเปล่าได้

ในตอนนั้นเองที่เขาคลายมือที่ประสานไว้ระดับอกออก จากนั้นกดฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนพื้นดิน แสงสีขาวจางร่างของเขาก็ไหลหลากลงสู่พื้นดิน ชอนไชลึกลงไปราวกับรากของต้นไม้ แผ่นดินสะเทือนไหวขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะสงบลงพร้อมกับแสงนั้นที่ลับหายลงไปในดิน

“นี่น่าจะพอมัดมือมัดเท้าของนางเอาไว้ได้สักพัก” ซอกจินหอบหายใจ เขายิ้มแห้งอยู่บนพื้น เอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วง แค่เปลืองแรงเกินไปหน่อย ตอนนี้ฉันเหนื่อยจนแทบลุกไม่ไหว อืม..ขอฉันหาดูก่อนว่าพกขนมอะไรมาบ้างหรือเปล่า”

ฟุบ

โฮซอกที่ยืนอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับเขาพอดีหยิบห่อขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตออกมาแล้วโยนไปให้อีกฝ่าย ซึ่งซอกจอนก็สามารถรับเอาไว้ได้อย่างแม่นยำทันที

“ขอบใจ”

“ฉันยังมีอีกหลายห่อ ใครอยากกินหรือนายจะเอาอีกก็บอกได้นะ” โฮซอกเอ่ยอย่างใจดี พลางเปิดให้ทุกคนเห็นว่ากระเป๋าด้านในเสื้อสูทของเขาเสียบห่อขนมเอาไว้หลายห่อจริงๆ

“นายนี่ชอบพกของแบบนั้นเสมอเลยนะ” นัมจุนเอ่ยขึ้นยิ้มๆ

“เพราะเวลาออกทำภารกิจใหญ่ๆชอบมีคนใช้พลังจนเกินตัวแล้วก็หิวไม่เป็นเวล่ำเวลาน่ะสิ”

ขณะฟังพวกเขาหยอกเย้ากันไปมา จองกุกพลันรู้สึกได้ว่าขอบตาของเขาร้อนผะผ่าว

นี่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทว่าห้วงเวลานั้นกลับยาวนานเสียจนจำแทบไม่ได้แล้ว ทว่าเขารู้ดี ครั้งหนึ่งพวกเขาทั้งเจ็ดคนเคยรวมตัวกันเช่นนี้ แม้ไม่บ่อยนัก ทว่าทุกครั้งที่ได้รวมตัวกัน พวกเขาจะนั่งล้อมลงรอบกองไฟ บอกเล่าประสบการณ์จากการเดินทางของแต่ละคนให้กันและกันฟัง จากนั้นก็จะถกกันเรื่องเวทมนตร์ อาคม หรือเรื่องรูน บางครั้งก็จะเอาของหายากจากเมืองที่อีกฝ่ายยังไม่เคยไปมามอบให้กัน

เขาพบว่าตัวเองคิดถึงช่วงเวลาเช่นนั้นเหลือเกิน

“มันเหมือนเวลาถูกหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่หลังจากวันนี้ไป นาฬิกาและกาลเวลาจะเริ่มเดินหน้าต่ออีกครั้งแล้ว การเดินทางของทูตทั้งเจ็ดจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง” แทฮยองเอ่ย สายตาจับจ้องไปยังชายสามคนที่ยังคงคุยเล่นคุยหัวกันอยู่เป็นการฆ่าเวลา

“ฉันจะไปตามสองคนนั้น” จองกุกเอ่ยออกไปเสียงเรียบ มือของเขาสะบัดวูบ อักษรรูนตัวหนึ่งที่ไม่ทันมองให้ชัดว่าเป็นตัวอักษรใดก็พุ่งหายไป แทฮยองหัวเราะเสียงเบา กล่าวว่า “ไม่อยากรออีกต่อไปแล้วสินะ นายนี่ใจร้อนจริงๆ ได้หน้ากากคืนมาเป็นคนสุดท้ายแท้ๆ”

“ฉันอยากจะจำให้ได้ทั้งหมดเร็วๆ” จองกุกจ้องมองไปทางเขา “โดยเฉพาะเรื่องของนายกับฉัน”

แทฮยองชะงักก่อนจะเสเบือนใบหน้าไปทางอื่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วว่า “จริงๆ แล้ว สำหรับฉัน...ลึกๆแล้วฉันไม่ค่อยอยากให้นายจำเรื่องทั้งหมดได้เท่าไรหรอกนะ”

จองกุกชะงัก พวกเขาสบตากันผ่านหน้ากาก อยู่ดีๆก็พลันรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเขาสองคน จองกุกอยากออกจากวงแหวนเวท อยากจะเดินไปหาอีกฝ่าย แต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจขยับตัวออกนอกวงแหวนอาคมนี้ได้ ดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอย่างมาก

เด็กหนุ่มพยายามเฟ้นหาความทรงจำจากหน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่

