จบแล้ว {Fic BTS} The Flower {KookV} #Flowerkookv

ตอนที่ 8 : Chapter 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,826
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 468 ครั้ง
    18 เม.ย. 62


Chapter 8

 

“นายเคยมาที่นี่แล้วหรือเปล่า” แทฮยองถามขณะที่เขากับจองกุกกำลังเดินผ่านเข้าประตูสวนสนุกเข้าไปด้านในโดยไม่ต้องเสียค่าเข้า นี่คือสิทธิพิเศษของชาวเมืองที่สามารถเข้าสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ได้โดยไม่เสียค่าเข้า ยกเว้นโรงละครของตระกูลคิมที่ยังต้องเสียค่าซื้อบัตรเข้าชมอยู่ดี ในเวลานี้ผู้คนยังคงเข้าออกสวนสนุกแห่งนี้จนบริเวณหน้าประตูทางเข้าออกพลุกพล่านและเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยปนหัวเราะ

“เคยสิ” จองกุกตอบ ก่อนจะชะงักไปด้วยความแปลกใจแล้วย้อนถามว่า “นายไม่เคย?”

แทฮยองส่ายหน้าเป็นคำตอบ ส่งผลให้จองกุกรู้สึกประหลาดใจมากกว่าเดิม เขาขมวดคิ้วพลางถามว่า “ทำไมล่ะ ที่บ้านไม่ให้นายออกมาเดินเที่ยวเลยอย่างนั้นเหรอ”

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ด้วยความสามารถของฉัน ต่อให้พวกเขาห้ามยังไงฉันก็สามารถหนีออกมาเที่ยวเองได้ง่ายๆ แต่ที่ฉันไม่เคยมาที่นี่ เพราะฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะมาคนเดียวน่ะ” แทฮยองเอ่ยยิ้มๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ที่ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้มันมากขึ้นเท่าไร ความใหญ่โตของมันก็ดูเหมือนจะขยายเพิ่มขึ้นได้เองหลายเท่าจนน่าประหลาดใจ

“อย่างนั้นเหรอ” จองกุกพึมพำ เขาชะงักเมื่อเดินนำแทฮยองมาถึงส่วนอาคารอำนวยการของสวนสนุก ซึ่งที่ด้านหน้ามีป้ายเขียนอย่างชัดเจนเอาไว้ว่า เข้าได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีบัตรผ่านเท่านั้น

แทฮยองดึงแขนเสื้อจองกุกก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง นายมีฉัน”

จองกุกนิ่งงันไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเข้าใจในทันทีว่าแทฮยองหมายถึงอะไร เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าอีกฝ่ายมีความสามารถในการหายตัวได้ ดังนั้นหลังจากที่ส่งสายตาตั้งคำถามไปให้แทฮยอง อีกฝ่ายก็หยิบหน้ากากขึ้นมาสวมก่อนจะยื่นมือมาให้เขา

จองกุกมองมือที่ยื่นมาตรงหน้า ภาพนี้คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เรากับว่าเขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วอย่างไรอย่างนั้นจริงๆ ขณะที่เอื้อมมือของตัวเองออกไปจับมือกับอีกฝ่าย หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกยินดีและไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

ไม่สิ แท้จริงแล้วสาเหตุนั้นมี เขาเพียงยังจำไม่ได้เท่านั้น

เมื่อแทฮยองกระชับจับมือของเขา ร่างกายของเขาก็เย็นสบายขึ้นทั้งยังเบาขึ้นราวกับลอยได้อย่างไรอย่างนั้น แทฮยองยกนิ้วชี้ทาบริมฝีปากเอาไว้ เป็นการบอกเขาว่าห้ามส่งเสียง ก่อนจะส่งสัญญาณให้เขานำทางต่อ

จองกุกก้าวเดิน เป็นฝ่ายจูงแทฮยองเข้าไปด้านในอาคารอำนวยการ ระหว่างทางนั้นเขาเองก็หยิบเอาหน้ากากขึ้นมาสวม ด้วยความอยากรู้อะไรบางอย่าง

