Pinocchio (coupshan)

ตอนที่ 4 : 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 พ.ย. 61

 Inspired by Pinocchio - Carlo Collodi





     เช้าแสนสดใสอีกวันก็มาถึง เผลอแป๊บเดียว ไม่น่าเชื่อว่าแองเจิลล่ามาอยู่บ้านหลังนี้ได้สองอาทิตย์แล้ว เขาเริ่มชินกับบ้าน โรงเรียน ชุมชนมากขึ้น ที่สำคัญ เขาสนิทกับโคลโปมากขึ้นทีเดียว


     กรุ๊ง กรี๊ง กรุ๊ง กรี๊ง กรุ๊ง กรี๊ง

     เสียงกระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้น โคลโปวางมือจากอาหารเช้าตรงหน้า แล้วลุกขึ้นเดินไปหน้าบ้าน แองเจิลล่าไม่ได้เดินตามออกไป แต่ยืนมองอยู่ทางหน้าต่างแทน ผมกระโดดดึ๋งๆ เกาะริมหน้าต่างดูด้วยเพราะความอยากรู้อยากเห็น ผมมองออกไป จำเด็กผู้ชายที่มาหาได้ทันที เขาคือแอนโทนีโอ


     แอนโทนีโอเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ที่พูดว่าเล็กเพราะเขาสูงเพียงแค่ไหล่ของโคลโปเท่านั้น เขาเด็กกว่าโคลโปเพียงไม่กี่ปี จะว่าไปก็จัดว่าหน้าตาน่ารัก วันนี้เขาสวมเอี้ยมสีฟ้าดูสดใส บนศีรษะสวมหมวกฟางใบใหญ่ ยิ่งทำให้เขาดูหน้าเล็กลงกว่าเดิม เขายิ้มทักทายโคลโป


     “พ่อให้เอานมมาให้” เด็กผู้ชายคนนั้นยื่นขวดแก้วที่บรรจุนมวัวรีดมาใหม่ๆ ให้

     “ขอบใจมาก” โคลโปรับไว้ด้วยรอยยิ้ม

     “วันนี้พี่จะไปโรงเรียนปกติรึเปล่า” เด็กผู้ชายคนนั้นถามขึ้น

     “ไปสิ ทำไมเหรอ” เขาถามกลับด้วยความสงสัย

     “อ้าว พี่ไม่รู้รึ ที่โรงเรียนเค้ารู้กันเกือบหมดแล้วว่าคนที่พี่พาไปโรงเรียนทุกวันน่ะเป็นหุ่นกระบอกที่ได้พรจากนางฟ้า”

     “อ้าว รู้กันได้ยังไง”

     “ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้าอยากมาถามพี่ให้แน่ใจ พี่น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับพรนี้ ข้ากลัวจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเพื่อนของพี่น่ะสิ” แอนโทนีโอพูดออกมาอย่างเป็นห่วง

     “ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะดูแลแองเจิลล่าเอง ข้าไม่มีทางแอบซ่อนเขาไว้ได้หลายปีนักหรอก ยังไงชาวบ้านก็ต้องรู้กันอยู่ดี” โคลโปเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ

     “ถ้าพี่ยืนยันแบบนั้นแล้ว ข้าก็ไม่ขัด” คนตัวเล็กส่งยิ้มกลับ


     แองเจิลล่าเห็นทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่หน้าบ้านอย่างสนิทสนมก็แปลกใจ เด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักนั่นคือใครกัน เขาอยู่ที่นี่มาสองอาทิตย์ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย แต่จะว่าไปก็ยังมีอีกหลายอย่างที่นี่ที่เขายังไม่รู้สินะ

     

     ลมยามเช้าพัดมาวูบหนึ่ง ทำเอาหมวกฟางที่อยู่บนศีรษะของแอนโทนีโอลอยไปตกไกลๆ เขาเห็นโคลโปวิ่งไล่หมวกฟางไปหลายเมตรกว่าจะคว้ามาคืนได้สำเร็จ เขาเดินถือกลับมา สวมบนศีรษะของคนตัวเล็กให้อีกครั้ง พร้อมยิ้มแล้วลูบหัวปลอบใจ คนตัวเล็กกว่าเอ่ยขอบคุณแล้วยิ้มกว้างตอบ