เพราะอะไรแทฮยองถึงได้พูดแบบนั้น อีกฝ่ายจำเรื่องอะไรได้ แล้วเขาจำเรื่องราวตรงส่วนไหนไม่ได้ ความทรงจำนั้นจะต้องเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่ๆ

ทว่าก่อนที่เขาจะได้ดำดิ่งเข้าไปในความทรงจำที่บรรจุไว้ในหน้ากาก เสียงฝีเท้ารัวเร็วก็ดังขึ้น แล้วจีมินกับมินยุนกิก็วิ่งเข้ามา ทั้งคู่หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ดูราวกับว่าวิ่งสุดแรงเกิดมาที่นี่

“เกิดอะไรขึ้น” นัมจุนถามทันที

“การก่อกวนของเฮลล่า” จีมินหอบหายใจ เขาพยายามสูดลมเข้าปอดเพื่อปรับสภาพตัวเอง “เราหลงทาง...ใช่ ครีต หลงทางในเมืองเล็กๆที่พวกเรารู้จักทุกซอกทุกซอยดี แถมยังมีเงาดำไล่ตามพวกเราอีก ยังกับอยู่ในหนังแหนะ ที่ต้องวิ่งอยู่ในเขาวงกตแล้วมีอสุรกายไล่ตาม เพราะพี่ยุนกิไม่ยอมฝึกวิชาเลยก่อนหน้านี้ ก็เลยใช้ไฟของเขาเผาพวกมันไม่ได้ โชคดีที่เพรย์ลงมือช่วยทัน รากแสงนั่นคืออาคมของนายใช่ไหมเพรย์?”

ซอกจินพยักหน้ารับ คิ้วขมวดเข้ากันจนแน่น จนใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเคร่งเครียดกว่าปกติ “เฮลล่าถึงกับส่งอสุรกายขึ้นมาไล่ตามพวกนายได้?”

“เห็นได้ชัดว่าอาคมที่ขังนางไว้แต่เดิมเสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆแล้ว” โฮซอกพึมพำ

“แล้วพอรากแสงกระชากพวกมันกลับลงไปในดิน ไม่นานนักซีกเกอร์ก็ส่งอักษรเคนแห่งการนำทางมาให้พวกเรา พวกเราก็เลยเดินทางมาที่นี่ได้อย่างถูกต้องเสียที” จีมินถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเล่าจบ

“เสียเวลาไม่ได้แล้วสินะ” ยุนกิเอ่ยขึ้นเสียงเบา

เขาสูดลมหายใจเข้าก่อนจะผ่อนลมหายใจออกอย่างข้าๆ ขณะที่เดินก้าวเข้าไปยืนในตำแหน่งของตนเอง นิ้วของเขาเรืองแสงขึ้น ผู้ทำลายล้างและผู้ปกป้องต่างก็ร่างวงแหวนอาคมของตนเองขึ้นมา

เส้นสายของวงแหวนขนาดใหญ่ในที่สุดก็ถูกวาดขึ้นอย่างสมบูรณ์

จองกุกหลับตาลงเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ ในหัวของเขาเกิดเรียงร้อยถ้อยคำภาษาโบราณขึ้นมาเอง ริมฝีปากของเขาขยับ เปล่งเสียงออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ ด้วยอาคมบทเดียวกัน

“พญาพฤกษา รากฐานแห่งสรรพชีวิตทั้งปวง ข้าผู้ก่อเกิดจากท่าน ขอน้อมจิตตั้งมั่นอธิษฐาน ดวงจิตแห่งทูตซึ่งเคยถูกทอดทิ้งไว้ ณ สถานแห่งนี้ มิอาจสถิตอยู่เป็นเวลาชั่วกาล

เทพีทั้งสาม ผู้ถักทอร้อยเส้นไหมแห่งโชคชะตา ข้าผู้รับบัญชา ขอน้อมจิตร้องขอความปรานี โปรดช่วยนำวิญญาณของข้านี้ หวนกลับคืนสู่ความเที่ยงแท้แรกเริ่มแต่เดิมมา

บุปผาทั้งเจ็ดเบ่งบาน พันธะสถานพรั่งพร้อม ข้าขอสักการะนบน้อม แด่พญาพฤกษาแห่งชีวิตและปัญญา โปรดคืนพลังแห่งปวงข้า คืนศักดิ์ คืนฐาน คืนดวงวิญญาณ... แก่ข้าในฉับพลัน!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 461 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,142 ความคิดเห็น

