Private Eye นักสืบ บันทึก ฆาตกรรม และ... เวทมนตร์

ตอนที่ 13 : คาราเต้ขั้นห้า และมวยคาดเชือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ต.ค. 53


            อาการนอนหลับในห้องสอบของคู่หูชมรมนักสืบยังดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งหมดเวลาในการสอบวิชาที่สาม และก็จบด้วยการกาเดาบนกระดาษคำตอบยาวรวดเดียวหกสิบข้อ... หรือถ้าพูดให้ถูกคือรวดเดียวร้อยแปดสิบข้อ เพราะพวกเขากาเดาหมดสามวิชา

ความจริงตามหลักที่เคยมีคนพูดมา เขาบอกว่า การกากบาทเดาคำตอบเนี่ย ถ้ากาตัวเลือเดียวรวดยาวจะมีโอกาสถูกมากกว่ากาสุ่มทุกข้อ แต่แดนเนียลก็ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงเพราะเหมือนเคยได้ยินทำนองว่า ถ้ากาข้อสอบติดกันเป็นพรืดชวนสงสัยอาจมีสิทธิ์สอบตก เพราะมันบ่งให้เห็นว่านักเรียนไม่ได้ตั้งใจทำข้อสอบจริงจัง

            และเหมือนหัวข้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับไพรเวส อายส์ จะแพร่ไปเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะหมู่นักเรียนชายบางคน เมื่อเขาเห็นเด็กหนุ่มหัวเกรียนคนเดิมเริ่มสร้างกลุ่มย่อมๆจากเดิมแค่สองคน เป็นหกคน ท่าทางจะเป็นพวกคอเดียวกัน แล้วส่งเสียง อื้อหือ โอ้โห ชวนตกใจเป็นระยะๆระหว่างอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดิม... ไม่รู้ว่าในอนาคตไอ้กลุ่มคลั่งไคล้เวทมนตร์แบบนี้จะเพิ่มขึ้นรึเปล่า แต่ถ้าถามความเห็นของแดนเนียล เขาก็รู้สึกว่ามันน่าจะเพิ่มขึ้นน่ะนะ

            คิดว่า มันจะดังพอได้บัตรเชิญงานเลี้ยงนักสืบมั้ยแดนเปรยขึ้นลอยๆกับเจ้าของแว่นกรอบเหลี่ยมข้างตัว

            ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาของข่าวน่าสนใจขนาดไหนทิวทัศน์ตอบสั้นๆแล้วเงียบไปครู่ แต่จากที่อ่านมาก็พอตัวเลยล่ะ

            นั่นสินะ... การตอกไข่ใส่สีเพิ่มความเวอร์ของเนื้อหามันเป็นของถนัดพวกนักข่าวอยู่แล้ว... และยิ่งเป็นเรื่องเกือบเหนือธรรมชาติแบบนี้ด้วยคงสนุกมือเข้าไปใหญ่... ซึ่งผลตอบรับที่ออกมาก็เห็นชัดจากกลุ่มเด็กหัวเกรียนที่ตอนนี้เพิ่มสมาชิกเป็นแปดคนเรียบร้อยแล้ว

            “แต่ฉันยังไม่เห็นรู้รายละเอียดของไอ้งานเลี้ยงนักสืบแดนเอ่ยขึ้นขณะหมุนหน้ามาสบตากับเจ้าของแว่นกรอบเหลี่ยมนิ่ง ซึ่งอีกฝ่ายเพียงเลิกคิ้วสูงเล็กน้อยแล้วถามกลับหน้าตาย

            หือ ฉันยังไม่เคยบอกเหรอแดนพยักหน้ารับทันที ซึ่งหัวหน้าชมรมนักสืบก็เงียบไปครู่แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า ก็ไอ้งานนี้น่ะ...

            “ทิวทัศน์ แดนเนียล!” เสียงร้อนรนดังขึ้นขัดจังหวะ เรียกให้เจ้าของชื่อต้องหยุดการสนทนาดังกล่าวลงก่อนแม้จะรู้สึกเสียดายนิดๆที่ไม่ได้ฟังเนื้อหาสำคัญ แต่ดูจากต้นเสียงที่เรียกชื่อพวกเขาเหมือนจะมีปัญหาด่วนกว่าเทเข้ามาน่ะนะ...

