จบแล้ว {Fic BTS} The Flower {KookV} #Flowerkookv

ตอนที่ 4 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,842
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 506 ครั้ง
    29 พ.ย. 61


 Chapter 4

 

รถยนต์ค่อยๆเคลื่อนออกจากตัวเมืองไปอย่างไม่รีบร้อน จองกุกมองแสงไฟหลากสีท่ามกลางไอหมอกที่นอกหน้าต่างรถ ฝ้าสีขาวที่เกาะอยู่ข้างกระจกบ่งบอกถึงอุณหภูมิของด้านในและด้านนอกที่ไม่แตกต่างกัน ภายในรถยนต์คันหรูนี้อุ่นสบาย เบาะหนังให้ความรู้สึกที่เรียบลื่นและน่าเอนหลังพัก จองกุกเริ่มรู้สึกง่วง ทว่าเขารู้ดีว่าเขาไม่มีทางงีบหลับลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้

คิมแทฮยองนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างๆเขา สีหน้าท่าทางไม่เหมือนเด็กมีปัญหาที่จำเป็นต้องถูกเก็บเอาไว้ให้ห่างไกลจากคนอื่นแต่อย่างใด ทว่าเมื่อจองกุกนึกไพล่ไปถึงหน้ากากที่อีกฝ่ายครอบครองและความสามารถที่สามารถหายตัวได้นั้น เขาก็ตัดสินใจได้ในทันทีว่าคิมแทฮยองก็คงไม่เหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไปเท่าไรนัก

“ตกลงว่าเรากำลังจะไปที่ไหนกันเหรอครับ” จองกุกถามคิมซอกจินที่นั่งอยู่ในเบาะหน้าข้างคนขับ

เจ้าของโรงละครเอ่ยโดยไม่ได้หันหน้ากลับมาว่า “ไปพบลูกพี่ลูกน้องอีกคนของฉัน ชื่อของเขาคือคิมนัมจุน”

“เขาเป็นคนที่รู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดดีที่สุดแล้วในเมืองนี้ หรืออย่างน้อยๆก็ในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก เขาใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาตำนานเก่าแก่ของเมือง ตั้งแต่สมัยที่อัศวินขี่ม้าและประชาชนยังสักการะเทพเจ้านั่นแหละ” แทฮยองกล่าวพลางเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาจองกุกที่นั่งอยู่ข้างกัน “เทพเจ้ามีตัวตนอยู่จริงไหม เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยๆ เรารู้ว่าหน้ากากมีอยู่จริง อยู่ในมือของพวกเรานี้เอง และต้นไม้แห่งชีวิตกับราชินีแห่งความตายก็มีอยู่จริงอย่างแน่นอน”

หากเป็นเมื่อวานนี้จองกุกจะไม่มีทางเชื่อเรื่องราวพวกนี้เลย ทว่าหลังจากได้เห็นเรื่องเหนือธรรมชาติติดๆกันหลายเรื่องในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จองกุกก็ไม่อาจไม่ทำใจเชื่อได้ว่าทั้งหมดนี้คือความจริง และเขาเห็นด้วยกับคิมแทฮยองทุกประการ

เทพเจ้าจะมีจริงหรือไม่ อันนี้เขาไม่รู้ แต่หน้ากากเป็นของจริง ภาพที่เขาเห็นหลังจากใส่หน้ากากก็เป็นของจริง นั่นหมายความว่าตำนานเมือง หญิงสาวที่ผุดขึ้นมาจากดิน และต้นไม้อิกดราซิลอะไรนั่นก็น่าจะเป็นความจริงเช่นกัน

“ถ้าบทละครนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจริง หมายความว่าเราจะต้องตามหาทูตทั้งเจ็ดให้พบแล้วขอให้พวกเขาส่งราชินีแห่งความตายกลับพิภพของนางไป งั้นใช่ไหม”

คำถามของเขาทำให้คิมซอกจินต้องหันหน้ากลับมาในที่สุด “นายไม่คิดบ้างเหรอ จอนจองกุก ว่าจริงๆแล้วนายเองนั่นแหละคือหนึ่งในทูตทั้งเจ็ดคนนั้น”

