Pinocchio (coupshan)

ตอนที่ 6 : 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 มี.ค. 62

Inspired by Pinocchio - Carlo Collodi

 







 

เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง

 

     เสียงนาฬิกาไขลานตี 10 ครั้ง บอกเวลาสิบโมงเช้า

 

     แองเจิลล่าเพิ่งรู้สึกตัวตื่น เขาลุกขึ้นบนเตียง ขยี้ตาเบาๆ ถ้านับเสียงนาฬิกาไม่ผิด แปลว่าตอนนี้ต้องสิบโมงเช้าแล้ว ผมแปลกใจว่าทำไมโคลโปไม่มาปลุกเหมือนปกติ ผมเองก็พลอยตื่นสายไปด้วย

 

     แองเจิลล่าเดินออกจากห้องอย่างงัวเงีย ผมกระโดดตามออกไป ได้กลิ่นอาหารลอยเตะจมูก ผมเดาว่าไอ้เด็กโคลโปต้องทำอาหารเตรียมไว้เรียบร้อย

 

     ถ้าจะมีสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับมันก็เรื่องงานบ้านเนี่ยแหละ สมกับที่คอยดูแลพ่อมาตั้งแต่เด็ก ทั้งงานบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู ทำอาหาร ยันงานผ่าฟืน ขุดดิน ปลูกผัก รีดนม มันทำเป็นทุกอย่าง

 

     ผมคิดว่ามันคงจะยืนอยู่หน้าเตา หันหน้ากลับมาพร้อมรอยยิ้ม ชวนแองเจิลล่าให้ไปนั่งรอบนโต๊ะ เพราะอาหารเสร็จแล้ว แต่ผมคิดผิด

 

     “เฮ้ย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ทำไมล่ะ” ไอ้เด็กโคลโปยืนหัวหัวเราะร่าอยู่หน้าเตา พร้อมแอนโทนีโอยืนอยู่เคียงข้าง คอยหยิบส่วนผสมต่างๆ ใส่กระทะให้ มือพลางหยิบส่วนผสม แต่ปากก็คุยกันไปเรื่อย รอยยิ้มผุดขึ้นที่ใบหน้าของทั้งคู่ ช่างเป็นเช้าที่สดใสจริงๆ

 

     ผมเหลือบมองหน้าแองเจิลล่า เห็นเจ้าเด็กน้อยทำหน้าไม่สมกับอากาศสดชื่นเอาซะเลย ดูสิ ปากนี่ยู่เป็นตูดเด็ก

 

     “อ้าว แองเจิลล่า ตื่นแล้วเหรอ” กลับเป็นแอนโทนีโอเป็นคนที่หันมาทักก่อน

 

     “ตื่นแล้วเหรอ นั่งรอเลย เดี๋ยวอาหารจะเสร็จแล้ว” โคลโปหันหน้ามายิ้ม แล้วหันกลับไปคุยกับแอนโทนีโอต่อ

 

     เจ้าเด็กน้อยกระทืบเท้าตึงๆ ไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว ผมมองท่าทางนั้นอย่างประหลาดใจ

 

     เจ้าเด็กนี่ไปเรียนอาการฟึดฟัดพวกนั้นมาจากไหนกัน แล้วเป็นแบบนี้ทำไม หิวจนโมโหเหรอ

 

     มือเล็กยกขึ้นมากุมอกข้างซ้ายของตัวเอง มันหวิวแปลกๆ จนรู้สึกได้ เหมือนไม้ข้างในกลวงไปหมดแล้วมีลมพัดผ่านวูบใหญ่ แองเจิลล่าไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย

 

     ราวิโอลีสามจานถูกนำมาวางบนโต๊ะอาหาร กลิ่นมันช่างหอมซะเหลือเกิน แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้ไปร่วมจอยด้วยเพราะอาหารแบบนั้นไม่ใช่ทางซักเท่าไหร่ ผมปีนขึ้นไปบนตู้เก็บจาน บนนั้นเป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของผม รีบจัดการแต่งตัวให้พร้อมสำหรับวันใหม่

 

     แองเจิลล่านั่งกินอาหารมื้อสายไปเงียบๆ ฟังสองคนที่คุยกันอย่างออกรสออกชาติ

 

     “ทำไมแองเจิลล่าต้องทำหน้ามู่ทู่แบบนั้นด้วยเนี่ย” ผมพูดลอยๆ กับตัวเอง

 

     “คิกคิก” เสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหลังผม ผมหันไปมองด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่มีอะไร มีเพียงนาฬิกาเรือนเก่าเรือนเดิมที่คอยส่งเสียงบอกเวลาอยู่ทุกวัน ผมมองมันอย่างพิจารณา เข็มสั้นชี้เลขสิบ เข็มยาวชี้เลขสอง ก็ปกติดี เพียงแต่มันทำให้เราระลึกว่าเราตื่นสายไปจริงๆ แหละ

 

     “วันนี้แอนโทนีโอจะไปขายนมในเมือง ไปด้วยกันนะ จะได้ถือโอกาสเที่ยวด้วยเลย” โคลโปหันมาชวนคนที่ก้มหน้าก้มตากินราวิโอลี

 

     “อืม...” เสียงเบาร้องตอบ

 

     “เป็นอะไรรึเปล่า”

 

     “เปล่า...”

