Every Flavor AU - SF/OS - SEVENTEEN

ตอนที่ 3 : GREY TALE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    12 ม.ค. 63

Grey Tale



สัญญาณของกลียุคกำลังมาถึง ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นมืดครึ้ม ลมยามเย็นไม่พัดเหมือนเคย ใบไม้ทั้งป่านิ่งไม่ไหวติง ทุกอย่างดูเงียบผิดปกติ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนักเวทย์ตัวเล็กที่ร่อนเร่ไปตามทาง 



อูจีกำลังหาหมู่บ้านสงบๆ เพื่อกบดานสักพัก แต่ใครจะคิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเสียก่อน



ร่างเล็กหายใจหอบหลังร่ายมนตร์ไล่เสือที่หิวโหยไปให้พ้น เขาก้มคุกเข่าลงกับพื้นหญ้าแล้วแหวกพุ่มไม้ออก มีตะกร้าสานที่รองด้วยผ้าห่มอย่างหนาแอบไว้ ใบนั้นบรรจุเด็กทารกตัวน้อยหน้าตาน่าชัง เสียงแหลมร้องทักทาย มือเล็กพยายามตะกุยขอความช่วยเหลือจากเขา แม้ในใจจะลังเล แต่สุดท้ายอูจีก็ยอมหยิบตะกร้าขึ้นมาวางไว้บนตัก



หลายวันมานี้เมืองโดยรอบเกิดเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวาย คงมีพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวทิ้งเด็กไว้แล้วหนีไป โชคดีที่เขามาพบก่อนที่เด็กจะโดนเสื้อขย้ำเป็นอาหารเย็น



ริมฝีปากบางขยับเบาราวท่องคาถา ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยแผลที่หัวคิ้วซ้ายของเด็ก เลือดที่ไหลซิบก็พลันหยุดลง เหลือไว้เพียงแต่รอยแผลเป็นจางๆ



เจ้าเด็กทารกหัวเราะเอิ๊กอ๊าก มือเล็กนั่นกุมนิ้วชี้ของพ่อมดหนุ่มไว้ได้รอบ อูจีอดเอ็นดูเด็กน้อยบนตักไม่ได้ ยิ่งเห็นมันยิ้มตาหยี เขายิ่งใจอ่อน



“ดวงตาของเสือ” เขาพึมพัมกับตัวเอง



“โฮชิ...” อูจีตัดสินใจจะเรียกเด็กว่าอย่างนั้น







ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาอุ้มตะกร้าสานนั่นมาด้วยทั้งๆ ที่เขาก็ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด แต่เขาคิดว่าหากเขาทิ้งเด็กไว้ก็คงไม่ต่างอะไรจากพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวคู่นั้น



เด็กในตะกร้ายังคงส่งเสียงร้องกระจองอแงตลอดทางจนมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในตอนค่ำ บรรยากาศที่นี่ดูอบอุ่นและเงียบสงบ และอูจีชอบที่นี่ตั้งแต่ทันทีที่มาถึง เขามองซ้ายมองขวา หาทำเลดีๆ ที่ไม่ห่างจากตัวหมู่บ้านมากนัก เนรมิตที่พักขึ้นมาในเวลาไม่นาน



มันเป็นกระท่อมไม้หลังเล็กขนาดพอดีสำหรับเขาและเด็กทารก ตกแต่งภายนอกกลมกลืนกับบ้านหลังอื่นๆ คงไม่ดีแน่ถ้าชาวเมืองสงสัยว่ามีบ้านแปลกๆ มาตั้งอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่



เขาตัดสินใจจะกบดานและอาศัยปะปนกับพวกมนุษย์อยู่ที่นี่สักพักจนกว่าเรื่องโกลาหลจะสงบลง



พ่อมดตัวเล็กหยิบตะกร้า แล้วเปิดประตูเข้าไปในกระท่อม ภายในไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงแค่เตียงนอน โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ เตาผิง และของใช้อีกเล็กน้อย



เขาวางตะกร้าไว้ที่หน้าเตาผิง แล้วพุ่งตัวไปที่เตียงนอนทันที ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวันทำให้เขาอยากจะสลบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้  แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นมานั่งกุมขมับ เพราะเด็กน้อยยังไม่หยุดส่งเสียงร้องงอแง



อูจีนั่งยองๆ ลงข้างตะกร้า เสียงร้องของเด็กทำเขากลัวว่าจะปลุกชาวบ้านขึ้นมาหมด มือขาวขยับยุกยิก พึมพัมคาถาง่ายๆ ที่จะช่วยเสกของปลอบใจเด็กมาได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ชอบอะไรเลย



