Private Eye นักสืบ บันทึก ฆาตกรรม และ... เวทมนตร์

ตอนที่ 1 : เด็กหนุ่มสองคน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 53

 

 

            กึก... กึก...

            เสียงย่ำเท้าเชื่องช้าของเด็กหนุ่มผมยุ่งคนหนึ่งที่กำลังเดินนิ่งบนระเบียงทางเดินของโรงเรียนมัธยมมีชื่ออย่าง โยธินวัฒนา ด้วยท่าทางไม่รีบร้อนแม้นาฬิกาหัวกลมบนข้อมือจะเบนเข็มบอกเวลาไปถึง9โมงกว่าๆแล้วก็ตาม

            หาว~”

            เขาหาวนอนไปหวอดใหญ่ขณะเดิน ลักษณะท่าทางโดยรวมเหมือนคนไม่เอาอ่าวทั้งเครื่องแบบชุดนักเรียนสีขาวที่พร้อมหลุดลุ่ยออกจากกางเกงขาสั้นสีดำทุกเมื่อ รวมถึงทรงผมยุ่งๆของคนพึ่งตื่นที่เหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้จักหวีมาเป็นเวลานาน...

            ดูภายนอกก็เหมือนนักเรียนสันหลังยาวที่พบเห็นบริเวณหลังห้องน้ำทั่วไป

            เขาหยุดยืนนิ่งหน้าห้องห้องหนึ่งของชั้นสามอาคารสองในตึกของนักเรียนคลาส 4/8 ของโรงเรียนโยธินวัฒนาก่อนหรี่นัยน์ตามองลอดระหว่างช่องว่างของประตูเมื่อรู้ว่าตัวเองมาสายหลังเวลาเริ่มเรียนเกือบสามสิบนาที

            และก็เป็นดังคาด ที่เขาเห็นอาจารย์คนหนึ่งกำลังยืนแหกปากสอนปาวๆอยู่หน้าห้อง

          เท่าที่ฟังจากเนื้อหาเหมือนจะเป็นวิชาสังคม...

            และแค่นั้นมันก็ทำคนมาสายต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่และรู้สึกอยากหาวนอนอีกรอบ แม้ตัวเองจะพึ่งตื่นได้ไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านี้

            เขาชั่งใจชั่วครู่ ไหวไหล่เบาๆก่อนขยับประตูเลื่อนขณะก้าวเท้าเข้าไป

            การเรียนการสอนหยุดชะงักฉับพลัน ทั้งอาจารย์และนักเรียนกว่าสี่สิบชีวิตล้วนหันมาที่เขาเป็นทางเดียว ทำหน้าเหมือนกับไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มมาก่อน

            ซึ่งคนถูกจ้องเพียงยิ้มแหยๆขณะยกมือลูบหัวป้อยๆ ก่อนก้าวเข้าห้องเงียบๆ โดยมีสายตาของคนทั้งห้องมองตามกับการปรากฎตัวที่โคตรจะแปลกของเด็กหนุ่มผมยุ่งคนนี้... ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมที่เจ้าตัวดูจะเป็นลูกครึ่งหน่อยๆจากนัยน์ตาสีเทาคมเข้มกับเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนๆรับกับผิวขาวเนียน... และแน่นอนว่ามันคงจะดูดีกว่านี้เยอะถ้าเจ้าตัวตั้งใจหวีผมให้มันดีๆ หรือแต่งตัวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย...

            และที่สำคัญต้องไม่มาสาย...

            เอ่อ...เด็กหนุ่มว่าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆที่เต็มไปด้วยความสงสัยของคนทั้งห้อง และไม่ลืมยัดชายเสื้อที่กำลังหลุดมาข้างนอกเข้าในกางเกงแม้จะมีคนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า เขาเอามันใส่ช้าเกินไป

            เขามองไปทางเพื่อนร่วมชั้นก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆติดเฉื่อยชาว่า สวัสดีครับ ผม แดนเนียล ยอร์คเซล ที่พึ่งย้ายมาเรียนที่นี่ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน

            เขาพูดพร้อมสังเกตปฏิกิริยาของคนทั้งห้อง ซึ่งแม้เจ้าตัวจะแนะนำตัวจบไปแล้วแต่ทุกคนก็ยังมีสีหน้าเคลือบแคลงไม่เปลี่ยน จนอาจารย์ชายตัวเตี้ยท่าทางอายุเยอะที่มีป้ายบนหน้าอกเขียนชื่อบุคลากรเด่นชัดว่า จำรัส เดือนแสง และกำลังยืนสอนในคาบวิชาสังคมแต่ถูกขัดจังหวะต้องเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทางลังเลกึ่งสับสน

            เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ

            ผม แดนเนียลไงครับ ที่พึ่งทำเอกสารการย้ายเข้ามาเรียนตอนเทอมใหม่เมื่อสองเดือนที่แล้วเด็กหนุ่มว่ากลับเสียงใสอย่างไม่ทุกข์ร้อน ขณะเบิกตากว้างเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนพูดต่อ แถมอาจารย์ยังเป็นคนรับเอกสารของผมด้วย

            ใช่... ฉันจำเธอได้  แดนเนียล ยอร์คเซล...ชายตัวเตี้ยเอ่ยน้ำเสียงเลื่อนลอยลักษณะยังสับสนอยู่ ทว่าเขากลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นทันใดพลางพูดต่อเสียงเข้มขณะย้อนเข้าปัญหาหลัก เธอรู้มั้ยว่านี่มันกี่โมงแล้ว

            คนถูกท้วงเรื่องเวลายืนนิ่งพลัน ก่อนยกนาฬิกาหัวกลมบนข้อมือขึ้นมาดู เขาเพ่งมันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนหันมาสบตากับอาจารย์พลางฉีกยิ้ม

            เก้าโมงสิบนาทีครับ

            แล้วรู้รึเปล่าว่าที่นี่เขาเริ่มเรียนกันกี่โมงนายจำรัสถามต่อ

            ก็... ประมาณ แปดโมงครึ่งครับ... ผมไม่มั่นใจเรื่องเวลา เพราะพึ่งเข้ามาเรียนไงแดนเนียลพูดพร้อมอ้างเหตุผล ซึ่งอาจารย์ตัวเตี้ยเพียงส่ายหน้าเบาๆ ท่าทางเหมือนหนักใจกับพฤติกรรมของชายหนุ่มจนเกินเหตุทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรมากมายขนาดนั้น...

          ก็แค่มาสายกว่าเวลาเรียนไม่กี่นาที...  

            หึ หึ หึ... คิดยังงั้นกันหรือ?

            โอเค ฉันยอมรับเรื่องที่เธอพึ่งเข้ามาเรียนเขาว่าเสียงเหนื่อยหน่าย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา... แล้วเธอรู้รึเปล่าว่าโรงเรียนเราเขาเปิดเทอมกันวันไหน

            มันเป็นคำถามที่ทำให้ใครหลายคนในห้องอดขำไม่ได้ แม้จะต้องกลั้นไว้เพราะกลัวอาจารย์ดุ

            ส่วนเด็กหนุ่มที่โดนถามเพียงกระพริบตาปริบๆมองคนเบื้องหน้าไปพักใหญ่ ก่อนตอบด้วยกระแสเสียงไม่มั่นใจว่า

            ประมาณ... 15 มิถุนาฯ มั้งครับ

            นับว่าความจำเธอยังดีอยู่เขายิ้มเล็กน้อยขณะชม แล้วเธอรู้รึเปล่าว่าวันนี้มันวันที่เท่าไหร่แล้ว

            นิ่งไปทันใดเมื่อสิ้นคำถาม ทิ้งไว้เพียงอาการกลั้นหัวเราะจนเกือบจะเป็นบ้า หรือสายตาแหยงๆคล้ายถูกรังเกียจ พร้อมเสียงซุบซิบนินทาหึ่งๆของนักเรียนบางคนในคลาส 4/8

          วันนี้วันที่เท่าไหร่งั้นหรือ...

            แดนเนียลตอบกลับเสียงใสซื่อที่แทบทำคนทั้งห้องหัวเราะก๊าก ว่า...