เขาอยากรู้ว่าหากเขาใส่หน้ากากด้วยตัวเอง และไม่ได้ต้องการมองดูความทรงจำในอดีต หน้ากากจะแสดงให้เขาเห็นถึงอะไร

ทว่าคำตอบที่ได้รับแปลกประหลาดยิ่งนัก นอกจากแสงสีจากอักษรรูนที่เขาวาดเอาไว้จะชี้นำทางเดินละเอียดขึ้นแล้ว เขาก็ไม่ได้อะไรจากการสวมหน้ากากอีก เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นว่าแทฮยองกำลังมองดูเขาอยู่ ดวงตาคู่ที่ปรากฏออกมาตรงช่องหน้ากากพราวระยับราวกับมีบางอย่างที่อยากจะพูด แต่ก็ไม่ได้พูดมันออกมา

พลังของแทฮยองทำให้เขาหายตัวได้ แต่ดูเหมือนจะไม่อาจทำให้คนอื่นๆไม่ได้ยินเสียงไปด้วยได้

จองกุกจูงแทฮยองมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานของผู้อำนวยการสวนสนุก

ป้ายชื่อทำจากโลหะ สลักตัวอักษรเอาไว้ว่า จองโฮซอก

นี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของสวนสนุกแห่งนี้ ทายาทชายหนึ่งเดียวของตระกูลจองแห่งGhost Town เมื่อขบคิดดูแล้วก็พบว่าไม่น่าแปลกใจเลย ที่นอกจากตระกูลคิมผู้ร่ำรวยแล้ว ตระกูลจองเองก็ยังมีหน้ากากเอาไว้ในครอบครองด้วยเช่นเดียวกัน ในเมื่อพวกเขาเองก็เป็นตระกูลเก่าแก่ที่ได้รับหน้ากากไปดูแลรักษาเช่นเดียวกัน

แทฮยองกระตุกมือเขาเบาๆก่อนจะดันประตูเดินเข้าไป

เมื่อประตูเปิดออกโดยไร้ผู้เปิด ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความประหลาดใจ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเมื่อพบเจอแต่ความว่างเปล่า ในตอนนั้นเองที่แทฮยองปล่อยมือจองกุก ชายหนุ่มคนนั้นก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเผชิญหน้าเข้ากับเด็กหนุ่มสองคนที่สวมใส่หน้ากากคุ้นตาปรากฏขึ้นอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงที่ตรงหน้า

“เอ๊ะ ฮะ..ไฮด์กับซีกเกอร์?” จองโฮซอกผุดลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานของเขา จดจำหน้ากากทั้งสองใบนั้นได้ทันทีแต่ก็ยังมีท่าทางรับมือไม่ถูกตั้งตัวไม่ทันอยู่มาก เขาลนลานเดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงานก่อนละล่ำละลักถามว่า “พวกนายมาที่นี่...”

“จริงๆระดับนายน่าจะรู้อยู่แล้วนะว่าเราสองคนจะมา ดรีมเมอร์” แทฮยองเอ่ยพลางปลดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ของเขา “ในเมื่อนายมีพลังในการฝันบอกเหตุล่วงหน้าได้นี่”

“ฉันไม่ฝันมานานมากแล้ว...” จองโฮซอกพึมพำ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยขึ้นมาในฉับพลัน เขาก้มหน้าคอตกขณะเอ่ยกับแทฮยองว่า “ฉันไม่มีปัญญาไปตามหาใครทั้งนั้น แม้ว่าจะรู้ว่าอิกดราซิลกำลังเกิดปัญหา ปัญหานั้นส่งผลกระทบกับพลังของฉัน ทำให้ฉันเหมือนอินเทอร์เน็ตที่สัญญาณขาดๆหายๆ จนกระทั่งสัญญาณดับไป ฉันยังใช้รูน ใช้พลังอื่นๆได้ปกติ ยกเว้นฝันบอกเหตุ...”