“ของเล่นก็ไม่ชอบหรือ” เขาพูดเสียงอ่อย


“ลูกกวาดก็ไม่ชอบหรือไง หรือนี่ เอ้า กินนม” เขาเสกนมอุ่นๆ ให้ดูด แต่มือเล็กกลับผลักออก เสียงร้องงอแงยังคงดัง อูจีได้แต่ถอนหายใจ ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง


 

“หยุดร้องเถิด”


“หยุดร้องได้แล้วโฮชิ



เสียงงอแงตะกุกไปชั่วคราวเมื่อได้ยินชื่อเรียก อูจีใจชื้นขึ้น แต่ไม่นานเด็กก็กลับมางอแงอีกครั้ง



“โฮชิ เงียบเถิด ข้าขอร้อง”



“โฮชิ”


“โฮชิ ถ้าไม่เงียบข้าจะเอาเจ้าไปทิ้งไว้ข้างนอกนะ”



เสียงงอแงตะกุกไปอีกครั้ง แต่เด็กน้อยก็เริ่มเบะปากอีกรอบ และใช่ คราวนี้ร้องไห้จ้ากว่าเดิม


“โฮชิ วันนี้ข้าเหนื่อยมากๆ หยุดร้องไห้เถิด ข้าอยากไปอาบน้ำ อยากไปนอน โถ่เอ้ย ข้าไม่น่าเอาเจ้ามาด้วยเลย เอากลับไปคืนได้ก็คงดี”



เสียงร้องไห้เงียบลงเหมือนหยุดเพื่อตั้งใจฟังที่เขาบ่นยืดยาว


หรือว่าวิธีนี้จะได้ผล...



“อ๋อ ต้องให้พูดหรือ”



“จะฟังข้าพูดหรือ”



“โฮชิ เจ้าอยากฟังข้าพูดใช่มั้ย”



“อ่า... ข้าก็พูดไม่เก่งเสียด้วย ทำอย่างไรดี”



“เอาอย่างนี้แล้วกัน” เขาพูดเสียงค่อย หยิบขวดนมป้อนเข้าปากเด็ก คราวนี้ดูเหมือนโฮชิจะยอมกินแต่โดยดี


“งั้นเล่านิทานให้ฟังก็แล้วกัน” มืออีกข้างโยกตะกร้าไปมาเสมือนเปลกล่อมเด็ก ปากพลางพึมพัมไปเรื่อย





“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...”



“มีเมืองที่สงบสุขเมืองหนึ่งชื่อเกรเทล...”



“เมืองนี้มีแต่คนที่มีพลังวิเศษเท่านั้นที่อาศัยอยู่ ซึ่งพวกเขาเรียกตัวเองว่านักเวทย์”



“เมืองนี้ปกครองโดยราชาและราชินีที่มีพลังเวทย์แก่กล้าที่สุด แต่ถึงแม้จะมีพลังอำนาจเพียงใด พวกท่านทั้งสองก็เป็นคนดีมาก ทุกคนในเมืองก็เลยรักท่านมากๆ”



  “...วันหนึ่งราชินีได้ให้กำเนิด... เอ่อ... ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นบุตรหรือธิดา เพราะทางวังปิดเป็นความลับ แต่ข้ารู้แค่ว่าหลังจากที่คลอด ราชินีก็สิ้นใจ...”



“หลังจากราชินีสิ้นใจได้ไม่นาน พระราชาก็ตรอมใจสิ้นไปด้วย...”



“เมื่อสองนักเวทย์ที่พลังแก่กล้าที่สุดจากโลกนี้ไปแล้ว เกรเทลก็เริ่มถูกระรานจากศัตรูทั่วทิศ”



“...วันหนึ่งมีกองทัพยักษ์น้ำแข็งเข้ามาบุกเกรเทล”



“แม้หน้าตาของพวกมันจะเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่พวกมันก็น่าเกรงขามมาก มันสูงเกือบ 16 ฟุต ร่างกายเป็นสีขาวโพลนไปหมด”



“ทันทีที่มันเหยียบเมือง... เมืองที่เคยเขียวชอุ่มก็กลายเป็นน้ำแข็งไปหมดทุกๆ ก้าวที่มันเหยียบ”



“แม้ว่าจะนักเวทย์ทุกคนในเมืองจะร่วมมือกันต่อสู้ปกป้องเต็มที่...”


