จบแล้ว {Fic BTS} The Flower {KookV} #Flowerkookv

ตอนที่ 3 : Chapter 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 522 ครั้ง
    27 พ.ย. 61


Chapter 3

 

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่จองกุกเข้ามาในโรงละครแห่งนี้ เด็กหนุ่มจำได้ว่าในตอนที่เขาอยู่เกรด7 โรงเรียนเคยพาเขามาชมละครเวทีที่นี่ แต่เรื่องที่เขารับชมเป็นเรื่องราวที่สร้างจากนวนิยายชื่อดัง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตำนานของเมือง ด้วยความคาดเดาของเขาเอง ละครที่เกี่ยวกับเมืองเมืองนี้น่าจะเริ่มแสดงในช่วงไม่กี่ปีมานี้เท่านั้น

บัตรที่นั่งของจองกุกไม่ใช่บัตรวีไอพี แต่ตำแหน่งถือว่ากำลังดีเลยทีเดียว ระยะห่างจากเวทีไม่ไกลเกินไป เขาได้นั่งในบล็อกกลางและที่นั่งของเขาก็ติดทางเดิน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอชมละคร จองกุกกลับเริ่มรู้สึกว่าเขากำลังอยู่ผิดที่ผิดทาง

นี่ใช่สิ่งที่เขาควรทำในวันที่ปู่ของตัวเองเสียชีวิตอย่างนั้นเหรอ?

ถ้าพ่อกับแม่ของเขารู้ว่าเขามาดูละครแทนที่จะไปร่วมพิธีฝังศพ พวกเขาจะคิดยังไงกันนะ

จองกุกปล่อยให้ความคิดพวกนี้ก่อกวนในหัว จนกระทั่งแสงไฟในโรงละครทั้งหมดถูกดับลงนั่นแหละ เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าละครกำลังจะเริ่มแสดงแล้ว

“ทุกหนทุกแห่งโลกล้วนมีตำนานของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ Ghost Town ที่ทุกท่านได้มาเยือนแห่งนี้ ตำนานของเมืองเล่าขานว่าแต่เดิมเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน นั่นย้อนไปไกลทีเดียว ไกลถึงยุคที่อัศวินขี่ม้าปกป้องเรา ไกลถึงยุคที่กษัตริย์ปกครองแว่นแคว้นอย่างภาคภูมิและสวมมงกุฎทองคำ ไกลถึงยุคที่ผู้คนสักการะแด่ทวยเทพและใช้ศาสตร์ลี้ลับที่เรียกว่ามนตรา

เสียงของผู้บรรยายดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ทันที บนเวทีฉายภาพภาพวาดเก่าแก่ที่จองกุกมองดูแล้วพอจะมองออกว่ามันก็คือ Ghost Town แห่งนี้ ตำแหน่งของตึกรามบ้านช่องไม่มีตรงไหนเปลี่ยนแปลง ถนนยังคงเป็นเส้นเดิม แลนด์มาร์กสำคัญอย่างต้นไม้ใหญ่บนเนินกลางเมืองก็คงอยู่เช่นเดิม ที่แตกต่างก็คือมันมีใบเขียวชอุ่ม แผ่ร่มเงาอันกว้างใหญ่ และผู้คนก็นั่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้อย่างมีความสุข

Life Tree คือชื่อของต้นไม้ต้นนั้น ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็น Dead tree อย่างในทุกวันนี้ ตำนานของเมืองเล่าว่าต้นไม้ต้นนั้นคือศูนย์กลางของวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่”

ภาพฉากบนเวทีเปลี่ยนไป ม่านที่ถูกปิดสนิทเอาไว้ถูกมือที่มองไม่เห็นเลื่อนเปิดออก เผยภาพต้นไม้แห่งชีวิตปรากฏอยู่ตรงนั้น นักแสดงสวมเสื้อผ้าย้อนยุครับบทเป็นชาวบ้าน ออกมาร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น ก่อนที่ทุกคนจะนำพวงดอกไม้ไปวางสักการะไว้ที่ใต้ต้นไม้ มุมหน้าสุดของเวที แสงไฟสาดส่องไปทางนั้น ชายชราคนหนึ่งกำลังเล่าให้หลานชายของตนเองฟังถึงความสำคัญของพิธีกรรมที่กำลังดำเนินอยู่

“เจ้าดูเอาไว้ นี่คือพิธีสักการะแด่อิกดราซิล”