     ภาพทั้งหมดอยู่ในสายตาของแองเจิลล่า เขารู้สึกหวิวๆ ที่หน้าอกข้างซ้าย มือบางยกขึ้นทาบบนอก เพียงแค่เห็นโคลโปมีท่าทางสนิทสนมกับคนอื่น ทำไมข้างในถึงได้ปั่นป่วนไปหมดแบบนี้


     หลังจากคุยกันได้สักพัก โคลโปเดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมขวดนม แต่คนตัวเล็กนั่นยังยืนเกาะรั้วรออยู่หน้าบ้าน

     “อ้าว มายืนทำอะไรตรงหน้าต่าง” เขาเดินเข้ามา ตั้งขวดนมไว้บนโต๊ะ แล้วหันมามอง แต่แองเจิลล่าหลบสายตาไม่ตอบคำถาม

     “กินข้าวเช้าเสร็จแล้วใช่มั้ย งั้นไปโรงเรียนกัน” โคลโปส่งยิ้มพร้อมยื่นมือมาให้จับ แต่แองเจิลล่าหยิบกระเป๋าของโคลโปที่อยู่บนโซฟาขึ้นมาแล้วยัดใส่ในมือให้เขาแทน ส่วนตัวเองเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาใส่

     “ไม่ต้องใส่เสื้อคลุมแล้วก็ได้ ตอนนี้เหมือนคนแล้ว” โคลโปเดินเข้ามาประชิด โอบเอวบางไว้หลวมๆ

     “มะ... ไม่เป็นไร” แองเจิลล่าหลบสายตา ดึงเสื้อคลุมให้เข้าที่ ผมเห็นโคลโปพยักหน้าตามใจ ก่อนที่ผมจะกระโดดเข้าไปซ่อนในกระเป๋าเสื้อคลุมเหมือนทุกๆ วัน



     ร่างสูงจูงมือแองเจิลล่าเดินไปหน้าบ้าน พร้อมแนะนำตัวให้อีกคนรู้จัก

     “แอนโทนีโอ นี่แองเจิลล่า” คนที่ยืนรออยู่หน้าบ้านส่งยิ้มให้พร้อมกล่าวทักทาย

     “แองเจิลล่า นี่แอนโทนีโอ เขาอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามนี่เอง ที่เป็นฟาร์มวัวนม จำได้มั้ย ร้านนมที่ชี้ให้ดูตอนไปตลาดคราวที่แล้ว”

     “อื้อ” ร่างบางพยักหน้าเบาๆ ไม่สบตาอีกเหมือนเดิม

     “น่ารักจัง ไม่เหมือนหุ่นกระบอกเลย” แอนโทนีโอเอ่ยชม

     “น่ารักอยู่แล้ว ก็พ่อพี่สร้างเองกับมือ” แองเจิลล่าไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกยังไงเมื่ออีกคนคว้าคอเขาไปกอด พร้อมจิ้มแก้มนุ่มนิ่มของเขาเบาๆ แต่ข้างในก็เอะใจกับสรรพนามที่โคลโปเรียกตัวเองว่า พี่ เขาสองคนคงสนิทกันมากสินะ

     “เอาล่ะ ไปโรงเรียนกันเถอะ” แอนโทนีโอเอ่ยปากชวน วันนี้เป็นวันแรกที่เขาสามคนเดินไปโรงเรียนด้วยกัน

ผมเห็นแองเจิลล่าทำหน้างอเมื่อโคลโปกอดทั้งคอเขาและคอของแอนโทนีเดินไปโรงเรียนพร้อมๆ กัน เพราะทุกวันมีเพียงแค่เขาเพียงสองคน กับจิ้งหรีดโง่ๆ อย่างผมอีกหนึ่งตัวเท่านั้น