 

     ครับ จมูกยื่นสิครับ รออะไร

 

     “โกหกเหรอ” โคลโปถามเสียงเข้ม แถมได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของแอนโทนีโอแว่วตามมา

 

     แองเจิลล่าขมวดคิ้ว โมโหที่อีกคนหัวเราะเยาะเย้ย

 

     “แค่ไม่อยากไปในเมือง อยากอยู่บ้าน” แองเจิลล่าตัดสินใจพูดออกไป ทำให้จมูกหดสั้นลงเหมือนเดิม แต่ดูท่าทางทุกอย่างคงไม่จบลงเท่านี้หรอก

 

     “ทำไมไม่อยากเข้าเมือง”

 

     นั่น ไอ้เด็กโคลโปยิงคำถามสุ่มเสี่ยงต่อ

 

     เมื่อรู้ว่าพูดไปก็โกหกจมูกยื่นอยู่ดี แองเจิลล่าก็เลยเลือกที่จะไม่ตอบแทน

 

     เก่งมากลูกพ่อ!

 

     เดี๋ยวนะ ดีใจทำไมวะ แองเจิลล่าอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนี้ยิ่งแปลกๆ นะ

 

     “ทำไมไม่อยากไปเที่ยวล่ะ ปกติก็ชอบออกไปไหนมาไหนนี่” ผมรำพึงรำพันกับตัวเองระหว่างติดกระดุมเม็ดสุดท้าย

 

     “ไม่อยากไปเที่ยวหรือไม่อยากไปกับแอนโทนีโอกันน้า” เสียงที่ไม่คุ้นดังขึ้นข้างหลังผมอีก และมั่นใจว่าไม่ใช่เสียงของแองเจิลล่า หรือไอ้เด็กโคลโป หรือแอนโทนีโอแน่ๆ พอหันไปกลับเห็นไอ้นาฬิกาเก่าๆ กระดิกเข็มยาวมาทางผมแทน

 

     “เฮ้ย!!!!” ผมผวาจนเซเกือบล้ม “นาฬิกาพูดได้!!!!”

 

     “ไฮ!” มันร้องทักผม บ้าไปกันใหญ่แล้วเหวยยย

 

     “กว่าจะรู้ตัวนะ ทักตั้งนานแล้วทำไมไม่ได้ยิน” มันพูดต่อ

 

     จิ้งหรีดจิเปนโลม

 

     “เป็นสติสัมปชัญญะของแองเจลล่าน่ะ ก็หัดมีสติกว่านี้หน่อย” มันร้องเตือนทำเอาผมรีบรวบรวมสติตนเอง

 

     “เออๆ เข้าใจแล้ว” ผมตอบปัดๆ ไป

 

     “แล้วก็หัดเข้าใจแองเจลล่าให้มากกว่านี้หน่อย” มันว่า “แล้วก็เลิกด่าโคลโปได้แล้ว เขาไม่ใช่เด็กไม่ดีอะไร ฉันรู้จักเขามาตั้งแต่เกิด”

 

     “เป็นแค่นาฬิกา จะมารู้อะไร” ผมยอกย้อน

 

     “ก็รู้มากกว่าจิ้งหรีดตัวกะเปี๊ยกแล้วกัน ขนาดได้ตามเขาไปไหนต่อไหนยังดูสองคนนั้นไม่ออกอีก”

 

     “สองคนไหน”

 

     “โคลโปกับแอนโทนีโอมั้ง”

 

     “ห๊ะ สองคนนั้นทำไม”

 

     “เฮ้อ โง่จัง ประชดเว้ย จิ้งหรีดนี่ไม่มีสมองเหรอ”

 

     “พูดอย่างกับนาฬิกามีสมอง”

 

     “ดูถูกกันเกินไปแล้ว ตาแก่เจเพ็ตโตสร้างข้ามาเองกับมือ ทำไมข้าจะไม่มีสมอง”

 

     ผมมองกดต่ำเล็กน้อย พยายามจะเหยียดหยาม แต่ก็เถียงไม่ได้ เพราะว่ารูปร่างหน้าตาของเจ้านาฬิกานี้ดูดีสมกับที่ตาแก่เจเพ็ตโตสร้างจริงๆ

 

     “เออๆ เข้าใจแล้ว ไอ้พวกมีสมอง รู้อะไรก็บอกกันสิ สองคนนั้นทำไม โคลโปกับแอนโทนี แล้วไง สนิทกันแล้วยังไง” ผมรู้เลยว่าตอนนี้น้ำเสียงของผมหาเรื่องมาก

 

     “เฮ้อ สองคนที่หมายถึงคือโคลโปกับแองเจลล่าตังหาก! วุ้ย”

 

     ผมขมวดคิ้ว “ทำไม แองเจลล่าทำไม”

 

     “ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังคิดไม่ได้ก็ตามใจเถอะ เดี๋ยววันนี้ที่เขาไปเที่ยวกันก็จับตาดูดีๆ แล้วกัน”

 

     “ทำไม”

 

     “เฮ้อ ไม่คุยด้วยและ เสียเวลาจริงๆ สำนึกผิดมั้ยว่าทำให้นาฬิการู้สึกเสียเวลาเนี่ยมันร้ายแรงขนาดไหน”

 

     โอ้โห ต้องด่าอะไรกันขนาดนี้อะ

 

     “เออๆ ขอโทษๆ เดี๋ยวจับตาดูให้ ว่าแต่ สองคนนั้นทำไมอะ”

 

     เจ้านาฬิกาไม่ตอบผม กลับไปตั้งใจบอกเวลาตามเดิม ผมเองก็ไม่อยากจะคุยอะไรด้วยอยู่แล้ว รีบตามแองเจิลล่าเข้าห้องไป

 

     เนี่ย มัวแต่คุยกับเจ้านาฬิกาจอมบ่น ทำให้ไม่รู้เลยว่าสรุปอะไรยังไง จะไปเที่ยวกลางเมืองจริงมั้ย จะได้เปลี่ยนเป็นชุดหล่อๆ หน่อย แหะๆ

 

     แองเจลล่าหยิบเสื้อคลุมสีขาวตัวยาวลายดอกไม้มาสวมลวกๆ ผมรีบร้องทัก

 

     “สรุปไปเหรอ”

 

     “อืม...” เจ้าตัวน้อยตอบเสียงเศร้า

 

     “ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป” ผมรีบบอก

 

     “ไปก็ได้แหละ...”

