จบแล้ว {Fic BTS} The Flower {KookV} #Flowerkookv

ตอนที่ 15 : Chapter 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 366 ครั้ง
    27 เม.ย. 62


Chapter 15

 

แสงแดดยามเที่ยงมักจะร้อนแรงจนสายตาแทบจะรับไม่ไหวอยู่เสมอ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ย่อมไม่สามารถมองแสงอาทิตย์ด้วยดวงตาเปล่าๆได้ นั่นคือความจริงที่ทุกคนล้วนทราบ ทว่าพวกเขายังสามารถมองชายหนุ่มที่ดูเหมือนดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้อยู่

ในดินแดนนี้มีบุรุษผู้หนึ่งควรค่าแก่การเปรียบเปรยเสมอเหมือนแสงตะวัน

นามของเขาคือไซทัส

บุคคลผู้ได้ชื่อว่าสง่างาม สูงส่ง และมีรัศมีเจิดจ้าดุจดวงตะวัน ทั้งรูปงาม นามไพเราะ และมีฐานะสูงส่ง ข้อเสียเพียงประการเดียวที่เขามีก็คือเขาไม่อาจแต่งงาน

เพราะตำแหน่งของเขาคือพระสังฆราชา หรือเรียกอีกอย่างว่าผู้นำนักบวชระดับสูงแห่งจักรวรรดิ

เขาคือราชาของนักบวชทั้งหมดในแผ่นดินนี้ และเป็นบุรุษผู้เดียวที่สามารถยืนเสมอผู้เป็นพระราชาของจักรวรรดิได้ เขามักแต่งกายด้วยชุดสีขาวปักด้ายสีทองที่ดูเรียบง่ายแต่ก็คงไว้ซึ่งความหรูหรา บ้านของเขาคือมหาวิหารหลวงที่ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับพระราชวังหลวง เขากับราชาเติบโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมาก แต่เขาได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็กให้ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง นั่นคือเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของราชา

ไซทัสหรี่ตามองดวงตะวันบนฟ้า กะเวลาได้ว่าราชานิโคลัสน่าจะเสวยพระกระยาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว

เขามีเรื่องสำคัญต้องหารือกับราชา

“ไซทัส” ราชานิโคลัสเพิ่งลุกจากเก้าอี้ตอนที่เขาเข้าไป อีกฝ่ายนั่งกลับลงไปบนเก้าอี้ ก่อนจะผายมือให้เขานั่งลงที่ด้านตรงข้ามกัน สีหน้าของนิโคลัสดูไม่ค่อยดีนัก คล้ายเขามีเรื่องหนักใจ ไซทัสนั่งลงตามที่เขาบอกก่อนจะเอ่ยถามว่า “สีหน้าของพระองค์ดูไม่ดี มีเรื่องอันใดหรือพะย่ะค่ะ”

“ปัญหาน้ำท่วมน่ะ” นิโคลัสส่ายหน้า “ข้าพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่พวกขุนนางต้องการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก่อน พวกเขาต้องการทองคำ ที่จะเอาไปซื้อของใช้จำเป็นบริจาคให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำไมพวกเขาไม่มองบ้างว่าหากยังเป็นเช่นนี้ ในปีหน้าตอนฤดูน้ำหลากชาวบ้านก็จะยังเผชิญหน้ากับน้ำท่วมอยู่ดี”

“เพราะเงินทองที่ท่านให้พวกเขาเบิกไปใช้นั่น พวกเขาสามารถแอบเก็บจำนวนหนึ่งเข้าคลังของตัวเองได้น่ะสิ” ไซทัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความเหยียดหยามเล็กน้อย ท่าทางของเขาสามารถเรียกรอยยิ้มจากนิโคลัสได้ “วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในตอนนี้ คืออพยพคนจากบริเวณที่มีน้ำท่วม หาที่อยู่ชั่วคราวให้พวกเขา ส่งทหารไปจัดการกับน้ำหาทางถ่ายเทน้ำท่วมขังออกไป ชะลอกำลังน้ำที่กำลังไหลหลากลงมา พอน้ำไปแล้วก็สร้างฝายหรือสร้างเขื่อนขึ้นมาเพื่อชะลอน้ำและกักเก็บน้ำเอาไว้”

