Pinocchio (coupshan)

ตอนที่ 5 : 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 มี.ค. 62

 Inspired by Pinocchio - Carlo Collodi






     “ไม่น่าไว้ใจแล้วแบบนี้ พาเข้ามาถึงในป่าแล้วนะ” ผมกระซิบที่ข้างหูของแองเจิลล่า พยายามเบาเสียงไม่ให้เจ้าจิ้งจอกได้ยิน ตั้งแต่รู้ว่ามันได้ยินเสียงของผมด้วย ผมยิ่งต้องระวังมากกว่าเดิม

     “จะถึงแล้ว” ผมได้ยินเสียงมันที่เดินนำหน้าหันมาบอกเราสองคน

     “กลับกันเถอะก่อนจะสายเกินไป” ผมใช้มือจิ้งหรีดของผมจิ้มลงที่ไหล่ แองเจิลล่าร้องโอ้ย เพราะตรงนั้นเป็นเนื้อหนังมนุษย์

     “มาถึงขนาดนี้แล้ว รับปากไปแล้ว จะกลับได้ยังไงบู” เจ้าเด็กน้อยเถียงกลับมา ผมอยากจะแปลงร่างเป็นเจ้ายักษ์ตัวเมื่อวานจะได้อุ้มแองเจิลล่ากลับบ้านได้ แต่ด้วยสภาพนี้ แค่จะดึงมือกลับผมยังทำไม่ได้เลย ผมเริ่มจะรู้สึกผิดที่ได้เป็นสติสัมปชัญญะของเจ้าเด็กนี่แล้วนะ รู้งี้น่าจะเสนอชื่อเจ้าฟิกาโร่ซะยังจะดีกว่า อย่างน้อยแมวก็น่าจะอ้อนให้กลับบ้านเก่งกว่าจิ้งหรีดหน้าตาน่าเกลียดอย่างผม

     


     วิเซนโซหยุดเดิน แล้วตะโกนเรียก “พ่อ แม่ ข้ากลับมาแล้ว”


     รู้ตัวอีกทีเราทั้งสามก็มาหยุดยืนที่กลางป่า ต้นไม้สูงใหญ่จนบังพระอาทิตย์ยามเย็นจนเกือบมิด แสงแดดที่ส่องลงมาน้อยนิดทำให้ผมมองอะไรตรงหน้าไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่สักพักผมก็เห็นสุนัขจิ้งจอกสองตัวเดินสี่ขาออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ และแถมด้วยสุนัขจิ้งจอกอีกสิบกว่าตัวเดินสี่ขาตามหลังมา

  

     ผมกลัวจนฉี่แทบแตก


     “พาอาหารเย็นมาให้เหรอ ลูกรัก” สุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่ที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นตัวพ่อถามออกมาด้วยประโยคที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตร

     ถ้าจิ้งหรีดมีขน ผมว่าตอนนี้ผมคงจะขนลุกซู่

     “ไม่ใช่อาหาร พ่อ นี่คือหุ่นกระบอกที่ได้รับพรจากนางฟ้า” วิเซนโซตอบพ่อด้วยเสียงอ่อนโยน พยายามโน้มน้าวให้พ่อและจิ้งจอกตัวอื่นๆ ให้หยุดเดินเข้ามาใกล้ไปกว่านี้

     แล้วก็ได้ผล เพราะขาของทุกตัวหยุดชะงัก

     “หุ่นกระบอกตัวนี้เล่าให้ข้าฟังว่า ถ้าเราทำความดี เราก็จะได้พรจากนางฟ้า และถ้าข้าทำความดีแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ข้าก็จะได้พรเพิ่มอีก และจะได้เป็นคนขึ้นมาจริงๆ” วิเซนโซสาธยายต่อ

     “ใช่ครับ ตอนแรกผมเป็นหุ่นกระบอกที่มีแค่ชีวิตเฉยๆ แต่ตอนนี้ท่อนบนของผมมีเนื้อของมนุษย์แล้ว” แองเจิลล่าถอดเสื้อคลุมออกไม่บอกไม่กล่าว ทำเอาผมเกือบตกลงจากไหล่ แต่โชคดีที่เกาะผ้าเอาไว้ได้ เจ้าเด็กน้อยโชว์แขนที่มีเนื้อของมนุษย์ให้พวกจิ้งจอกดูอย่างภูมิใจ

     ผมหลับตาปี๋ ไม่รู้ว่าการโชว์เนื้อหนังมนุษย์ให้จิ้งจอกดูแบบนั้นจะกระตุ้นความหิวของพวกมันขึ้นมารึเปล่า แล้วก็เป็นอย่างที่คิด จิ้งจอกที่เดินตามมาท้ายแถวออกอาการฟัดเฟียดอย่างเห็นได้ชัด

     “แองเจิลล่า ใส่เสื้อเดี๋ยวนี้” ผมตะโกน โชคดีที่คราวนี้เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่าย