 

     น่ะ จมูกยื่นแบบนี้ ไม่รู้เล้ย

 

     “ไม่อยากไป” เสียงหวานเอ่ย

 

     “ทำไม ห้ามโกหกนะ” ผมหรี่ตามอง นิ้วชี้หน้าหวานๆ นั่น แสร้งทำหน้าเข้ม

 

     “รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินเวลาสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน”

 

     ได้ยินแบบนั้นผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อ คนเดียวไม่เหงาเท่าสามคนจริงๆ ครับ

 

     “เข้าใจ แต่ว่านายยังมีฉันไงเจ้าหุ่นกระบอก” ผมยิ้ม

 

     “อื้อ” แองเจิลล่ายิ้มตาหยีให้ผม

 

     เฮ้อ น่ารักขนาดนี้เจ้าโคลโปจะไม่สนใจได้ยังไง

 

     “แต่ผมไม่ได้เป็นหุ่นกระบอกแล้วนะ ลืมแล้วเหรอ”

 

     “เอ้อ ขอโทษ ฮ่าๆ”

 

     “ขาดแค่มีหัวใจเป็นของตัวเองเท่านั้นเนอะ” เสียงหวานพูดแล้วจับหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง

 

     “ก็จริง เอ้อ แล้วไหนๆ วันนี้มีโอกาสเที่ยวก็ไปเที่ยวให้สนุกเนอะ อย่าทำหน้ามู่ทู่เลย” ผมพูดพร้อมกระโดดเกาะไหล่ตามความเคยชิน วันนี้เจ้าเด็กน้อยของผมน่ารักกว่าปกติ เพราะเจ้าเสื้อคลุมตัวนี้เลยเนี่ย

 

     “พร้อมยัง” ไอ้เด็กโคลโปเดินเข้ามาถาม

 

     “อื้อ”

 

     “ปะ ไปกัน” มือหนายื่นออกมาให้จับ เจ้าตัวเล็กก็ยื่นมือออกไปให้กุมอย่างว่าง่าย

 

    ทั้งสามกระโดดขึ้นรถกระบะสีน้ำเงินเก่าๆ ของแอนโทนีโอ โดยมีเจ้าตัวเป็นคนขับ กระบะหลังบรรจุขวดนมวัวไว้หลายลัง แน่นอนว่าโคลโปนั่งข้างคนขับ ส่วนแองเจิลล่านั่งหลังกับผม รถที่ขับไปด้วยความเร็วคงที่ ประตูรถที่ไม่มีกระจก บวกกับอากาศแจ่มใส ทำให้ลมพัดเข้ามาในรถผ่อนคลายจิตใจทุกคนได้ดีเยี่ยม

 

     โคลโปยกมือขึ้นเสยผม แขนเท้ากับประตู สายตามองกระจกข้าง เห็นคนน่ารักที่นั่งอยู่ด้านหลังกำลังหลับตาพริ้มรับลมอ่อนๆ ผมสีน้ำตาลไหวไปมาดูน่ารัก ก็อดจะชมฝีมือการตัดผมของตัวเองเป็นรอบที่พันล้านอีกไม่ได้

 

     แองเจิลล่าค่อยๆ ลืมตา เผลอสบตากับคนที่มองเขาทางกระจกข้างพอดีก็สะดุ้งน้อยๆ โคลโปขำให้กับท่าทางน่ารักๆ ก่อนจะหันไปมองทางข้างหน้าเหมือนเดิม

 








         ไม่นานนัก รถกระบะก็เข้าสู่เขตตลาดกลางเมือง คนเดินกันขวักไขว่ แองเจิลล่าเริ่มสนใจสิ่งนอกหน้าต่างมากกว่าสิ่งใด ตลาดแถวบ้านที่ว่าใหญ่โต คนมหาศาลแล้วยังเทียบไม่ได้เลยกับที่นี่ ตอนนั้นไม่น่าปฏิเสธว่าจะไม่มาเลย เกือบจะอดมาที่สวยๆ แบบนี้ซะแล้ว

 

     รถจอดลงริมถนน มีคนยืนรออยู่แล้ว พวกเขาช่วยขนลังนมวัวลงไปทีละลัง โคลโปกำลังจะช่วยยกแต่แอนโทนีโอร้องห้ามไว้เสียก่อน เพราะมีคนช่วยยกอยู่ ไม่นานกระบะก็โล่ง ขวดนมตั้งในซุ้มพร้อมขาย

 

     “ถ้าไม่มีอะไรงั้นไปก่อนนะ ขอบคุณที่มาส่ง” โคลโปโบกมือลา ส่วนแองเจิลล่าทำหน้างง

 

     “อ้าว ไม่ต้องไปช่วยแอนโทนีโอขายนมเหรอ” เสียงหวานถามคำถามเดียวกับที่ผมคิด

 

     “หื้ม ไม่ต้อง เขามีลูกน้องเขาช่วยอยู่แล้ว” โคลโปพูดยิ้มๆ มือหนาส่งมากอบกุมมือเล็กแล้วลากเดินไปตามทาง

 

     “จะไปไหนเหรอ”

 

     “พาเที่ยวไง ชอบที่นี่มั้ย”

 