“ถึงเวลานั้นก็มีคนแอบกินทองคำที่ข้าให้เป็นงบประมาณในการสร้างเขื่อนอยู่ดี” นิโคลัสไหวไหล่

“ถ้าเป็นอย่างนั้นท่านก็สมควรลากคอพวกมันออกมาแล้วประหารชีวิตเสียไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” ไซทัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

ผู้เป็นราชาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ไซทัส อย่าให้คนอื่นได้ยินเจ้าพูดจาเช่นนี้เชียว เจ้าเป็นถึงพระสังฆราชนะ”

“ข้าทำหน้าที่เป็นพระสังฆราชก็จริง แต่หน้าที่อีกอย่างของข้าคือการเป็นที่ปรึกษาของท่าน” ไซทัสขมวดคิ้วเข้าหากันจนแน่น “แต่...ใช่ ท่านพูดถูก ในฐานะพระสังฆราชข้าไม่ควรพูดให้ท่านสั่งประหารขุนนาง แต่ในฐานะของที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ท่านใจดีกับประชาชนได้แต่ต้องมีความเด็ดขาดกับขุนนาง ไม่อย่างนั้นท่านจะคุมพวกเขาอยู่ได้อย่างไร ท่านไม่ทำร้ายประชาชน เจ้าคนพวกนี้แหละที่ไปเบียดเบียนประชาชนโดยที่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย”

“ไม่พูดจาแทงใจข้าสักวันจะได้หรือไม่”

“ข้าจะพยายาม”

นิโคลัสหัวเราะพลางส่ายหน้า “เจ้าทำให้ข้าอารมณ์ดีขึ้นได้สำเร็จ เอาล่ะ มาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ”

ไซทัสถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ที่แท้จริงที่มาในวันนี้ออกไปอย่างไม่มีปิดบัง “เมื่อเช้านี้ข้าได้รับรายงานจากนักบวชประจำเขตสาม มีคนพยายามใช้มนตร์ดำควบคุมทหารรักษาการณ์ที่ชายแดน ให้พวกเขากลายเป็นบ้า ต่อสู้กันเอง และละเลยหน้าที่จนเปิดทางให้มีสายลับของต่างแคว้นบุกเข้ามาในเขตจักรวรรดิของเราได้”

นิโคลัสขมวดคิ้ว “นั่นเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมข้าถึงไม่รู้”

“เพราะเรื่องที่มีมนตร์ดำมาเกี่ยวข้องด้วย หน่วยงานของศาสนจักรจึงรายงานตรงต่อข้า และข้าก็กำลังเป็นผู้ที่นำความนี้มารายงานต่อท่านอย่างไรเล่า” ไซทัสวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ พลางสบตากับผู้เป็นราชา “นิโคลัส ศาสตร์ด้านมืดกำลังรุกรานอาณาจักรเรา ในฐานะของพระสังฆราชข้าจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคามนี้ และข้ามาเพื่อขอพระราชานุญาตจากท่านในการออกคำสั่งเคลื่อนพลกองทัพศักดิ์สิทธิ์”

“ข้าอนุญาต” นิโคลัสรับคำ “แต่ไซทัส สิ่งที่เจ้าทำอยู่ เจ้าเองก็รู้ดีว่ามันไม่ต่างอะไรจากการแก้ปัญหาที่ปลายสาเหตุเช่นกัน และมันยากยิ่งกว่าการจัดการปัญหาน้ำท่วมเสียอีก ไสยเวทเป็นอะไรที่...คงอยู่มายืนยง นับตั้งแต่เจ้าขึ้นเป็นพระสังฆราชเจ้าก็ทุ่มเทกับการทำให้จักรวรรดิของข้าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ไซทัส เจ้าไม่มีทางกำจัดความมืดอย่างถาวรได้”

ไซทัสนิ่งงันไปนานหลายอึดใจ

“ข้ารู้”