คำพูดนี้ทำเอาจองกุกถึงกับนิ่งงันไป เด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง เขาสอดมือเข้าไปในเสื้อนอก ค่อยๆล้วงหน้ากากออกมาแล้วก้มลงมองมัน ที่ด้านข้างของเขา แทฮยองเอียงศีรษะมองเขาอย่างครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “จำได้ไหมที่ฉันเคยบอกนายว่า ดวงวิญญาณทุกดวงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเมืองนี้ ไม่มีทางออกไปไหนได้ หากไม่กลับมาในลักษณะของการเกิดใหม่ ก็จะกลับมาในลักษณะของดวงวิญญาณ นั่นรวมถึงวิญญาณของทูตทั้งเจ็ดซึ่งสิ้นใจในเมืองนี้ด้วยเช่นกัน”

“ถ้าเป็นอย่างที่นายว่า แล้วทำไมถึงต้องรอให้เวลาผ่านมานานขนาดนี้ กว่าฉันจะได้หน้ากากมาไว้ในมือล่ะ” จองกุกถามต่อด้วยความรู้สึกว่าสิ่งที่แทฮยองบอกออกมานั้นมันยังไม่สมเหตุสมผลเพียงพอ ในเมื่อดวงวิญญาณของทุกคนในเหตุการณ์นั้น รวมถึงทูตทั้งเจ็ดล้วนแต่ติดอยู่ที่นี่ เพราะเหตุใดต้องรอให้เวลาผ่านมาถึงยุคนี้

“เพราะจำเป็นต้องมาอยู่พร้อมหน้าให้ครบทั้งเจ็ดคนน่ะสิ” คิมซอกจินถอนหายใจยาว “เพราะถ้าไม่ครบเจ็ดคนก็ไม่มีความหมาย และโชคชะตาก็เล่นตลกให้ดวงวิญญาณทั้งเจ็ดผลัดกันเกิดแล้วตายคลาดกันไปมา จนกระทั่งยุคนี้ ยุคที่ฉัน..และญาติๆของฉันเชื่อว่าทูตทั้งเจ็ดคนได้มาเกิดพร้อมกันแล้วในที่สุด ไม่ใช่ในวันเวลาเดียวกันอะไรอย่างนั้นหรอกนะ แต่เป็นในยุคสมัยเดียวกัน”

“พวกคุณหรือเหรอครับ ว่าคนอื่นๆที่มีหน้ากากคือใคร”

“ไม่รู้หรอก” ซอกจินส่ายหน้า “แต่เราเชื่อว่าเราจะรู้ได้ในไม่ช้า เพราะตอนนี้เราเจอนายแล้ว”

จองกุกนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เขาหลับตา ผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อให้จิตใจของตัวเองสงบลง นี่คือวิธีที่ปู่สอนให้เขาทำเวลาที่เขาตื่นตระหนกหรือไม่สบายใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จองกุกก็กล่าวว่า “ผมมองเห็นแผนที่”

คราวนี้แทฮยองกับซอกจินหันควับมาหาเขาพร้อมกัน “แผนที่เหรอ”

จองกุกชี้นิ้วของเขาขึ้นไปด้านบน “แผนที่ของดวงดาว ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเอาไว้ทำอะไร แต่หลังจากใส่หน้ากากตามคำแนะนำของแทฮยองตอนก่อนหน้านี้ ผมก็มองเห็นมันทุกครั้งที่เงินหน้าขึ้นมองท้องฟ้า”

“แล้วแผนที่มันบอกทางนายหรือเปล่า บอกไปที่ไหน”

จองกุกส่ายหน้า “ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเอาไว้ทำอะไร หรือใช้ยังไง”

“บางทีเราน่าจะหาวิธีได้ มันจะต้องมีประโยชน์แหละ เพราะทุกความสามารถที่มาพร้อมกับหน้ากาก มันมีไว้เพื่อบางสิ่ง เหมือนที่แทฮยองจับสัมผัสคลื่นพลังและอารมณ์ได้ มันทำให้เขาสามารถคอยเช็กถึงสภาพอารมณ์ของคนรอบตัว ไปจนถึงสภาพของผู้หญิงคนนั้นได้”

“ผู้หญิงคนนั้น...”