“อิกดราซิล คืออะไรฮะปู่” เด็กชายผู้รับบทเป็นหลานชายของชายชราคนนั้นถามด้วยความสงสัย

“เราเชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้ คือต้นไม้วิเศษที่โอบอุ้มพิภพทั้งเก้าเข้าไว้ด้วยกัน” ชายชราเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ใหญ่ ในแววตาเต็มไปด้วยความผูกพัน เทิดทูน และศรัทธา “อิกดราซิลจะหยั่งรากลึกไปยังภพสามภพ หนึ่งคือแดนสวรรค์ ที่สถิตของเหล่าทวยเทพ สองคือแดนน้ำแข็ง ดินแดนของพวกยักษ์ และสาม คือแดนนรก ที่สถิตของราชินีแห่งความตายและวิญญาณร้าย”

“แต่นี่มันโลกมนุษย์นะครับ ปู่”

“เราเป็นมนุษย์ ใช่แล้ว แต่ภพมนุษย์นี่แหละคือภพที่ขั้นอยู่ตรงกลางระหว่างสวรรค์และนรก แล้วมันจะแปลกอะไรหากเราจะมีอิกดราซิลอยู่ที่นี่หนึ่งต้น”

“มันมีไว้ทำอะไรล่ะครับ ชาวบ้านก็เอาดอกไม้ไปสักการะมันด้วย”

“มันอย่างนั้นหรือ” ชายชราสั่นศีรษะให้กับสรรพนามที่เด็กชายใช้เรียกต้นไม้ “ไม่ใช่หรอก ไม่สามารถเรียกว่ามัน อิกดราซิลนั้นไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาที่มนุษย์จะเรียกอย่างไร้ค่า เขามีรากอยู่สามราก รากที่หนึ่งหยั่งลึกลงไปในบ่อน้ำแห่งความเยาว์วัย รากที่สองหยั่งลึกอยู่ในน้ำพุแห่งสติปัญญา และรากที่สามหยั่งลงในตาน้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำทุกสายในจักรวาล”

“โอ้โห”.

“ว่ากันว่าอิกดราซิลจะไม่มีวันเหี่ยวเฉา ไม่มีวันโรยรา ใบของต้นไม้นี้จะเขียวชอุ่มอยู่ตลอดกาล” ชายชรายิ้มให้กับต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น “เขาปกป้องคุ้มครองเรา มอบสติปัญญาปชและชีวิตให้เรา ถ้าไม่มีเขา มนุษย์ก็จะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“เพราะเขาคือต้นไม้แห่งชีวิตยังไงล่ะ” ชายราจบประโยคด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน แสงไฟดับลง ก่อนจะสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ชาวบ้านทั้งหมดหายไปแล้ว ชายชรากับหลานชายที่เติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ พวกเขามองดูใบสีเหลืองและกองใบไม้ที่ร่วงโรยอยู่รอบโคนต้น

“ไหนปู่บอกว่าเขาจะไม่มีวันโรยรายังไงล่ะครับ”

“ใช่ อิกดราซิลจะไม่มีวันแห้งเหี่ยวโรยรา นอกเสียจากว่า...แหล่งน้ำจากรากใดรากหนึ่งมีปัญหา”

“แหล่งน้ำที่อยู่ในพิภพทั้งสามนั่นน่ะเหรอครับ”

ชายชราถอนหายใจ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มอบให้หลานชายแล้วกำชับว่า “ส่งจดหมายนี้ออกไป เราต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบเรื่องนี้”

จดหมายที่ถูกส่งออกไป ทว่าวันและวันเล่าก็ยังไม่ได้ข่าวคราวใดหรือการตอบรับกลับมา ชายชรากับหลานชายที่ค่อยๆเติบโตเป็นชายหนุ่มแวะเวียนไปยังใต้ต้นไม้ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง..วันที่ใบไม้แทบไม่เหลือสีเขียวอีกแล้ว แผ่นดินก็แยกออก หญิงสาวผมดำคนหนึ่งก้าวออกมาจากแผ่นดินนั้น

สองปู่หลานมองเธอด้วยสายตาตกตะลึง แล้วชายชราก็ล้มลงสิ้นใจตรงนั้น ในอ้อมแขนของหลานชาย เขาจ้องมองหญิงสาวด้วยความหวาดกลัว ขณะที่รีบพาร่างไร้วิญญาณของปู่ตรงกลับบ้านไป ข่าวลือเรื่องหญิงสาวคนนั้นแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เธอนั่งอยู่ตรงโคนต้นไม่ไม่ไปไหน