     “ทำความดีรึ ก็เท่ากับทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นสุนัขจิ้งจอกไปน่ะสิ” จิ้งจอกตัวแม่พูดออกมา ผมมีลางว่าการโน้มน้าวครั้งนี้คงไม่ง่าย

     “พวกเราจะไม่ทิ้งความเจ้าเล่ห์ของพวกเราไปหรอก นี่เป็นเครื่องหมายของการเป็นสุนัขจิ้งจอก เจ้ามันอ่อนแอ วิเซนโซ” จิ้งจอกอีกตัวที่อยู่หางแถวตะโกนขึ้นมา มีหลายตัวทำเสียงเห็นด้วยตาม

สถานการณ์เริ่มมาคุ ผมถอดหมวกทรงสูงบนหัวลงมาแนบอกแล้วหลับตา แทบจะเตรียมไว้อาลัยให้กับชีวิตของตัวเอง


     “ไหนๆ ก็พาเพื่อนมาแล้ว เราไม่อยากให้เสียเที่ยวเลย” จิ้งจอกสาวที่ยืนเงียบอยู่นานร้องบอก แต่ไม่ว่าเปล่า มันเดินอาดๆ เข้ามาประชิดตัวแองเจิลล่า สูดหายใจเข้าลึก ราวกับจะสูดดมกลิ่นของมนุษย์เข้าไปให้ชื่นปอด แต่วิเซนโซเข้ามาบังไว้ได้ทัน ก่อนที่มันจะทำอะไร

     “อย่าแตะต้อง แองเจิลล่าคือเพื่อนของข้า” มันเอ่ย แต่จิ้งจอกอีกสองสามตัวที่อยู่ข้างหน้าไม่ฟัง มันเดินอาดๆ เข้ามาใกล้อีก สองมือมนุษย์ของวิเซนโซจับเจ้าสองสามตัวนั้นโยนออกไป เพราะว่าเป็นมนุษย์ แรงของวิเซนโซจึงมีเยอะกว่า

     ไอ้จิ้งจอกสาวเดินประชิดเข้ามาอีก จิ้งจอกอีกห้าหกตัวด้านหลังเดินตามหลังมาติดๆ พวกมันเริ่มรุมเข้ามา วิเซนโซจับพวกมันโยนออกไปทีละตัว ทีละตัว 

     


     แองเจิลล่าเริ่มตัวสั่นจนผมที่อยู่บนไหล่รู้สึกได้ เจ้าเด็กน้อยถอยหลังทีละก้าว ทีละก้าว มองวิเซนโซที่โยนจิ้งจอกออกไป แต่พวกมันมีมากเกินจนเขาเริ่มไม่ไหว

     

     ไอ้จิ้งจอกสาวได้โอกาสที่วิเซนโซเผลอ กระโดดคร่อมร่างวิเซนโซจนเซล้ม หมายจะกัดให้หลีกทางไป แต่เสียงของจิ้งจอกสองตัวก็ห้ามขึ้นมาก่อน


     “หยุด” “หยุด” ผมเดาว่านั่นคือเสียงของพ่อแม่วิเซนโซ

     “หยุดเดี๋ยวนี้ วิเซนซ่า” เขี้ยวของจิ้งจอกสาวชะงัก ไม่ทันได้กัด หันขวับมามองต้นเสียง มันเริ่มกลัว ถอยกรูดออกจากร่างของวิเซนโซ

     “เหยื่อเป็นเพื่อนของลูกข้า ข้าคงต้องปล่อยไป” จิ้งจอกตัวโตสุด หรือพ่อของวิเซนโซ (ผมเดานะ) พูดออกมา

จิ้งจอกสาวจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

     “แล้วอย่าทำน้องแบบนั้นอีก” จิ้งจอกตัวแม่ที่ผมเดาอีกว่าเป็นแม่ของวิเซนโซพูดกับจิ้งจอกสาว

     อ้าว พี่น้องกันรึ



     “รีบไปก่อนที่พวกข้าจะเปลี่ยนใจ” พ่อของวิเซนโซกล่าวเสียงเย็น

     “รีบไปกันเถอะ” ผมรีบจิกเนื้อบนไหล่มนของแองเจิลล่าให้ออกวิ่ง แองเจิลล่าก้มหัวให้กับสองจิ้งจอกที่ไว้ชีวิต สบตากับวิเซนโซทีนึง

     “ผมขอออกไปส่ง” วิเซนโซหันไปถามพ่อกับแม่ เห็นจิ้งจอกสองตัวนั้นพยักหน้าแล้วผมถอนหายใจโล่งอก

     วิเซนโซก้มตัว วางมือสองข้างกับพื้น ทำท่าเหมือนจะเดินสี่ขา

     “ขึ้นมาสิ” มันพูด

     ว๊อทททททททททททททท ให้ขี่หลังจิ้งจอกเหรอ

     แองเจิลล่าทำหน้างง แต่ก็ยอมขึ้นหลังของวิเซนโซแต่โดยดี

     “จับแน่นๆ นะ” พูดจบ มันออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต กลัวพ่อแม่ของตนจะเปลี่ยนใจอีก ถ้าเป็นผม ผมก็คงวิ่งป่าราบแบบนี้นี่แหละ ผมเกาะแขนเสื้อคลุมแน่น มันวิ่งเร็วจนผมกลัวตก




     เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาระหว่างที่วิเซนโซวิ่งมาได้ครึ่งทาง ผมตะโกนบอกให้มันหยุดเพื่อหยุดดูแสงนั่น ผมจำได้ชัดเจนว่ามันคือแสงอะไร

     สงของท่านนางฟ้าโจชัว

     ผมกระโดดลงจากไหล่ ก้มลงเอาหัวติดพื้น คราวนี้ท่านมาเพื่อลงโทษแน่ๆ ที่ผมพาเจ้าเด็กน้อยไปถึงฝูงสุนัขจิ้งจอก ผมผิดไปแล้ว

     แสงวาบนั่นกลายร่างเป็นนางฟ้าโจชัว เขาเดินเข้ามาใกล้ ส่งยิ้มให้วิเซนโซและแองเจิลล่า แต่หันมาทำหน้าบึ้งใส่ผม

     “ข้าขอโทษ” ผมเอ่ยออกไปก่อนที่ท่านจะได้ว่าอะไร

     “ข้าเห็นว่าเจ้าทำเต็มที่แล้วบู แต่แองเจิลล่าคงจะดื้อเกินไป” ท่านนางฟ้าพูดเสียงเย็นจนผมเริ่มเดาอารมณ์ไม่ออก

     “ข้าอยากจะลงโทษเจ้านะ แองเจิลล่า แต่บังเอิญว่าการที่เจ้าดื้อเป็นการดื้อเพราะอยากช่วยเหลือผู้อื่น” ได้ฟังนางฟ้าพูดแบบนั้นแล้วผมก็ยิ้มออก แบบนี้เราสองคนคงไม่ต้องโดนลงโทษแล้วมั้ง

     “ฉะนั้น ในเมื่อเจ้าทำความดี มันก็เป็นกฎที่ข้าจะต้องให้พรเจ้าหนึ่งข้อ” ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม หันไปสบตาแองเจิลล่า อวยพรแทนเจ้าเด็กนี่ในใจ ตอนนี้เหลือแค่ท่อนล่างเท่านั้นที่ยังเป็นหุ่นไม้ ผมขอให้นางฟ้าเสกให้เขามีท่อนล่างปกติแบบมนุษย์ด้วยเถิด

     แองเจิลล่ายิ้มกว้างพอๆ กับผม หันไปมองวิเซนโซก่อนจะเอ่ยปากถาม

     “วิเซนโซ ถ้าท่านได้พรหนึ่งข้อ ท่านจะขออะไร”

     “อืม...” วิเซนโซ ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบ “ข้าขอให้ฝูงของข้ามีสติสัมปชัญญ แยกถูกแยกผิดออกมากกว่านี้ก็คงจะดี”

     ผมยิ้มให้กับคำตอบของไอ้เด็กนี่

     “งั้นผมคิดออกแล้วฮะว่าอยากจะขออะไร” แองเจิลล่ายิ้มกว้าง

     อย่าบอกนะ...

     “ผมขอให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกของวิเซนโซมีสติสัมปชัญญะฮะ” ผมโยนหมวกตัวเองทิ้ง ขยำผมอันน้อยนิดบนหัวด้วยความเซ็ง

     ไอ้เด็กนี่จะขอพรให้คนอื่นทำไมวะ

     นางฟ้ายิ้มกว้าง คงประทับใจในคำตอบนางงามของเจ้าตัวเล็ก แต่ผมไม่ประทับใจเอาซะเลย เอาตัวเองไปเสี่ยงแทบตาย แต่สุดท้ายขอพรให้คนอื่นซะงั้น

     “งั้นตามนี้” นางฟ้าชี้คทาไปที่ท้องฟ้า ปรากฏแสงวาบสีส้มบนนั้น

     “เมื่อเจ้ากลับไปหาฝูง เจ้าก็จะได้รับพรนั้นเอง” นางฟ้าหันมาพูดกับวิเซนโซ เขาส่งยิ้มกลับไปให้

     
     “วิเซนโซ วันนี้ข้าก็ได้เห็นความดีของเจ้าเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่เจ้าได้พร เจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนทุกตัวในฝูงให้มีสติมากขึ้น ข้าขอชื่นชม” นางฟ้ายิ้มให้วิเซนโซอีกครั้ง

     “เพราะฉะนั้น ข้าจะให้พรเจ้าหนึ่งขอ” สิ้นเสียงของนางฟ้า ผมไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ไอ้จิ้งจอกที่พาพวกเราเข้าไปเสี่ยงอันตราย ดันได้พรเหมือนกัน ไม่ยุติธรรมเลย