เขารู้อยู่แล้ว ในสิ่งที่ราชากล่าวเตือน

แต่เขาอยากทำให้เต็มที่ ให้แผ่นดินนี้สะอาดสะอ้านและบริสุทธิ์

“ข้ารู้สึกเหมือนเจ้ากำลังตระกองกอดตะเกียงดวงหนึ่ง อยู่ท่ามกลางลมพายุ คาดหวังว่าอ้อมแขนของเจ้าจะปกป้องเปลวไฟในตะเกียงไม่ให้วูบดับได้” นิโคลัสกล่าวอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง ราวกับหวั่นเกรงว่าจะเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี “แต่เจ้ารู้ดีว่าลำพังแขนของเจ้าไม่มีวันปกป้องดวงไฟนั่นได้ตลอดไปหรอก สักวันหนึ่งลมพายุจะโหมกระหน่ำจนเจ้าต้านทานไม่ไหว ดวงไฟจะต้องดับลง หรือบางทีตะเกียงอาจถึงขั้นแตกสลาย”

“แต่อย่างน้อยขณะที่ข้ายังคงถือตะเกียงดวงนั้นไว้ในมือ ข้าก็อยากทำให้เต็มความสามารถของข้า”

ไซทัสลุกขึ้นยืน ราวกับเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องตะเกียงกับลมพายุอีกต่อไปแล้ว

“ข้าจะรายงานผลหลังจากที่กองทัพศักดิ์สิทธิ์ลงมือแล้ว และต่อให้ข้าต้องใช้เวลาสวดมนตร์ในวิหารนานเจ็ดวันเจ็ดคืนเพื่อสร้างกำแพงแสงศักดิ์สิทธิ์รอบเขตจักรวรรดิเพื่อป้องกันไม่ให้มีพวกใช้มนตร์ดำข้ามเขตเข้ามาได้ ข้าก็ยินดีทำ”

ไซทัสเห็นสีหน้าและท่าทางที่พร้อมจะห้ามปรามเขาจากอีกฝ่าย แต่เขาชิงโค้งศีรษะเป็นเชิงอำลาแล้วรีบก้าวออกมาจากห้องเสียก่อน

เขารู้ว่านิโคลัสจะต้องเป็นห่วงและห้ามไม่ให้เขาทำอะไรแบบนั้นแน่ การสวดมนตร์เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้ เขาเคยทำมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นเขาถึงกับไอและอาเจียนออกมาเป็นเลือด ร่างกายซูบผอมจนต้องนอนติดเตียงไปเป็นเดือน แต่ผลลัพธ์จากการสวดมนตร์เจ็ดวันเจ็ดคืนก็คุ้มค่ายิ่งนัก

ประการแรกคือภัยพิบัติละเว้นจักรวรรดิของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ พายุทรายอันร้ายกาจที่ทำให้หลายแคว้นราพณาสูรกลับอ่อนกำลังลงเมื่อพัดผ่านจักรวรรดิของเขา และหวนคืนสู่ลมพายุร้ายกาจอีกครั้งหลังผ่านพ้นเขตแดนจักรวรรดิไปแล้ว เขาได้รับคำเยินยอสรรเสริญมากมายจากราชฎรและผู้คนก็ศรัทธาในศาสนาเพิ่มขึ้น

ประการที่สอง คือการล้มป่วยในครั้งนั้นทำให้เขารู้ที่นั่งของตนเองในใจของราชาได้อย่างชัดเจนขึ้น ราชาตรัสบริพาธเขายาวสามชั่วโมง แต่จากนั้นก็ส่งแพทย์หลวงที่ฝีมือดีที่สุดมาดูแลรักษาเขา จัดหาสมุนไพรที่ดีที่สุดมาให้ ทั้งยังเป็นฝ่ายเสด็จมาเยี่ยมเขาทุกวันไม่ได้ขาดจนกระทั่งเขาสามารถเป็นฝ่ายเดินออกจากวิหารไปพบราชาเองได้

ไซทัสรู้สึกมีความสุขเวลาที่ราชาให้ความสำคัญต่อเขา แม้ว่าขุนนางของอีกฝ่ายจะกังขาในตัวเขา แต่ตราบใดที่นิโคลัสยังเชื่อใจ เขาก็ยินดีจะทุ่มเทเพื่อจักรวรรดิแห่งนี้

นิโคลัสมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการทำเพื่อประชาชนของเขา