     และแองเจิลล่าก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินเข้าไปใหญ่ เมื่อแอนโทนีโอหยิบเครื่องดนตรีอะไรสักอย่างที่เป็นไม้ขึ้นมาเป่าเป็นทำนองระหว่างเดินตามทาง ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะมีพรสวรรค์ด้านดนตรีน่าดู ส่วนโคลโปน่ะเหรอ ผมเห็นมันร้องคลอตามไปอย่างอารมณ์ดี เจ้าหุ่นกระบอกรู้สึกหวิวๆ ในอกอีกครั้งเมื่อได้ยินดนตรีที่มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่รู้จัก






     วันนี้เด็กน้อยของผมทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนด้วยสีหน้าบึ้งตึงทั้งวันจนผมรู้สึกได้ ผมถอนหายใจ หวังว่าสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้าเด็กนี่จะไม่ได้เป็นแบบที่ผมคิด

     

     เมื่อเวลาบ่ายแก่ๆ แสงแดดเริ่มคล้อยลงไปแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเลิกเรียน ร่างครึ่งคนครึ่งกระบอกไม้ทิ้งตัวลงใต้ต้นแอปเปิ้ลเพื่อหลบแดด ผมกระโดดออกจากกระเป๋าเสื้อ ทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าบ้าง คิดถึงธรรมชาติแบบนี้มากเหลือเกิน ผมเหลือบมองเจ้าเด็กน้อย เห็นมันมองเด็กนักเรียนที่วิ่งไล่จับกันกลางสนามด้วยขาที่แข็งแรงแล้วคงจะนึกอิจฉาสินะ


     “อยากมีขาจริงๆ แบบพวกเขาบ้างเนอะ” เจ้าเด็กน้อยพูดกับผมแล้วส่งยิ้มให้บางๆ ผมว่าแล้วว่าเขาต้องคิดเรื่องนี้อยู่ แองเจิลล่าจับขาตัวเอง เลิกปลายกางเกงขึ้นมาดู พบว่ามันยังเป็นไม้อยู่ร้อยเปอร์เซนต์

     “ถ้าเป็นเด็กดี อีกไม่นานก็จะได้เป็นคนจริงๆ แล้วแหละ แองเจิลล่า” ผมส่งยิ้มตอบกลับไป

     “อื้อ เหลือแค่ช่วงล่างเองเนอะ” เขาว่าแล้วทุบสะโพกที่เป็นข้อต่อไม้ของตัวเองแล้วยิ้มออกมา

     “ไง” เสียงทักแปลกๆ ดังขึ้นที่ด้านหลังของต้นไม้ เราทั้งสองหันขวับไปดู พบว่ามีคนๆ หนึ่งนั่งพิงอยู่อีกฝั่งของต้นแอปเปิ้ลต้นนี้

     หนึ่งคนเหรอ ไม่สิ หนึ่งตัวมากกว่า



     ผมพิจารณาร่างกายของคนที่เพิ่งส่งเสียงทัก เขาเป็นครึ่งคนครึ่งสุนัขจิ้งจอก ที่บอกว่าเป็นครึ่งนึงเพราะมันมีใบหน้าเหมือนคน สวมแว่นสายตาด้วย บนศีรษะแม้จะสวมหมวก แต่ก็เห็นหูที่ยื่นออกมาอยู่ดี มันมีแขนขาเหมือนมนุษย์ แต่ติดที่ว่ายังมีขนส้มๆ แบบสุนัขจิ้งจอกอยู่ทั่วตัว มันสวมเสื้อผ้าปกติเหมืิอนมนุษย์ แถมจะดูแต่งเกินไปด้วยซ้ำ เพราะดันสวมสูทมาเรียน ในมือถือหนังสือเล่มหนาอยู่หนึ่งเล่ม ดูคงแก่เรียนน่าดู รวมๆ แล้วท่าทางเป็นมิตร อาจจะเพราะว่ามันมีดวงตาที่ใสซื่อ แต่ผมก็ไม่ค่อยอยากไว้ใจนักหรอก

