นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

chaotic | batjokes

โดย Puryartist

ใบหน้าเปื้อนยิ้มสอดส่องไปยังชายคนนั้น ผู้ที่เจิดจรัสท่ามกลางฝูงชนและเสียงไซเรน (สปอย joker)

ยอดวิวรวม

335

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


335

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 ธ.ค. 62 / 18:59 น.
นิยาย chaotic | batjokes

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ⓑ    ⓙ








“We live in a society”










ใบหน้าเปื้อนยิ้มสอดส่องไปยังชายคนนั้น ผู้ที่เจิดจรัสท่ามกลางฝูงชนและเสียงไซเรน






batjokes
batman x joker
bruce wayne x arthur fleck

tb

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 ธ.ค. 62 / 18:59


 

             แผงไฟหน้ารถจำนวนมหาศาลทำให้ประตู L4 ดูสว่างไสวผิดหูผิดตา กลุ่มคนผู้โชคร้ายแข่งกันทำเสียงฟึดฟัดน่าหงุดหงิด คิ้วขมวดพันกันยิ่งกว่าริบบิ้นบนกล่องของขวัญ สนามบินก็อตแฮมยุ่งเหยิงอย่างกับนรก มีเสียงประกาศแว่วอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับเหตุขัดข้องและสถานการณ์รถติดอย่างน่าเวทนาที่ปากทางเข้าและถนนสายหลัก ก็นี่มันคริสต์มาส ยิ่งเป็นวันอาทิตย์ รถยิ่งติดเหมือนแผงใส่ไข่ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้รถแท็กซี่จะดูเปล่งปลั่งเป็นพิเศษ ผู้โดยสารขาออกแทบจะฟันกันตายคาจุดรับคนเพื่อให้ได้สัมผัสกับรถสีเหลืองเหล่านั้น บรูซเฝ้าดู กำลังคิดว่าถ้าโทรเรียกอัลเฟรดกับนั่งแท็กซี่กลับอันไหนจะเร็วกว่ากัน

 

             แท็กซี่สิวะ รออัลเฟรดคงไม่ได้กลับพอดี

 

             เป็นเวลาสองทุ่มกว่าเจ้าหน้าที่สนามบินจะเรียกบรูซขึ้นมาข้างหน้า คนอื่นๆ ที่กำลังต่อแถวยาวเหยียดชำเลืองอย่างร้อนรนพลางอิจฉา บรูซเดินเข้าไปในแท็กซี่แล้วทิ้งตัวเต็มแรง เฝ้ารอให้พวกเขานำสัมภาระเข้ามาในรถจนครบ

 

             “จะไปไหนครับ”

 

             “ก็อตแฮม 724, อิสต์วิง” เขาตอบอย่างสุภาพ จัดร่างกายให้อยู่ท่าที่สบายที่สุดหลังยืนขาแข็งมาหลายชั่วโมง รถออกตัวจากสนามบินเข้าสู่ถนนสายหลัก เส้นขาเข้ายังเน้นเหมือนเดิม ส่วนปีกตะวันออกโล่งโจ้งเหมือนป่าช้า

 

             “ผมฟังวิทยุ เขาบอกว่าถนนสายนั้นติดตั้งแต่เที่ยง”  

 

              “เครื่องลงตอนบ่ายครับ กว่าจะออกมาได้ก็ตอนนี้”  

 

             “ทรมานแย่” เขาหัวเราะ บรูซหัวเราะตามอย่างไม่มีเหตุผล

 

             “มีแผนพักผ่อนวันหยุดยาวรึยัง”

 

             “แน่นอนครับ ที่บ้านผมมีปาร์ตี้ คงนึกภาพออก ต้นคริสต์มาส เตาผิง เครื่องดื่มร้อน” บรูซตอบ อดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงผู้หญิงที่รักที่สุด บรูซส่งจดหมายหาแม่เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโปสการ์ดประจำเทศกาลสอดอยู่เป็นเพื่อนกระดาษไซส์มาตรฐาน เป็นของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทนคำขอโทษจากลูกชายตัวดี ที่ผิดนัดในวันขอบคุณพระเจ้า (ซึ่งดูเหมือนนั่นจะเป็นครั้งที่เธอรู้สึกมีหวังเป็นพิเศษ) บรูซไม่ได้อยากคิดแบบนี้เลย แต่จะโบ้ยความผิดให้เขาคนเดียวก็ไม่ถูก ใครไปจะรู้ว่าเพื่อนร่วมโปรเจกต์มันจะพร้อมใจกันบ้าพลังไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง จะให้เขาเอ้อละเหยลอยชายไปเที่ยวคนเดียวก็กะไรอยู่ บรูซจึงจำใจทำงานจนเสร็จแล้วค่อยมาหาแม่ในวันคริสต์มาส ถือโอกาสไปขอโทษท่านกับตัว  