ขาวบ้านเชื่อว่าเธอจะต้องมาจากพิภพแห่งความตายแน่

“ใช่นางหรือเปล่า ราชินีแห่งความตาย”

“เป็นไปไม่ได้ นางออกมาจากอิกดราซิลนะ”

“แต่ผู้เฒ่าบอกว่ารากของอิกดราซิลมีปัญหา ถ้าหากนางมาจากนรกจริงๆล่ะ นั่นก็เป็นที่ที่รากของอิกดราซิลหยั่งรากไปถึงไม่ใช่หรือ”

ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้าปกคลุมหมู่บ้านเมื่อผู้คนเริ่มล้มตาย เฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ที่ห่างไกลจากคำว่ามีชีวิตขึ้นในทุกวัน ในตอนนั้นเองที่ชายชราคนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้ ถือจดหมายที่ผู้เฒ่าเคยส่งไปมาด้วย หลานชายที่เติบใหญ่เป็นเจ้าเมืองคนปัจจุบันรีบบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง

“อิกดราซิลที่กำลังจะตายงั้นเรอะ” ชายชราส่ายหน้าพลางมุ่งหน้าตรงไปยังต้นไม้ใจกลางเมือง ทุกครั้งที่ไม้เท้าที่เขาถืออยู่กระแทกลงบนพื้น แสงสีฟ้าจะสว่างวาบขึ้นบนพื้นดิน เจ้าเมืองมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง

“ท่านคือใคร”

“ชาวบ้านเรียกข้าว่าหมอผี” ชายชราตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย “พระราชาเรียกข้าว่าจอมปราชญ์”

“ถ้าเช่นนั้น นางเป็นใคร” เจ้าเมืองถาม พลางชี้ไปยังหญิงสาวที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ นางยังคงนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น

“นางคือราชินีแห่งความตาย รู้จักกันในนามเฮลล่า”

“ถ้าอย่างนั้นที่คนในเมืองตายก็เป็นเพราะนางจริงๆ”

หมอผีเฒ่าผู้นั้นไม่ได้ตอบรับ เขาเดินขโยกเขยกเข้าไปหานางพร้อมกับทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน นั่นก็คือเอ่ยปากพูดกับหญิงสาวผู้นั้นโดยตรง

“เฮลล่า เจ้าคืนดวงวิญญาณของผู้คนในเมืองนี้มาเถิด”

“ข้าคืนให้มิได้หรอก พ่อเฒ่า” หญิงสาวตอบเสียงเศร้า “ข้ามิได้พรากลมหายใจของพวกเขา เป็นพวกเขามอบลมหายใจให้กับข้าเอง”

หมอผีนิ่งงันไปหลายอึดใจก่อนจะหันหลังกลับ เจ้าเมืองเร่งรุดตามเขาไป “ที่นางพูดหมายความว่าอย่างไรพ่อเฒ่า”

“แปลว่านางไม่เป็นตัวของตัวเอง และที่มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็เพราะดินแดนของนางมีปัญหา” หมอผีเฒ่าตอบ “การที่อิกดราซิลแห้งเหี่ยว การที่ราชินีพลัดถิ่น การที่ความตายไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป นี่ต้องใช้เวลาขบคิด แต่ที่แน่ๆ คือหากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ความตายจะไม่หยุดอยู่แค่ในเมืองนี้”

“ท่านหมายความว่า..”

“ข้าหมายความว่าเราต้องหาทางส่งนางกลับคืนเฮลไฮม์ ดินแดนแห่งความตายของนาง หรือหากไม่สามารถทำได้ ก็ต้องหาทางสะกดนางเอาไว้ที่นี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ความตายแพร่กระจายออกไปยังโลกภายนอก และทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตาย วิญญาณจะเกลื่อนไปทั่วโลกมนุษย์ สมดุลทั้งหลายจะพังทลาย และนั่นจะทำให้ความตายค่อยๆลามไปยังภพอื่นๆด้วย”

“หนักหนาถึงเพียงนั้น?”