  1. #1065 Apollon~kv (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 19:21
    มาเเล้ววๆๆๆ ขนลุกเลยเเม่ขลังจริง
    #1,065
    0
  2. #1037 boahammock (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 09:20
    ทำไมแทถึงไม่อยากให้จกุกจำได้กันนะ เรื่องความทรงจำมีอะไรกันแน่ที่ทำให้แทรู้สึกแบบนั้น อยากรู้แล้วฮัะะ
    #1,037
    0
  3. #911 butterr. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 21:02
    ยิ่งใหญ่มากเว่ออ โง้ยยย
    #911
    0
  4. #893 tomyongsw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 19:55
    โอ้ยขนลุกมากกกก;_; ฮือออ ตอนที่แทฮยองบอกว่า ไม่อยากให้จองกุกจำเรื่องทั้งหมดได้เท่าไหร่ เราแอบใจกระตุก ระหว่างสอคนนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ตื่นเต้นแล้ว พอเรียกทุกอย่างกำลังมา ปมจะต้องคลายอีกแน่ๆ สุดยอดเลยค่ะ อ่านไปขนลุกไป ตอนร่ายเวทย์ช่วงท้าย คือแบบ สุดอ่ะ น้ำตาจะไหล ชอบบบบบ
    #893
    0
  5. #868 @S_CB (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 18:30
    โหย ขนลุกเลยอ่ะ!
    #868
    0
  6. #855 taetan06518 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 04:31
    โหหห ไรท์ทำไมเเต่งเก่งจัง หัวเราจินตนาการได้ตามเป็นฉากๆเลย ภาษาก็สวยมากๆ ทำเราขนลุกไปหมดเเล้ว ตื่นเต้นมากๆ
    #855
    0
  7. #822 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 12:08
    โคตร...ขลัง
    หนูว่าหนูมั่ยหวัยคร่ะ
    มันรุนแรง แง้
    #822
    0
  8. #778 PaiiKanj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 13:14
    ตื่นเต้นอ่ะ เค้าจะได้พลังคืนมากันแล้ว
    #778
    0
  9. #768 Plíða (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 11:31
    ฮื้อออออออ อ่านตอนกลางวันยังรู้สึกขนลุกพึบพับขนาดนี้ ชอบพล็อตเรื่องที่ดูลึกลับแบบนี้มาก
    #768
    0
  10. #748 ่Airino (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 22:38
    แอบขนลุกเบาๆกับตอนนี้เลยค่ะ
    #748
    0
  11. #671 Pasupasu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 16:26
    ขนลุกวูบขึ้นมาเลย ฮือ
    #671
    0
  12. #659 Preen14-07 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 10:49
    อูยยยยยย ขนลุกจรืง
    #659
    0
  13. #614 sofar_fa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 10:01
    รู้สึกว่าปริศนาในอดีตจะเยอะเอามากๆเลยล่ะ เรื่องราวที่จองกุกยังจำไม่ได้ แต่เอาจริงๆ แทแทอาจจะแค่เขินเลยไม่อยากให้จำได้ก็ได้ ทำไมเป็นคนชอบคิดมาก 555555
    แต่แบบ ตอนจองกุกออกจากบ้านแล้วพบหมอกหนา ในใจนี่ก็คิดว่าเออ ถ้าเป็นงี้ไปรับอีกสองคนหน่อยไหม แล้วไม่คิดว่าทั้งสองคนนั้นจะหลงทางจริงๆ 555555
    #614
    0
  14. #540 Kwzen_p (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 15:21
    อ่านละขนลุกมากๆๆ คือมันดีมันลึกลับน่าติดตาม มันดูยิ่งใหญ่มาก อ่านไปใจเต้นไป อยากรู้ความสัมพันธ์ของแทกับจกุกด้วยๆๆๆมันต้องมีซัมติงรอง!
    #540
    0
  15. #498 Moonlionz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 23:51
    ตื่นเต้นเลย รู้สึกว่ากำลังจะสนุกขึ้นอีก ที่แทฮยองพูดหมายความว่าไงเนี่ยย ;-;
    #498
    0
  16. #484 --Black Rose (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 10:14
    ขนลุก ตื่นเต้น ความทรงจำย้อนคืนคงสนุกน่าดู
    #484
    0
  17. #467 LoveHowHeRap (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 22:31
    ขนลุกจริง

    ถ้าน้องได้ความทรงจำคืนจะเป็นไงนะ...
    #467
    0
  18. #448 Daduean (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 13:03
    ขนลุกมากๆ แต่เขินมากตอนจองกุกบอกอยากรู้เรื่องของฉันกับนาย แงงงง
    #448
    0
  19. #434 Chutipa-oil (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 23:45
    อมกก ขนลุกกชอบสุดๆไปเลยค่าา;^;
    #434
    0
  20. #400 Vilarr (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 15:51
    ขนลุกไปหมดด แง้ มันดีมั่กกก ;-;
    #400
    0
  21. #399 tyoki (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:15
    ชอบเรื่องนี้มาก ดูลึกลับ น่าค้นหามากๆเลยค่ะ รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
    #399
    0
  22. #398 ncs_new (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 04:53
    อ่านไปขนลุกไป ดูยิ่งใหญ่มากๆ
    #398
    0
  23. #397 BaillyB (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 02:24
    ชอบมากเลยค่ะ รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก5555
    #397
    0
  24. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  25. #392 SAVF (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 22:51
    ชอบบทสวดมากเลยยยยย
    #392
    0