            ก็วันที่ 27 สิงหาฯ ไงครับ

            สรุปคือเด็กหนุ่มคนนี้เป็นนักเรียนที่พึ่งย้ายโรงเรียนมาใหม่และจงใจเข้าเรียนสายตั้งแต่วันแรกของการมาโรงเรียน แถมไอ้วันแรกของการมาเรียนของเด็กหนุ่มยังเป็นหลังเปิดเทอมสองเดือนกว่าๆซะอีก... มันทำให้แดนเนียลถูกลงความเห็นจากคนเกือบทั้งคลาสว่าพิลึกไปเรียบร้อย... ทว่าเด็กหนุ่มคงจะไม่เหงานัก... เพราะก่อนหน้าที่เขาจะถูกลงความเห็นว่าพิลึกน่ะ มีคนคนหนึ่งถูกว่าแบบเดียวกันไปก่อนแล้วน่ะสิ เผลอๆยังอาจหนักกว่าซะอีก...

            และคนอีกคนที่พูดถึงก็คือ เด็กหนุ่มหลังห้องเจ้าของเส้นผมหยักศกพร้อมแว่นกรอบเหลี่ยมทรงเชยๆที่เจ้าตัวมักใส่อยู่เป็นนิจและกำลังนั่งอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยาเล่มหนึ่งกลางคาบวิชาสังคมได้หน้าตาเฉย แถมเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจสถานการณ์แปลกประหลาดที่มีนักเรียนใหม่มาสายกำลังยืนแนะนำตัวหน้าชั้น เขาเพียงเลิกคิ้วซ้ายขึ้นพลางชำเลืองอยู่หนึ่งวูบก่อนหันมาให้ความสนใจกับหนังสือหลักจิตวิทยาเช่นเดิม

            และไอ้หนังสือหลักจิตวิทยานี่แหละที่เป็นต้นเหตุให้ เด็กหนุ่มสวมแว่นกรอบเหลี่ยมที่ชื่อ ทิวทัศน์ เลิศล้ำ ถูกกล่าวหาว่าแปลกประหลาดทันใด...  บ่อยครั้งที่ทิวทัศน์อ่านหนังสือเล่มนี้จบเขามักฉีกยิ้มยียวนขึ้นสูงคล้ายคนโรคจิตพร้อมส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งสยองขวัญออกมา หลายๆครั้งเขามักพูดกับตัวเองคนเดียวแถมชอบก้มลงสำรวจตามพื้นห้องหรือเพดานผนังทุกเช้าก่อนเริ่มชั่วโมงโฮมรูมทั้งๆที่บริเวณที่เขาสำรวจนั้นก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจกว่าที่อื่น

            แถมกระเป๋าหนังสีดำของทิวทัศน์ที่ควรจะใส่หนังสือเรียนของแต่ละวันเอาไว้กลับมีพวกของประหลาดๆ เช่น แว่นขยาย แผนที่ เข็มทิศ กระทั่งถุงมือและอีกหลายๆอย่างที่มันไม่น่าจะมีในกระเป๋าของนักเรียนมัธยมปลายสมัยนี้ได้...

            และปัจจุบันคนที่แต่เดิมก็ทำตัวพิลึกมากพออยู่แล้ว ยิ่งพิลึกมากไปใหญ่ เมื่อเขาหยิบดินสอจดอะไรบางอย่างลงสมุดยาวเหยียด ดูเผินๆมันก็ปกติดี แต่ถ้าคนทำเป็นทิวทัศน์ พนันได้เลยว่าต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่

            เอ่อ... แล้วผมควรนั่งตรงไหนเหรอครับคำถามเรียบๆของแดนเนียล ยอร์คเซลดังขึ้น หลังจากได้รับคำบ่นพร้อมเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมห้องไปยกใหญ่เกี่ยวกับเรื่องที่เขามาเรียนช้ากว่าวันเปิดเทอมเกือบๆสองเดือน

            ชายหนุ่มร่างเตี้ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะหมุนหน้าไปทางเก้าอี้ภายในห้องอยู่ครู่ ก่อนชี้ไปที่ที่ว่างที่หนึ่งหลังห้องแล้วพูดขึ้นว่า ตรงนั้นเลย ข้างนายทิวทัศน์ ว่างอยู่พอดี

            บรรยากาศเฮฮาของคลาส 4/8 เงียบลงทันใด เด็กนักเรียนแต่ละคนกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ พร้อมจ้องไปทางโต๊ะตัวที่อาจารย์พึ่งบอกให้แดนเนียลไปนั่งอย่างกล้าๆกลัวๆ...