“หรืออาจนักหนายิ่งกว่านั้น” หมอผีเฒ่าถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “ต้องตามหาทูตทั้งเจ็ดผู้ได้รับความเอ็นดูจากโนร์น เทพีแห่งโชคชะตา ท่านเจ้าเมือง มีเพียงพวกเขาที่จะหาทางหยุดความตายและช่วยอิกดราซิลได้”

ตำนานที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีนี้แตกต่างไปจากเวอร์ชันที่จองกุกเคยฟังปู่ของตนเองเล่ามา มันไม่ได้น่าขนลุกเท่าที่เคยได้ยิน แต่กลับเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในด้านเทวนิยมจนดูเหมือนพล็อตที่ถูกสร้างจากนิยายแฟนตาซีสักเรื่อง ทว่ามันกลับดูสมเหตุสมผลมากขึ้นไม่น้อยหากลองนำทั้งที่ปู่เล่าและในละครเรื่องนี้มายำรวมกัน

เนื้อหาในส่วนต่อไปไม่แตกต่างไปจากที่จองกุกรู้อยู่แล้ว นั่นคือหมอผีเฒ่าถูกพบว่าเสียชีวิตแล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น ใบมือของเขากำกระดาษที่เขียนว่าตามหาทูตทั้งเจ็ดเอาไว้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการที่ราชินีแห่งความตายเลือกที่แห่งนี้เป็นบ้านเหมือนที่ปู่เล่า

บางทีตำนานก็ถูกบิดเบือนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา จองกุกไม่ใช่คนที่เรื่องมากในการเสพข้อมูลจากหลายแหล่งที่มา และเท่าที่เขารู้สึก คิมแทฮยองดูรู้เรื่องเกี่ยวกับตำนานของเมืองพวกนี้ดีกว่าเขามาก ดังนั้นละครที่อีกฝ่ายย้ำว่าเขาจะต้องมาดูเรื่องนี้ จึงน่าจะมีเค้ามูลความจริงมากกว่าเวอร์ชันนิทานที่ปู่เล่าให้ฟัง

ชาวเมืองขันอาสากันออกเดินทางตามหาทูตทั้งเจ็ด ใช้เวลากว่าหกสิบปี เจ้าเมืองแก่ชราจนแทบเดินไม่ไหว แต่เขาก็ยังอยู่ทันได้เจอทูตทั้งเจ็ดคนนั้น

“ข้าตามหาพวกท่านมานานแสนนานเหลือเกิน”

“บางครั้งเวลากับโชคชะตาก็เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ขาด ท่านเจ้าเมือง” ใครบางคนในหมู่ผู้สวมชุดคลุมสีดำเอ่ย จองกุกมองพวกเขาทั้งเจ็ดคนด้วยความสนใจ หน้ากากในอกเสื้อของเขาส่งไอเย็นจางๆออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ทูตทั้งเจ็ดมีหน้ากากในมือคนละใบ เมื่อเจ้าเมืองมองด้วยความสงสัย หนึ่งในพวกเขาก็กล่าวอธิบายว่า “นี่คือของขวัญที่เทพีแห่งโชคชะตามอบให้เรา ในหน้ากากนี้บรรจุหลายสิ่งเอาไว้ ทั้งภูมิปัญญาเก่าก่อน วาทะแห่งเทพเจ้า ปณิธานที่ผู้ถือครองต้องรักษาเอาไว้ตราบจนสิ้นลม”

.”ปณิธานหรือ...”

“โนร์นมีหน้าที่ที่สำคัญยิ่งอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือพิทักษ์รักษาอิกดราซิลเอาไว้ แต่บางครั้งเทพีแห่งโชคชะตาก็ยุ่งเกินกว่าจะมาดูแลต้นไม้ ดังนั้นพวกนางจึงหาตัวแทน ซึ่งก็คือพวกเรา ดังนั้นหน้าที่ของเราก็เป็นเหมือนผู้พิทักษ์และผู้คุม เป็นผู้ส่งสารและเป็นผู้รับสาส์น จากเทพเจ้าสู่มนุษย์”

“ใช้เวลานานกว่าหกสิบปีกว่าจะถึงยุคสมัยที่ทูตทั้งเจ็ดซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกมนุษย์เดินทางมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ทูตอีกคนเอ่ยขึ้น “และในตอนนี้หน้าที่ของพวกเราก็คือหาทางทำอะไรสักอย่าง ที่ดูๆไปแล้วตัดสินใจยากเหลือเกิน”

.อดีตเจ้าเมืองผู้แก่ชราถามต่อด้วยความไม่เข้าใจ “ตัดสินใจยากอย่างไรหรือ”

“หญิงสาวที่นั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ตรงนั้น คือราชินีเฮลล่า ผู้ปกครองนรก” ทูตคนหนึ่งเอ่ย “มนุษย์เจ็ดคนกับความสามารถน้อยๆที่เทพีมอบให้อาจไม่เพียงพอต่อการส่งนางกลับไปยังนรกและรักษารากของอิกดราซิลให้หายดีได้ ดังนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่นั้น...”