“เฮลล่าไง” แทฮยองตอบพลางชี้นิ้วลงพื้น “นายอาจเห็นแผนที่ดวงดาวเมื่อมองขึ้นฟ้า ส่วนฉันสามารถรับรู้อารมณ์ของใครบางคนที่ถูกกักเอาไว้ในผืนดินใต้เมืองนี้ ข่าวร้ายก็คือเธอใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้ว”

“อะไรนะ” จองกุกถามซ้ำ “ใกล้จะตื่น มันหมายความว่าไง”

“หมายความว่ามนตร์คาถาที่กักนางเอาไว้เริ่มเสื่อมกำลังลงแล้ว และสักวันนางก็จะลุกขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง ความตายก็จะแพร่กระจายออกไปนอกเมืองนี้ ไปจนถึงทั้งโลก ไม่ต่างไปจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่เรื่องราวในละครเกิดขึ้น โอ๊ะ ถึงแล้วล่ะ เดี๋ยวเราค่อยเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”

คิมซอกจินเอ่ย ขณะที่รถจอดลงอย่างช้าหน้าพิพิธภัณฑ์Ghost Townที่ในยามนี้ขึ้นป้ายว่าหมดเวลาเข้าชมแล้ว ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นตึกสองชั้นสีขาวปลอดทั้งหลัง ตัวอาคารด้านนอกสร้างจากอิฐ ไม่ได้ฉาบปูนแต่ใช้การทาสีขาวทับ ทว่าเมื่อก้าวผ่านประตูเข้าไปจะพบว่าผนังด้านในฉาบปูนและติดวัสดุอย่างดี เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการเก็บรักษาของมีค่าเก่าแก่ทั้งหลายด้านใน

“พี่ซอกจินดูแลกิจการโรงละครและบ้านผีสิง ส่วนพี่นัมจุนเป็นคนดูแลกิจการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากหน้าที่นี้แล้วเขายังเป็นเจ้าของของวิทยาลัยประจำเมืองด้วย” คิมแทฮยองเอ่ยอธิบายให้จองกุกฟังถึงพี่ชายอีกคนของเขาที่จองกุกกำลังจะได้พบ “ขณะที่พี่จินจะชอบทำงานเกี่ยวกับด้านบันเทิง พี่จุนจะชอบทำงานด้านวิชาการมากกว่า”

จองกุกได้แต่พยักหน้ารับ เขามองดูภาพวาดและภาพถ่ายของเมืองในสมัยก่อน มองดูแจกันและเครื่องเรือนที่ทำจากดินเผา ไม่ไกลออกไปยังมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่

“นั่นคือ...” จองกุกถามแทฮยองพลางชี้ไปที่หุ่นขี้ผึ้งนั้น

“นั่นคือคิมแทอิล” แทฮยองกล่าว “เขาก็คือเจ้าเมืองในอดีตของที่นี่ บรรพบุรุษของตระกูลฉันไงล่ะ”

จองกุกเบิกตากว้าง “นายหมายถึงคนที่อยู่ในละคร คนที่..ปู่ของเขาตายหลังจากเฮลล่าปรากฏตัวขึ้นใช่ไหม”

“ใช่แล้ว คนนั้นแหละ” แทฮยองพยักหน้ารับ

“ตามตำนานว่าเอาไว้ หลังจากที่ทูตทั้งเจ็ดสลายกลายเป็นหมอกควันปกคลุมรอบเมือง หน้ากากของพวกเขาไม่ได้สลายตามไป แต่หล่นลงอยู่บนพื้น พวกมันถูกเก็บรักษาเอาไว้โดยตระกูลใหญ่ที่ทำหน้าที่ดูแลเมืองทั้งเจ็ดตระกูล ทว่าเวลาผ่านไป หน้ากากก็ถูกสืบทอดผ่านมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง ว่ากันว่ามันเดินทางอยู่ในเมืองนี้ ตามหาเจ้าของแท้จริงของมันมาตลอด”

เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับประตูทางด้านขวามือถูกผลักเปิดออก ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นชายหนุ่มร่างสูงสวมแว่นตากรอบสีดำและสวมชุดสูทสามชั้นให้ความรู้สึกภูมิฐานเป็นอย่างยิ่ง ชายคนนั้นก้าวยาวๆตรงมาหาจองกุกก่อนจะยื่นมือออกมา “สวัสดี จอนจองกุก ฉันคือคิมนัมจุน”

“สวัสดีครับ คุณคิม” จองกุกยื่นมือไปจับกับอีกฝ่าย เพิ่งระลึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เขาได้พบกับเศรษฐีใหญ่คนดังของเมืองอีกคนแล้ว

“เรียกพี่นัมจุนแบบแทฮยองก็ได้” คิมนัมจุนกล่าวอย่างไม่ถือตัวนัก เขาดันแว่นของตัวเองให้ขยับเข้าที่ก่อนจะเอ่ยว่า “มาเถอะ ไปที่ห้องทำงานของฉันกัน”

.เอ่ยจบก็หันหลังกลับทันทีแล้วพาพวกเขาเดินลึกเข้าไปยังส่วนด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ แสงไฟสลัวทอแสงสีส้มอยู่ตลอดสองข้างทาง พื้นทางเดินทำจากหินอ่อนที่ขัดจนมันวับ ผนังสีขาวเรียบประดับประดาไว้ด้วยภาพวาดและอาวุธโบราณจำพวกดาบและปืนซึ่งใส่เอาไว้ในกรอบที่แน่นหนา

ห้องทำงานของคิมนัมจุนอยู่สุดปลายทางเดิน เมื่อผลักประตูบานคู่เข้าไปด้านในจะพบกับห้องทำงานกว้างที่เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้ กลิ่นอายให้ความรู้สึกคล้ายห้องสมุดที่หรูหรากว่าห้องสมุดเท่าไปเล็กน้อย คิมนัมจุนเดินอ้อมไปยังหลังโต๊ะทำงานก่อนจะผายมือให้จองกุกนั่งลง

“ไม่ชงชาต้อนรับหรอกนะ” คิมนัมจุนเอ่ยกับญาติของตัวเองสั้นๆ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจจองกุก แทฮยองเดินไปยืนอยู่ริมหน้าต่างซึ่งเปิดกว้างอยู่ สายลมอ่อนๆพัดอากาศเย็นเข้ามาภายในห้องพร้อมกับไอหมอกจางๆ จองกุกเพิ่งระลึกขึ้นมาได้ว่าในห้องนี้ไม่มีกระทั่งเครื่องปรับอากาศหรือพัดลม แต่อุณหภูมิกลับอบอุ่นกำลังดีได้อย่างไม่น่าเป็นไปได้

“น้องชายของฉันบอกว่านายมีหน้ากาก?” คิมนัมจุนกล่าวเข้าเรื่องทันที หลังจากเห็นว่าจองกุกมองสำรวจรอบห้องทำงานของเขาจนทั่วแล้ว คำถามของเขาทำให้จองกุกสะดุ้ง รีบฉุดความสนใจของตัวเองกลับมาแล้วหยิบหน้ากากออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของคิมนัมจุน

คิมซอกจินเองก็เดินเข้ามายืนอยู่ข้างโต๊ะ สองทายาทตระกูลคิมก้มลงมองหน้ากากของเขาอย่างพินิจพิจารณา หลังจากจ้องมองได้หลายนาที คิมนัมจุนก็เปิดลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานของเขา แล้วดึงสมุดบันทึกเก่าแก่เล่มหนึ่งออกมา หน้าปกของมันทำมาจากหนังสัตว์ กระดาษข้างในเหลืองกรอบและมีร่องรอยของการเดินทางผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

ทายาทคนรองของตระกูลคิมพลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ก่อนที่เขาจะหยุดมือเมื่อเจอหน้าที่ต้องการ