และคนที่เรียกพวกเขาก็คือ สมชาย เด็กหนุ่มที่เคยถูกจับเป็นแพะรับบาปตอนโชว์ทริคสลับข้อสอบของทิวทัศน์ เขาหอบหายใจครู่ใหญ่หน้าตาตื่นกลัวราวพึ่งเห็นสัตว์ร้ายมาหมาดๆ

            มีอะไรเนี่ยแดนเนียลเอ่ยขณะเลิกคิ้วแปลกใจนิดหน่อยกับคู่สนทนา

            เรื่องใหญ่แล้ว... พวกนายต้องรีบหนีหายใจตะกุกตะกักเห็นชัดว่ารีบมาบอกข่าวขนาดไหน ท่าทางโดยส่วนตัวจะเป็นคนนิสัยดีไม่เลว

            เรื่องใหญ่?” แดนทวนคำเริ่มรู้สึกสับสนเล็กน้อย เรื่องใหญ่อะไร

            นี่พวกเขาเคยไปก่อเรื่องอื่นนอกจากไม่ตั้งใจเรียนด้วยเหรอเนี่ย

            นายรู้จัก รุ่นพี่นักเลงโหดๆ ที่ชื่อ ชัยวัฒน์ กับ วิเชียรมั้ยเปิดบทสนทนาด้วยสีหน้าจริงจังปนระแวง พร้อมชื่อบุคคลที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต แต่กระนั้นแดนก็อดลงความเห็นแบบติดตลกไม่ได้ว่า...

ทำไมชื่อมันบ้านนอกจังวะ...

            ยังดีที่ไม่มีคนชื่อ บุญถึก อีกคน ไม่งั้นแดนอาจคิดว่าพวกนี้เป็นกลุ่มเกษตกรมากกว่านักเรียนมัธยม

            ไม่รู้แฮะตอบง่ายๆ เพราะเขาพึ่งเป็นนักเรียนใหม่ที่เข้าเรียนมาไม่ถึงสองอาทิตย์ ขนาดคนในห้องยังรู้จักชื่อไม่หมด ประสาอะไรกับรุ่นพี่คนละชั้น และทิวทัศน์ก็คงเหมือนกันแต่อาจเป็นคนละเหตุผล... ไม่ใช่หมอนี่ไม่รู้จักคนอื่น แต่คนอื่นไม่อยากรู้จักหมอนี่ ก็เลยกลายเป็นความไม่รู้จักกันไปโดยปริยาย

            งั้นก็แปลก เพราะสองคนนั้นกำลังตามหาตัวพวกนายแบบพลิกแผ่นดิน... ในบรรดานักเรียนโรงเรียนเรา สองคนนี้ติดอันดับอันตรายอยู่ต้นๆเลย แถมเกือบเข้าสถานกักกันเยาวชนตั้งหลายครั้ง แถมมีข่าวแว่วๆมาว่าสองคนนี้ขายยาบ้าด้วยนะฟังคำอธิบายตาโตแบบเจาะลึกของสมชาย เรียกรอยยิ้มแห้งๆมุมปากของแดนออกมานิดหน่อย พลางเกิดความคิดว่า ถ้าก่อเหตุอะไรบ้าบอขนาดนั้นจริงมันจะใช่เด็กมัธยมอยู่มั้ย แล้วพวกอาจารย์จะหน้าด้านปล่อยให้ไอ้ วิเชียร กับชัยวัฒน์ เรียนอยู่ได้งั้นเหรอ

            พวกนั้นโง่มั้ยทิวทัศน์ที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้น สมชายก็สะดุ้งเล็กน้อยแม้เขาจะไม่ได้กลัวเด็กหนุ่มคนนี้มากนัก แต่เพราะข่าวลือหนาหูในห้องก็ทำให้เขารู้สึกแขยงขึ้นมาโดยธรรมชาติ ก่อนเขาจะปรับอารมณ์ ตั้งสติให้เหมือนเดิม