ไซทัสเองก็มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการทำให้จักรวรรดิของนิโคลัสกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระสังฆราชองค์ก่อนหรือบุพการีท่านใดอบรมสั่งสอนเขามา สิ่งที่พวกเขาสอนมีเพียงศาสตร์สำคัญในทางศาสนาทั้งการประกอบพิธี การใช้พลังแห่งแสงสว่างในการรักษาผู้คน และเวทมนตร์สายขาวเล็กน้อย บางครั้งพวกเขาก็จะพาไซทัสไปนั่งเรียนร่วมกับนิโคลัส ให้ทั้งคู่ได้ทำความคุ้นเคยและเรียนรู้สิ่งที่กษัตริย์ควรรู้ด้วยกัน

ความตั้งใจที่จะทำให้จักรวรรดิกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งที่ไซทัสตั้งมั่นขึ้นเอง โดยเริ่มมาจากวันที่นิโคลัสถูกนักบวชจากวิหารมืดพยายามจะทำพิธีบางอย่างเพื่อให้ใจของราชาเอนเอียงเข้าข้างพวกเขา

ไซทัสจำได้ดีว่าวันนั้นเขาเข้าต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างดุเดือด ปกป้องนิโคลัสไว้ด้านหลัง พลังศักดิ์สิทธิ์ถูกเรียกใช้จนแทบแห้งเหือด สุดท้ายก็สามารถสังหารอีกฝ่ายลงไปได้ เขาจำได้ว่าตัวเองโกรธมาก ส่งกองทัพศักดิ์สิทธิ์ซึ่งขึ้นตรงต่อวิหารหลวงออกไปถล่มวิหารมืดจนพินาศย่อยยับ

จากนั้น...ด้วยการให้ท้ายของนิโคลัส เขาเริ่มส่งคนไปถล่มวิหารมืดแห่งต่างๆทั่วจักรวรรดิ ทำการชำระล้างแผ่นดินนี้เสียใหม่

เขาไม่มีอำนาจทางการทหาร ไม่มีอำนาจในการปกครองที่ดิน เขามีเพียงกองทัพศักดิ์สิทธิ์ในมือ ดังนั้นศัตรูของเขาจึงมีเพียงลัทธิมืดที่คิดแทรกแซงอำนาจของนิโคลัสเท่านั้น

สิ่งที่คิดคุกคามอำนาจของนิโคลัส ในด้านอื่นๆนิโคลัสสามารถจัดการเองได้

แต่ในด้านที่อีกฝ่ายจัดการไม่ได้ เขาจะรับผิดชอบเอง

ราชาของเขาจะต้องปลอดภัย และการจะทำให้ราชาปลอดภัยโดยที่เขาเองก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากขึ้น นั่นคือการทำให้แน่ใจว่าในจักรวรรดินี้จะไม่มีคนพวกนั้นหลงเหลืออยู่อีก

“ข้ารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้” ไซทัสเปรยกับตัวเองเมื่อเขากลับมาถึงห้องทำงานของเขา

ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ มองดูโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารและคำร้องเรียนต่างๆอย่างเหม่อลอย จู่ๆพลันรู้สึกว่านานมากแล้วที่ตนเองไม่ได้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานนี้ ทั้งๆที่เมื่อเช้าเขาเพิ่งจะนั่งฟังรายงานจากสายสืบของวิหารหลวงอยู่ที่นี่

ไซทัสขมวดคิ้วแล้วแตะปลายนิ้วเข้ากับหน้าผากของตนเอง

“ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีอะไรกำลังแทรกแซงจิตใจ” เขาใช้พลังตรวจสอบตนเองจนแน่ใจแล้วว่าความคิดหรือความทรงจำของเขาไม่ได้ถูกอะไรแทรกแซง จึงค่อยลดมือลง

ชายหนุ่มพลิกเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่าในกองเอกสารของเขามีของบางอย่างถูกวางแทรกเอาไว้อยู่

ไซทัสหยิบกระดาษเนื้อหยาบแผ่นนั้นขึ้นมาดูด้วยความสงสัย

จนกระทั่งเมื่อเขาได้กวาดสายตาอ่านข้อความในนั้นไปได้ครึ่งหน้า เขาก็พลันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกกลางอกของเขาอย่างแรง ของเหลวร้อนผ่าวพุ่งออกมาจากอก ผ่านอำคอ จนกระทั่งเขาต้องทรุดลงไปบนพื้นแล้วพ่นเลือดกองหนึ่งออกมาจากปาก