“มันคือหน้ากากแห่งผู้แสวงหา” นัมจุนกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นสบตากับจองกุกที่สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม “บันทึกเล่มนี้เก่าแก่เสียยิ่งกว่าอายุของคิมแทอิลที่ยืนอยู่ด้านนอกเสียอีก เชื่อกันว่าพบเจอในย่ามของหมอผีเฒ่าที่เดินทางมายังเมืองนี้ ข้างในนี้เขียนด้วยภาษาโบราณ อักษรรูน โชคดีที่ฉันศึกษาอักษรโบราณเหล่านี้จนแตกฉายในระดับหนึ่งทำให้สามารถเข้าใจเนื้อหาภายในได้เกือบทั้งหมด ฉันเชื่อว่าหน้ากากของนายมีชื่อว่า The Seeker

“หน้ากาก...มีชื่อด้วยเหรอครับ”

“มีสิ ทั้งเจ็ดใบล้วนแต่มีชื่อเรียกขาน” คิมนัมจุนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ใช้นั่งทำงานของเขาเอง “ของแทฮยอง ชื่อว่า ผู้หลบซ่อน The Hider ของพี่จินชื่อว่า ผู้สวดภาวนา The Prayer ส่วนของฉันชื่อว่า ผู้สรรค์สร้าง The Creator

จองกุกรู้สึกราวกับว่าตัวเองหูฝาดไป “อะไรนะครับ ของคุณซอกจิน แล้วก็ของคุณ?”

“อย่างที่ฉันพูดไปก่อนหน้านี้ว่ามันได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ ตกทอดส่งผ่านกันไปจากมือสู่มือ และเดินทางอยู่ในเมืองนี้เพื่อตามหาเจ้าของที่แท้จริง เวลาเป็นร้อยปีผ่านไป หลังผ่านการแต่งงานเกี่ยวดองเครือญาติกันไปมาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ตระกูลคิมก็ได้ครอบครองหน้ากากทั้งสิ้นสามใบ และพวกมันก็เลือกเราสามพี่น้องเป็นนาย หรือ..พูดอีกนัยหนึ่ง เราก็คือเจ้าของมันมาตั้งแต่ต้น” คิมนัมจุนเอ่ยพลางยกมือขึ้น หน้ากากสีขาวใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา มันเป็นหน้ากากที่เมื่อใส่แล้วจะปกปิดเพียงใบหน้าครึ่งบนเท่านั้น ตรงบริเวณรอบดวงตาประดับไว้ด้วยอัญมณีหลากสีคล้ายกับของจองกุก

“หน้ากากทุกใบมีพลังของมัน และเมื่ออยู่ในมือของเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้น มันถึงจะมอบพลังนั้นให้ผู้เป็นนายใช้ นายบอกว่านายมองเห็นแผนที่ดวงดาวบนท้องฟ้าหลังจากลองใส่หน้ากากไม่ใช่เหรอ จองกุก” คิมซอกจินถามเขา ก่อนจะหันไปสบตากับญาติผู้น้อง “ก็ดูเข้าเค้ากับการเป็นผู้แสวงหาอยู่นะ”

“ผมบอกแล้วว่ากงล้อแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนแล้ว” แทฮยองที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันหน้ากลับเข้ามาภายในห้อง “เทพีแห่งโชคชะตากำลังส่งสัญญาณบางอย่างมาสู่เรา หากจองกุกคือเจ้าของหน้ากากผู้แสวงหาจริง เขาก็คือคนที่จะมารวบรวมทูตทั้งเจ็ดให้พร้อมหน้ากันอีกครั้ง”

”เดี๋ยวก่อนนะ” จองกุกยกมือขึ้นเบรกบทสนทนาที่เขาเริ่มจะฟังไม่เข้าใจ “หมายความว่ายังไง”

“นายดูละครมาแล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอ อิกดราซิล โนร์น เฮลล่า” คิมซอกจินเอ่ยชื่อในบทละครออกมา และพบสีหน้าว่างเปล่าของจองกุก เขาส่ายหน้าวืดก่อนจะขยายความว่า “เทพเจ้าไง จองกุก จะมีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่เรามีหน้ากาก ดังนั้นฉันเลยติ๊ต่างเอาว่ามีอยู่จริง แต่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นในภพสวรรค์ที่เราไม่มีทางเข้าถึง