            ก็ไม่ฉลาด... เห็นว่าสอบตกติดต่อกันหลายวิชาทำลายสถิติโรงเรียนเราด้วย

            “งั้นก็โง่ทิวสรุปให้พลัน

            เอ่อ... ฉันไม่ได้พูดนะ แต่นายจะคิดแบบนั้นก็ได้สมชายคิ้วกระตุกทันใด เลือกให้การหนีปัญหาทันควันไม่อยากโดนหาเรื่องด้วยอีกคน อืม... นี่แหละที่ฉันอยากบอก ให้ระวังตัวไว้หน่อย เพราะสองคนนั้นดักรอพวกนายอยู่หน้าประตูโรงเรียนเลยล่ะ

            แดนเกาคางเล็กน้อยก่อนหันไปหาเจ้าของแว่นกรอบเหลี่ยมข้างตัว เริ่มรู้สึกแม่งๆกับเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่ควรจะเกี่ยวกับพวกเขาได้เลย พวกนั้นเป็นบ้าอะไรกันนะว่าเสียงไม่สบอารมณ์นิดๆ แต่ไม่ได้แสดงทีท่าหวาดกลัวหรือตื่นตกใจเหมือนที่สมชายคิดไว้ ดูจะนิ่งเกินไปจนสมชายอดถามขึ้นมาไม่ได้

            พวกนายไม่กลัวเลยเหรอ... สองคนนั้นเป็นนักเลงเถื่อนมากเลยนะว่าเสียงสั่นแถมย้ำเรื่องความน่ากลัวของบุคคลซึ่งกำลังตามหาพวกเขาให้ฟังอีกรอบ

            แดนเนียลกับทิวทัศน์เงียบไปครู่ แล้วมองหน้ากัน ก่อนเด็กหนุ่มลูกครึ่งฝรั่งเศสจะฉีกยิ้มกว้างแล้วโอบไหล่เพื่อนหวังดีทันใด ขอบใจมากเลยนะ แต่ไม่ต้องห่วง... นี่ฉันไม่เคยบอกนายเหรอเนี่ย ว่าฉันน่ะคาราเต้ขั้นห้า ส่วนไอ้จอมพิลึกนั่น มวยไทยระดับคาดเชือกเชียวน้าว่าเสียงระรื่นแถมแอบทิ้งคำกัดเจ็บๆเล็กน้อยให้หัวหน้าชมรม

            นั่นทำให้สมชายตาโตทันใด แล้วถามกลับแบบสงสัยนิดหน่อย จริง?”

            “มั้ง... นะทิ้งด้วยถ้อยคำยียวนมีเลศนัยชวนไม่เข้าใจที่ให้เด็กหนุ่มผู้หวังดีสงสัยเล่น แล้วพวกเขาสองคนค่อยเดินหนีขณะโบกมือน้อยๆให้สมชายที่กำลังมองตามหลัง... แม้จะยังคาใจอยู่ว่า สองคนนี้ได้เป็นคาราเต้ขั้นห้า กับมวยไทยคาดเชือกจริงรึเปล่า...

            แม้จะเห็นท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของสองคนตรงหน้าแต่ เขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แล้วพวกนายจะไปไหน

            ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกันและกล่าวว่า

            ก็... กลับบ้านไง แล้วก็ทางประตูหน้าด้วยใช่... ประตูหน้าที่มีคนเถื่อนถ่อยดักรอพวกเขาอยู่นั่นแหละ...     

           

           

            ร่างใหญ่กำยำของ ชัยวัฒน์กับวิเชียร ยืนขวางทางอยู่หน้าประตูโรงเรียนโยธิณวัฒนาพร้อมสูบบุหรี่ในมืออย่างหงุดเมื่อไม่เห็นไอ้สองคนที่เขาอยากมีธุระด้วยโผล่หัวมาสักที... ซึ่งมันก็ทำให้นักเรียนคนอื่นๆต้องเดินตัวลีบออกจากประตูเมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศทะมึนๆน่ากลัวที่แผ่รังสีอ่อนๆออกมาจนรู้สึกอึดอัด... แถมอาจารย์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะสองคนนี้ไม่ได้อยู่ในเขตโรงเรียน แต่อยู่ห่างจากเส้นขอบประตูรั้วประมาณสามสิบเซนฯ และตามกฎของโรงเรียนโยธินวัฒนาเหล่าอาจารย์ฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายสิทธิส่วนของเด็กนักเรียนเมื่อพวกเขาอยู่นอกเขตโรงเรียน แม้จะแค่สามสิบเซนติเมตรก็ตาม