     “ชอบฮะ...” แองเจิลล่าตอบ กวาดตามองร้านเล็กๆ ซ้ายขวา ทุกร้านตกแต่งประดับประดาสวยงาม โต๊ะเล็กๆ ที่วางอยู่หน้าร้านมีสินค้าวางเรียงราย ของคาว ของหวาน ผัก ผลไม้ เนย ชีส สารพัดวัตถุดิบที่คุณตามหา

 

     ร่างหนาหยุดเดินหน้ารถคันหนึ่ง สีสันของรถสดใสแปลกตา ส่วนซ้ายของรถถูกเปิดออกเป็นที่วางของ ดูเผินๆ เหมือนร้านขายของอะไรสักอย่าง คนขายซึ่งเป็นผู้หญิงท้วมท่าทางอารมณ์ดีร้องทักเขาทั้งคู่

 

     “รับรสอะไรดีจ๊ะพ่อหนุ่ม”

 

     “เอาวนิลาหนึ่ง และราสเบอร์รี่อีกหนึ่งครับ”

 

     แองเจิลล่ามองรถขายของและอาหารนั้นด้วยความสงสัย โคลโปไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยื่นของหวานสีสวยให้

 

     “เอารสไหน”

 

     “เอ่อ... คืออะไรฮะ” แองเจิลล่าลังเล พิจารณาของหวานตรงหน้า หน้าตามันเหมือนแป้งที่แต่งเป็นโคนสามเหลี่ยม ข้างบนโปะด้วยของเย็นๆ สีสดใส

 

     “เจลาโตไง ลืมไปว่าไม่เคยกินนี่เนอะ อะ งั้นลองชิมดูว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน”

 

     แองเจิลล่าลังเลเพราะกินไม่เป็น อาหารนี้ไม่มีช้อนหรือส้อมให้เหมือนปกติ ร่างหนาซึ่งมองหน้าตางงๆ ของอีกคนอยู่นานก็หัวเราะออกมาเบาๆ เขายื่นหน้าไปเลียของหวานสีสดให้ดูเป็นตัวอย่าง

 

     “อือ แบบนี้”

 

     “อือ” แองเจิลล่ารับของหวานสีชมพูเข้มมาถือไว้ในมือ ลิ้นเล็กๆ เลียตามอีกคนด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

 

     “อื้อ เปรี้ยว”

 

     “ฮ่าๆ ก็ราสเบอร์รี่นี่หน่า อะ งั้นลองชิมอันนี้ดู” โคลโปพูดแล้วยื่นของหวานสีขาวครีมให้อีกคนนึงแทน

 

     “อื้อ หวาน อันนี้อร่อย”

 

     “ชอบอันนี้มากกว่าใช่มั้ย”

 

     “อื้อ”

 

     “งั้นกินอันนี้” โคลโปว่า สลับของหวานในมือตัวเองกับอีกคน

 

     “ไปหาที่นั่งกินดีๆ เถอะ”

 

     เขาลากอีกคนที่กำลังดื่มด่ำกับของโปรดใหม่ไปนั่งในสวนสาธารณะ คนจำนวนหนึ่งที่ซื้ออาหารมาจากตลาดถือมานั่งกินกันตรงนี้ เมื่อได้ตำแหน่งเหมาะๆ ใต้ต้นไม้ โคลโปทิ้งตัวลง มืออีกข้างจับมืออีกคนให้นั่งลงตามกัน

 

     “กินเลอะหมดเลย ชอบมากสินะ” เขาพูด หน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม มือหนาเอื้อมไปเช็ดริมฝีปากอีกคน

 

     “อร่อยมั้ย”

 

     “อร่อยฮะ” แองเจิลล่าส่งยิ้มตาหยีแบบที่ตัวเองชอบทำ

 

     “ตั้งแต่เป็นเด็กเต็มตัวนี่กินอะไรอร่อยขึ้นตั้งเยอะเนอะ ประสาทรับรสดีขึ้นหรือยังไง”

 

     “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”

 

     “ฮ่าๆ”

 

     “แล้วอีกอย่าง... ผมยังไม่ได้เป็นเด็กเต็มตัวเลยนะ”

 

     “หื้ม หมายความว่าไง”

 

     “ท่านนางฟ้าบอกว่า การเป็นมนุษย์เต็มตัวไม่ใช่เรื่องของเนื้อหนัง” แองเจิลล่าหยุดเพียงแค่นี้ ก่อนจะนึกอะไรได้แล้วพูดต่อ “ท่านนางฟ้าบอกว่าต้องมีหัวใจ การมีหัวใจคือการเป็นมนุษย์ แต่ผมไม่มีหัวใจ”

 

     “อืม...” ไอ้เด็กโคลโปครุ่นคิด

 

     “ท่านนางฟ้าบอกว่าข้าต้องตามหาหัวใจของตัวเอง”

 

     ไม่รู้ทำไมทันทีที่แองเจิลล่าพูดจบ ไอ้เด็กโคลโปถึงได้ยิ้มกรุ่มกริ่มขึ้นมาแบบนั้น

 

     “งั้นเดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าตามหาหัวใจของเจ้าเองดีมั้ย”

 

     “ได้เหรอฮะ” ตาใสแวววาวร้องถาม

 

     “ได้สิ” เขาว่าพลางลูบผมนุ่มเล่น

 

     “อือ เอาสิ ผมอยากมีหัวใจ”

 

     “ฮ่ะๆ” โคลโปพิงหลังกับต้นไม้แล้วอมยิ้มให้กับความไร้เดียงสา แองเจิลล่าเผลอเอนตัวซบลงกับอกแกร่งของอีกคน แขนสีแทนจากการกรำแดดยกขึ้นโอบเอวเล็ก ลมที่พัดมาอ่อนๆ ทำเอาทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลาย เปลือกตาเริ่มหนัก เด็กน้อยปล่อยตัวเองสู่ห้วงนิทราโดยยังกอดกันไม่ปล่อย