เอาเป็นว่าเราจะพูดกันแบบสมมตินะ สมมติว่าเทพเจ้ามีอยู่จริง แล้วเรื่องทั้งหมดในบันทึกนั่นรวมถึงบทละครของฉันเป็นเรื่องจริง นั่นหมายความว่าตอนนี้รากของอิกดราซิลกำลังมีปัญหา เฮลล่ากำลังจะตื่นและลุกขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง คือหน้าที่ของเรา..เจ้าของหน้ากากที่จะต้องหาทางแก้ปัญหานี้ ในฐานะผู้พิทักษ์ ผู้คุมหรือผู้อะไรก็ตามแต่ที่เรามีหน้าที่ได้รับมอบหมายมา”

“ดูจากสีหน้าเขา เขาคงไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องตำนานเทพเท่าไรนัก” คิมนัมจุนสังเกตออกได้ไม่ยากว่าจองกุกมืดแปดด้านกับเรื่องพวกนี้ “นายรู้อะไรเกี่ยวกับตำนานเทพโบราณของโลกเราบ้าง จองกุก”

“เอ่อ..โอดินคือราชาแห่งทวยเทพ มีราชินีชื่อฟริกก้า ลูกชายชื่อบาลเดอร์ ธอร์...” สีหน้าจองกุกปั้นยากขึ้นมาจนคิมนัมจุนต้องส่ายหน้าวืดอีกคน

“ช่างพวกเทพองค์ใหญ่ๆพวกนั้นไปก่อน เพราะกิจการของทูตทั้งเจ็ดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเหล่าเทพตระกูลเอซีร์เหล่านั้นเลย แต่เกี่ยวข้องกับอิกดราซิลโดยตรง และนั่นทำให้พวกเราเชื่อมโยงอยู่กับเทพีแห่งโชคชะตาหรือที่เรียกกันว่าโนร์น” คิมนัมจุนกล่าวพลางชี้ไปยังภาพวาดหนึ่งที่อยู่บนผนังห้อง มันคือภาพต้นไม้ใหญ่ที่มีลักษณะเป็นเหมือนแกนของพิภพต่างๆ จองกุกหรี่ตามองภาพนั้นก่อนจะถามว่า “นั่นคืออิกดราซิลเหรอครับ”

“ใช่ คือตัวตนที่แท้จริงของอิกดราซิล” นัมจุนพยักหน้ารับ “ส่วนเจ้าต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กลางเมืองของเรานั้น เป็นร่างจำลองของอิกดราซิลอีกที เขาอยู่ตรงใจกลางเมืองของเราด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือรากของอิกดราซิลต้นจริงนั้นหยั่งลงมาผ่านโลกมนุษย์ก่อนแล้วจึงแทงลงไปในพิภพแห่งความตายหรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่านรก”

“แล้วทำไมเราถึงเกี่ยวข้องกับเทพีแห่งโชคชะตาโดยตรงล่ะครับ”

“เพราะพวกนางมีหน้าที่ดูแลแหล่งน้ำที่อิกดราซิลแทงรากลงไปเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตน่ะสิ” นัมจุนเอ่ยตอบคำถามของจองกุกได้ในทันที เขาโคลงศีรษะราวกับจะบอกว่านานมาก่อนเขาก็เคยสงสัยเหมือนจองกุก แต่ก็ได้หาคำตอบของคำถามนั้นเจอเรียบร้อยแล้ว “แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เฮลไฮล์มมีปัญหา เฮลล่าถูกขับออกมา..ได้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้ และอิกดราซิลก็ตาย...หรืออย่างมากก็กำลังจะตายจริงๆแล้ว นั่นก็เป็นปัญหาใหญ่มากๆ เพราะต้นไม้แห่งชีวิตจะตายไม่ได้”

จองกุกยิงคำถามที่เขาอยากรู้ทันที “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากอิกดราซิลตายครับ ตายไปจริงๆน่ะ”

คิมนัมจุนสบตาเขาก่อนจะย้อนถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเสาเข็มของบ้านหักล่ะ จอนจองกุก”