“...แต่ก็ไม่มีใครเอาชนะมันได้เลย”


“ภายในเวลาไม่นาน... เกรเทลก็กลายเป็นเมืองร้างที่มีแต่น้ำแข็งปกคลุม นักเวทย์อพยพหนี บางคนต้องทิ้งครอบครัวหนีออกมา บางคนก็ตายที่นั่น...” เขายกนิ้วขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ



“ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้เกรเทลเป็นอย่างไร...”



“ยักษ์น้ำแข็งเริ่มได้ใจ มันกำลังจะขยายอาณาจักรไปเรื่อยๆ ไม่นานก็คงครอบคลุมทั้งโลก”



“…ไม่มีใครรู้ว่าควรสู้ยังไง ทุกคนได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน”



“ข้าเหนื่อยมากเลยโฮชิ” เขาฟุบหน้าลงกับตะกร้า และเริ่มร้องไห้



“ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี”



"แอ๊”  มือเล็กแปะลงบนผมของอูจีคล้ายปลอบใจ เขาจูบแผ่วเบาที่มือเล็ก ไม่มีใครได้ฟังเรื่องราวทุกข์ใจของเขามานานแล้ว เพราะการเดินทางไกลช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน



คืนนั้นอูจีหลับไปข้างๆ ตะกร้าสาน และได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นกว่าเดิม










โฮชิเติบโตไวกว่าที่อูจีคิด ตอนนี้เด็กทารกในตะกร้าสานกลายเป็นเด็กสิบขวบวัยกำลังซน และดูเหมือนว่ากระท่อมนี้จะเล็กไปสำหรับพวกเขาแล้ว



“โฮชิ ทำไมเล่นแล้วไม่เก็บเข้าที่” อูจีบ่น แต่ก็หยิบของเล่นไม้ขึ้นเก็บบนชั้นเอง พลางมองเด็กซนวิ่งเล่นไปมา



โฮชิเติบโตมาเป็นเด็กสดใส เพื่อนเยอะ ชอบวิ่งซน และมักจะชวนเพื่อนมาเล่นที่สวนหลังบ้านเสมอ ส่วนเขาจะนั่งมองอยู่แค้ในบ้าน ไม่อยากเปิดเผยตัวให้ชาวบ้านทั่วไปเห็นมากนัก เพราะตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยังคงใบหน้าเหมือนเด็กชายวัยรุ่นอายุสิบแปดปี และขนาดตัวที่เท่าเดิม คงเป็นเพราะพลังเวทย์นั่นแหละที่ทำให้เขาคงสภาพแบบนี้อยู่ได้


แม้ใครจะมองว่ามันเป็นข้อดี แต่อูจีไม่ค่อยชอบเท่าไหร่





“โฮชิ เข้าบ้านได้แล้ว มาช่วยพี่ทำครัว” อูจีร้องตะโกนออกไปนอกบ้าน เห็นโฮชิโบกมือลาเพื่อนแล้วถึงเดินกลับเข้ามาทำอาหารต่อ



“ข้าต้องช่วยพี่ด้วยหรือ” เจ้าเด็กสิบขวบกระโดดโหยงเหยงกลับเข้าบ้านแล้วกอดอูจีจากข้างหลัง และดูเหมือนจะพยายามปีนขึ้นหลังให้ได้



  “โฮชิ อย่าซน”



“ฮ่าๆ” เจ้าเด็กยิ้มตาปิด ผละออกจากหลังอูจีแล้วไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว



“พี่แค่เสกแว๊บเดียวก็ได้อาหารแล้ว ทำไมต้องหาข้ออ้างให้ข้าเข้าบ้านด้วย”



“ก็เดี๋ยวนี้เจ้าชักดื้อ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”


“ข้าไม่ดื้อนะ”


“ดื้อ” อูจีเดินถือหม้อซุปมาที่โต๊ะแล้วเคาะศีรษะอีกคนด้วยกระบวยตัก



“โอ้ย” เขาแกล้งกุมหัว



“คราวหน้าหากเข้าบ้านช้า พี่จะสาปเด็กพวกนั้นให้เป็นหมู”



“ฮ่าๆ ถ้าพี่อยากให้คนอื่นรู้ว่าพี่เป็นพ่อมดก็ตามใจ”



โฮชิแกล้งแหย่ แต่อีกคนกลับหน้าตึงใส่ อูจีวางหม้อลงบนโต๊ะ ตักซุปลงถ้วยของทั้งสองคน แล้วนั่งลงกินเงียบๆ



“ข้าพูดอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือ...”



“เปล่า...”



“แล้ว...?”



“โฮชิ...”