 

             “ดีจังครับ ผมดันต้องมาขับรถทั่วเมืองเป็นสัปดาห์เสียนี่”  

 

             “เข้าใจครับ”

 

             “คุณไม่เข้าใจหรอก”

 

             เป็นน้ำเสียงที่เรียบง่าย และเป็นมิตร แต่แฝงด้วยความรู้สึกพิลึกพิลั่น บรูซจบบทสนทนาด้วยเสียงหัวเราะเจื่อน ต่างคนต่างนิ่งเงียบ

 

             “กรมตำรวจก็อตแฮมยังไม่พบผู้ต้องสงสัยในเหตุฆาตกรรมลูกจ้างของ Wayne Enterprises เจ้าหน้าที่สืบสวนระดับพิเศษ จิม กอร์ดอน ชี้ ไม่พบหลักฐานที่จะโยงไปถึงคนร้าย อาจเป็นมืออาชีพรายเดียวกับที่เคยออกปล้นธนาคารเวสต์แบงก์เมื่อ 4 ปีก่อน”

 

             เวย์น เขารู้สึกไม่ดีที่ได้ยินนามสกุลออกมาจากข่าวแบบนี้  

 

             แต่เหมือนเพื่อนร่วมทางของเขาจะไม่คิดแบบนั้น

 

              “น่าขำหรอ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ชายแก่หัวเราะไม่หยุด อย่างกับหน้าม้ารายการโทรทัศน์

 

             “พวกนั้นสมควรโดนแล้ว ไม่ได้อยู่ก็อตแฮมนานสิท่า” เขาส่ายหัวดูแคลน จริงอยู่ว่าบรูซไม่ได้มาที่นี่นานหลายปี แต่ต่อให้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่มา 30 ปี หรือเป็นชาติ หากมีคนตาย แถมยังเป็นลูกจ้างน้ำดีของ Wayne Enterprises  ก็ไม่มีอะไรน่ายินดี

 

              “ใครก็เคยได้ยินเรื่องเสื่อมเสียของพวกมันทั้งนั้นแหละคุณ แต่ โทมัส เวย์น กลับเอาแต่เยินยอสรรเสริญไม่ลืมหูลืมตา” บทเพลงแห่งความหรรษาหายไป บรรยากาศกลับมาตึงเครียด “ไอ้สามตัวนั้นคงช่วยกันกอบโกยเงินเข้าบริษัทมหาศาลสินะ เหอะ ชีวิตคนรากหญ้ามันจะไปสำคัญอะไร” เป็นน้ำเสียงที่ฉุนเฉียวและประชดประชันอย่างที่สุด บรูซไม่ได้พูดต่อ อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าในสิ่งที่ชายคนนั้นว่า ทำไมต้องคนรากหญ้า? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพ่อของเขา?

 

             รถไหลเอื่อยมาถึงสี่แยกไฟแดก ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเกือบจะเข้าที่เข้าทาง คนขับรถกลับเอี้ยวตัวมาหาบรูซ

 

             “แล้วคุณคิดว่าไง” ตาสีซีดจ้องบรูซผ่านที่กั้นผู้โดยสาร บรูซเหลือบมอง สังเกตอากัปกิริยาอย่างระมัดระวัง เขาไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนั่งเงียบๆ จนถึงบ้าน ทว่าดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปปฏิเสธสายตาเร้าหรือแบบนั้นได้ลงคอ หาได้เป็นความสงสารหรือเห็นใจ แต่เป็นความกลัวที่ว่าหากหมอนั่นคลั่งขึ้นมา ความซวยจะมาตกกับพ่อแม่และตัวเอง

 