          ซวยแล้วไง...

            มันก็ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะคิดแบบนั้น... เพราะที่นั่งตรงนั้นมันไม่ได้ว่างเพราะเหตุบังเอิญ... แต่ที่มันว่างเพราะพวกเขาจงใจให้มันว่างต่างหาก... ซึ่งถ้ามองเยื้องไปทางขวาอีกหน่อยก็คงรู้เหตุผล...

            แดนเนียลขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอาการประหลาดๆของเพื่อนร่วมคลาสเรียนหลังได้ยินเรื่องเกี่ยวกับโต๊ะหนังสือที่เขาจะต้องไปนั่ง เขาหรี่นัยน์ตาอยู่นิดก่อนขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งข้างโต๊ะที่เขาจะไปนั่งกำลังอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยาเล่มหนาเตอะเงียบพร้อมยกรอยยิ้มยียวนอยู่เป็นระยะแม้รอยยิ้มนั้นจะไม่ได้ส่งมาให้เขาที่เป็นเพื่อนใหม่ก็ตาม

          ยิ้มอะไรชวนขนลุกเป็นบ้า...

            และนี่คือความเห็นของแดนเนียลจากการที่เขาได้สังเกต... และถ้าเขาเดาไม่ผิดที่เก้าอี้ตัวนั้นไม่มีใครนั่งอาจเป็นเพราะไอ้คนสวมแว่นกรอบเหลี่ยมท่าทางชวนขนลุกนั่นก็ได้...

            แต่นั่นก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เขาอาจจะแค่คิดไปเอง บางทีอาจไม่ได้มีอะไรแย่ขนาดนั้น...

            แต่ยังไงเขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะภายในห้อง4/8 ณ ปัจจุบัน มันมีที่ว่างอยู่แค่สองที่... ไม่ซ้ายก็ขวาของหมอนั่น ยังดีที่อาจารย์เลือกให้เขานั่งด้านซ้ายเพราะอย่างน้อยด้านขวามือของเขาก็ยังมีเพื่อนคนอื่น

            หลังเสร็จสิ้นการแนะนำตัวของนักเรียนใหม่แล้ว อาจารย์จำรัสจึงเข้าเนื้อหาในบทเรียนต่อ แดนเนียลเดินย่ำไปยังที่นั่งของเขาก่อนหย่อนกระเป๋าเป้สีน้ำตาลลงบนพนักเก้าอี้ ขณะชำเลืองไปทางคนสวมแว่นกรอบเหลี่ยมอยู่ครู่ก่อนเลือกทักทายกับเพื่อนใหม่ท่าทางขนลุกที่กำลังอ่านหนังสือเล่มหนาเตอะอยู่ด้านข้าง

            สวัสดี

            คำทักทายด้วยน้ำเสียงที่เจ้าตัวจงใจให้ฟังดูเป็นมิตรมากที่สุดดังขึ้น... ทว่าไร้ปฏิกิริยาตอบกลับ คนถูกทักเพียงเลิกคิ้วซ้ายขึ้นนิด แต่ไม่ได้หมุนหน้ามา...

อืม... บางทีเขาอาจจะพูดเบาเกินไปจนคนตรงหน้าไม่ได้ยิน

            สวัสดีคำทักทายเดิมย้ำขึ้นอีกรอบ

            ทว่าก็ยังเงียบเช่นเคย... และรอบนี้แดนเนียลมั่นใจว่าเขาพูดได้เสียงดังพอที่จะให้คนข้างๆได้ยิน... แต่เหตุผลที่หมอนี่ไม่ตอบกลับหรือแสดงท่าทีอย่างอื่นคงเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวมากกว่า... มันเลยเริ่มจะมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นว่าทำไมเก้าอี้ตัวนี้ถึงไม่มีใครนั่ง

            มันก็แน่ เพราะขนาดเขาที่พึ่งเข้ามาเรียนยังเริ่มรู้สึกไม่อยากนั่งข้างหมอนี่เลย ประสาอะไรกับคนที่ต้องร่วมชั้นด้วยกันมาเกือบเทอมอย่างเพื่อนคนอื่น

          ทำหูทวนลมสินะ...