 

     ผมมองท่าทางของทั้งคู่ด้วยความอบอุ่นใจ อยากให้เจ้าเด็กน้อยของผมมีเจ้าเด็กนี่ดูแลกันและกันตลอดไปแบบนี้ก็คงจะดี ผมหมายถึงว่าถ้าไอ้เด็กนี่มันเจ้าเล่ห์น้อยลงกว่านี้อะนะ

 

     ฟ้าเริ่มค่อยๆ มืดแล้ว โคลโปตื่นขึ้นก่อน แล้วร้องปลุกอีกคน กว่าจะลากคนตัวเล็กให้ลุกเดินตามมาได้ก็ทำเอาเหนื่อยพอดู

 

     “ยังอยากนอนอยู่เลยยยย ปลุกขึ้นมาทำไมฮะ” เสียงอู้อี้ร้องบอก มืออีกข้างนึงถูกโคลโปดึงให้เดินตาม ส่วนมืออีกข้างยังคงขยี้ตาตัวเอง

 

     “มาเถอะ แล้วจะชอบ”

 

     “หือ” แองเจิลล่าเริ่มรู้สึกตัวตื่นเต็มที่ เมื่อโคลโปพาเดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม แสงสีจากเวทีตรงหน้าส่องสว่างจนตัวเองต้องขยี้ตาอีกรอบ

 

     โคลโปล้วงกระดาษสองแผ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งให้มนุษย์ที่มีหูเหมือนแมว แองเจิลล่าส่งยิ้มให้คนนั้นเพราะรู้ได้ทันทีว่าเขาก็ได้รับพรนางฟ้าเช่นเดียวกัน มนุษย์หูแมวมองกระดาษนั้นเสร็จก็พยักหน้า ดึงเชือกกั้นออก แล้วผายมือให้ทั้งคู่เดินเข้าไป

 

     เจ้าเด็กน้อยเพิ่งระลึกได้ว่าโคลโปพาเขามาที่ไหน เขามองเห็นเวทีใหญ่ยักษ์ข้างหน้า ประดับไปด้วยแสงไฟสีเหลือง ผ้าม่านสีแดงผืนใหญ่ปิดหน้าเวทีไว้มิด ผมเองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

 

     “พาผมมาดูอะไรเหรอฮะ”

 

     “เดี๋ยวก็รู้” โคลโปส่งยิ้มให้อีกคน สายตายังจับจ้องอยู่บนเวที แองเจิลล่าที่ยังสงสัยสอดส่ายสายตาไปทั่ว ทันใดนั้นเองก็พบใบหน้าและร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ทางขวามือไกลๆ

 

     วิเซนโซ และครอบครัว

 

     แองเจิลล่าจ้องและพิจารณาอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะตอนนี้วิเซนโซดูเหมือนจะไม่มีขนสีส้มๆ ตามตัวอีกต่อไป ส่วนพ่อแม่ของเขาก็เดินสองขาเหมือนมนุษย์ แม้จะยังมีขนส้มๆ ตามตัวอยู่ ได้เห็นแบบนี้ถือว่าเป็นสัญญาณว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแล้วสินะ

 

     แองเจิลล่าอยากจะตะโกนเรียกวิเซนโซ แต่ก็เกิดเกรงใจโคลโปขึ้นมา จึงปล่อยให้เขาและครอบครัวสุนัขจิ้งจอกเดินไปอีกทาง แค่ได้เห็นว่าพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นเขาก็ดีใจมากๆ แล้ว

 

     เสียงปรบมือพร้อมเสียงเฮดังขึ้นเรียกความสนใจของผมและแองเจิลล่ากลับไปทางเวที คนเริ่มเบียดเข้าใกล้เวทีขึ้นเรื่อยๆ โคลโปดึงตัวของอีกคนเข้ามา จับให้แองเจิลล่ายืนอยู่ข้างหน้า ส่วนตัวเขาเองยืนช้อนเอวอยู่ด้านหลัง หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนชั้นยอดว่า ห้ามไม่ให้เจ้าเด็กน้อยคลาดสายตาอีก

 

     ผ้าม่านผืนใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เสียงเฮและเสียงปรบมือดังขึ้นหลายเท่า เบื้องหลังผ้าม่านคือร่างเล็กๆ ของนักแสดงที่เต้นออกมาพร้อมเสียงดนตรีที่เล่นอยู่ข้างเวที

 

     “ดิเอทนี่!” แองเจิลล่าร้องด้วยความตกใจ

 

     “จำได้ว่าชอบดูแสดงหุ่นกระบอกใช่มั้ย ตอนนี้เขาได้เป็นเด็กเต็มตัวแล้วนะ แถมเต้นเก่งกว่าเดิมอีกแหนะ ชอบมั้ย”

 

     “ชอบฮะ ชอบมากๆ เลย” แองเจิลล่าตอบเสียงดังแข่งกับดนตรี ตายังคงจับจ้องกับการแสดงบนเวที ศีรษะเล็กโยกไปมาตามจังหวะ

 

     โคลโปชอบตอนนี้ที่สุด

 

     ไม่ได้หมายถึงการแสดงตรงหน้าหรอก แต่หมายถึงเขาชอบรอยยิ้มของแองเจิลล่าเวลามีความสุข ชอบเสียงหวานๆ เวลาร้องเพลงและมันดังก้องอยู่ข้างๆ หู และก็ชอบความรู้สึกที่ผมสีน้ำตาลนุ่มของแองเจิลล่าคลอเคลียอยู่บนแก้มของเขาต่างหาก