             “อย่างคุณว่า ผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไร ผมคงยังตัดสินใครไม่ได้หรอก” เขายิ้มแห้งๆ ยอมรับในใจว่ามันเป็นการบอกปัดที่ตรงเสียยิ่งกว่าไม้บรรทัด แต่นั่นก็ทำให้ชายแก่เลิกสนใจ  พลางถอนหายใจอย่างผิดหวัง

 

             คนขับรถละเลิกความพยายามที่จะคุยกับบรูซ เขาหันกลับไปข้างหน้า สอดส่องเส้นทางอย่างตั้งอกตั้งใจ บรูซโล่งอก อยากขอบคุณพระเจ้าหรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เขาสงบปากสงบคำ ในเมื่อมันถึงจุดที่แทบไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะต่อบทสนทนา ใบหน้าคมสันก็เริ่มยุกยิก อยู่ไม่สุข หันซ้ายทีขวาที ก่อนนึกได้การชมวิวทิวทัศน์ด้านนอกก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร  

 

             ก็อตแฮมเปลี่ยนไปมาก โรงหนังที่เขาเคยเข้าไปดูตอนเด็กถูกรื้อทำใหม่ให้ดูทันสมัยกว่าเดิม ร้านค้า 2 – 3 บล็อกถูกกลืนหายไป พยายามปกปิดพื้นที่ที่ยังรื้อไม่เสร็จด้วยโปสเตอร์หนังน้ำดีขนาดยักษ์หลายแผ่น หน้าทางเข้ามีพนักงานในชุดแดงตัดขาวกล่าวต้อนรับลูกค้าอย่างนอบน้อม ขนาบข้างกับพรมสีสดปูลาดตามฟุตบาท คลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อสวมชุดราคาแพง ถือเป็นการติดป้ายประกาศอย่างชัดเจนว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมานั่งทำเสียงเอะอะโวยวายให้คนอื่นดูถูก

 

             ถัดออกไปอีกนิด เป็นร้านขายของเล่นที่เมื่อก่อนเขามักจะนั่งรถผ่านเป็นประจำ ตัวอาคารดูเก่าไปมาก ถูกตกแต่งด้วยใบปลิวและป้ายประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนด เขาจำได้ว่าที่นี่เคยโด่งดัง และเนื่องจากตั้งอยู่บนทำเลทอง เวลาร้านจัดแต่งตามเทศกาลจึงดูโดดเด่นกว่าใครอยู่เสมอ บรูซได้เพื่อนใหม่หลายคนจากการเข้าไปแวะเวียนซื้อของที่นี่ ซึ่งก็ไม่ได้เจอเยอะนักหรอก สมัยนี้คนนิยมมีลูกน้อยลง เด็กในก็อตแฮมก็ไม่ได้มีมากมายอยู่แล้ว ก็ไม่น่าแปลกเท่าไรที่ร้านจะตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้  

 

             และห่างออกไปอีกสองช่วงถนน ใกล้กับสี่แยกใจกลางเมือง ร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในก็อตแฮมถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Wayne Shop เขามองป้ายไฟนีออน ตัวอักษรตั้งตระหง่านด้วยแสงสีเหลืองส้ม เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนามสกุลในทางที่ต่างออกไป และเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเห็นชายในหน้ากากตัวตลก  

 

             จากที่ง่วงซึม ตาสีซีดก็ดูจะกระตือรือร้นขึ้นในทันที ถ้ามีแค่คนสองคน เขาก็พอจะอนุมานได้ว่ายังมีคนบางกลุ่มยังอินอยู่กับวันฮัลโลวีน แต่นี่มันถึงสิบ ไม่ใช่ – เกินสิบ

 

             บรูซเอี้ยวตัวมองจนสุดทาง มีกลุ่มคนใส่หน้ากากตัวตลกยืนอยู่หน้า Wayne Shop พวกเขาแค่ยืน ไม่มีป้าย อาวุธ หรืออะไรที่บ่งบอกถึงความรุนแรง ดำเนินกิจวัตรตามปกติ ไม่เหมือนการชุมชนประท้วง แต่เหมือนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ก็อตแฮมเปลี่ยนไปมาก มากจริงๆ และเขาก็หายไปนานเกินกว่าจะเข้าใจ

 

 

             ทันใดนั้น รถก็ส่าย

 

 