     เพราะสุนัขจิ้งจอกก็คือสัตว์เจ้าเล่ห์ประจำป่าอยู่วันยันค่ำ

     “โคลโปไปไหนซะล่ะ” มันพูดแล้วปิดหนังสือลง หันมามองเราสองคนเต็มตัว

     “ปะ... ไปเอาน้ำมาให้” แองเจิลล่าตอบเสียงเบา เพราะจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าโคลโปหายไปไหน เขาบอกเพียงแค่ว่าเดี๋ยวเขาจะกลับมา ให้มานั่งรอที่ใต้ต้นแอปเปิ้ลนี้ก่อน ผมนึกโทษไอ้เด็กนั่นที่เคยสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้แองเจิลล่าคลาดสายตาอีก แต่สุดท้ายก็หายตัวไปซะได้

     เพราะเจ้าหุ่นกระบอกพูดโกหกออกไปแบบนั้น จมูกของเขาเลยยาวขึ้นมาหนึ่งเซนติเมตร ผมงงว่านางฟ้าเสกให้หน้าเป็นผิวมนุษย์แล้ว ทำไมจมูกยังยื่นได้อยู่อีก

     เจ้าสุนัขจิ้งจอกตกใจผงะไปเล็กน้อย แต่ก็ยังส่งยิ้มกลับมาให้ ไม่ได้ถามอะไรต่อ

     “มะ... ไม่รู้เหมือนกันว่าหายไปไหน” เจ้าเด็กนี่เริ่มฉลาด จึงพูดความจริงแก้ไขออกไป ทำให้จมูกหดกลับไปเหมือนเดิม

     “อ้าว ไหนบอกว่าไปเอาน้ำ สรุปยังไงกันแน่” มันถามยิ้มๆ แต่แองเจิลล่าไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก เพราะกลัวจมูกจะยื่นออกมาอีกรอบ

     “งั้นนั่งเป็นเพื่อนนะ” มันขยับตัวลุกขึ้นมานั่งชิดกับแองเจิลล่าราวกับสนิทกันมาก ผมกระโดดหลบมันแทบไม่ทัน เพราะอีกนิดนึงมันจะนั่งทับผมอยู่แล้วเชียว

     “ข้าชื่อวินเซนโซ ยินดีที่ได้รู้จัก” เจ้าสุนัขจิ้งจอกยิ้ม ยื่นมือออกมาให้จับ

     เจ้าหุ่นกระบอกยื่นมือออกไปจับตอบ “ผมชื่อแองเจิลล่า”

     เจ้าสุนัขจิ้งจอกหัวเราะน้อยๆ “รู้แล้ว แองเจิลล่าคนดัง”

     “หื้ม” เด็กน้อยเลิกคิ้ว “คนดังอะไรเหรอ”

     “ก็เจ้าน่ะเป็นคนดังแล้วยัยหุ่นกระบอก รู้ตัวบ้างมั้ย” เจ้าจิ้งจอกพูด พอเห็นแองเจิลล่าเลิกคิ้วสงสัยก็ว่าต่อ

     “ใครๆ เค้าก็รู้กันหมดแหละว่าเจ้าได้พรจากนางฟ้า แถมยังกล้ามาโรงเรียนอีกแหนะ” เขาพูดขำๆ

     “แล้วท่านล่ะ ท่านก็ดูเหมือนจะ...” แองเจิลล่าพูดเว้นไว้เท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าจะพูดตรงๆ ออกไปดีรึเปล่า

     “อืม ข้าก็เหมือนเจ้านั่นแหละ ได้รับพรจากนางฟ้าเหมือนกัน” เขายิ้มตอบ เขยิบตัวเข้ามาชิดกว่าเดิม ผมขมวดคิ้วมองไอ้เด็กนี่ด้วยความรำคาญ ทำไมคนชอบมายุ่งกับเด็กน้อยของผมเยอะแยะจริงๆ