“มันหมายความว่าโลก ไม่สิ พิภพทั้งเก้าจะพังทลาย สรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใดล้วนต้องตาย ไม่เว้นแม้แต่ทวยเทพหรือยักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุด” แทฮยองเดินเข้ามายืนอยู่ข้างจองกุกอย่างช้าๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ข้างตัวเขา “จองกุก หลายปีมานี้พวกเราสามพี่น้องพยายามเฟ้นหาวิธีที่จะหยุดสิ่งนั้น ไม่ว่านายจะเชื่อว่าเทพมีจริงหรือไม่ มันไม่สำคัญเลย แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้นายลองช่วยพวกเราสักเรื่องได้ไหม”

“...เรื่องอะไรล่ะ”

“หากนายคือผู้แสวงหาจริง นายช่วยเราตามหาทูตคนอื่นๆที่เหลือให้ครบได้ไหม” แทฮยองสบตาจองกุกพลางกล่าวขอร้องด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่สุด “แล้วฉันจะช่วยนายเป็นการตอบแทนสองอย่าง”

คิ้วของจองกุกขมวดเข้าหากันทันที “นายจะตอบแทนฉันด้วยอะไร”

“ฉันจะช่วยตามหาวิญญาณปู่ของนายให้ และ..กระตุ้นความทรงจำเก่าก่อนของนายให้กลับคืนมาอีกสักเล็กน้อย...” เอ่ยจบคิมแทฮยองก็หยิบเอาหน้ากากของจองกุกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วทาบมันเข้ากับใบหน้าของจองกุก พร้อมกับที่วางมือข้างหนึ่งไว้บนศีรษะของอีกฝ่ายด้วย

จอนจองกุกนิ่งงันไปในทันที

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาทำไม่ได้..” ซอกจินถามขึ้นมาเสียงเบา

“เขาจะทำได้” แทฮยองกลับกล่าวอย่างมั่นใจ “ต้องให้เวลาเขาอีกสักนิด กระตุ้นความทรงจำของเขาอีกสักหน่อย ตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองคือนักเรียนม.ปลายธรรมดาที่กำลังจะเข้าเรียนต่อมหาลัย เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองแท้จริงแล้วเป็นใครและมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่อะไรบ้างที่กำลังรอเขาอยู่”

 


Talk.

ตามมาติดๆกับตอนที่ 4 ฟีลมันได้เพราะบรรยากาศที่บ้านหลายวันมานี้เหมือนในGhost Townเลย หมาหอนทุกคืนสงสัยเห็นผี เอ้ย อากาศหนาวหมอกลงจัดต่างหาก (อยู่ใกล้ดอยอินทนนท์5555) 

จริงๆคืออยากเขียนมาตลอด แต่รื้อพล็อตใหม่ไปสามตลบ จนมาออกที่พล็อตนี้ ก็หวังว่าจะเขียนต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งค่ะ 

ตอนนี้ก็บนบานฟ้าดินไปก่อน ขอให้คนเข้ามาอ่านเยอะๆ คอมเม้นต์เยอะๆ สาธุ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 506 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,141 ความคิดเห็น