     วิเซนโซยิ้ม หันมาสบตากับแองเจิลล่าเหมือนจะอ่านใจ แล้วเหลือบมามองผมที่กัดฟันกรอดๆ ด้วยความเซ็ง มันคงจะขอให้แขนขาตัวเองไม่มีขนปุยสีส้มสินะ

     “ข้าขอให้แองเจิลล่ามีท่อนล่างเหมือนมนุษย์ครับ” มันพูด ผมหันขวับไปมองมัน แต่มันไม่ได้มองมาที่ผม สายตาของมันจ้องอยู่ที่แองเจิลล่าเท่านั้น เจ้าเด็กน้อยตกใจเล็กน้อย ไม่ทันได้เถียงอะไรกลับไป

     “งั้นก็ตามนี้” นางฟ้าชี้คทาไปที่ขาของแองเจิลล่า แสงวาบเปลี่ยนให้ไม้กลายเป็นเนื้อมนุษย์ในพริบตาเดียว เจ้าเด็กน้อยยิ้มตาหยี ผมดีใจกระโดดโลดเต้น แค่นี้แองเจิลล่าก็กลายเป็นเด็กอย่างสมบูรณ์แล้ว

     “ดีใจด้วยนะแองเจิลล่า เจ้ากลายเป็นเด็กอย่างสมบูรณ์แล้ว” ผมร้องบอก


     “อะแฮ่ม บูเอ๋ย” นางฟ้าพูดขัดขึ้นมา

     “ครับท่านนางฟ้า”

     “คิดว่าการมีเนื้อหนังทั้งตัวแล้วจะกลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเหรอ” นางฟ้าทิ้งคำถามไว้ให้ผมงงเล่น

     “มะ... หมายความว่ายังไงครับ” ผมใจแป๊ว ถามคำถามที่คิดว่าแองเจิลล่าก็อยากรู้ออกไป

     “การมีชีวิตเหมือนมนุษย์น่ะ ส่วนที่สำคัญไม่ใช่เนื้อหนังภายนอกหรอกนะ” นางฟ้าหยุด ก่อนจะพูดต่อ

     “แต่เป็นภายในต่างหาก” นางฟ้าโจชัวชี้คทามาที่อกข้างซ้ายของผม

     หัวใจ” ผมรำพึงเบาๆ

     “ใช่ หัวใจต่างหากที่บอกว่าเรามีชีวิตจริงๆ”

     “แล้วทำอย่างไรผมถึงจะมีหัวใจได้ล่ะฮะ” เสียงใสถามออกไป

     “นั่นแหละปัญหา ข้าเสกหัวใจให้เจ้าไม่ได้ เจ้าต้องตามหาหัวใจของเจ้าด้วยตัวเอง” นางฟ้ายิ้ม

     “เมื่อไหร่ที่หาหัวใจเจอ เจ้าจะได้มีชีวิตเหมือนมนุษย์จริงๆ” นางฟ้าพูดแค่นั้น แล้วหันมามองวิเซนโซที่ตั้งใจฟังอยู่นาน

     “วิเซนโซ ข้าขอให้เจ้าหมั่นทำความดีแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วเราคงจะได้เจอกันอีก” เจ้าจิ้งจอกพยักหน้าหงึกๆ แววตาเต็มไปด้วยความหวัง นางฟ้าก้าวถอยหลังสองก้าว ก่อนแสงวาบจะเกิดขึ้นและหายไปพร้อมกับร่างของเขา

เราทั้งสามยิ้มให้แก่กัน เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้คงอยู่ในใจพวกเราไปอีกนาน ผมเหลือบมองท้องฟ้าที่เพิ่งมืดสนิท เดาว่านาฬิกาที่บ้านของตาแก่เจเพ็ตโตคงเพิ่งตีไปเจ็ดครั้งเพื่อบอกเวลาหนึ่งทุ่มแน่ๆ ผมบอกให้เรารีบออกเดินทางกลับ ก่อนที่ไอ้เด็กโคลโปจะเป็นห่วงไปมากกว่านี้





     

     ไม่นานเราก็มาถึงหน้าบ้านของตาแก่เจเพ็ตโต แองเจิลล่ายืนยันว่าจะลงจากหลังของวิเซนโซตั้งแต่ทางเข้าป่า แต่วิเซนโซยืนยันจะไปส่งถึงบ้านให้ได้ แองเจิลล่าจึงมีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะต้องเดินไปส่งเท่านั้น เขาไม่มีวันขี่หลังจิ้งจอกกลับบ้านแน่ๆ นึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าโคลโปเห็นจะพูดยังไง

     “ขอบคุณและขอโทษนะ” วิเซนโซเอ่ยเมื่อแองเจิลล่าเปิดรั้วกำลังจะเดินเข้าบ้าน

     “ไม่เป็นไร” เจ้าเด็กน้อยตอบ ส่งยิ้มที่น่ารักที่สุดไปให้ เจ้าจิ้งจอกเห็นแบบนั้นก็อดจุมพิตที่หน้าผากมนของอีกคนไม่ได้