 

     เขากระชับแขนให้แน่นขึ้น ก้มหน้าลงสูดกลิ่นผมหอมของแองเจิลล่าอย่างฉวยโอกาส

 

     โคลโปคงยังไม่รู้ว่านักแสดงบนเวทีไม่ใช่แค่ศิลปินที่แองเจิลล่าชื่นชอบ แต่เป็นคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขตามวิถีหุ่นกระบอกด้วยกันมาแล้ว

 

     แต่แองเจิลล่าคงยังไม่รู้เหมือนกันว่ากว่าโคลโปจะได้ตั๋วเข้าชมรอบนี้มายากเย็นขนาดไหน ก็วันที่เขาคลาดสายตาจากแองเจิลล่าจนไปเจอสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ คือวันที่เขาไปขอร้องเพื่อนจนได้ตั๋วมา

 


     เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งเมื่อการแสดงจบ เหรียญถูกโยนขึ้นไปบนเวทีต่างรางวัลชมเชย แองเจิลล่าอยากจะเดินตามดิเอทไปหลังเวทีเพื่อทักทายสักหน่อย แต่ก็โดนโคลโปลากออกมาเสียก่อน

 

     “ไปไหนฮะ อยากไปเจอดิเอทจังเลย”

 

     “จะไปเจอเขาทำไม”

 

     “ก็อยากเจอนี่หน่า”

 

     “ไม่หิวรึไง”

 

     ได้ยินแบบนั้นแองเจิลล่ารีบจับท้องตัวเอง พอรู้สึกว่ามันครืดๆ ก็เลยเงียบไปซะอย่างนั้น

 

     “ไม่เถียงแล้วเหรอ” โคลโปหันมาถาม ทำหน้ากวน

 

     “อือ กะ... ก็หิว”

 

     “ฮ่าๆ เด็กน้อยเอ้ย มา กินนี่กัน”

 

     โคลโปพาเขาเดินมาที่ร้านรถคล้ายๆ กับเมื่อบ่าย แต่สีสันไม่สดใสเท่าไหร่ เขาสั่งลาซานญาเนื้อแกะกับถั่วลันเตามาหนึ่งถาด กลิ่นหอมทำให้แองเจิลล่าอดใจแทบเอาส้อมจิ้มแทบไม่ไหว แต่โคลโปลากเขาไปนั่งกินที่อื่นซะก่อน

 







     เขาพาแองเจิลล่าเดินขึ้นไปบนเนินเขาเตี้ยๆ บนนี้เงียบสงบ ไม่มีคนสักคน มองลงไปจากตรงนี้ก็จะเห็นเมืองที่พวกเขาเพิ่งเดินมาพอดี ท้องฟ้ามืดแล้ว บ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ เริ่มเปิดไฟกันสวยงาม มองจากตรงนี้เหมือนได้มองดาวที่อยู่บนพื้นดิน ในขณะเดียวกันเนินเขาแบบนี้ก็ทำให้พวกเขาเห็นท้องฟ้าได้ใกล้ขึ้นกว่าเดิม

 

     “รู้แล้วว่าหิว ใจเย็นๆ หน่า” โคลโปทิ้งตัวลงกับพื้นหญ้าตามแองเจิลล่าที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ส่งส้อมให้อีกคนแล้วค่อยๆ แกะฟอยล์กันความร้อนออกพร้อมกิน

 

     “พามาบนนี้ทำไมฮะ” เขาพูดพร้อมตักลาซานญาเข้าปาก

 

     “ไม่ชอบเหรอ”

 

     “ชอบฮะ สวยมากๆ เลย แถวบ้านเราไม่มีไฟแบบนี้เลยเนอะ”

 

     “อืม” เขาพูดพลางช่วยตัดลาซานญาแล้วป้อนให้อีกคน

 

     “เดี๋ยวมีอะไรสวยๆ กว่านี้ให้ดูอีก”

 

     “อะไรเหรอฮะ” คนถามเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

 

     “คอยดูแล้วกัน :)”

 

     ไม่นานลาซานญาแสนอร่อยก็ลงไปนอนรอในท้องของทั้งคู่ โคลโปยังไม่พาเด็กน้อยไปไหน ยังคงนั่งอยู่บนพื้นหญ้า มองลงมาชมไฟของเมืองใหญ่ไม่รู้จักเบื่อ

 

     “สรุปว่ามีอะไรให้ดูเหรอฮะ”

 

     “อีกแป๊บเดียว...”

 

     เขาพูดเพียงแค่นั้น ไม่นานก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากเมืองข้างล่าง เห็นแสงสีขาวพุ่งขึ้นจากพื้นสู่ที่สูง ก่อนจะระเบิดบนท้องฟ้าเป็นสีสันสดใส

 

     โคลโปเขยิบเข้าไปชิดแองเจิลล่า แล้วกระซิบ “เขาเรียกว่าพลุ”

 

     เสียงพลุดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ตาใสมองท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้น แม้จะมีเสียงดังหลายครั้งจนตัวเองต้องยกมือขึ้นมาอุดหู แต่ก็อดดูต่อไม่ได้ เพราะมันช่างสวยงามเหลือเกิน มือของโคลโปที่เลื่อนขึ้นมาโอบไหล่ทำให้แองเจิลล่ารู้สึกปลอดภัยกว่าเดิม และดูโชว์ดอกไม้ไฟจนจบการแสดง

 

     “สวยมาก” เสียงหวานหันมาร้องบอกเมื่อท้องฟ้าสงบลง

 

     “ชอบมั้ย”

 

     “ชอบฮะ ชอบมากๆๆๆๆๆ เลยฮะ ที่บ้านเราไม่มีแบบนี้เลยอ่า”