            ซึ่งคนพยายามสานสัมพันธ์เพียงกลอกตาขึ้นเล็กน้อยและไหวไหล่ เขาเองก็ไม่ได้อยากรู้จักหมอนี่มากขนาดนั้น... ก็แค่ทักพอเป็นมารยาทเฉยๆ

            ทว่าแดนเนียลที่กำลังจะเลิกสนใจเจ้าของแว่นกรอบเหลี่ยมก็ต้องหันขวับเมื่อได้ยินคำทักทายอย่างคาดไม่ถึงของคนนั่งข้าง...

นายคิดว่าถ้าเล่นหัวก้อยแล้วเหรียญออกหัวติดต่อกันสิบครั้ง ครั้งที่ สิบเอ็ด นายจะทายอะไรเขาว่าพร้อมฉีกรอยยิ้มยียวนขณะหรี่นัยน์ตานิ่งมองไปทางเพื่อนร่วมห้องคนใหม่

            แดนเนียลต้องยิ้มกระตุกมุมปากเป็นครั้งคราว เริ่มรู้สึกทะแม่งๆกับหมอนี่ยังไงชอบกล... เอ่อ... ความจริงปกติเวลาทักทายกันเขาต้องเริ่มจากคำว่า สวัสดีก่อนไม่ใช่เหรอ...

            เด็กหนุ่มลูกครึ่งชักสีหน้าขยะแขยงเล็กน้อย สายตาของเขาเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าคนข้างตัวฉายแววประหลาดมากกว่าคนปกติ... และตามประสบการณ์มันทำให้แดนเนียลรู้สึกว่า... ไอ้คนประเภทนี้อย่าไปยุ่งด้วยมากจะดีที่สุด...

แต่อย่างน้อยเพื่อไม่เป็นการน่าเกลียดจนเกินไป เขาคงต้องตอบ คำทักทาย ที่ไม่เหมือนคำทักทายสักเท่าไหร่ของหมอนี่หน่อยล่ะนะ...

หัวน่ะสิแดนเนียลตอบรวดเร็วจนแทบไม่ได้คิด และนั่นทำให้ทิวทัศน์เลิกคิ้วซ้ายขึ้นสูงทันใด พลางหมุนหน้าตกตะลึงมาทางเขานิ่ง

ทำไม

            เด็กหนุ่มลูกครึ่งไหวไหล่ ไม่มีเหตุผล เพราะเปอร์เซ็นต์ของการออกหัวกับก้อยมันก็เท่าเดิม ถึงก่อนหน้านี้ไอ้เหรียญที่นายยกตัวอย่างมาจะชวนให้คิดว่ามีโอกาสออกหัวมากกว่า... แต่สำหรับนายที่กล้าอ่านหนังสือจิตวิทยานั่นกลางคลาสเรียนก็เดาได้เลยว่า ไอ้คำถามที่นายถามมาน่ะ น่าจะเป็นคำถามเชิงจิตวิทยา ฉันก็เลยคิดว่าเกมโป้งก้อยที่พูดถึงต้องมีโอกาสทั้งสองด้านออกเท่ากันแน่ๆ ก็เลยตอบส่งๆแบบไม่มีเหตุผลไงแต่ถ้ามันไม่ใช่คำถามจิตวิทยา กับเหรียญที่มีโอกาสออกหัวมากกว่า ยังไงก็ต้องลงด้านหัวไว้ก่อนจริงมั้ย

          ความคิดดี...