            มันอยู่ไหนวะร้องเสียงหนักแสดงท่าทางหงุดหงิดจนออกนอกหน้า และพยายามจ้องพวกเด็กนักเรียนที่หน้าตาเข้าข่ายตามเอริสบอกมา... คนแรกใส่แว่นกรอบเหลี่ยม... คนที่สองเป็นพวกลูกครึ่งเชื้อฝรั่ง

            เฮ้!” วิเชียรร้องขึ้นเมื่อเห็นเด็กเรียนผมเรียบแปล้หน้าตี๋ ตาตีบหน่อยๆที่กำลังเดินก้มหน้าผ่านจุดที่พวกเขาดักอยู่ จนเด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายสะดุ้งโหยงตามเสียงเรียกของนักเลงรุ่นพี่ ขณะเงยใบหน้าใต้แว่นกรอบกลมสบตาเขาตัวสั่น ท่าทางเหมือนจะรู้ชะตากรรม

            ไอ้น้อง แกชื่ออะไรวะถามเสียงหนักใส่หน้าเด็กหนุ่มสวมแว่นชนิดที่คู่สนทนาต้องหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กขอความช่วยเหลือจากคนบริเวณนั้น ซึ่งทุกคนก็เดินเลี่ยงหนีหมด จนเขาต้องหมุนกลับมาสบตาร่างใหญ่กว่าก่อนเอ่ยเสียงแผ่วไม่มั่นใจว่า

            รชานนท์ แซ่ลิ้ม ครับ...ว่าน้ำเสียงสุภาพท่าทางอ่อนแอเข้าทาง

            วิเชียรชักใบหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อไอ้เจ๊กหน้าจีนสวมแว่นคนนี้ยังไม่ใช่คนที่เขาค้นหา แต่กระนั้นก็ยังไม่ให้ผ่านไปง่ายๆ เพราะไอ้นี่ก็สวมแว่นน่าสงสัยแบบเดียวกับคนที่เขาตามหาแม้จะเป็นกรอบกลมไม่ใช่กรอบเหลี่ยม

            เอาบัตรนักเรียนมาดูหน่อยดิบังคับเสียงเข้มพลางยื่นมือหนาใส่หน้าทันใด ซึ่งเด็กหนุ่มเชื้อจีนก็รีบร้อนหยิบบัตรนักเรียนออกมาให้อีกฝ่ายดูตามต้องการ...

            วิเชียรรับมาขณะหรี่นัยน์ตานิ่ง จ้องเขม็งบนชื่อของเด็กหนุ่ม

...รชานนท์ แซ่ลิ้ม... ม.3/1  ไม่ใช่จริงๆด้วย

พ่นลมออกจากจมูกอย่างไม่สบอารมณ์แล้วโยนบัตรนักเรียนจนเกือบปาคืนให้คนมีเชื้อจีน ซึ่งเจ้าของชื่อรชานนท์ก็รับมาแล้วรีบเดินตัวลีบหนีจากไปทันที... ทว่าเด็กหนุ่มต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกหนักๆจากชัยวัฒน์ให้หยุดเสียก่อน

            เฮ้! ไอ้น้อง ลืมอะไรไปรึเปล่าว่าพร้อมเลิกคิ้วซ้ายสูงยียวน พร้อมถ้อยคำมีเลศนัยนิดๆ ที่เล่นเอาคนฟังรู้สึกไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังต้องการอะไรจากเขาอีก

            ลืมอะไรเหรอครับ

            ชัยวิฒน์ฉีกยิ้มกว้างพลางเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งเคาะใส่กันทันใด ก็... ค่าผ่านทางไงไอ้น้อง รู้รึเปล่าว่าเมื่อยุคสมัย รัชกาลที่เท่าไหร่เนี่ยแหละ คนที่มีเชื้อจีนต้องเสียค่าผ่านทางให้คนไทย และตอนนี้นายก็มีเชื้อจีนนิดหน่อยตามบรรพบุรุษโมเมอ้างวัฒนธรรมที่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงรึเปล่าขณะเดินดุ่มๆไปโอบไหล่อย่างสนิทสนมแล้วว่าต่อ เข้าใจที่ฉันพูดใช่มั้ย...