             บรูซรีบเบนหัวออกจากส่วนโค้งของประตู หันกลับมาตั้งหลัก มือหนาจับเบาะไว้แน่น แววตาสั่นกลัว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหันไปยังชายแก่หวังจะตรวจเช็คว่ายังอยู่ดีไหม ก่อนพบว่าเขาปล่อยข้างหนึ่งจากพวงมาลัย เอื้อมไปยังโทรทัศน์ตัวจิ๋วบนคอนโซล เพื่อที่จะกดมัน

 

             “ระวังหน่อยคุณ!” รถเซไปมาจนเกือบเลี้ยวออกนอกเลน สถานการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนกระทั่งทุกอย่างสงบลง และโทรทัศน์ตัวจิ๋วปล่อยเสียงซู่

 

             “ปลอดภัยหายห่วง” คนขับหัวเราะ ส่งยิ้มชื่นมื่นอย่างไม่รู้สึกผิด บรูซไม่แน่ใจว่าหมอนั่นกำลังพูดกับเขาหรือเจ้าโทรทัศน์ เพราะไม่นานหลังเขาวางของรักของหวงไว้ที่เก่า คนขับก็ดูจะไม่สนใจใยดีผู้โดยสารแต่อย่างใด เอาแต่ชำเลืองมองก้อนสี่เหลี่ยมเป็นระยะจนน่าเข้าไปชก นี่มันอันตรายมาก เห็นแก่ตัว ประมาท และโอ้อวด แท็กซี่มีเป็นล้านคัน ทำไมหวยต้องมาลงที่คันนี้ด้วย

 

             “เชื่อคุณเลย” บรูซกระชับเสื้อ

 

             “ผมเกือบพลาดรายการของเมอร์เร่ย์ แฟรงคลิน” เขาบอกอย่างชื่นชม ไม่ได้สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแม้แต่น้อย “ถ้าพลาดอะไรในก็อตแฮม คุณน่าจะเริ่มจากสิ่งนี้”

 

             “สวัสดีทุกท่าน พบกับผมอีกครั้ง เมอร์เร่ย์ แฟรงคลิน!”

 

             ชายหนุ่มกระตุกคิ้ว มองด้วยหน้าเหยเก เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อมาดูรายการทอล์กโชว์งั้นเหรอ ต่อไปจะเป็นอะไร ดริฟต์รถเข้าคฤหาสน์เวย์น?

 

             “วันนี้เรามีแขกรับเชิญพิเศษ ชายที่ดังที่สุดในก็อตแฮม” พิธีกรพูด มีเสียงหน้าม้าขำประกอบฉาก “และเขาอยู่กับเราในวันนี้ ขอต้อนรับ อาร์เธอร์ เฟล็ค!”

 

             ดนตรีรื่นเริงถูกบรรเลง ชายในสูทสีสดใสพุ่งออกมาจากม่าน หมุนตัวอย่างกับนักบัลเลต์ ผมสีเขียวประบ่าสะบัดไปมาดูระเกะระกะ ใบหน้าชโลมด้วยสีขาว มีสีฟ้าแต่งแต้มบริเวณตาและหน้าผาก และมีรอยยิ้มสีแดงสดอยู่บนริมฝีปากจรดไปถึงแก้ม เป็นรอยยิ้มของพวกตัวตลก

 

             ตัวตลก

 

             บรูซมองนาฬิกาเมื่อไฟแดงสุดท้ายมาถึง คาดการณ์ว่าจะถึงบ้านอีกราว 15 นาที ทุกอย่างในสมองหยุดทำงาน ความกังวลหายไปเหมือนไม่เคยมี วางความสงสัยแล้วช่างมันปะไร เขากำลังจะได้เห็นหน้าแม่อีกครั้ง เห็นหน้าครอบครัวที่นานๆ ทีจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ร้องเพลงคริสต์มาสที่ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกอบอุ่น ได้นั่งโซฟาตัวเดิมในห้องนั่งเล่น ผิงไฟพร้อมเครื่องดื่มร้อน กลิ้งตัวบนเตียงที่ใหญ่พอจะจุคนสามคนได้สบายๆ ดวงตาที่มักจะเต็มไปด้วยระแวงสอดส่องไปข้างนอก ความคิดติดตลกจุดประกายในหัว เขากำลังคิดว่าควรจดทะเบียนรถคันนี้ไปรายงานดีไหม หรือควรปล่อยวาง เพราะอย่างไรเสีย มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้นั่งรถแท็กซี่