     เฮ้ย ไอ้เจ้าเล่ห์นี่ มาหลอกจุ๊บหัวเด็กน้อยของผมได้ยังไงกัน

     แองเจิลล่าส่งยิ้มกลับไปให้อีกรอบ หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดถูกคนหน้าบึ้งที่ยืนรออยู่ในบ้านเห็นหมดแล้ว ทั้งร้อนใจ ทั้งกระวนกระวาย ทั้งกังวล ทั้งเป็นห่วง แทนที่จะรีบกลับเข้าบ้าน แต่มัวยืนคุยกับผู้ชายแปลกหน้าอยู่ได้

     “เราคงได้เจอกันอีก” วิเซนโซพูดลา

     “อืม โชคดี วิเซนโซ”

     “โชคดี” เจ้าจิ้งจอกโบกมือลา แล้วเดินกลับป่าไป




     แองเจิลล่าเปิดรั้วบ้าน เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส อยากจะอวดขาใหม่ให้เจ้าของบ้านดูใจจะขาด แถมไม่รู้ว่าป่านนี้เค้าจะเป็นห่วงไปถึงไหน สงสัยว่าคืนนี้ต้องขอโทษยาวๆ

     แต่เมื่อเปิดเข้ามาในบ้านก็เห็นร่างอีกคนยืนล้างจานอยู่ ไม่มีท่าทีสนใจหรือเป็นห่วงกันเลยสักนิด

     แองเจิลล่าขมวดคิ้ว ผมก็ด้วย

     ไอ้เด็กนี่ ไม่เป็นห่วงกันเลยรึไงวะ


     “กลับมาแล้วฮะ” เสียงขุ่นมัวพูดออกมา จ้องอีกคนไม่วางตา หวังจะให้หันมา เดินมากอดหรือแสดงความเป็นห่วงอะไรสักนิดก็ยังดี

     “อืม” เสียงทุ้มตอบแค่นั้น สายตาและมือยังคงวุ่นวายกับการล้างจานตรงหน้า

     ผมหัวร้อนกว่าเดิม

     “ไม่เป็นห่วงกันเลยรึไง ไอ้เด็กนี่ แย่มาก” ผมตะโกนออกมาเสียงดัง เพราะยังไงมันก็ไม่ได้ยินผมอยู่แล้ว

     มันหันมามองเราสองคนนิดนึง ก่อนจะถาม “กินอะไรมารึยังล่ะ”

     “เกือบจะโดนกินต่างหากเล่าโว้ย” ผมตะโกนเถียงมันอีกรอบ

แองเจิลล่าก็คงน้อยใจไม่แพ้ผม แต่ก็ไม่ตอบคำถามนั่นอยู่ดี เจ้าเด็กน้อยเดินเข้าหลังบ้านไป กะว่าจะอาบน้ำนอนไปเลย จะได้ไม่ต้องสนใจอะไรโคลโปทั้งสิ้น



     พอถึงหน้าห้องน้ำ ผมกระโดดลงจากไหล่ ยืนรออยู่ข้างหน้าเหมือนเดิม ให้เวลาส่วนตัวแองเจิลล่าเต็มที่ อีกอย่าง เจ้าเด็กนี้ก็มีช่วงล่างเหมือนมนุษย์แล้ว ผมไม่อยากเห็นอะไรอุจาทตาสักเท่าไหร่

     แต่ไม่ถึงห้านาทีผมเห็นไอ้เด็กโคลโปนั่นก็เดินตามเข้ามา จู่ๆ มันก็เปิดประตูห้องน้ำเข้าไปพรวดพราด ผมร้องเฮ้ยเสียงดัง ไม่ทันได้ห้ามไว้

     “เฮ้ย!!!!!!!” มันร้องเสียงหลง ผงะออกจากห้องน้ำ แล้วรีบหลบสายตา

     “ทะ... ทำไมช่วงล่างเป็นแบบนั้น ไปทำอะไรมา” มันถามเสียงสั่น ยังไม่ยอมมอง

     เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น งงว่าทำไมอีกคนต้องหน้าแดง พูดจาเสียงสูง ดูเป็นคนละคนกับคนเย็นชาเมื่อกี้นี้

     “ไปทำความดีมา” แองเจิลล่าตอบเรียบๆ แล้วผลักไหล่คนตัวสูงออกไปจากห้องน้ำ มือบางจับกลอนประตูเพื่อดึงปิด

     ปัง

เสียงประตูห้องน้ำปิดดังใส่หน้าเจ้าของบ้าน ผมแอบสมน้ำหน้าที่แองเจิลล่าหัดเย็นชาใส่มันซะบ้าง ปากร้องตะโกนออกไป เพราะยังไงมันก็ไม่ได้ยิน