            เด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร เอ่อ... แต่ผมเหลือแค่ตังค์ค่ารถกลับบ้าน

            ชัยวัฒน์สวนกลับ นั่นเลย! รู้รึเปล่าว่าการนั่งรถกลับบ้านมันจะทำให้เราไม่ได้กำลังขา ต้องเดินออกกำลังกายทุกวันจะทำให้เราสุขภาพดีนะอ้างกลับหน้าซื่อด้วยเหตุผลชวนหงุดหงิดที่ฟังไม่ค่อยเข้ารูหูเท่าไหร่ แต่ก็อย่างว่า... เพราะเขาต่อต้านไม่ได้

            แต่... บ้านผมอยู่ไกลจากโรงเรียนเกือบยี่สิบกิโลฯเลยนะครับ...พูดต่อเสียงแผ่วท่าทางน่าสงสาร แต่คนเป็นนักเลงโตจอมไถเงินมีหรือจะรู้สึกเห็นใจ

            นั่นแหละยิ่งได้กำลัง

แต่กว่าจะได้กำลังคงเดินจนขาลากก่อนน่ะนะ...

ตอบกลับหน้าตายพร้อมยิ้มน้อยๆ แล้วโอบไหล่ขณะก้มกระซิบข้างหู ฉันว่านายคงไม่อยากเจ็บตัวหรอกนะ... รีบๆเอาเงินให้พวกฉันก็ได้กลับบ้านแล้ว ยังไงพวกลูกเจ๊กมันก็ได้ไอ้นั่นอยู่แล้วนี่นา... เทศกาลของจีนที่เป็นซองแดงๆน่ะ เขาเรียกอั่งเปาใช่มั้ยทิ้งคำขู่พร้อมหัวเราะร่วน จนเด็กหนุ่มเชื้อจีนต้องยื่นธนบัตรสีแดงให้ น้ำตาซึมจากเบ้าเล็กน้อย

            ชัยวัฒน์ยิ้มร่าทันใดเมื่อได้ของที่ต้องการ และตะโกนไล่หลังขณะตบบ่าเบาๆ ออกกำลังกายมากๆร่างกายแข็งแรงนะน้อง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

            และนี่เป็นแค่การกระทำเลวๆเบื้องต้นของคู่หูจอมโฉดประจำโรงเรียนโยธิณวัฒนา แต่เป้าหมายหลักของเขาก็คือ คนที่เป็นแฟนน้องเอริสเหมือนเดิม แม้จะมีของแถมคลายเครียดด้วยการไถเงินรุ่นน้องท่าทางอ่อนแอบางคนฆ่าเวลา แต่มันก็ยังไม่ทำให้ไอ้สองคนที่พวกเขาต้องการพบโผล่หัวออกมาซะที

          ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ...

และแน่นอนว่าไอ้น้องที่เขากำลังตามหาอยู่จะไม่ได้โดนข้อหาเบาๆอย่างไถเงินเหมือนคนอื่นชัวร์... เพราะมันบังอาจต้องทำให้พวกเขาเสียเวลานานขนาดนี้

            คิดในใจแบบไม่สบอารมณ์ไปพักใหญ่ จนชัยวัฒน์กับวิเชียรเริ่มจะเบื่อจนเกือบท้อกับการตามหาแดนเนียล กับทิวทัศน์นั่นแล้วถ้าไม่ติดที่ว่ามีใครคนหนึ่งมาบอกเรื่องบางอย่างน่าสนใจกับเขาซะก่อน...

            และนกกระจอกคาบข่าวเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้า เจ้าของหยักศกยุ่งเหยิงกำลังเดินดุ่มๆพร้อมยิ้มเล็กๆท่าทางไม่ปกติ ที่เล่นเอาคนนิสัยไม่ดีต้องขมวดคิ้วอยู่นิดแล้วกระพริบตาปริบๆกับแขกหน้าใหม่ที่เหมือนจะมีธุระกับพวกเขา... สำคัญคือ หมอนี่ไม่ได้ใส่แว่น และหน้าตาไม่เชื้อฝรั่ง รอดพ้นจากการสงสัย แม้จะท่าทางพิลึกๆเหมือนกัน...