ข้างขมับของเขาปวดแปลบ ไซทัสพยายามตั้งสติขึ้นมา กระดาษในมือเขาถูกเขาโยนออกไป เมื่อชายหนุ่มชี้นิ้วใส่มัน เปลวไฟก็ลุกพรึบขึ้น เผากระดาษแผ่นนั้นจนสลายหายไป ควันที่เกิดขึ้นไม่ใช่สีขาวเทาอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นสีดำสนิท

เขาถูกเล่นงานเข้าให้แล้ว

“สมกับเป็นท่านเลย ไซทัส ไม่เพียงรู้ตัวเร็วยังตั้งสติได้” น้ำเสียงอ่อนหวานของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น

ไซทัสตวัดสายตาขึ้นมอง ก่อนจะเห็นหญิงสาวเจ้าของเรือนร่างสะโอดสะองแฝงความเย้ายวนเดินเข้ามาจากประตูด้านข้าง นางมีเส้นผมสีทองเป็นลอยยาวสยาย ดวงตาสีฟ้ากลมโตที่งดงามและดูบริสุทธ์ใสซื่อ

“เซริที่”

ไซทัสเค้นเสียงเรียกชื่อน้องสาวของตนเองด้วยน้ำเสียงดุดัน

“จุ๊ๆ ท่านพี่ ท่านเป็นถึงพระสังฆราช จะใช้น้ำเสียงเช่นนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ” หญิงสาวเดินบิดกายเข้ามาใกล้ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ดูแฝงไว้ด้วยความวิกลจริต หัวใจของไซทัสกระตุกวูบเมื่อเห็นเช่นนั้น

“เจ้า..ใช้มนตร์ดำเป็นได้อย่างไร”

“เขาสอนข้า” เซริที่หัวเราะ หยดน้ำตาไหลทะลักออกมาจากดวงตาคู่งาม “เป็นเขาสอนข้าด้วยตนเอง เป็นบาทหลวงเคนดริกสอนข้า”

บาทหลวงเคนดริก...

ที่แท้ก็เป็นคนผู้นั้น นักบวชจากวิหารมืดคนที่เขาสังหารด้วยมือของเขาเอง

“เซริที่ นักบวชหญิงแห่งวิหารหลวงเช่นเจ้า...”

“ท่านพี่ น้องสาวของท่านมีสามีแล้ว ข้ามิได้บริสุทธิ์ และท่านคือผู้ที่สังหารสามีของน้องสาว!” เซริที่ส่งเสียงร้องไห้โหยหวนออกมา เสียงฝีเท้าที่ด้านนอกห้องดังขึ้น องครักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะเข้ามาช่วยเหลือถูกพลังบางอย่างอัดกระแทกจนกระเด็นออกไป เซริที่โบกมือ กำแพงสีดำก็ห้อมล้อมห้องทำงานเอาไว้ เหลือเพียงเขากับนางสองคน

ไซทัสรู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นเอาค้อนมาทุบที่ศีรษะของเขาอย่างแรง

น้องสาวของเขาที่งดงามและบริสุทธ์ผุดผ่อง นักบวชหญิงสูงสุดแห่งวิหารหลวง น้องสาวที่ทั้งเขาและทุกคนในวิหารประคบประหงมเทิดทูนอย่างดีราวกับดอกไม้ในแจกันแก้ว

ที่แท้นางถึงกับมีสามีแล้ว ทั้งสามีคนที่ว่ายังเป็นนักบวชจากวิหารมืด

มองดูแววตาที่บ้าคลั่งของน้องสาว ไซทัสยิ่งรู้สึกปวดหัวใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันโทสะก็ก่อตัวและพุ่งพล่านอยู่ในอกอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เขาจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่านางถูกหลอกใช้

เขาจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่านางถูกมนตร์ดำครอบงำจนทำเรื่องพวกนี้

“ท่านพี่ ท่านชดใช้ให้ข้าโดยการตายเถิด สามีข้าตายแล้ว พี่ชายก็ตายอีกคน เช่นนี้ข้าจะได้ตายตามคนที่ข้ารักที่สุดสองคนไปด้วยอย่างไรเล่า”