     “เออ!!! รู้เอาไว้ซะด้วยว่าไปทำความดีมา ไม่งั้นไม่ได้ขาใหม่มาแบบนี้หรอก แต่กว่าจะได้พรก็เกือบตายรู้มั้ย โดนจิ้งจอกรุมเกือบยี่สิบตัว แต่ก็รอดมาได้ จำไว้ ไม่มีแก แองเจิลล่าก็ไม่ตายหรอก หึ แล้วตัวเองล่ะ หายไปไหนมา ไหนบอกจะดูแลแองเจิลล่าไม่ให้คลาดสายตาไง ไอ้คนไม่รักษาสัญญาเอ้ย” ผมสรรหาคำด่าต่างๆ ออกมาด่ายาวยืด ผมคิดว่าถ้าผมเป็นแองเจิลล่าจะด่าอะไรบ้าง พยายามพูดแทนในสิ่งที่แองเจิลล่าไม่ได้บอก บางทีก็แอบคิดว่่าตัวเองเป็นพ่อของเจ้าเด็กนี่ไปอีกคน

     ผมเห็นไอ้เด็กโคลโปทำตาเศร้าศร้อย

     อ้าว มันเป็นไรของมันวะ

     มันเดินกลับเข้าไปในบ้าน ผมไม่ได้เดินตามไปเพราะต้องคอยดูแลแองเจิลล่าหลังอาบน้ำเสร็จ

     


     เจ้าเด็กน้อยใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีก็จัดการตัวเองเรียบร้อย สวมชุดนอนสีขาว มีขนปุยดูน่าอบอุ่น พอสวมเสร็จก็รีบพุ่งตรงไปที่เตียงของตาแก่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน แขนนุ่มนิ่มดึงหมอนข้างๆ เข้ามากอด


    “คืนนี้นอนคนเดียวก็ได้ ไม่เห็นจะง้อเลย” เจ้าเด็กน้อยบ่นพึมพำ


กริิ๊ก แอ๊ดดดดดดด

      

     ผมที่เกาะอยู่บนหัวเตียง ได้ยินเสียงบิดกลอนและเปิดประตูห้องนอนเข้ามาก็หันไปมอง เห็นไอ้เด็กโคลโปยืนกอดหมอนอยู่ แถมทำสายตาออดอ้อน แต่แองเจิลล่าไม่เห็นหรอก เพราะนอนหันหลังให้อยู่ และไม่คิดจะพลิกตัวไปมองด้วย ผมมองเด็กน้อยของผมด้วยความภูมิใจ


ใจแข็งไว้ลูก อย่าไปยอมมัน


     “ขอนอนด้วย” มันพูดเสียงอ่อย คำขอของมันแค่พูดไปงั้นๆ เพราะไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต มันก็รีบแทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มของอีกคน และทิ้งตัวลงนอนสบายใจ

ผมมองแองเจิลล่าที่แกล้งนอนหลับตา ไม่หันไปมอง

หัวทุยๆ ของไอ้เด็กโคลโปซบลงที่หลังของแองเจิลล่าเหมือนจะอ้อน ผมมองกิริยานั้นด้วยความแปลกใจ

แหม มันก็มีมุมแบบนี้เหมือนกันเว้ย

     “เมื่อเย็นหายไปไหนมา เป็นห่วง” มันเงยหน้าขึ้นจากแผ่นหลังของร่างบาง เปลี่ยนเป็นเอาแขนกอดเอวเล็กของอีกคนไว้หลวมๆ แทน

     “เป็นห่วงด้วยเหรอ” เจ้าเด็กน้อยเผลอลืมตาแล้วตอบกลับไป ผมตบหน้าผากตัวเองด้วยความเซ็ง

     ว่าแล้วเชียว ยังไงก็ต้องใจอ่อนให้มันสินะ

     แองเจิลล่าพลิกตัวกลับมา สบตากัน เพราะเจ้าตัวเล็กไม่ได้ดับตะเกียง ทำให้เห็นสีหน้าและแววตาเป็นห่วงของคนตรงหน้าชัดเจน

     “เป็นห่วงสิ เป็นห่วงมากๆ ด้วย” เสียงทุ้มตอบ กระชับแขนให้เอวเล็กเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น มือเล็กๆ ของเจ้าหุ่นกระบอกยกขึ้นจับปลายจมูกของอีกคนเบาๆ คล้ายจะตรวจว่าคนตรงหน้าโกหกรึเปล่า แต่ลืมอะไรไปมั้ย ไอ้เด็กนี้เป็นหุ่นกระบอกซะที่ไหนล่ะ

     โคลโปยิ้มขำ ดึงมือนุ่มนิ่มที่จับอยู่ที่ปลายจมูกตัวเองออก แล้วจับมือนั้นมาทาบแก้มตัวเองคล้ายกับจะอ้อนแทน

     “โกรธเหรอ” มันถาม

     “เปล่า” เสียงใสตอบ ผมได้ยินแบบนั้นก็ภาวนาบางอย่างอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ทันแล้ว จมูกของแองเจิลล่ายาวขึ้นหนึ่งเซนติเมตร