     “ข้ากล้ามาโรงเรียนเพราะเจ้าเลยนะเนี่ย แต่ไม่ใช่แค่ข้าหรอก เห็นมั้ยว่าวันนี้มีเด็กแปลกๆ ในโรงเรียนเพิ่มขึ้นตั้งเยอะ” มันพูดต่อแล้วพยักพะเยิดหน้าไปทางสนามที่มีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ เอาเข้าจริงถ้ามองดีๆ แล้ว มีเด็กมากมายที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนมนุษย์สักเท่าไหร่ปะปนอยู่ ส่วนมากก็จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีสองแขน ยืนด้วยสองขา แต่ผิวพรรณ สีหน้าบางอย่างยังเห็นชาติกำเนิดของตนอยู่ เช่นเดียวกับวินเซนโซที่จมูกยื่นออกมาเหมือนสุนัขจิ้งจอก กับขนที่แขนยังออกสีส้มๆ

     “เพราะเจ้า ทำให้คนแบบข้ากล้าออกมาใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น แม้จะยังกลัวคนมาขโมยพรนางฟ้านิดหน่อยก็ตาม” มันสาธยายต่อ ใบหน้ายังไม่หุบยิ้ม มันยกมือขึ้นมาลูบหัวแองเจิลล่า ลูบเรื่อยลงมาถึงแก้ม นิ้วชี้ของมันจิ้มไปที่แก้มนุ่มนิ่มทีนึงแล้วหัวเราะออกมา

     “ฮ่าๆ ทำไมนุ่มจัง” มันถาม ทำเอาผมขมวดคิ้วรำคาญอีกรอบ

     “ผมได้พรจากนางฟ้าครั้งที่สองน่ะ ทำให้มีผิวเหมือนมนุษย์เลย แต่ก็แค่ครึ่งบนเท่านั้นแหละ” แองเจิลล่าเล่า พลางถกขากางเกงให้เห็นขาไม้ที่ซ่อนอยู่ภายใน

     ผมกุมขมับให้กับความใสซื่อ ก็เข้าใจว่าเจ้าเด็กน้อยไม่อยากโกหกให้จมูกยื่นจนคนแปลกหน้าตกใจอีก แต่ผมว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเล่าจนหมดเปลือกขนาดนี้ก็ได้

     “พรครั้งที่สองเหรอ มีด้วยเหรอ” วิเซนโซทำตาลุกวาวด้วยความหวัง

     “อื้อ” เจ้าเด็กน้อยยิ้มตาหยี

     “ยังไงเหรอ ทำยังไงถึงจะได้พรครั้งที่สองได้บ้าง ข้าอยากได้ ข้าอยากเป็นเด็กเต็มตัว” เขาลุกขึ้นนั่งลงบนเข่า มือสองข้างจับไหล่แองเจิลล่าแล้วเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้น

     “ฮ่าๆ หยุดก่อน จะบอกให้ก็ได้” วิเซนโซหยุดเขย่า หันมาจ้องตาแองเจิลล่าอย่างตั้งใจ

     “ท่านต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นเด็กดีให้ท่านนางฟ้าเห็น”

     “ยังไง” เขาถามกลับ

     “ไม่รู้สิ สำหรับผมที่เกิดมาจากหุ่นกระบอก ท่านนางฟ้าบอกว่าเด็กดีต้องไม่ดื้อ ตั้งใจเรียน และไม่พูดโกหก”

     “อ๋อ...”

     “แล้วท่านล่ะ มาจากสุนัขจิ้งจอกใช่มั้ย มีอะไรที่ท่านนางฟ้ากำชับเป็นพิเศษรึเปล่า” แองเจิลล่าถามกลับ

     “มี...” มันพูดเสียงเบาเหมือนลังเลว่าจะเล่าดีรึเปล่า

     “อะไรเหรอ” ผมดึงเสื้อคลุมของเจ้าตัวดีเบาๆ เพื่อจะเตือน ผมได้กลิ่นแปลกๆ จากสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ ผมว่าเรื่องแบบนี้รู้น้อยไว้จะดีกว่า ยิ่งรู้เรื่องของคนอื่นเยอะจะยิ่งซวยเอาได้ ตอนรู้เรื่องเจ้าหุ่นกระบอกหมายเลขแปดนั่นก็ทีนึงแล้ว