“นั่นเป็นเพราะพลังนั้นของนายได้มาจากอิกดราซิลโดยตรงน่ะสิ เมื่อการเชื่อมต่อขาดไป นายจึงไม่ได้รับการเตือนอะไรล่วงหน้าจากอิกดราซิลอีกแล้ว” แทฮยองถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฟังนะ ดรีมเมอร์ ตอนนี้เฮลล่ากำลังจะตื่นขึ้นมา ฉันกำลังรวบรวมทูตทุกคนเพื่อทำพิธีคืนวิญญาณ ภารกิจของเราที่ค้างอยู่จะต้องได้รับการสานต่อให้สำเร็จ ส่งเฮลล่ากลับเฮลไฮล์ม และแก้ไขปัญหาที่เกิดกับรากของอิกดราซิลให้เรียบร้อย”

“ตอนนี้ยังขาดใครบ้าง” โฮซอกถาม

“ขาดนายคนเดียว” จองกุกที่เงียบมานานโพล่งขึ้น เขาถอดหน้ากากออกแล้วเช่นเดียวกับแทฮยอง แต่ถือเอาไว้ในมือด้วยความที่ไม่รู้จะเสกให้มันหายไปได้อย่างไร เขาหรี่ตามองโฮซอกก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่รู้ทำไม ฉันเห็นหน้านายแล้วไม่ชอบขี้หน้าเอาซะเลย”

จองโฮซอกอ้าปากค้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางหงอยๆว่า “เมื่อก่อนนายชอบหาว่าฉันเป็นพวกหัวอ่อน ใจดี ไม่เหมาะสมจะเป็นหมอผี ทั้งๆที่ฉันเป็นศิษย์พี่ของนายแท้ๆ...”

“เอาล่ะๆ” แทฮยองรีบเข้ามาแทรก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็พอจะรู้เรื่องราวในอดีตของทั้งสองคนไม่น้อย ดังนั้นจึงเดินเข้ามาจับแขนเสื้อของจองกุกเอาไว้แล้วเอ่ยยิ้มๆว่า “ไหนๆก็ได้เจอกันแล้ว เป็นเรื่องดีออกนะ อย่าไปสนใจเรื่องความรู้สึกตกค้างจากในอดีตพวกนั้นมากนักเลย ตอนนี้เราต้องพาดรีมเมอร์ ไม่สิ พาคุณโฮซอกไปเจอกับทุกคนกันก่อน”

“อืม” อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อพบหน้าโฮซอกของจองกุกปลิวหายไปทันทีที่แทฮยองจับแขนของเขาเอาไว้ แวบแรกจองกุกตกใจ เขาคิดว่าแทฮยองอาจมีความสามารถอื่นนอกเหนือไปจากหายตัวได้กับรับรู้อารมณ์ผู้อื่น บางทีอีกฝ่ายอาจความคุมอารมณ์คนอื่นได้ด้วย

แต่แล้ววินาทีต่อมาเขาก็เข้าใจ แทฮยอง...ไฮเดอร์คนนี้มีอิทธิพลต่อเขามากต่างหาก ไม่ใช่ควบคุมอารมณ์ได้ แต่ปัดเป่าทุกอารมณ์ที่เป็นด้านลบของเขาไปได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เข้ามาอยู่ใกล้ๆหรือสัมผัสตัวเขา ทั้งยังสร้างอารมณ์ด้านบวกทั้งหลายให้เกิดขึ้นกับเขาได้แทนที่ราวกับมีเวทมนตร์

อิทธิพลระดับนี้...ในอดีตระหว่างเขากับไฮเดอร์ เคยเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้างนะ

ชักอยากจะรู้แล้วสิ

 

บรรยากาศในห้องทำงานของคิมนัมจุนวันนี้ค่อนข้างอึดอัดเป็นอย่างมากเมื่อพวกแทฮยองไปถึง คิมซอกจินกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา ส่วนเจ้าของห้องทำงานก็กำลังนั่งขมวดคิ้วจ้องมองชายหนุ่มผมดำคนหนึ่งที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด ผู้ซึ่งในขณะนี้ถูกเชือกมัดเอาไว้กับเก้าอี้ ข้างกายของเขาคือพัคจีมินที่มีสีหน้าเคร่งเครียด

“มาแล้วเหรอ แทฮยอง” นัมจุนผุดลุกขึ้นทันทีที่เห็นน้องชายมาถึงพร้อมกับจองกุกและโฮซอก เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าจองโฮซอก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งขบขันว่า “ถามจริง นายเองน่ะเหรอ ดรีมเมอร์?”