            เจ้าของแว่นกรอบเหลี่ยมยกรอยยิ้มเล็กน้อย เริ่มรู้สึกสนใจในตัวของคนนั่งข้างขึ้นมาพิกล เพราะเคยมีคนพิสูจน์ในเชิงจิตวิทยาโดยเอาตัวอย่างมากจากนักพนันสิบคนที่ลงเล่นเกมหัวก้อยนี้ด้วยกัน โดยให้เป็นกรณีที่ออกหัวติดต่อกันสิบครั้ง และสอบถามว่าพวกเขาจะแทงด้านไหนในครั้งที่สิบเอ็ด... ซึ่ง 7 ในสิบคน ตัดสินใจลงด้านก้อย เพราะเหตุผลว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะออกหัวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 11แต่พวกเขาลืมคิดไปว่าถึงจะออกหัวติดต่อกันหนึ่งร้อยครั้ง แต่ครั้งที่หนึ่งร้อยหนึ่งโอกาสออกหัวก็ยังมีค่าเท่าเดิม

            และทิวทัศน์ก็เคยถามคำถามแบบเดียวกันกับคนเกือบทั้งห้อง 4/8 มาแล้ว แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ค่อนข้างจะคละ แม้มีบางคนจงใจตอบหัว แต่เหตุผลที่ได้กลับไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไหร่...

            แต่สำหรับเพื่อนใหม่คนนี้ไม่ใช่... จากเหตุผลที่เขาพูดมานับว่าน่าสนใจทีเดียว... รู้สึกจะฉลาดไม่เบา ที่สำคัญยังช่างสังเกตด้วย...

            แล้วนายถามฉันทำไมแดนเนียลถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องหน้าเขานิ่งแต่ไม่พูดอะไรเกือบๆนาที

            รอบนี้ทิวทัศน์ยอมตอบคำถามของเด็กหนุ่มเป็นครั้งแรก

ก็... กำลังดูว่านายน่ะน่าคบเป็นเพื่อนรึเปล่า

            คนเป็นนักเรียนใหม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกข้องใจเกี่ยวกับคำพูดของอีกฝ่าย... ไม่เข้าใจว่าไอ้คำถามหัวก้อยนั้นจะสามารถวัดได้ว่าใครน่าคบ ไม่น่าคบตรงไหน

            เหอ เหอ เป็นคนที่พิลึกดีจริงๆ...

            ทิวทัศน์เริ่มยิงคำถามต่อ นายชื่ออะไร

            แดนเนียลยกรอยยิ้มแห้งๆขึ้นมุมปาก สงสัยหมอนี่จะไม่ได้สนใจที่เขาแนะนำตัวไปตอนเข้าห้องใหม่สินะ แดนเนียล ยอร์คเซล... ลูกครึ่งไทยฝรั่งเศสแนะนำตัวห้วนๆและไม่อยากพูดคำว่า ยินดีที่ได้รู้จักต่อเมื่อเขารู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะรู้จักคนคนนี้เท่าไหร่

            ทว่าคนกำลังจะถูกตัดสัมพันธ์เพียงตอบกลับหน้าซื่อ ขณะฉีกยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์คล้ายเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ พร้อมด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นมิตรครั้งแรก

            ฉัน ทิว... ทิวทัศน์ เลิศล้ำ ยินดีที่ได้รู้จักนะ... เพื่อนและจงใจย้ำคำว่าเพื่อนเป็นพิเศษ

            อืม... ว่ากันตามปกติ แดนเนียลควรจะดีใจแล้วยิ้มรับกับคำทักทายเชิงเป็นมิตรของเพื่อนในการเข้าเรียนใหม่ครั้งแรก แต่สำหรับคนคนนี้ทำไมเขากลับไม่รู้สึกอยากยิ้มแบบเต็มใจตอบรับด้วยเลยล่ะเนี่ย

            ซึ่งแน่นอนว่าแดนเนียลก็คิดไม่ผิดที่เขาไม่ค่อยอยากจะรู้จักเด็กหนุ่มสวมแว่นกรอบเหลี่ยมท่าทางพิลึกคนนี้นัก... เพราะหลังจากนี้ไม่กี่สัปดาห์พวกเขาทั้งสองกำลังจะต้องเจอปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตเด็กมัธยมปลายอย่างคาดไม่ถึงด้วยสาเหตุที่พวกเขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเองน่ะสิ

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

41 ความคิดเห็น

  1. #29 DewzZz!!~ . :*` (@dew5323026) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2553 / 15:05
    สนุกดีนะ
    #29
    0
  2. #23 Ti  na i Rene (@naniar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2553 / 14:43
     ชอบ ทิวทัศน์  !!!! >,,<

    คาแร็คเตอร์โดน!
    #23
    0
  3. #22 Ti  na i Rene (@naniar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2553 / 14:39
    ขอวิจารณ์นิด ๆ นะจ๊ะ


    โดยรวมสำหรับการบรรยายก็ดีได้ในระดับหนึ่ง
    ถือว่าก็พอใช้ได้  แต่ เราอ่านแล้วมันติดขัดตรงที่ใช้คำไม่ถูกที่บางแห่งอ่า
    และพออ่านไปเจอสองสามที่ มันทำให้ขัดหูขัดตาจนไม่อยากอ่านต่อ เอาเป็นว่าตามที่เราเห็นก็...