     “ข้าต้องตัดสัญชาตญาณบางอย่างของตัวเอง” มันพูดเพียงแค่นั้น

     “สัญชาตญาณอะไรเหรอ” เจ้าเด็กอยากรู้ถามต่อ ผมกระโดดไปปิดปากแองเจิลล่าไม่ทัน

     ความเจ้าเล่ห์” มันตอบ “สุนัขจิ้งจอกเกิดมาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ ที่ข้าต้องทำคือเลิกหลอก เลิกโกหกผู้อื่น”

     “ก็ไม่ยากอะไรนี่” แองเจิลล่ายักไหล่

     “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

     “ทำไมเหรอ”

     “ข้าต้องพยายามโน้มน้าวทั้งฝูงของข้าให้เลิกเจ้าเล่ห์ด้วยน่ะสิ” แองเจิลล่าได้ยินแล้วอ้าปากค้าง ไม่คิดว่านางฟ้าจะให้โจทย์ยากขนาดนี้

     “ปีที่แล้วข้าไม่ทำตัวเจ้าเล่ห์ได้ทั้งปี ข้าเลยได้พรนี้มา แต่ทั้งฝูงของข้าไม่มีตัวไหนที่ทำได้เลย”

     “ทำไมท่านทำได้ แต่ตัวอื่นทำไมไม่ได้ล่ะ” จะว่าไปผมก็เริ่มจะสงสัยตามแองเจิลล่าแล้ว ผมเริ่มเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

     “ข้ายังเด็กอยู่ เด็กที่สุดในฝูง ข้าเลยอดทนได้ แต่ตัวอื่นในฝูงของข้าเนี่ยสิ เจ้าเล่ห์มาตั้งแต่เกิดแล้ว จะมาเปลี่ยนนิสัยเอาตอนนี้ก็ยาก” วิเซนโซถอนหายใจเฮือกใหญ่

     “บางทีข้าอาจจะช่วยเจ้าได้” แองเจิลล่าปิ๊งไอเดียหนึ่งออก

     “อะไรเหรอ”

     “ผมจะไปช่วยท่านโน้มน้าวฝูงของท่านให้กลับใจเอง ผมจะเอาตัวเองเป็นตัวอย่างว่าถ้าทำดี ก็จะได้พรจากนางฟ้า ยิ่งทำดีเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้พรเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็นมนุษย์จริงๆ”

     ผมเกือบยกมือขึ้นปรบให้กับความคิดอันแสนฉลาดของเจ้าตัวน้อย แต่ยั้งมือไว้ได้ทัน

     จะบ้าเหรอออออออออ จะเข้าไปหาจิ้งจอกทั้งฝูงเนี่ยนะ เหมือนเอาตัวเองไปตายมากกว่า

     ผมกระตุกเสื้อคลุมของเจ้าหุ่นกระบอกถี่ๆ แต่เจ้าเด็กนี่ยังทำลอยหน้าลอยตา ผมถอนหายใจ สุดจะทนกับเด็กนี่จริง

     “จริงเหรอ จะช่วยข้าจริงเหรอ” วิเซนโซทำตาลุกวาว

     “อื้อ ผมจะช่วยท่านเอง”

     โว้ยยยยยยยยยยยยยยย ฟังกันบ้างมั้ยเนี่ย

     “งั้นเรารีบไปบ้านข้ากันเลยดีกว่า”

     วิเซนโซลุกขึ้นยืน ยื่นมือมาให้แองเจิลล่าจับ เด็กน้อยยื่นมือให้อย่างว่าง่าย พอเห็นแบบนั้นเจ้าจิ้งจอกจึงรีบดึงขึ้นให้ลุก