“พลังของนางไม่มีอะไรมากไปกว่าความตาย”

ประโยคที่จองกุกเคยได้ยินมาแล้วดังขึ้นอีกครั้งที่ตรงหน้าเขา แตกต่างจากที่เขาเห็นในห้วงความคิดที่หน้ากากมอบให้เพียงนิดเดียว จองกุกพอจะเข้าใจได้ คิมซอกจิน คิมแทฮยอง สองพี่นั่นจะต้องรู้อะไรหลายอย่างแน่ๆ และคงไม่แปลกหากพวกเขาจะเคยเห็นฉากแบบเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นมาแล้ว เมื่อนำมาเขียนเป็นบทละครจึงสมจริงยิ่งนักในสายตาของจองกุก

“แต่ความตายซึ่งเป็นพลังของนางก็ไม่สมควรทำลายโลกมนุษย์ทั้งใบ” 

“แม้แต่อาจารย์ก็ยังตายหลังจากเพียงแค่สนทนากับนาง อำนาจของนางบริสุทธิ์มากและทรงพลังอย่างที่สุด เพียงเข้าใกล้ พูดคุยด้วย ก็อาจตายได้ทันที”

“อันตรายอย่างมาก”

“เพราะเป็นเช่นนั้นจึงปล่อยให้นางออกไปสู่โลกภายนอกไม่ได้”

 “หากนางออกไปจากเมืองนี้ นางก็จะนำความตายไปกับนางด้วย ประตู...จะเปิดออกกว้าง คนเป็นจะต้องตาย และคนตายก็จะหวนกลับสู่โลกนี้ สมดุลทุกอย่างจะพังทลาย”

“เราต้องกักนางเอาไว้ที่นี่”

“แต่นั่นจะหมายถึง...การที่พวกเราจะต้องสละซึ่งดวงวิญญาณของตนเองไปเพื่อกักขังนางเอาไว้”

“ถ้าเพื่อโลก เราจะไม่ทำหรือ เพียงวิญญาณของพวกเราทั้งเจ็ดคน แลกกับโลกทั้งใบ ข้าคิดว่ามันเพียงพอแล้วและคุ้มค่าเหลือแสน”

“มันไม่ใช่แค่เราที่ต้องเสียสละ เมืองเมืองนี้เองก็จะต้องเสียสละด้วยเช่นกัน นางจะถูกทำให้หลับใหลไปชั่วคราวเท่านั้น มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ”

“น่าเสียดายที่อาจารย์ไม่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องมีบางสิ่งที่บอกให้เราทำได้แน่”

“แต่ตอนนี้เราก็ทำได้เพียง ทำในสิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่หรือ มาเถิด ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย ข้าหาหวาดกลัวความตายไม่ ยิ่งเมื่อความตายของข้าสามารถแลกได้กับความตายของคนทั้งโลก ข้ายินดีและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

เสียงสวดคาถาดังขึ้น...ไม่ใช่คาถาที่จองกุกมีในความทรงจำบทนั้น เป็นเหมือนเสียงสวดมั่วซั่วที่ให้ความรู้สึกว่าขลังไปอย่างนั้นเอง อย่างไรก็ตาม เขาเห็นผู้คนที่นั่งชมละครอยู่รอบข้างเขาขนลุกกันเป็นแถบเพราะเสียงสวดถาคานี้

เมื่อเสียงสวดจบลง ทูตทั้งเจ็ดก็สลายกลายเป็นหมอกควัน หญิงสาวจมหายลงไปในดิน ต้นไม้แห่งชีวิตกลายเป็นต้นไม้ที่ไร้ซึ่งชีวิต

“หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เมืองแห่งนี้ก็ได้ชื่อว่า Ghost Town” เสียงของผู้บรรยายกลับมาอีกครั้ง ไฟในโรงละครสว่างขึ้นและฉายให้เห็นภาพของเมืองในปัจจุบันที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกและความรู้สึกราวกับว่าตกอยู่ในเวลากลางคืนตลอดกาล “ในบางครั้ง ชาวเมืองเชื่อกันว่าพวกเขาเห็นดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วปรากฏอยู่ท่ามกลางหมอกควันนั้น พูดคุยกับถึงโชคชะตาของเมืองที่รอใครสักคนมาเปลี่ยนแปลง...”