 

     เป็นอีกครั้งที่โคลโปยิ้มเมื่อได้ยินคำว่า บ้านเรา

 

     มือหนาเอื้อมเอามือของอีกคนมากุมไว้ แล้วยกขึ้นมาวางที่อกข้างซ้ายของตัวเอง

 

     “หัวใจ” แองเจิลล่าพูดเมื่อรู้สึกถึงสิ่งที่ขยับอยู่ในนั้น

 

     “อืม หัวใจ”

 

     “ข้าสัญญาว่าว่าต่อไปนี้จะช่วยเจ้าตามหาหัวใจให้ได้”

 

     “ขอบคุณฮะ”

 

     “ไว้ใจข้านะ”

 

     “ฮะ”

 

     ผมกรอกตาขึ้นฟ้า ลืมไปแล้วสินะว่าผมก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้เนี่ย แล้วอารมณ์ไหนของมันวะ ดูพลุจบอยู่ดีๆ ก็ตัดเข้าเรื่องตามหาหัวใจอะไรซะงั้น

 

     “พูดอย่างกับหัวใจมันหาได้ง่ายๆ งั้นแหละ” ผมตะโกนด่ามันลอยๆ

 

     “ฮ่าๆ” ไอ้เด็กโคลโปหัวเราะ แล้วมันก็เสตามามองผม

 

     มันหัวเราะอะไรวะ เฮ้ย แล้วมองผมแบบนั้นทำไม

 

     “มองอะไร อย่าบอกนะว่าได้ยินที่ฉันพูดเนี่ย เหอะ”

 

     มันจ้องผมจริงจังแล้วยิ้มให้

 

     แต่ผมยิ้มไม่ออก

 

     เฮ้ย อย่าบอกนะว่ามันได้ยินผมอะ

 

     ผมกระโดดไปเกาะไหล่ของแองเจิลล่าเพื่ออยู่ระดับเดียวกับไอ้เด็กโคลโป จ้องหน้ามันอย่างหาเรื่อง

 

     “ได้ยินเสียงฉันเหรอวะ พูดออกมาสิ ไอ้เด็กบ้า”

 

     ผมเห็นมันกลั้นยิ้ม มองมาทางผม

 

     “ยิ้มอะไรฮะ”

 

     “เปล่า...”

 

     หนอยแน่ นี่มันได้ยินเสียงผมมาตลอดแต่ทำเป็นไม่รู้เรื่องเหรอ

 

     “โคลโปจับของผมบ้างสิฮะ ผมมีหัวใจมั้ย มันขยับเหมือนของโคลโปรึเปล่า” เจ้าตัวน้อยว่าแล้วจับมืออีกคนมาวางที่อกข้างซ้ายของตัวเอง

 

     “อย่านะ ห้ามจับนะ ไอ้เด็กฉวยโอกาส!” ผมตะโกนดัง

 

     “จะจับ ฮ่าๆ” มันพูด

 

     เฮ้ย เนี่ย มันได้ยินที่ผมพูด แต่มันทำเป็นไม่ได้ยินมาตลอดเหรอ หนอยแหนะ ไอ้เด็กเจ้าเล่ห์

 

     “พูดอะไรรึเปล่าฮะ”

 

     “เปล่าๆ”

 

     “ว่าไงฮะ มันขยับมั้ย ผมมีหัวใจมั้ยฮะ” แองเจิลล่าพูดอย่างมีความหวัง

 

     “ไม่นะ...”

 

     “ง่า แย่จัง” คนน่ารักคอตก

 

     “แต่มีวิธีให้หัวใจเต้นอยู่นะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างมีเล่ห์นัย

 

     “ยังไงฮะ”

 

     “ไม่ต้องเลยนะไอ้เด็กเลว”

 

     “ฮ่าๆ”

 

     “ขำอะไรฮะ”

 

     “ไม่มีอะไร มานี่ ขยับมา”

 

     เสียงทุ้มว่า อีกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย มือหนายังคงวางไว้บนตำแหน่งอกข้างซ้ายของแองเจิลล่าเหมือนเดิม ใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้าใกล้ ริมฝีปากสัมผัสลงบนอวัยวะนุ่มหยุ่นของอีกคน มืออีกข้างจับมือนุ่มขึ้นมาให้ลองจับอกข้างซ้ายของตัวเอง มันเต้น และเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ต่างฝ่ายต่างจับหัวใจของกันและกัน ราวกับว่าเป็นการรักษาสภาวะไร้หัวใจจากหมอคนเก่ง

 

     ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก

 

     โคลโปถอนใบหน้าออกมาอย่างอ้อยอิ่ง เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ

 

     “หัวใจเต้นแล้ว”

 

     “จริงเหรอฮะ”

 

     “จริง ลองจับดู” มือหนายกมือที่อยู่บนอกตัวเองให้ทาบลงไปบนอกของเจ้าตัว

 

     ตึก ตัก

 

     “ฮื่อ เต้นจริงๆ ด้วย”

 

     “เมื่อกี้เต้นแรงกว่าอีก”

 

     “เหรอฮะ”

 

     “ใช่สิ”

 

     “งั้นแปลว่าถ้าเราเอาหน้าเข้าใกล้กัน หัวใจผมจะขยับแรงใช่มั้ยฮะ”

 

     “อืม คงงั้นมั้ง”

 

     “งั้นลองอีกทีได้มั้ยฮะ”

 

     ผมรีบตะโกนห้าม และยิ่งเห็นแววตายิ้มขำของไอ้เด็กนั่นด้วยแล้ว “ไม่ต้องเลย! แองเจิลล่า พอเลย!”