เซริที่ชักมีดเล่มหนึ่งออกมาจากข้างเอว ประสาทสัมผัสและพลังจิตอันเฉียบคมของไซทัสรับรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นมีดที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุอาถรรพ์ มีดธรรมดาทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเขามีแสงศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองกาย แต่หากเป็นมีดเล่มนั้น เกรงว่าจะสามารถฆ่าเขาให้ตายได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็นเสียอีก

เขาต่อสู้กับวิหารมืดทั้งแผ่นดิน น้องสาวข้างกายกลับกำลังใช้วิชาของวิหารมืด

พระเจ้าทรงเล่นตลกกับเขาเกินไปแล้ว

ไซทัสกำมือแน่น มือของเขาเรืองแสงสีขาวขึ้นมา เขากระแทกมือข้างนั้นใส่หน้าอกของตนเอง แสงสีขาวนั้นซึมเข้าไปในอกของเขา ขณะที่เซรีที่ย่างเข้ามาใกล้พร้อมเงื้อมีดขึ้นสูง ไซทัสก็พลิกตัวหลบมีดได้ทันท่วงที เขาอาศัยแรงเหวี่ยงในการลุกขึ้นยืน

“ท่าน...ทำไมถึงลุกขึ้นมาได้” เซริที่มองเขาด้วยสายตาตื่นตะลึง

น้องสาวคงเข้าใจว่าอาคมบทนั้นสามารถทำลายอวัยวะภายในของเขาได้กระมัง

จริงอยู่ อวัยวะภายในบางส่วนของเขาถูกทำลายไปแล้ว แต่เขาได้อัดพลังรักษาเข้าไปประคองชีวิตของตัวเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หากถูกอาคมระดับนั้นเล่นงานจนเสียชีวิตได้โดยง่าย เขาคงไม่มีหน้าเรียกตัวเองว่าพระสังฆราชาหรอก

ไซทัสมองน้องสาวด้วยสายตาเจ็บปวดหัวใจอย่างที่สุด “ข้าฆ่าเจ้าไม่ลง เซริที่ แต่เจ้ารู้กฎดี สภาจะไม่มีทางปล่อยเจ้าไป”

“ท่านหลุดออกจากเขตแดนรัตติกาลของข้าให้ได้ก่อนเถิด ท่านพี่”

ไซทัสหลับตาลง เก็บซ่อนความปวดร้าวที่ยากบรรยายเอาไว้หลังเปลือกตา ริมฝีปากเอ่ยกระซิบว่า “ข้าหลุดได้แน่ น้องสาวของข้า”

ร่างของเขาค่อยๆเรืองแสงสีขาวออกมา ไซทัสค่อยๆรวมสมาธิ ตัดขาดการรับรู้และความคิดทั้งหมด มีเพียงความนิ่งและแสงตะวันอันอบอุ่นที่เขารู้สึกได้จากภายใน ร่างของเขาเรืองแสงเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลำแสงจากตัวเขาระเบิดออก

ห้องทั้งห้องถูกย้อมด้วยแสงที่เจิดจ้าราวกับแสงตะวัน แสงนี้ยังกระแทกเขตแดนสีดำจนสลายไปทันทีราวกับไม่อาจสู้กับพลังความร้อนนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น ลำแสงนี้ยังสว่างวาบไปทั่วจนกระทั่งอาบวิหารทั้งหลังให้ตกอยู่ภายใต้รัศมีเรืองรอง

บุรุษผู้เป็นดั่งดวงตะวัน ฉายานี้ไซทัสไม่ได้ได้มาเพียงเพราะเขาหล่อเหลาสง่างาม

แต่เพราะลำแสงศักดิ์สิทธิ์ของเขา เทียบได้กับแสงของดวงตะวันจริงๆ และนั่นคือคุณสมบัติของผู้ที่ถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะได้เป็นพระสังฆราชาตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตาดูโลกพร้อมกับแสงเรืองรองทั่วร่างของเขา

ไซทัสค่อยๆดึงตัวเองออกจาห้วงสมาธิแล้วลืมตาขึ้นช้าๆ เพราะสมาธิที่ตั้งมั่นเขาจึงไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนเมื่อต้องแสงศักดิ์สิทธิ์ของน้องสาว ไม่ได้รับรู้ว่าของอาถรรพ์ทั้งหมด หรือกระทั่งผู้ใช้มนตร์ดำที่แฝงตัวเข้ามาในวิหารหลวงอย่างยากลำบากล้วนแต่ถูกลำแสงนี้เผาไหม้จนดูไม่เป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป

เขาเพียงแต่พยักหน้าให้กับองครักษ์ที่กรูกันเข้ามา เบือนหน้าหนีร่างของน้องสาวที่ถูกหามออกไป

ในตอนนั้นเองที่เขาสบตาเข้ากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องทำงานของเขา

ไซทัสชะงักงัน

“ครีตรู้หรือเปล่า ว่าคุณเสียสละอะไรไปบ้างเพื่อเขา” จองกุกถามด้วยความสงสัย “แล้วเขารู้บ้างไหมว่าจริงๆแล้วนักบวชชั้นสูงข้างกายเขามีใจให้เขามาตลอด? เพราะเท่าที่ผมจำได้ คุณกับเขาไม่ได้เป็นคู่บำเพ็ญกันนี่นา เพรย์”

คิมซอกจินกะพริบตา ย้อนถามว่า “นี่ฉันถูกหลอกอยู่ใช่ไหม?”

“ก็แค่รีเพลย์เหตุการณ์ช่วงหนึ่งในอดีตที่เป็นบาดแผลในใจคุณ” จองกุกหันกลับไปมองด้านหลังราวกับว่าเขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ซอกจินไม่ได้ยิน “คุณออกมาตั้งสติข้างนอกนี่ดีกว่าครับ คุณซอกจิน ผมยังต้องรีบไปเปิดประตูอีกหลายบาน”

ซอกจินรีบสาวเท้าเดินออกไปหาเขา ก่อนจะพบว่าที่ด้านนอกคือระเบียงทางเดินยาวที่ดูดำมืดและอ้างว้างแห่งหนึ่ง คิมซอกจินระลึกคืนสติขึ้นมาทันที เขามองจองกุกที่กำลังหันหลังเดินไปอีกทาง คาดว่าคงกำลังจะไปตามหาคนอื่นๆแล้วเปิดประตูให้

“ซีกเกอร์” ซอกจินเรียกเขาเอาไว้ “เรื่องที่นายรู้มาเมื่อครู่ นายจะไม่เล่าให้ใครฟังใช่ไหม”

จองกุกตอบโดยไม่หันกลับมาว่า “รู้จักกันมาตั้งหลายร้อยปี คุณจำไม่ได้เหรอว่านิสัยของผมคือคนที่ชอบถาม แต่ไม่ชอบเล่าเรื่อง”

ซอกจินถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามองดูฝีเท้าที่ร้อนรนของอีกฝ่าย พลางนึกไปถึงเรื่องที่แทฮยองเพิ่งจะบอกเขาไม่นานมานี้

“ซีกเกอร์ขอผมเป็นคู่บำเพ็ญของเขาแล้วนะฮะ พี่จิน”

อีกฝ่ายคงรีบตามหาน้องชายของเขา

ส่วนเรื่องของเขา...ในเมื่อปรารถนาฝ่ายเดียวก็ปล่อยให้มันเป็นสิ่งที่เขารับรู้คนเดียวในใจก็พอ

เพราะราชานิโคลัสคนนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็ทำเพื่อคนอื่นๆเสมออยู่แล้ว แม้ว่าทุกวันนี้จะกลายเป็นคิมนัมจุนไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

นัมจุนเรียนรู้ที่จะทำเพื่อทุกคน แต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองอยู่ดี

คนแบบนั้นไม่มีทางยอมเป็นคู่บำเพ็ญกับใครหรอก...