 

             “เราพอกับมุกของคุณแล้ว” พิธีกรชายในโทรทัศน์กล่าวเสียงจริงจัง

 

             “นั่นล้ำเส้น”

 

             “พอแล้ว เรียกตำรวจที”

 

             “คุณจะรู้อะไรเกี่ยวข้องกับคนที่ต้องทนเจ็บปวด คนที่ทั้งสังคมต่างทอดทิ้งเขา ทำกับเขาเหมือนเป็นขยะ”

 

             เกิดการโต้เถียงครั้งใหญ่ ชายหนุ่มเขยิบตัวเข้าใกล้ที่กั้นผู้โดยสาร เสียงโต้เถียงของสองบุรุษถูกบีบอัดจนแทบจะเป็นเสียงเดียว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เข้าใจเพียงว่าสถานการณ์บนจอดูห่างไกลจากคำว่าปกติ มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น

 

             “บอกให้ว่าคุณจะโดนอะไร คุณต้องโดนอย่างที่สมควรจะโดน!”

 

 

             ปัง!!!

 

 

             เสียงลั่นไกดังสนั่นรถ อาเธอร์ยิงเข้าไปที่หัวเมอร์เร่ย์ สตูดิโอเกิดความโกลาหล ทุกคนวิ่งหนีตาย มีเสียงกรีดร้องอยู่เนืองๆ ตัวตลกในสูทสีแดงยังนั่งอยู่บนโซฟา ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ มิหนำซ้ำยังหัวเราะและยิ้มร่า ดวงตาเปี่ยมด้วยความสุขแสนวิปลาส

 

             “โอ้พระเจ้า” บรูซอุทานออกมา ยังอยู่ในอาการช็อก “ผมไม่เข้าใจ โลกนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น”  

 

             “รีบเข้าใจมันเร็วๆ หน่อย” คนขับรถหันมา สายตาของเขาไม่ต่างอะไรกับอาเธอร์ เฟล็ค

 

             “หลายอย่างกำลังเปลี่ยนไป”

 

 

             ตู้ม!!!

 

 

             รถตำรวจพุ่งเข้าชนแท็กซี่ด้วยอัตราเร็วสูง ในวินาทีแห่งความตาย บรูซยังพอมีสติที่จะยึดเหนี่ยวตัวเองไว้กับประตูด้านข้าง รถไถลไปตามแรงชน ไกลออกไปหลายสิบเมตร ก่อนมันจะหยุดเพราะเสาต้นหนึ่งข้างทาง

 

             บรูซยังไม่ตาย ร่างสูงขยับตัวเล็กน้อย พยายามตะเกียกตะกายออกมาจากซากรถ เขาได้กลิ่นเลือด ไม่ได้มาจากไหนไกล มันไหลออกจากจมูก เป็นปริมาณที่เยอะจนน่ากลัว มือหนากุมสีข้างกับหน้าท้อง เสียงปืนดังอยู่ไม่ไกล เขายังรู้สึกเจ็บแต่ก็ต้องลุกขึ้น ด้านหน้ากำลังมีการจลาจล กลุ่มคนสวมหน้ากากถืออาวุธไล่กวดตำรวจ คนหนึ่งกำลังถูกทำร้ายทั้งที่หมดสติ อีกคนวิ่งหนีตายไปในตรอกซอกซอย บรูซเหมือนจะเข้าใจในทันที เขารีบถอดเสื้อหรูตัวนอกออก เดินเข้าไปหยิบหน้ากากของคนที่กำลังนอนจมกองเลือด กลมกลืนเข้าไปกับฝูงชน เดินตามไปเรื่อยโดยไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร ความคิดที่ว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปไหนสักแห่งกระตุ้นให้บรูซก้าวต่อ บรูซเชื่อว่ามันต้องเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

 

 

 