 

     “ได้สิ อีกกี่รอบก็ได้”

 

     สิ้นเสียงอนุญาต คราวนี้กลายเป็นใบหน้าหวานที่เคลื่อนเข้าใกล้แทน แต่ไม่กล้าประกบริมฝีปากลงไปอยู่ดี แค่นี้มือของเขาก็รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นโครมครามมากพอแล้ว

 

     “ไม่กล้าเหรอ”

 

     “ปะ... เปล่า เอ้ย ชะ... ใช่ฮะ ไม่กล้า” เจ้าเด็กน้อยรีบแก้ตัวก่อนจะเผลอโกหกออกไป

 

     “หึ” ริมฝีปากยกยิ้มแล้วค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปสัมผัสอวัยวะสีชมพูนุ่มนิ่มนั่นเอง

 

     ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก

 

     ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก

 

     มือของแองเจิลล่ารู้สึกแล้ว รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองจะหลุดออกมาให้ได้

 

     ปุ้ง!

 

     เสียงพลุดังขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ใครเป็นคนทำลั่นขึ้นมาผิดจังหวะ แต่มันก็เป็นภาพที่สวยงามที่สุด

 

     แองเจิลล่าเป็นคนถอนหน้าออกมาเองเพราะรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ มือหนาลูบผมนิ่ม ก่อนจะเอ่ย

 

     “มีหัวใจแล้วนะเรา”

 

     “ฮะ” หน้าหวานก้มหน้างุดๆ ด้วยความเขิน แก้มใสขึ้นสีกว่าเดิม

 

     “ขอบคุณนะฮะที่ช่วยหา”

 

     “อืม”

 

     “ไม่เห็นจะช่วยหาอะไรเลย เห็นแต่เอาเปรียบคนอื่น หึ” ผมตะโกนร้องด่าอีก

 

     “ขอโทษ” มันหันมาพูดกับผม หึ ยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าก็ได้ยินเสียงผม

 

     “แต่สัญญาว่าจะดูแลอย่างดี”

 

     “ทั้งตอนนี้... และตลอดไป...”

 

     “เออ! ก็เขามาเกิดบ้านแกแล้วนี่ ต้องดูแลให้ดี เข้าใจมั้ย” ผมชี้แขนจิ้งหรีดด่ามัน

 

     “ฮ่าๆ” กลับเป็นเสียงใสของแองเลิลล่าที่ขำออกมาแทน

 

     “อย่าทะเลาะกันได้มั้ย สองคนนี้”

 

     “ก็ไม่อยากทะเลาะหรอก แต่ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงกันตั้งนานแบบนี้มันหยามหน้ากันมาก”

 

     “ฮ่าๆ” มนุษย์หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้จิ้งหรีดอย่างผมหัวเสีย

 

     “ดูแลแองเจิลล่าให้ดี สัญญามาสิ ยังไม่พูดว่าสัญญาเลยนะ”

 

     “สัญญาไปตั้งนานแล้ว ฟังบ้างมั้ยเนี่ย”

 

     “เอ๊ะ เถียงฉันเหรอ ไอ้เด็กนี่”

 

     “ฮ่าๆ”

 

     “สัญญา” มันตอบ แต่หันไปสบตาแองเจิลล่าแทน

 

     “สัญญาจะดูแลให้ดีที่สุด” มือหนายกขึ้นมาเกลี่ยแก้มใสด้วยความเอ็นดู

 

     “แล้วก็อย่าฉวยโอกาสให้มาก นี่น้อง!”

 

     “น้องที่ไหน ใครบอกว่าจะเกิดมาเป็นน้อง”

 

     “พ่อเอ็งไง”

 

     “ก็เรื่องของพ่อ”

 

     “ฮ่าๆ” เสียงใสๆ หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง

 

     “อันนี้ไม่สัญญา”

 

     “ไอ้เด็กเลว!!!!” ผมชี้หน้ามันอีกที แล้วกระโดดหมายจะไปเกาะมัน แต่มันไวกว่า ดันลุกหนีทัน ผมไล่เกาะมัน แต่มันก็วิ่งหนีอีก สุดท้ายกลายเป็นว่าผมวิ่งไล่มันอยู่กว่าห้านาที โดยมีเสียงหัวเราะของแองเจิลล่าเป็นเพลงประกอบ

 

     หงุดหงิดจัง ผมต้องคอยดูแลเจ้าเด็กน้อยนี่ไปเรื่อยๆ สินะ แต่ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าแองเจิลล่าก็ดูมีความสุขดี ดูสิ เจ้าเด็กน้อยของผมยิ้มหน้าบานไปหมดแล้ว ส่วนเจ้าเด็กโคลโปนี่ก็... เออ... ไม่แย่หรอกมั้ง... ถ้ามันสัญญาว่าจะดูแลแองเจิลล่า ในฐานะน้อง หรืออะไรก็ตาม เออ... ช่างเหอะ ทำอะไรไม่ได้นี่ ผมมันแค่จิ้งหรีด

 











จบบริบูรณ์

 







จบแล้วฮ่าาาาา ;-; ฟิคสั้นอารมณ์ชั่ววูบ แต่ยาวถึง 6 ตอนซะงั้น ขอบคุณทุกคนที่ติดตามจนจบนะคะ อาจจะมีอะไรขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง ติชมได้เหมือนเดิมค่ะ ชอบแบบจอยมากกว่าหรือบรรยายมากกว่าก็รีเควสได้นะคะ เจอกันใหม่ฟิคเรื่องหน้าค่ะ ;-;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น

  1. #3 ตะไม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 19:38
    อบอุ่นหัวใจมากๆๆ น่ารักมากกๆๆ สนุกมากๆๆๆ ไรท์เก่งมากๆเลยค่
    #3
    0