“นัมจุน” จองโฮซอกทักทายเพื่อนร่วมชั้นสมัยเด็กของตนเองก่อนจะหัวเราะเสียงแห้ง “ฮ่าๆ ให้ตายสิ นายคือครีเอเตอร์ใช่ไหม ทำไมก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยสังเกตหรือเอะใจเลยนะ”

“ในที่สุดพวกเราก็ได้มาพร้อมหน้าพร้อมตากันสักทีนะ” ซอกจิน ชายหนุ่มผู้มีอายุมากที่สุดในบรรดาคนทั้งห้องนี้ลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ “ฉันคงไม่ต้องบอกรายละเอียดของภารกิจเก่าซ้ำหรอกใช่ไหม เชื่อว่าทุกคนคงจำได้กันอยู่แล้ว พวกเราจะลืมอะไรไปก็ได้ แต่หนึ่งในสิ่งที่ต้องจดจำได้ก็คือเรื่องภารกิจ”

“ฟังนะ แทฮยอง” นัมจุนเดินเข้ามาหาน้องชายคนเล็กก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนนี้เรามีปัญหาใหญ่อยู่หนึ่งเรื่องที่ต้องแก้ ก่อนที่จะทำพิธีคืนวิญญาณ”

“ครับ?”

“ผู้ทำลายล้างไม่ยินยอมเข้าร่วมภารกิจนี้กับเรา”

จองกุกกับแทฮยองพร้อมใจกันหันไปมองชายหนุ่มผมดำที่กำลังมองมาทางพวกเขาตาขวาง แทฮยองสะดุ้งเบาๆก่อนจะขยับกายเข้าหาจองกุกโดยอัตโนมัติ จองกุกเองก็ขยับขึ้นมาบังเขาเอาไว้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ท่าทางของพวกเขาส่งผลให้มินยุนกิส่งเสียงชิเบาๆออกมาก่อนจะกล่าวว่า “ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ พวกแกน่ะ”

“พวกแกทุกคนไม่มีใครเปลี่ยนไปเลยแม้แต่คนเดียว น่าทึ่งจริงๆ” มินยุนกิหัวเราะอย่างเย็นชาในลำคอ “หึๆๆ มีแต่ฉันเท่านั้นหรือไงที่เปลี่ยนความคิดไปแล้ว”

“เขาเป็นอะไรไปน่ะ” โฮซอกถามจีมินผู้ที่เขารู้ได้ว่าคือดีเฟนเดอร์ด้วยน้ำเสียงฉงน “ปกติเขาไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา ถึงจะปากเสียใจร้อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนคนโรคจิตแบบนี้หรือเปล่า”

“ระวังคำพูดหน่อย ไอ้หนู” ยุนกิกระชากเสียงพลางถลึงตาใส่โฮซอก

“ไอ้หนู?” โฮซอกอุทาน “ขอโทษเถอะคุณครับ ผมอายุมากกว่าคุณอีกในชาติปัจจุบันนี้เนี่ย”

แทฮยองที่ยืนอยู่ด้านหลังจองกุกเอ่ยขึ้นมาว่า “เขากำลังกลัว”

“กลัว?” ทุกคนในห้องแทบจะอุทานขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทุกสายตาพุ่งไปยังมินยุนกิด้วยความประหลาดใจปนตื่นตะลึง เพราะพวกเขารู้ดีว่าชายผู้ได้รับฉายาผู้ทำลายล้างนั้นไม่เคยกลัวสิ่งใด แต่พวกเขาเองก็รู้ดีว่าความสามารถในการอ่านอารมณ์ของแทฮยองนั้นไม่เคยผิดพลาด

มินยุนกิกลัวอย่างนั้นหรือ?