             ควันพวยพุ่ง ผู้คนรายล้อม ล้วนก็แต่เป็นกลุ่มคนสวมหน้ากาก รถตำรวจคันหนึ่งอยู่ในจุดศูนย์กลาง เขาอยู่บนนั้น ในสูทสีแดงตัวเก่ง ดวงตาเลื่อนลอยเหมือนคนยังไม่ได้สติกลอกไปมาพร้อมกับการหมุนตัวอย่างช้าๆ อาเธอร์กำลังมองพวกเขา – คนของเขา คนที่มีชีวิตไม่ต่างจากหนูในถังขยะ คนที่ถูกกดขี่เหยียบย่ำจากสังคมจอมปลอม คนที่ได้รับผลกระทบจากความเฮงซวยในก็อตแฮม เสียงกู่ร้องดังเป็นลูกคลื่น ลุกลามเหมือนไฟ แต่ในบรรดามนุษย์ล้านแปด มีใครคนหนึ่งที่กำลังเจิดจรัสไม่ต่างจากตัวเขา

 

             ใบหน้าเปื้อนยิ้มสอดส่องไปยังชายคนนั้น ผู้ที่เจิดจรัสท่ามกลางฝูงชนและเสียงไซเรน คนที่แม้จะใส่หน้ากากก็ยังแปลกกว่าคนอื่น เขาไม่เหมือนใคร และอาจไม่ได้มาที่นี่ด้วยเหตุผลเหมือนคนอื่นๆ อาเธอร์เพียงแค่จ้องเขา จ้องอย่างไม่ลดละ

 

             บรูซรู้ เขากำลังได้รับความสนใจจากชายในโทรทัศน์ ฆาตกรในรายการทอร์กโชว์ ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาล มากมายในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

 

             อาเธอร์ย่อตัวลง ความสูงของชายคนนั้นเลยขึ้นมาจากขอบรถ มากพอที่จะคุกเข่าแล้วปะทะกับใบหน้าจังๆ อาเธอร์มองอย่างครุ่นคิดเช่นเดียวกับที่บรูซทำ ก่อนจะนึกได้ว่าดวงตาสวยๆ แบบนั้นไม่ควรจะมีหน้ากากมาบดบัง

 

             เขามีผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิง หนวดเคราเฟิ้มตามสันกรามชัดเจน มีตาสีอะไรยังไม่แน่ชัด เพราะไฟจากผู้ประท้วงส่องสว่างเสียจนอาเธอร์แยกไม่ออก แต่มันสวยมาก ทั้งยังประหลาด และมีพลัง

 

             “เจ็บใช่ไหม ไอ้หนู” เขามองไปที่จมูกโด่งสัน เลือดยังไหลออกมาไม่หยุดเหมือนอย่างที่เขามี นิ้วกระด้างจัดการปาดมัน ฉีกไปด้านซ้ายและขวา ปรากฏเป็นรอยยิ้มที่สวยงามเกินกว่าใครจะนึกออก

 

             ผู้โห่ร้องต่อไปในสถานการณ์อันไม่ปกติ

 

             สองบุรุษจดจ้องซึ่งกันและกันด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง

 

             พวกเขาต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เพียงแต่มีความเชื่อมั่นบางอย่างก่อตัวขึ้น เหมือนมีสายใยเกี่ยวโยง จิตใจเชื่อมต่อ และด้วยสายตาที่โหยหาระคนเศร้า ไม่ใช่ในแบบของคนที่ต้องจากลา แต่เหมือนคำทักทายราวกับว่าจะได้เจอกันอีก ตราบใดที่ก็อตแฮมยังไม่ล่มสลาย

 

 

 

 

 

talk;

 

ฉันรอวันคริสต์มาสก็เพื่อการณ์นี้ วันที่ดิฉันจะได้ลง ฟิค Batjokes โมเมนต์ไม่มี มีแต่วาคิน ฟีนิกซ์ กับ โรเบิร์ต แพททินสัน กร๊ากๆๆ

 

มีแพลนว่าจะแต่งต่อ แต่ให้คำสัญญาไม่ได้เพราะส่วนมากจะเท //มองไปที่ฟิค 11 เรื่องที่มีแต่ชื่อ ถูกใจก็อย่าลืมเมนต์นะคะ มาหวีดกันได้ เรารู้ว่าเวลามันล่วงเลยไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สายที่จะพบกัน

 

 

 

#batjokes

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ Puryartist

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Sweetbunnytoon
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 09:05

    อ๊ายยยยเรือลำเดียวกัน กรีสสสสสสสสมาต่อเด้อค่าาาาา

    #1
    0