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 366 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,141 ความคิดเห็น

  1. #1132 Wayvay_T (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 07:23
    พี่จิน..
    #1,132
    0
  2. #1122 VenitaKq (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 13:23

    ฮืออออออ สงสารอ่า

    #1,122
    0
  3. #1071 Apollon~kv (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 21:40
    ดึงดราม่าเลย เจ็บปวดนะ ชอบคนที่เป็นไปไม่ได้อ่ะ ใกล้เเค่เอื้อมเเต่รู้สึกว่าอยู่ห่างไกล
    #1,071
    0
  4. #1041 boahammock (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 22:57
    อ่าาา เจ็บปวดแทนพี่จินเลยแฮะ
    #1,041
    0
  5. #1011 Moonlionz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 22:04
    พี่จินน สุดยอด จองกุกสู้ๆนะ ตอนนี้ช่วยได้สองคนแล้วว
    #1,011
    0
  6. #899 tomyongsw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 21:42
    โง้ยยยย พี่จินนนน สุดยอดคนดีอ่ะฮือ;_; เรื่องราวของพี่จินคือแบบ ถ้าบอกว่านัมจุนทำเพื่อทุกคน พี่จินก็คือทำทุกอย่างเพื่อให้นัมจุนทำให้ทุกคนได้อย่างราบรื่นต่อไป เสียสละหลายอย่าง ปูทาง ตะกรุยทาง ฮือ;_; สุดยอด โอ๋ๆนะ จริงๆตัวนัมจุนอาจจะไม่รู้ใจตัวเองก็ได้ ตอนที่ล้มป่วยมาดูแลขนาดนั้น ถ้าไม่รักมากพระราชาจะถ่อมาหานักบวชทุกวันๆแบบนั้นไปทำไม
    #899
    0
  7. #875 @S_CB (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 19:56
    โอ่ยยพี่จินนน โอ๋น้าาา แงงงงง
    #875
    0
  8. #836 mininewy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 19:43
    เอาฉากเพลงFake love มาประกอบได้เกือบทุกฉากเลยยยย เเล้วคือเราชอบเพลงนี้มากด้วย นิยายยังเเต่งออกมาได้ดีอีก รักเลยค่ะ♡♡
    #836
    0
  9. #829 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 16:25
    พี่จิน;-; โอ๋ๆนะคะ
    #829
    0
  10. #828 MMP_P'M49 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 16:17
    ตะเกียงกับลมพายุนั่นมันFake Loveเรย
    #828
    0
  11. #795 Plíða (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 20:08
    พี่จิน สู้ๆนะ
    #795
    0
  12. #785 PaiiKanj (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 14:35
    สงสารพี่จินจัง ฮื่อออออ
    #785
    0
  13. #756 ่Airino (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 05:51
    สงสารพี่จิน ;-;
    #756
    0
  14. #719 nlull (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 12:47
    จุกเลย ชาตินี้จะลงเอยกันได้ไหมนะ นัมจุนจะไม่มีใจให้จริงๆเร้ออ
    #719
    0
  15. #672 Farohnie (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 16:57

    โอ้โห............ฉากใน Fake Love ไหลเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ เลยอะ

    #672
    0
  16. #647 AonnyJimin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 09:15
    ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #647
    0
  17. #630 sofar_fa (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 16:19
    ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ใจตรงกันหรอกหรอ แต่คงเพราะฐานะในตอนนั้นทำให้รักกันไม่ได้ เหมือนกับคู่ของแทกับกุก
    #630
    0
  18. #620 vVv-Tae (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 11:10
    สู้ๆค่ะ ต้องผ่านได้แน่
    #620
    0
  19. #591 Dem9ons9 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 19:59

    ทำไมเศร้าจัง... น้ำตาไหลเลยตอนที่ใช้แสงศักด์สิทธิ์ พี่จินอย่าคิดเองคนเดียวสิ

    #591
    0
  20. #572 Park chaerin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 15:01
    พี่จินอย่าคิดเองคนเดียววววววว
    #572
    0
  21. วันที่ 28 เมษายน 2562 / 14:07
    สู้เขา!! ไฟรติ้งพี่จิน!!!
    #571
    0
  22. #569 noeyoey (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 13:02
    ง่ะ พี่จินอย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นนนนTTTT
    #569
    0
  23. #568 lazymint (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 12:36
    โหพี่ สู้เค้านะพี่จินน ไรท์ก็สู้ๆนัคับบ
    #568
    0
  24. #567 LoveHowHeRap (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 12:06
    พี่จินอย่าสิ้งหวังสิ!!

    ต้องเป็นให้ได้นะ
    #567
    0
  25. #566 SERAPHIMxs (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 05:58
    พี่จินนนนนนนน ขอให้ได้เป็นคู่บำเพ็ญกันนะ;-; สู้ๆ
    #566
    0