“พี่ยุนกิ” จีมินแตะไหล่ญาติผู้พี่อย่างแผ่วเบา “มีเรื่องอะไรพี่บอกผมได้นะครับ”

มินยุนกิถลึงตาใส่เด็กหนุ่มแปลกหน้า “ผู้หลบซ่อน ยังชอบใส่ใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านเหมือนเคยเลยนะ ไม่เบื่อบ้างหรือไง”

ไม่ต้องให้แทฮยองอ้าปากเอ่ยอะไร จองกุกที่ยืนบังเขาอยู่ก็ชิงกล่าวเสียงเรียบทันที “รู้จักใส่ใจคนรอบข้าง ก็ยังดีกว่าเอาเหตุผลส่วนตนเป็นใหญ่จนละเลยการให้ความร่วมมือกับส่วนรวมนะครับ คุณทรอย ไม่สิ คุณยุนกิ”

สายตาของมินยุนกิตวัดฉับมาทางจองกุก พวกเขาสองคนจ้องตากันอย่างไม่ลดละ ร้อนถึงเจ้าของห้องทำงานนี้อย่างคิมนัมจุนที่ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย เขาเดินอ้อมออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า “พอแล้ว”

ยุนกิกับจองกุกจึงค่อยละสายตาออกจากกันราวกับไม่อาจต้านทานน้ำเสียงออกคำสั่งนั้นได้

“ดีเฟนเดอร์ ตรึงเขาเอาไว้บนเก้าอี้ ไฮเดอร์ จัดการอ่านความรู้สึกของเขาซะ” คำสั่งต่อไปของอดีตพระราชาดังขึ้น จีมินกับแทฮยองขยับตัวตามคำสั่งด้วยความเคยชินทันที ในมือของจีมินปรากฏสายน้ำพร้อมกับอักษรลากู สายน้ำกลายสภาพเป็นเชือกรัดร่างของยุนกิไว้จนเขาขยับไปไหนไม่ได้ ส่วนแทฮยองก็หยิบหน้ากากขึ้นมาสวม พลางเดินอ้อมไปที่ด้านหลังของอีกฝ่าย มือทั้งสองข้างของเขาทาบลงบนข้างศีรษะชองยุนกิ

เปลวไฟลุกพรึบขึ้นทั่วทั้งร่างของยุนกิ เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามจะต่อต้าน แต่กลับไม่อาจต้านทานพลังของทั้งสองคนได้ สุดท้ายเปลวไฟก็ค่อยๆมอดดับลง มินยุนกิถูกพลังบางอย่างบังคับให้ต้องหลับตา ปล่อยให้ผู้หลบซ่อนบุกรุกเข้าไปในจิตใจของเขา

ถ้าหากจะต้องจดจำเรื่องเลวร้ายพวกนั้นได้อีกครั้ง ฉันขอจดจำอะไรไม่ได้เลยดีกว่า

เมื่อใดก็ตามที่คืนวิญญาณ ฉันก็จะไม่ใช่ตัวฉันในตอนนี้อีกแล้ว

ฉันไม่อยาก...จะต้องทำร้ายใครอีกแล้ว

แทฮยองปล่อยมือออกจากศีรษะของยุนกิ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อยข้างเศร้าว่า “เขาไม่ต้องการให้ความทรงจำในอดีต...ที่เคยทำร้ายผู้คนมามากมายต้องหวนกลับมา อีกทั้งยังกลัวว่าหากทำพิธีคืนวิญญาณแล้ว เขาจะสูญเสียความเป็นมินยุนกิไป กลายเป็นตัวตนที่ถูกสะกดเอาไว้ในหน้ากากนั่น...”

สิ้นเสียงของแทฮยอง ทั้งห้องทำงานก็พลันตกอยู่ในความเงียบ

ซอกจินโบกมืออย่างช้าๆ สายลมหอบหนึ่งพัดเข้ามาภายในห้องพร้อมกับใบไม้เหี่ยวเฉาหลายใบ ชายหนุ่มคว้าจับพวกมันเอาไว้ เมื่อสัมผัสกับปลายนิ้วของเขา ใบไม้แห้งเหล่านั้นก็พลันสลายกลายเป็นฝุ่นละอองไปต่อหน้าต่อตา ดวงตาของชายหนุ่มฉายแววเจ็บปวด เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนัมจุน เอ่ยเสียงแผ่วว่า “ไม่มีเวลาแล้ว มหาพฤกษากำลังรอพวกเราอยู่”