            พวกพี่หาตัวเด็กที่ชื่อ แดนเนียล กับทิวทัศน์ อยู่ใช่มั้ยครับร่างผอมผมหยักศกกล่าวสั้นๆพร้อมยิ้มเลศนัย ขณะคู่สนทนาสองคนของเขาต้องตาโตกับประโยคที่เด็กหนุ่มกล่าวมา ชัยวัฒน์กับวิเชียร คันเขี้ยวคะยั้นคะยอต่อทันใด

            อะไร แกรู้จักมันใช่มั้ย

            ก็รู้จักครับ หมอนั่นเรียนห้องข้างๆกันกับผม รู้สึกมันจะรู้แล้วด้วยว่ารุ่นพี่กำลังดักรออยู่หน้าประตูโรงเรียนเลยไม่ยอมเดินมาไงครับอธิบายหน้าซื่อกับข่าวที่ตนเองฟังมา ซึ่งชัยวัฒน์กับวิเชียรก็มองกันอยู่ครู่ สีหน้าบึ้งตึงขึ้นทันใดเมื่อรู้สึกอะไรหลายๆอย่างมันไม่เดินไปตามแผนที่วางไว้ จนลืมสังเกตไปว่าไอ้รุ่นน้องที่ทำตัวดีคาบข่าวมาบอกนั้นกำลังลอบฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปากอยู่...

            และเสริมต่อทันใด แถมผมแอบได้ยินพวกนั้นคุยกันด้วยนะครับ รู้สึกเขาจะหัวเราะเยาะประมาณว่า โง่เป็นบ้าที่ดักรอหน้าโรงเรียน เพราะประตูหลังก็มี คนอะไรก็ไม่รู้โง่ที่สุด ประมาณนี้คำเล่าที่เล่นเอาคนฟังหน้าแดงเผือดมือหนาๆกำเข้าหากันแน่น เส้นเลือดบนขมับปูดบวมหลังจากได้ฟังถ้อยคำสบประมาทน่าโมโห... คำก็โง่ สองคำก็โง่... แถมต้องยอมรับด้วยว่าไอ้รุ่นน้องคนนี้มันเล่าได้เก่งสมจริงมากจนรู้สึกเหมือนเจ้าตัวมายืนด่าเองซะอย่างนั้น

            แค่นั้นไม่พอ ยังมีข้อมูลเด็ดที่พวกเขาอยากฟังมากที่สุดมาด้วยอีก

            ผมรู้ด้วยครับ ว่าตอนนี้พวกนั้นอยู่ไหน

            ชัยวัฒน์กับวิเชียรตาโตพลัน หันมาจ้องรุ่นน้องผมหยักศกทันที  จริงรึเปล่าไอ้น้อง งั้นรีบบอกมาเลย

            นกกระจอกคาบข่าวฉีกยิ้มอยู่นิดแล้วว่าต่อ จริงครับ... ผมเห็นพวกนั้นยืนอยู่ร้านลูกชิ้น ตรงประตูหลัง กำลังยืนกินอยู่เลยครับ

            เห็นนานรึยัง

            ตอนนั้นถึงตอนนี้ยังไม่ถึงห้านาทีเลยครับ

            ชัยวัฒน์กับวิเชียรลุกเดินทันใด พึมพำอะไรบางอย่างใส่กันสักพัก แล้วหันมาขอบใจเล็กน้อยกับนกกระจอกคาบข่าวคนเก่งที่เอาข่าวเยี่ยมๆมาส่งให้ฟังถึงที่

            ไอ้น้อง ขอบใจมาก ว่าแต่แกชื่ออะไร

            ผมชื่อ อภิวัฒน์ ครับ...

            พยักหน้ารับรู้แล้ววิ่งควบไปทางร้างลูกชิ้นหลังโรงเรียนทันที หมัดในมือกำแน่นหวังจะถล่มอีกฝ่ายให้สิ้นลายเพราะความแค้นจากแค่เป็นแฟนกับน้องเอริสกำลังเพิ่มระดับด้วยคำด่าลับหลังที่บอกว่าพวกเขาโง่ไปอีกเท่า