     “แองเจิลล่า อย่าไป เราไว้ใจจิ้งจอกไม่ได้” ผมปีนขึ้นมาบนไหล่แล้วกระซิบที่ข้างหู

     “ไม่เป็นไรหรอกน่า แป๊บเดียว”

     “โคลโปล่ะ” ผมหาเหตุผลมาเถียง

     “โคลโปไม่รู้ไปไหน กว่าจะได้บอกก็ไปช่วยคุณจิ้งจอกไม่ทันพอดี” เจ้าเด็กน้อยนี่เถียงกลับ “อีกอย่่าง ถ้าโคลโปรู้ โคลโปไม่ให้ไปหรอก”

     ก็เพราะโคลโปไม่ให้ไปไงเล่า เราถึงไม่ควรไป ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลยยยยย

     ผมอยากจะกระโดดลงจากไหล่เจ้าตัวเล็ก แล้ววิ่งไปตามโคลโปให้มาห้ามแทน แต่ติดอยู่ที่ว่า ต่อให้หาไอ้เด็กนั่นเจอแล้ว ผมก็ไม่รู้จะบอกมันยังไง เพราะมันไม่ได้ยินเสียงผมอยู่ดี

     “ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ใช่จิ้งจอกเจ้าเล่ห์” ไอ้จิ้งจอกหันมาพูดกับแองเจิลล่า แต่ไม่ได้สบตาตรงๆ ผมเห็นมันมองมาที่ไหล่

     อ้าวเฮ้ย มันพูดกับผมเรอะ

     “ข้าพูดกับเจ้านั่นแหละ เจ้าจิ้งหรีด” วินเซนโซหัวเราะตาหยี

     “ดะ... ได้ยินข้าด้วยเหรอ” ผมถามกลับ

     “ได้ยินตั้งแต่แรกแล้ว”

     “อะ...อ้าว” ผมงง มีคนได้ยินผมด้วยเหรอ นึกว่าแองเจิลล่าได้ยินผมคนเดียว เพราะไอ้เด็กโคลโปนั่นไม่ได้ยินผมเลยสักนิด ผมเดาว่าอาจจะเป็นเพราะผมกับวินเซนโซก็เป็นสัตว์เหมือนกัน มันเลยได้ยินที่ผมพูด

     ผมห้ามแล้วนะ ห้ามแล้วจริงๆ แต่รู้ตัวอีกที พวกเราสามคนก็เดินออกมาจากโรงเรียนทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเลิก พวกเราลัดเลาะไปทางข้างหลัง เข้าตรอกซอกซอยต่างๆ จนผมจำทางกลับไม่ถูก หนทางนี้เพื่อไปบ้านของวินเซนโซ ผมเคยคิดว่าบ้านคือไม้ที่เอามาเรียงต่อกันแล้วมีหลังคาแปะอยู่ข้างบน แต่เปล่าเลย ยิ่งเราเดินมาไกลเท่าไหร่ ยิ่งเห็นสิ่งที่หน้าตาเหมือนบ้านน้อยลงทุกที

     ผมคิดถึงเจ้านาฬิกาที่บ้านตาแก่เจเพ็ตโตที่คอยส่งเสียงบอกเวลาตลอด เพราะผมไม่รู้ว่าตอนนี้เราสามคนเดินมานานเท่าไหร่แล้ว ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับไปเรื่อยๆ เราเห็นทางข้างหน้าเบลอขึ้นทุกที อยากได้ตะเกียงดีๆ สักอันนำทางเราไป เจ้าเด็กน้อยเดินตามไอ้จิ้งจอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็อย่างว่า มันมีขาเป็นไม้นี่เนอะ จะเหนื่อยได้ยังไงกัน

     ไม่นานเราเดินเข้ามาในป่า ผมยังไม่เห็นบ้านคนเลยสักหลัง แต่เดี๋ยวก่อนนะ...

     ก็ไอ้วิเซนโซมันไม่ใช่คนไม่ใช่เหรอ

     ถ้ามันจะพาเข้าบ้านไปหาฝูงของมันก็ต้องพาเข้าป่าสิถูกแล้ว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น