    เช่น  'ชายตัวเตี้ย'  <--- ตามจริงน่าจะพิมพ์ว่า  'ชายร่างเตี้ย' เพราะ 'ตัว' ถ้าใช้งี้มันแปลกเหมือนเป็นภาษาพูดมากกว่า
    ส่วนมากจะเป้นพวกภาษาสนทนาระดับกันเองอ่านะถ้าแบบนี้

    'เขารู้สึกอยากหาวนอนอีกรอบ' <<--- อ่านแล้วแปลกจ๊ะ  จะหาวหรือนอน เอาดี ๆ หาวนอน อ่านแล้วไม่เข้ากัน
    แม้จะเป็นคำที่แสดงกิริยาบทแสดงออกว่า ง่วงก็เหอะ

    น่าจะลองเปลี่ยนว่า 'เขารู้สึกง่วงหงาวหาวนอน' อะไรประมาณนี้  รู้สึกอยากหาวนอน <<--- อ่านแล้วงงจ๊ะ

    อันนี้แรก ๆ เลย  --> 'เสียงย่ำเท้า...ที่กำลังเดินนิ่ง'  เดินนิ่ง เดินยังไงคับ เราไม่เข้าใจ 
    คงจะหมายถึง กำลังเดินมาในท่าทางที่ดูนิ่ง ๆ หรือ ใบหน้านิ่ง ๆ แต่คำว่านิ่งจะมาใช้กับการขยับตัวก็แปลกจ๊ะ
    น่าจะประมาณว่า 'กำลังเดินมาด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ' หรือจะเอาแววตา นิ่ง ๆ ก็ได้นะแล้วจะชอบใจจ๊ะ

    ขอติติงไว้เท่านี้ สุดท้ายแล้วแต่จะรับพิจารณาความเห็นเราหรือไม่ก็แล้วแต่จ๊ะ
    ลองอ่านซ้ำและรีไรท์ดู ก็จะดีขึ้้น เพราะการบรรยายโดยรวมก็ใช้ได้แล้ว พล็อตก็น่าสนใจมาก
    หากเป็นนิยายสืบสวนละก็  เราชอบบบบบบบบ มั่ก ๆ  ๆ ๆๆ 

    ปล. แนวแฟนตาซีสืบสวนรึเปล่า >,,,,<  
    ปล. ตอนที่บอกว่าพระเอกหัวยุ่ง ๆ รุงรังนี่คิดถึง คินดะอิจิอันดับแรก >,,< ชอบคะ สู้ ๆ น้า
    #22
    0
  4. #9 Ryoma+ (@johjoh) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2553 / 19:22

    ชอบการบรรยายมาก เริ่มเรื่องมาก็ว่าด้วยความเเปลกน่าสนใจเเล้ว
    สนุกขอรับ

    #9
    0
  5. #3 NichtbraroN (@lovenon123) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2553 / 21:36
    บทแรกทำได้น่าติดตามมาก สำนวน ภาษา การเรียบเรียงเรื่อง ถือว่าดีมากเลยค่ะ


    แต่...แบงค์ชอบแผ่ว เวลาแต่งให้ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ วางระบบโครงสร้างของเรื่องดี ๆ รับรองว่าบทที่สองสามสี่ห้า หรือร้อย ก็ต้องสนุกแน่นอน

    แค่นี้แหละ นอกนั้นเม้นท์ในเอมมมม
    #3
    0
  6. #1 ใบไม้ไร้ฝน (@bluetea134) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2553 / 18:51
    สนุก!
    แบบว่าชอบสำนวน
    แค่ตอนแรกก็รู้สึกว่าน่าติดตามแล้วค่ะ
    #1
    0