มือของแทฮยองกำแขนเสื้อของจองกุกแน่นขึ้น เขารับรู้ได้ในทันทีว่าแทฮยองกำลังกังวลใจ จองกุกนึกย้อนดูในความทรงจำอันเลือนรางแต่ก็แจ่มชัดในบางทีของตนเอง เขาจำได้ว่าแทฮยองมักเป็นเช่นนี้เสมอ เป็นห่วงผู้อื่น ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น มักยอมเสียสละอะไรมากมายเพื่อคนอื่นได้โดยไม่ลังเลและเสียใจ

การพิทักษ์อิกดราซิลนี้ หากมองว่าเป็นการทำตามหน้าที่มันก็ใช่ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การหยุดยั้งการตายของต้นไม้แห่งชีวิตก็เพื่อหยุดยั้งการล่มสลายของโลกทั้งเก้า

มินยุนกิขัดขวางภารกิจที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้?

“เห็นแก่ตัว” ริมฝีปากของจองกุกขยับเอ่ยออกไปก่อนที่สมองจะสั่งการเสียอีก คำพูดของเขาเรียกสายตาดุดันจากมินยุนกิได้ในทันที แต่เขาก็หาได้แคร์สายตาหรือท่าทางของอีกฝ่ายไม่ ความทรงจำในอดีตบอกเขาว่าเดสทรอยเยอร์เป็นชายที่น่ายกย่อง เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ เขาเป็นได้ทุกอย่างยกเว้นชายขี้ขลาดที่หวาดกลัวอดีตของตนเอง

“ผมไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ไอ้ความทรงจำที่คุณกลัวว่ามันจะหวนกลับมาหรือตัวตนปัจจุบันที่คุณกลัวจะสูญเสียมันไปน่ะ แต่ผมรู้อยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือความเจ็บปวดของคุณมันเล็กเสียยิ่งกว่าเซลล์ไม้เซลล์หนึ่งบนต้นอิกดราซิลเสียอีก เพราะสิ่งที่ต้นใม้นั่นแบกรับไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคุณ แต่เป็นโลกทั้งเก้าใบครับ คุณมินยุนกิ และนั่นหมายถึงหลายพันล้านชีวิตจากโลกเก้าใบที่จะตายกันหมดเพียงเพราะคุณไม่อยากสูญเสียตัวตนจอมปลอมของคุณไปแล้วยอมรับตัวตนที่แท้จริงของคุณเองกลับมา

คุณลืมไปแล้วหรือ มินยุนกิ กาลครั้งหนึ่งคุณเคยถูกเลือกโดยเทพีแห่งโชคชะตา ท่ามกลางคนเป็นล้านคนบนโลก เพื่อให้กลายเป็นทูต...เป็นตัวแทนของเทพี ทำหน้าที่ง่ายๆส่งสาน์สระหว่างเทพีสู่มนุษย์และปกป้องอิกดราซิลเอาไว้ ปกป้องต้นไม้แห่งชีวิตที่ให้กำเนิดพวกเราขึ้นมาบนโลกนี้ มันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลอะไรมากมายเลย แค่ความรู้สึกเรียบง่าย เหมือนตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่มีอิกดราซิลก็ไม่มีโลก ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีคุณ ไม่มีผม หรือกระทั่งคู่บำเพ็ญของคุณอย่างจีมิน พวกคุณจะไม่มีวันได้ถือกำเนิดขึ้นมา ไม่มีวันได้ถูกเลือกจากเทพีแห่งโชคชะตา ไม่มีวันได้มาพบเจอกันหรือกระทั่ง..รักกัน”

หลังพรั่งพรูคำพูดมากมายออกไปยาวเหยียด จองกุกก็หุบปากฉับ ทรงอกของเขาสะท้อนขึ้นลงด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านที่ออกมาจากจิตวิญญาณภายใน ใครเล่าจะเชื่อเมื่อวานนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร วันนี้เขากลับยอมรับและเคยชินเสียแล้วว่าเขาคือผู้แสวงหาแห่งโนร์น

เขากล้าพูดกับยุนกิเช่นนั้นเพราะเขาพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้สูญเสียอะไรไปหลังจากยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