 “จองกุก”

เฮือก!

จอนจองกุกสะดุ้งสุดตัวเมื่อแทฮยองปรากฏตัวขึ้นส่งเสียงเรียกเขาเบาๆที่ด้านข้างทางเดิน เด็กหนุ่มในชุดเอี๊ยมกวักมือเรียกเขา “มาเถอะ อีกเดี๋ยวผู้ชมพวกนี้ก็จะถูกต้อนเข้าไปในส่วนของบ้านผีสิงด้านหลังแล้ว นายรีบตามฉันมาทางนี้”

ท่ามกลางความสับสนมึนงง จองกุกลุกขึ้นแล้วเดินตามแทฮยองไปตามทางเดินออกจากโรงละคร เขาพบกับคิมซอกจินที่กำลังยืนรอเขาอยู่ที่ด้านหน้าโรงละครพร้อมกับรถยนตร์สีดำคันหนึ่ง

“เอ่อ..นี่มันอะไรกันครับ ผมไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมต้องให้ผมดู” จองกุกถามขึ้นมาโดยไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ ซอกจินสบตากับแทฮยองน้องชายของเขา ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วให้จองกุก “เธอไม่เข้าใจเหรอ ฉันว่ามันชัดเจนออกนะ”

“คือ..ถ้าคุณหมายถึงตำนานของเทพพวกนั้น ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเรื่องที่ผมพอจะรู้อยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าเข้ามาด้วยเท่านั้นเอง” จองกุกกล่าว

“ฉันหมายถึงเรื่องหน้าที่ของทูตต่างหาก จองกุก” ซอกจินส่งรอยยิ้มให้เขา “นายคิดว่าหน้ากากจะมีพลังพิเศษขึ้นมาแค่เพราะหมอผีคนหนึ่งร่ายคาถาใส่มันอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก หรือนายไม่สงสัยเหรอว่าทูตทั้งเจ็ด...ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่าทูตล่ะ ในเมื่อพวกเขาก็เป็นแค่ลูกศิษย์ของหมอผีแก่ๆคนหนึ่ง แล้วหมอผีแก่ๆคนนั้นไปเกี่ยวข้องยังไงกับเทพีแห่งโชคชะตาอย่างโนร์น”

“แต่..”

แทฮยองก้าวเข้ามายืนใกล้เขาก่อนจะกล่าวเกลี้ยกล่อมว่า “มาเถอะ จองกุก เราจะใช้เวลาไม่นานหรอกในการช่วยให้นายทำความรู้จักกับโลกอีกใบ..อีกด้านหนึ่งของเมืองเมืองนี้”

จองกุกลังเล หลังจากกัดฟันคิดหลายตลบ เขาก็ตัดสินใจก้าวขึ้นรถยนต์คันนั้น แล้วไปกับสองพี่น้องตระกูลคิม



Talk.

กลับมาแล้ว หลังจากหนีไปเขียนเลกาซี่มาเป็นเดือน55555

อ่านมาถึงตอนนี้ ทุกคนคงรู้แล้วว่าเรื่องราวแฟนตาซีที่เราจะมานำเสนอทุกคนโดยการยำใส่ฟิคของเราเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่อิงตำนานเทพเจ้านอร์สนั่นเอง!!!! 

หลังจากพาทุกคนเจาะประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถังใน Forever Spring ฟิคชุนเทียน ต่อสู้กู้โลกไปกับผู้อมตะ ทูตสวรรค์ และปีศาจใน Everlasting ฟิคกาลนิรันดร์  ไปเป็นเกมเมอร์สุดคูลใน Teenage dream กุกวีอีสปอร์ต เข้าร่วมสงครามสองเผ่าพันธุ์ของแวมไพร์ใน Bleeding Heart เที่ยวอิตาลีแบบโรแมนติกใน Space Between us แย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างดุเดือดใน ตะวันแรกฟ้าและวิ่งเล่นในโลกเวทมนตร์กับโรงเรียนฮอกวอตส์ใน Legacy

โอ๊ะ เกือบลืมการกู้โลกอีกครั้งใน Save me my hero

วันนี้เราจะพุาทุกคน่ไปร่วมกันค้นหาวิธีช่วยโลกและต้นไม้จากความตายที่ควบคุมไม่อยู่อีกต่อไป55555