     โคลโปยกยิ้มอย่างผู้ชนะ มือบางกำหมัดแล้วทุบไปที่อกแกร่งของอีกคนแทน

     “โกรธที่ไม่เป็นห่วงเหรอ” มันถามย้ำ

     “บอกว่าเปล่าไง” จมูกของแองเจิลล่ายาวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเซนติเมตร โคลโปเห็นแบบนั้นก็หัวเราะหึๆ ในคอ

     “อย่าโกหกสิเด็กดี” มันยกมือขึ้นลูบผมสีน้ำตาลเข้ม คล้ายจะบอกให้ใจอ่อนลง แล้วมือนั่นก็กลับมาโอบเอวบางอีกรอบ

     “อือ... ก็” แองเจิลล่าลังเล ไม่กล้าสบตา

     “ว่าไง” มันยกยิ้มมุมปาก

     “กะ... ก็โกรธนั่นแหละ ที่ไม่ยอมเป็นห่วง” สิ้นเสียงสารภาพ จมูกไม้ก็หดกลับไปเหมือนเดิม

     “ใครบอกล่ะว่าไม่ห่วง” มันพูดด้วยรอยยิ้ม

     “ก็เห็นไม่สนใจกันเลย” เจ้าตัวน้อยทำหน้างอ ยื่นปากออกมาเป็นเด็กๆ

     “สนใจ แต่ไม่ชอบที่คุยกับคนอื่น” มันพูดแล้วจับมือนุ่มนิ่มของอีกคนมาลูบที่ปลายจมูกตัวเองอีกรอบ “พูดจริงด้วย ไม่ได้โกหก”

     “อื้อ อะไรเล่า ตัวเองไม่ได้เป็นหุ่นกระบอกสักหน่อย โกหกยังไงก็ไม่มีจมูกยื่นออกมาหรอก” เจ้าเด็กน้อยทำหน้างอนกว่าเดิมเมื่อโดนล้อ

     “ทีตัวเองยังคุยกับคนอื่นได้เลย ไม่เห็นสนใจกันมั่ง” แองเจิลล่าบ่นอุบ

     “ใคร ข้าคุยกับใคร” โคลโปเลิกคิ้ว แต่เจ้าเด็กน้อยไม่ตอบ ร่างสูงทบทวนความจำทั้งวันว่าตัวเองคุยกับใครจนไม่ได้สนใจคนตรงหน้าบ้าง นึกไล่ย้อนตั้งแต่เช้า เค้าคุยแต่กับแค่แอนโทนีโอคนเดียว

     “ฮ่ะๆ หมายถึงแอนโทนีโอน่ะเหรอ” เจ้าเด็กโคลโปหัวเราะ และยิ่งหัวเราะดังขึ้นอีกเมื่อได้ยินเสียงหายใจฟึดฟัดของอีกคน แปลว่าเขาเดาถูก

     “แอนโทนีโอเป็นน้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านไง รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ทำไม ไม่ชอบที่ข้าคุยกับเค้าเหรอ”

แองเจิลล่าฟังคำถามแล้วถอนหายใจ “เปล่า”

จมูกของแองเจิลล่ายาวขึ้นอีกแล้ว เจ้าเด็กน้อยรีบตอบปัดๆ ออกมาว่า ความจริงก็ไม่ชอบนั่นแหละ จนจมูกได้หดกลับไปเท่าเดิม

     โคลโปยิ้มจนเหงือกบานไปถึงกรุงโรม ก่อนจะถามย้ำออกมาอีก “ทำไมไม่ชอบล่ะ”

     “มะ... ไม่รู้” คราวนี้แองเจิลล่าตอบความจริง เขาไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมไม่ชอบที่เห็นโคลโปคุยกับคนอื่น

     ร่างหนาเห็นจมูกไม้ไม่ยื่นออกมาก็คิดว่าคงเป็นความจริงที่เด็กตรงหน้าไม่รู้ความรู้สึกของตัวเอง

     แบบนี้ยิ่งน่ารักกว่าเดิม


     จมูกโด่งฝังลงไปที่แก้มนิ่มของอีกคน สูดดมเอาความหอมและความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เข้าไปเต็มปอด รู้สึกเอ็นดูคนตรงหน้าอย่างสุดหัวใจ

     “ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร วันหลังจะสอนให้ว่าทำไมถึงไม่ชอบ” มันพูดอย่างมีเล่ห์นัย ไม่ใช่แค่น้ำเสียง แต่สายตาก็ด้วย แม้แองเจิลล่าจะแปลสายตานั้นไม่ออก แต่คนแก่อย่างผมรู้ดีว่ามันคืออะไร

     “ไอ้เด็กเจ้าเล่ห์ แกนี่ไม่ต่างอะไรกับสุนัขจิ้งจอกพวกนั้นเลยนะ” ผมด่ามันลอยๆ

     “แล้วสรุปคนที่ยืนคุยอยู่ที่หน้าบ้านคือใคร” มันถามต่อ

     “วิแซนโซ เพื่อนที่โรงเรียนไง เป็นครึ่งคนครึ่งสุนัขจิ้งจอก เขาทำให้ผมได้ขาใหม่มาวันนี้ด้วยแหละ นี่ ยังไม่ได้อวดเลยนี่หน่า” แองเจิลล่าเด้งตัวขึ้นมา ถกขากางเกงขึ้นให้ดู เห็นผิวขาวเนียนละเอียดภายใน โคลโปไม่ได้ลุกขึ้น ได้แต่เหลือบมองผ่านๆ เพราะเห็นหมดแล้วตอนพรวดพราดเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป

     “แล้วทำไมมันต้องจุ๊บหัวเราด้วย” โคลโปจ้องตาเขม็ง

     “จุ๊บหัวเหรอ คืออะไรฮะ”

     แองเจิลล่าถามด้วยความสงสัย ไอ้เด็กโคลโปจึงสบโอกาสสาธิตให้ดู

     ผมกรอกตามองบน อยากจะมอบรางวัลเจ้าเล่ห์แห่งปีให้ชนะพวกจิ้งจอกไปเลย

     “แบบนี้ไง”

     “อื้อ ก็... โคลโปก็ทำแบบนี้กับผมนี่ วิเซนโซก็ทำได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” เจ้าตัวน้อยตอบออกไปเท่าที่ตัวเองรู้

     “ไม่ได้” มันว่าเสียงแข็ง

     เจ้าเป็นของข้า” มันว่าต่อ “คนอื่นทำไม่ได้ ข้าเป็นเจ้าของ ข้าทำได้คนเดียว เข้าใจมั้ย”

     “จะ... เจ้าของเหรอ” แองเจิลล่ารู้สึกหน้าร้อนผ่าวกับคำนี้อีกแล้ว

     “ใช่” มันตอบแล้วเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้

     “ตรงนี้เป็นของข้าต่างหาก” มันพูดแล้วประทับริมฝีปากไปที่หน้าผากมนอีกครั้ง

     ตึก ตัก

     “ตรงนี้ก็เป็นของข้า” มันพูดอีก แล้วฝังจมูกลงไปบนแก้มนิ่มสองข้าง

     ตึก ตัก ตึก ตัก

     “และตรงนี้... ก็เป็นของข้า” มันพูดช้าลงเพื่อจะสื่อความหมายบางอย่าง ค่อยๆ เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ขึ้น ประทับริมฝีปากหยักของตนลงบนริมฝีปากสีชมพูนุ่มนิ่มของคนตรงหน้า และอีกครั้ง มันจูบย้ำๆ สองสามที คราวนี้ไม่ใช่เพื่อสำรวจความนุ่มนิ่ม แต่มันกำลังประทับตราจองว่าตรงนี้เป็นของใคร และจูบย้ำซ้ำๆ เพื่อเตือนใจเจ้าเด็กน้อยตรงหน้าว่าอย่าให้ใครมาทำแบบนี้อีก

ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก

     “อะ... อื้อ” เจ้าเด็กน้อยส่งเสียงครางประท้วง รู้สึกมีบางอย่างหวิวๆ ในอกเหมือนจะระเบิดออกมา

หรือว่าเขาจะป่วยนะ

     โคลโปตัดใจถอนริมฝีปากออก จ้องมองอีกคนด้วยสายตาหวงแหน แม้อีกคนจะไม่สบตากลับมาเลยก็ตาม เขาเห็นเจ้าเด็กน้อยก้มหน้างุดๆ สายตาทำเป็นสนใจขาใหม่ของตัวเอง ทั้งๆ ที่ดูก็รู้ว่าเขิน

แต่คงจะไม่รู้จักอาการเขินใช่มั้ยเนี่ย

     “แล้วไปทำอะไรมาถึงได้ขาใหม่มาได้” มันถามเพื่อทำลายความเงียบ และเผื่อว่าคนตรงหน้าจะหายเขินไปได้บ้าง

     “งะ... งั้นเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนะ อยากฟังมั้ย” คนตัวเล็กกว่าตอบเสียงสั่น พอเห็นอีกคนพยักหน้า ริมฝีปากสีชมพูนุ่มนิ่มก็เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนพวกเราเจอวินเซนโซใต้ต้นแอปเปิ้ลที่โรงเรียน เจ้าเด็กน้อยตีแขนคนตรงหน้าไปหนึ่งทีเพราะทิ้งไว้ให้รอ โคลโปกล่าวขอโทษ บอกเพียงแค่ว่ามีเหตุผล เจ้าเด็กน้อยเล่าไปเรื่อยๆ จนถึงฉากเดินเข้าป่า ถ้าเป็นผม ผมจะโม้ว่าผมได้สู้ท่ามกลางฝูงจิ้งจอกเป็นร้อยตัว เพิ่มความเท่ แต่ก็คงทำไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจมูกจะยื่น ผมฟังเสียงใสเล่าเรื่องราวเจื้อยแจ้ว จนหลับไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น

  1. #2 Scoups-1004 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 21:14
    อ่านทีไรก็เขินทุกทีตามมาจากในจอยคร้า
    #2
    0