จริงอยู่ ความรู้สึกนึกคิดอาจไม่เหมือนเดิม การพูดจาอาจไม่เหมือนเดิม ทว่าเขาได้พูดออกไปแล้ว ร่างกายในยามนี้เป็นเพียงเปลือกที่ดวงวิญญาณอาศัย ต่อให้ตายอีกสิบครั้ง ดวงวิญญาณของพวกเขาก็จะยังเป็นดวงเดิมไม่มีวันเปลี่ยนไป คือทูตทั้งเจ็ดที่ถูกเลือกโดยเทพี และพวกเขาก็จะถูกกักขังอยู่ในเมืองนี้ เวียนว่ายตายเกิด หากพลาดโอกาสคืนวิญญาณในโอกาสที่เกิดพร้อมกันครบเจ็ดคนไปครั้งนี้ พวกเขาก็ได้แต่รอคอยวันที่โลกทั้งเก้าล่มสลายไปในสภาพของผีแล้ว

โลกที่ทำให้เขาเปลี่ยนจากขอทานข้างถนนเป็นตัวแทนของเทพีแห่งโชคชะตา

ต้นไม้ที่มอบพลังอันล้ำค่า ตัวตนใหม่ และลมหายใจให้กับมนุษย์ตัวน้อยที่ไร้ค่าอย่างเขา

โชคชะตาที่ทำให้เขาได้พบกับไฮเดอร์...คนที่ดูเหมือนจะสำคัญสำหรับเขามาก

จองกุกรับรู้ด้วยจิตวิญญาณที่ร่ำร้องอยู่ภายในหัวใจของเขา ว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้การล่มสลายของโลกทั้งเก้าเกิดขึ้น ต่อให้ต้องทั้งทุบทั้งลากหรือกระทั่งร่ายอาคมบังคับ เขาก็ต้องทำให้ผู้ทำลายล้างยินยอมเข้าพิธีคืนวิญญาณให้ได้ ขอเพียงส่งเฮลล่ากลับเฮลไฮล์มและหยุดยั้งการหมดลมหายใจของอิกดราซิลได้ แลกกับอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น

ท่ามกลางคลื่นอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนแทฮยองต้องลูบหลังเขาเป็นการปลอบโยน มินยุนกิที่นิ่งค้างไปเนิ่นนานราวกับช็อกไปแล้วก็พลันขยับตัว

เขามองจองกุกด้วยดวงตาซึมเซา ในแววตาปรากฏความละอายขณะที่เอ่ยเสียงเบาว่า “เอาล่ะ ฉันยอมแล้ว มาทำพิธีคืนวิญญาณกันเถอะ”

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 468 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,142 ความคิดเห็น