          แกตายแน่! ไอ้ทิวทัศน์ ไอ้แดนเนียล

            คิดในใจบ้าคลั่ง ท่าทางดุดันเกินเหตุส่งให้คนซึ่งกำลังยืนมองไล่หลังที่บอกว่าตัวเองชื่ออภิวัฒน์ยิ้มเหยียดเจ้าเล่ห์ก่อนหยิบแว่นกรอบเหลี่ยมในกระเป๋าขึ้นมาใส่ พร้อมล้วงเอาบัตรนักเรียนของตัวเองออกมาขณะจ้องเขม็งไปบนชื่อของตนเองในบัตร ทำหน้าตกใจแล้วพึมพำเสียดายแบบขำขันนิดๆว่า

            ว้า... แย่จัง... บอกผิดนี่นา... ที่จริงเราชื่อทิวทัศน์ไม่ใช่เหรอ

            หัวเราะในลำคอน้อยๆก่อนเด็กหนุ่มลูกครึ่งเชื้อฝรั่งเศสจะเดินหัวเราะก๊ากแบบสบายอารมณ์ที่เห็นชัยวัฒน์กับวิเชียรหลงเชื่อคำของไอ้จอมเจ้าเล่ห์แบบไม่ต้องสงสัย เพราะยังไงพวกนั้นก็ไม่รู้จักเขาอยู่แล้ว แดนเนียลก็พึ่งย้ายโรงเรียนมา ส่วนทิวทัศน์ก็เคยสุงสิงกับพวกนี้ซะที่ไหน... ว่าๆไปแล้วก็หลอกง่ายพอๆกับลิงนั่นล่ะนะ... หึ หึ หึ

            และมันก็สรุปได้ตรงนี้เลยว่า พวกเขาสามารถเดินออกจากโรงเรียนทางประตูหน้าได้แบบไม่มีบาดแผล(แถมได้ด่านิดหน่อย) แต่ทิวทัศน์กับแดนเนียลก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนโชคร้ายแทนพวกเขารึเปล่า... เพราะดูจากท่าทางเลือดขึ้นหน้าของชัยวัฒน์กับวิเชียรก็ไม่แน่ใจว่าจะฟังเหตุผลอะไรอีกรึเปล่า... ได้แค่ขอให้อยู่ร้านลูกชิ้นไม่มีใครสวมแว่นกรอบเหลี่ยมแล้วก็เชื้อฝรั่งน่าสงสัยก็แล้วกันนะ...

          เฮ้อ... หลงใช้วิชาคาราเต้ขั้นห้า กับมวยไทยคาดเชือกไปซะแล้วสิ... เจ็บมือเจ็บแขนเป็นบ้าเลยรู้มั้ย... หึ หึ หึ

         
คิดในใจอย่างประชดกับคำโกหกเกี่ยวกับวิชาป้องกันตัวที่แดนเนียลไปหลอกสมชายเอาไว้...

             ก็นั่นน่ะสิ... ไอ้วิชาคาราเต้หรือมวยไทยอะไรนั่น พวกเขาทำเป็นซะที่ไหน... จะมีก็แค่กึ๋นนิดหน่อยกับแผนการที่อาจไม่มีใครคิดถึงก็เท่านั้น
     

            ทว่าก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ชมรมนักสืบยังไม่รู้... พวกเขาคงไม่รู้สึกตัวว่าในมุมมุมหนึ่ง พวกเขากำลังถูกแอบมองการกระทำทุกอย่างจากเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าตัวต้นเหตุของเรื่องราวยุ่งเหยิงเล็กๆ... เธอยืนนิ่งแล้วหรี่นัยน์ตาลงมองไปยังร่างสองร่างที่สามารถเดินออกจากหน้าประตูด้วยวิธีประหลาดๆไม่เหนื่อยแรงอย่างคาดไม่ถึง...

          ก็... เจ๋งใช้ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

41 ความคิดเห็น

  1. #37 แมวน้อยขี้งอน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2553 / 10:55
     ใสจะ
    สะใจ
    #37
    0
  2. #36 NichtbraroN (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2553 / 15:07

    อ่านแล้ว ตอนแรกแอบงงว่าทำไมเอาคาราเต้กับมวยคาดเชือกมาเปิดเผยก่อนตั้งแต่แรก


    แต่พออ่านจบแล้ว อ้าววว อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง


    สนุกดีเหมือนเดิม แล้วก็สั้นเหมือนเดิมด้วย แต่ก็ดีขึ้นนิดหนึ่ง


    รออ่านตอนต่อไปค่ะ


    สู้ ๆ

    #36
    0