โหย พอมาไล่เขียนแบบนี้แล้วพบว่าตัวเองก็เขียนมาเยอะมากเหมือนกันนะเนี่ย 

จริงๆตอนเขียนกาลนิรันดร์ เคยนำเสนอเรื่องเทพนอร์สไปบ้างแล้ว ทั้งแรคนาร็อค ทั้งเทพสายฟ้า ทั้งหอกเทพโอดิน แต่มาเรื่องนี้ เราจะพาทุกคนไปเจาะกันให้ถึงพิภพทั้ง9 และต้นไม้ที่เชื่อมโลกทั้ง9นั้นไว้ด้วยกัน โดยมีทูตทั้ง7ของพวกเราค่อยๆพาทุกคนไปผจญภัย

ส่วนพล็อตเรื่องจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนนั้น...อันนี้เขียนไปก่อนเดียวค่อยว่ากันอีกที อาจเป็นไตรภาคอีกเรื่องก็ได้ใครจะรู้ //ปรากฏนักอ่านแปะป้ายประท้วงขี้เกียจอ่านเรื่องยาวของเราแล้ว แง้ววว 

เอาเป็นว่าขอฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยเต๊อะ ไม่ดราม่า ไม่เน้นncเฉกเช่นเดียวกับทุกเรื่องที่ผ่านมา ถ้าชอบกาลนิรันดร์มาก่อน เราก็คิดว่าทุกคนน่าจะชอบเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ไว้เจอกันใหม่ตอนต่อไปจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 522 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,142 ความคิดเห็น

  1. #1140 yeenchy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 22:41
    เขียนดีมากอ่า
    #1,140
    0
  2. #1108 bomza2528 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 23:41
    ชอบสุดๆเลยค่ะ^^
    #1,108
    0
  3. #1099 LM_NOPQRST (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 01:44

    หงุดหงิดตัวเองมากเลยค่ะที่พึ่งกดเข้ามาอ่านเรื่องนี้ ทั้งๆที่เราชอบตำนานเทพนอรส์มากกว่าตำนานอื่นๆ ต้องขอบคุณไรท์ที่พูดถึงฟิคเรื่องนี้ไว้ในเลกาซี่จริงๆค่ะ ไม่งั้นคงพลาดไปอีกนานเลย ;-; สำหรับเรา แค่เป็นนอร์สก็ตื่นเต้นแล้ว ยิ่งไรท์เขียนอีก ทำให้ใจเต้นตุ่มๆต่อมๆไม่หยุดเลยค่ะ <3

    #1,099
    0
  4. #1097 Callmeyou (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 00:52
    ต้นไม้นี้เหมือนในเรื่องปกรณัมที่เราเคยเรียนเลยแหะ มีสามโลกด้วย สุดยอดดด
    #1,097
    0
  5. #1087 thonghan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 21:54
    กลับมาอ่านอีกรอบ ก็ยังให้ความรู้สึกขลังเหมือนเดิม
    #1,087
    0
  6. #1079 Kookvจงเจริญ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 14:18