  1. #1082 mxngkhwxn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 22:50
    ในที่สุด! จองกุกนายทำได้
    #1,082
    0
  2. #1064 Apollon~kv (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 18:49
    จองกุกนายเเน่มาก เคารพความดีของนาย
    #1,064
    0
  3. #1036 boahammock (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 08:35
    รักแทมากไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนก็อยากปกป้อง อยากอยู่ด้วยตลอด ภพชาติพรากเราจากกันไม่ได้ที่แท้ทรู~
    #1,036
    0
  4. #910 butterr. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 20:44
    จองกุกกกกเท่สุดเลยลูกก
    #910
    0
  5. #892 tomyongsw (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 19:34
    ฮือออออ พี่ยุนกิ;_; คงจะมีความทรงจำไม่ดีมากๆจริงๆ แต่แบบ มันไม่ได้จริงๆนะพี่ อดทนหน่อยนะ แล้วชาตินี้ทำไมดันมาเกิดเป็นลูกพี่ลูกน้องจีมินได้ แง้ งงไปหมดแล้ว แล้วชาติก่อนคือรักกันหรอ? ลองจับๆคำที่จองกุกพูดก้คือแบบ เริ่มปะติดปะต่อได้แต่ก็ยังไม่แน่ใจ
    #892
    0
  6. #867 @S_CB (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 18:21
    พระเอกระเบิดอะ 55555 ดีใจที่เดาถูกว่าเดสทรอยเยอร์คือพี่ยุนกิ
    #867
    0
  7. #860 YuparatSoanglam (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 09:57
    โถ่ ยุนกิของน้อง
    #860
    0
  8. #854 taetan06518 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 04:15
    โหหหหห จองกุกดูเท่ห์มากๆ พูดได้ดีมากอะ
    #854
    0
  9. #821 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 11:25
    ฮือออออ จกู๊กโคตรเท่ ฮืออออ บอกเลยว่าเราจะกรี๊ดลั่นบ้านแล้ว แงงง นายเท่มาก ฮึก เราเขิน 555555 เราเขืนไรไม่รู้แต่เราเขิน นว้อง แงงงงง
    #821
    0
  10. #776 PaiiKanj (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 13:04
    จองกุกเท่ห์มากเลยตอนนี้
    #776
    0
  11. #767 Plíða (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 11:10
    จองกุกนายโคตรเท่ คำพูดที่ออกมาทำคนอ่านอย่างเราช็อคไปเลย สุดยอดจริงๆ
    #767
    0
  12. #695 nlull (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 01:08
    ไฮด์กับซีกผ่านอะไรด้วยกันมาบ้างนะ สำคัญต่อกันขนาดนั้นนน
    #695
    0
  13. #656 Preen14-07 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 10:16
    แอบลืมเนื่องเรื่องตอนต้นๆไปเยอะเลย จองกุกตอนนี้ก็เท่ไปอี๊ก
    #656
    0
  14. #612 sofar_fa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 09:38
    ขำอ่ะ ขำน้อง ไม่รู้ว่ามันน่าขำตรงไหนเหมือนกัน แต่เรารู้สึกขำ หรืออาจจะเป็นเพราะเราชอบความแถตรงไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งสิ้นของจองกุกก็ได้มั้ง
    #612
    0
  15. #466 LoveHowHeRap (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 22:23
    จองกุกคืออยู่ๆก็ได้ซีนเฉย เท่ไปอีก
    #466
    0
  16. #459 Moonlionz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 20:17
    ดีใจที่ทุกคนจะยอมร่วมมือกันแล้ว ชอบโมเมนต์จองกุกกับแทฮยองอะ นิดๆหน่อยๆแต่น่ารัก
    #459
    0
  17. #447 Daduean (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 12:47
    ในที่สุดก็ได้กลับมาอ่านสักที ยังขนลุก และชอบมากๆเลยจริงๆค่ะ เข้มขึ้นเรื่อยๆเลยจริงๆ
    #447
    0
  18. #388 BamBammiee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 21:51
    โอโหเข้มข้นมากค่ะ เนื้อเรื่องดีอีกแล้ววว ชอบคำพูดจองกุกมากเลยอ่ะมันดีย์มาก ทำให้คุณยุนกิยอมได้ ค่ตเท่5555 ไรท์ไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ // สู้ๆนะคะ
    #388
    0
  19. #385 noeyoey (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 16:43
    ชอบความคุมโทนของเรื่องจังค่ะ ฮื่อออ
    #385
    0
  20. #382 lollipoppu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 15:47
    จกุกสุดยอดดด รับรู้ได้ถึงความรู้สึกและบรรยากาศเลยค่ะ
    #382
    0
  21. #376 0803695676 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 10:43
    ชอบบบบมากกกกกกกกกก
    #376
    0
  22. #367 แดนดิไลออนส์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 01:22
    ชอบบรรยากาศมากกก
    #367
    0
  23. #365 pacific60cm (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 00:29
    จองกุกชาติก่อนชื่ออะไรกันนะ? ยุนกิชื่อทรอย? จะมีอะไรเชื่อมโยงมั้ยยย
    #365
    0
  24. #364 lazymint (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 23:37
    คือชอบทุกเรื่องของไรท์จริงๆนั่นแหละ ฮือออ เลิ้ปเลอ สู้ๆนะคะะ
    #364
    0
  25. #363 AQUA DE VITA (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 17:21
    ขนลุกจ้า ชอบตรงที่เรื่องนี้เหมือนมีกลิ่นอายหม่นๆออกมาตลอดเวลา อ่านแล้วต้องนึกภาพ สีเหลือง สีอิฐ สีเปลือกไม้ ใบไม้แห้ง //รักกกก
    #363
    0