  1. #1129 Wayvay_T (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 10:03
    น้องงงหมดแน้ว
    #1,129
    0
  2. #1113 bomza2528 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 12:16
    ถ้านี่เป็นจองกุกก็คงอึดอัดและกลัวๆอ่า
    #1,113
    0
  3. #1060 Apollon~kv (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 16:31
    **ลุ้น
    #1,060
    0
  4. #1059 Apollon~kv (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 16:30
    คือเเบบ พูดไม่ออกจริงๆบุ้นไปหมด
    #1,059
    0
  5. #1030 boahammock (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 13:17
    ความทีงจำน้องหายไปได้ยังไงหว่าา งืมมม
    #1,030
    0
  6. #907 butterr. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 18:59
    3พี่น้องตะกูลคิมนี่สุดติ่งจริง
    #907
    0
  7. #888 tomyongsw (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 18:20
    ฮืออออ จองกุกกกก;_; รู้สึกไปกับน้องเลยแบบ เข้าใจนะ แต่ก็งง เออ เรากำลังจะเข้ามหาลัยอยู่ดีๆทุกอย่างก็ประเดประดังเข้ามาทีเดียว เป็นเราก็มืดแปดด้าน ได้แต่เอาใจช่วยน้อง เป็นผู้แสวงหา แผนที่ดวงดาวต้องมีวิธีดูแน่ๆ ปล.อยากรู้ความสามารถของพี่จินกับพี่จุนจัง.. ของแทเป็นหายตัวได้กับสัมผัสกระแสอารมณ์อะไรเทือดๆนี้ได้ใช่ไหม แล้วจองกุกเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่ามองเห็นแผนที่ดวงดาวรึป่าวนะ
    #888
    0
  8. #883 THEEOUS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 21:47
    ก็คือตอนอ่านอยู่หมาก็หอนค่ะ ghost town ที่แท้ทรู555
    #883
    0
  9. #863 @S_CB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 16:06
    แทแทคือทำได้หลายอย่างจีง
    #863
    0
  10. #850 taetan06518 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 03:14
    ยิ่งอ่านเเล้วยิ่งรู้สึกว่ามันสุดยอดมากจริงๆ น่าค้นหามากๆ เราเเอบไปอ่านประวัติต้อนอิกดราซิลในเน็ตมาเพิ่มด้วย ยิ่งรู้สึกว่ามันลึกลับดี ไรท์เก่งมากๆ
    #850
    0
  11. #817 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 08:49
    กรี๊ดดดด ไรท์ รู้สึกใจกระส่ำกระส่าย แทตอนนี้คือเก่งมากเรยนะคะน้องทำได้หลายอย่างมาก55555
    #817
    0
  12. #769 PaiiKanj (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 11:39
    เจ้าแทดูเทพมากเลยค่ะตอนนี้
    #769
    0
  13. #762 Plíða (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 08:07
    อ่านแล้วขนลุกวูบเลย หลอนๆขลังๆ
    #762
    0
  14. #665 thonghan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 13:50
    อ่านไป ขนลุกไป ตั้งใจอ่านทุกบรรทัด หนังสือเรียนยังไม่ตั้งใจขนาดนี้ แงงงง สนุกดีค่ะ
    #665
    0
  15. #537 Kwzen_p (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 14:13
    ตอนนี้จอกกุกคือเด็กเด๋อมาก แต่ตอนหน้านางอาจจะไม่เด๋อแล้วเพราะแทช่วยเรื่องความทรงจำ มั้งนะ5555 แต่คือตื่นเต้นมาก จะเจออีก3คนยังไง น่าติดตามมากๆ
    #537
    0
  16. #481 --Black Rose (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 09:35

    พี่ทำเราขนลุกอีกแล้ว!! เรื่องของพี่มันดูขลังทุกเรื่องเลย ชอบบบบบบบบบบ
    #481
    0
  17. #463 LoveHowHeRap (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 21:33
    คุณปู่คือหมอผีรึเปล่าเนี่ยย
    #463
    0
  18. #457 Yukime3424 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 16:11
    ความจองกุกเด็กเด๋อเด๋อมากเเละเด๋อจริง
    #457
    0
  19. #396 Chutipa-oil (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 02:00
    ตื่นเต้นโคตรรร สนุกสุดๆ
    #396
    0
  20. #341 sofar_fa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 22:07
    ถ้าตระกูลใหญ่เป็นคนเก็บหน้ากากไว้ งั้นคุณปู่ก็คงจะไม่ธรรมดาเหมือนกันสินะคะ
    #341
    0
  21. #330 WiN99 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 06:18

    แผนที่ดวงดาวที่จองกุกเห็นนี้คือแผนที่นำทางไปหาทูตอีก3คนรึเปล่า??~

    #330
    0
  22. #325 b9zazagtz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 18:42

    คิ้กค้ากกกกกกกก><

    #325
    0
  23. #324 b9zazagtz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 18:42

    แหมะ ตื่นเต้นไปอีกเท่าตัวววว อยากใส่ใจ(-)เรื่องความจำของจกุกจังงงงงง

    #324
    0
  24. #310 Lala_Land (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 22:08
    โว้ววว ตื่นเต้นขึ้นเรื่อย
    #310
    0
  25. #303 Rainy_taetae (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 09:13
    อยากรู้ความทรงจำกุกเกี่ยวกับแทบ้างจังเลยค่ะ
    #303
    0