    ขนลุก เเงงงงงง

    #1,079
    0
  7. #1058 Apollon~kv (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 16:09
    รอดูเลย
    #1,058
    0
  8. #1052 Ver_a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:21
    ฮือดูขลัง
    #1,052
    0
  9. #1029 boahammock (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 22:26
    เราน่ะ ชอบทุกเรื่องของไรท์เล้ยยยย<3
    #1,029
    0
  10. #945 MhyTaeYoΠ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 20:50
    ไรท์แต่งดีมากก ฮือออ เราอ่านทุกเรื่องของไรท์เลยยย สนุกกก ได้ฟีลสุดๆ ชอบนิยายแนวนี้ๆๆ
    #945
    0
  11. #931 Snoop (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 03:17
    หึย ตอนนี้สงสัยไปหมดเหมือนจองกุกเลยค่ะ55555
    #931
    0
  12. #887 tomyongsw (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 17:48
    ตัดสินใจแวบมาอ่านเรื่องนี้ก่อนล่ะค่ะ (เราแวบไปมามาก อีสปอร์ตก็ยังไม่จบเลยฮือ) ช่วงนี้กำลังสอบไฟนอล รู้สึกว่าอีสปอร์ตต้องใช้เวลาอ่านนานมากๆในหนึ่งตอน เลยขอพักไว้ก่อน มาอ่านเรื่องนี้ก่อน น่าสนใจมากเลยค่ะ สองคอนแรกเคยอ่านไว้เมื่อนานแล้ว ขอเม้นรวบยอดตอนนี้เลยนะคะ พล็อตเรื่องแปลกมาก แต่ก็น่าสนใจ ตำนานอิกดราซิลนี่เราก็ได้ยินมานาน รู้สึกตื่นเต้นที่ไรท์หยิบจับมาแต่งฟิคเรื่องนี้ เหมือนกับทุกๆครั้งกับผลงานไรท์ ก็คือทำให้เราตื่นเต้นและขนลุกได้เสมอเลยค่ะ แต่ตอนนี้อาจจะงงๆอยู่บ้าง เหมือนตัวจองกุก เพราะเราก็เพิ่งรู้ข้อมูลเท่าน้อง อยากรู้แล้วว่าอะไรยังไงต่อ แทฮยองโผล่มายังไง ฑูตทั้ง7มีที่มายังไง แล้วทำไมคุณปู่จองกุกถึงมีหน้ากาก??? ปมเต็มไปหมดเลย ตื่นเต้นแล้ว!!
    #887
    0
  13. #882 THEEOUS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 21:33
    ชอบบบบบบ ชอบทุกเรื่องที่ไรท์แต่งเลย อ้างอิงตำนานแทบทุกเรื่อง เล่นกับความเชื่อของคน คือดีสุด ก็ยังว่าอยู่อ่านตอนแรกทำไมมันคุ้นๆ อ่อ ตำนานเทพนอร์สนี่เอง นี่นึกไปถึงหน้าเทพีเฮลล่าในหนังธอร์เลยนะ5555
    #882
    0
  14. #862 @S_CB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 15:55
    ไม่ต้องลุ้นหรอก รู้เลยว่าแต่ะเรื่องของไรตืถ้ามาอย่างนี้แล้วต้องใหญ่แน่นอน 5555555 ชอบมากๆเลยทุกเรื่องที่ไรต์เขียน สู้ๆนะค้าา
    #862
    0
  15. #849 taetan06518 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 02:40
    ภาพในหัวคิดตามเป็นฉากๆไปเลย
    #849
    0
  16. #843 Eimmamoa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 09:17
    เหมือนค่อยๆรู้เรื่องไปพร้อมๆกับจองกุก555
    #843
    0
  17. #816 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 08:27
    โอ๊ยยยย ไรท์ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่จะกดอ่านตอนต่อไป 5555555 บรรยายเห็นภาพได้ชัดมากๆเลยค่ะ ไอดอล~
    #816
    0
  18. #809 kookvforever9795 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 09:23

    คิดภาพตามในฉากละครเวทีแล้ว ให้ฟีลแบบเหมือนนั่งดูกับจองกุกเลย ตื่นเต้น~~~~

    #809
    0
  19. #761 Plíða (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 07:53
    ชอบทุกเรื่องทุกพล็อตของพี่แพทเลยค่ะ ข้อมูลแน่นๆปึ๊กๆ สำนวนภาษาเพราะสวย ชอบมากๆ
    #761
    0
  20. #747 PaiiKanj (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 22:25
    เรื่องนี้น่าติดตามมากเลยค่ะ ชอบๆๆๆๆๆ
    #747
    0
  21. #741 ่Airino (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 21:33
    ชอบการเชื่อมโยงกับตำนาน เทพอะไรพวกนี้มากค่ะ เป็นการเชื่อมที่ดูสมูทมาก ไรท์ทำการบ้านได้ดีมากๆเลยค่ะ
    #741
    0
  22. #667 nlull (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 14:45
    คุณไรท์แต่งดีมากจริง เราชอบทุกเรื่องเลยอะ ภาษาดีข้อมูลแน่นมากแบบคนศึกษามาดี คือแค่เห็นนามปากกาก็รู้เลยว่าสนุก
    #667
    0
  23. #535 Kwzen_p (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 13:43
    เป็นเรื่องที่ลึกลับแบบเดาไม่ออกอีกแล้ว5555 คือไรท์สุดยอดมากๆที่สามารถเอามาแต่งเป็นแฟนตาซีได้ขนาดนี้ ชอบทุกเรื่องที่ไรท์เขียนมาเลย ดีงามทุกเรื่อง! จะเรื่องสั้นเรื่องยาวเราก็จะตามอ่านให้หมดเลยยย สู้ๆนะคะ
    #535
    0
  24. #462 LoveHowHeRap (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 21:20
    ให้ตายเถอะอยากได้ทุกเรื่องทุกเล่มเลย!!!
    #462
    0
  25. #339 sofar_fa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:19
    เอาจริงๆถ้าเราเป็นนุกุกเราก็งงเด้อ 555555
    #339
    0