“ถึงเวลาที่เราต้องไปจากที่นี่กันแล้ว...” อูจีพูดเสียงเรียบ คนที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะวางช้อน ก่อนทำหน้าเครียดตาม



“ไปไหน แล้วทำไมต้องไป”


“เพราะพี่ไม่เปลี่ยนไปเลย”



“พี่เหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าโตขึ้นทุกวัน... คนเริ่มสงสัยพี่กันแล้ว...”


“พี่อยากไปก่อนที่เรื่องมันจะใหญ่”



ทั้งสองคนเงียบไป ในสมองของอูจีว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรให้คิด เพราะเขาคิดมาทั้งหมดแล้ว มีเพียงสมองของโฮชิที่ปั่นป่วนไปหมด อูจีไม่เคยเกริ่นเรื่องนี้กับเขามาก่อนเลย และมันเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับเด็กสิบขวบที่ต้องจากลาบางอย่าง



“ข้าเข้าใจ แต่...”



“...พรุ่งนี้ข้าขอไปลาเพื่อนก่อนได้หรือไม่”



อูจีเลื่อนมือไปกุมแก้มน่ารักของคนตรงข้าม นิ้วโป้งลูบด้วยความเอ็นดู



“ได้สิ”









คืนนั้นท้องฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ ฝนตกตั้งแต่ช่วงเย็นจนมาหนักเข้าตอนค่ำ จากนั้นก็ลากยาวถึงดึก เสียงฟ้าผ่าพาคนได้ยินใจเสีย อูจีนอนขดอยู่บนเตียง แม้อากาศจะเย็น แต่ตัวเต็มของเขาไปด้วยเหงื่อ เขาหายใจหอบเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง



เปรี้ยง



เสียงฟ้าผ่าทำโฮชิสะดุ้งตื่น เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกอย่างดำมืด มองไม่เห็นอะไรนอกจากฝนที่เทกระหน่ำลงมา อากาศก็เย็นยะเยือกผิดปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เด็กสิบขวบอย่างเขากลัว เขาขยับตัวเพื่อดึงผ้าห่มมาคลุม สายตาพลางเหลือบไปดูคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ ว่าหลับสบายดีหรือไม่ แต่ภาพที่เขาเห็นคือผ้าห่มกับหมอนกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง




“พี่อูจี...” โฮชิรีบเปิดไฟ แล้วกระโดดขึ้นเตียงอีกคนทันที ภาพที่เห็นคืออูจีนอนชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปากเม้ม และตัวเกร็งไปหมดทุกส่วน มือเล็กปาดผมที่ปรกหน้าของอีกคนออก รีบเขย่าตัวให้อีกคนตื่นจากฝัน


“พี่อูจี”



เขาเขย่าตัวแรงขึ้นจนอูจีรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา มือเล็กพยายามเช็ดเหงื่อที่ไหลเต็มหน้าของอีกคน


“พี่อูจี...”



“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ” เด็กน้อยถามเสียงค่อย แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่โฮชิก็อดตกใจไม่ได้



“อะ... อืม”



ภาพในฝันที่เขากำลังวิ่งหนียักษ์น้ำแข็งยังฝังอยู่ในหัว อูจีลูบหน้าตัวเองให้ลืมความฝันนั้นไปเสีย



“พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว”



“ให้ข้านอนเป็นเพื่อนเถอะ” คนตัวเล็กกว่าเกาะเอว ศีรษะพิงลงที่ไหล่ด้วยความเป็นห่วง



“ไม่เป็นไร”



“แต่...”



“พี่ไม่เป็นไร”



“ดื๊อ” ปากเล็กๆ บ่นอุบ ดูเหมือนจะหัดลอกเลียนพฤติกรรมผู้ใหญ่เสียด้วย  



“กล้ายอกย้อนพี่หรือ” อูจีจับเด็กดื้อทุ่มลงกับเตียง แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กตรงหน้ามีแรงมากกว่าเขาแล้วเริ่มงัดข้อขึ้นมาได้ สุดท้ายกลับกลายเป็นอูจีที่ต้องยอมแพ้เสียเอง




  “พี่อูจี...” โฮชิบ่นพึมพัม แขนโอบรอบพี่ชายคนสนิทไว้แน่น



“พี่ไม่ต้องกลัวนะ...”



“ข้าจะรีบโตแล้วจะมาปกป้องพี่”



“ต่อให้มียักษ์น้ำแข็งมาเป็นสิบๆ ตัว ข้าก็จะปกป้องพี่ให้ได้”


อูจีอมยิ้ม มือลูบผมด้วยความเอ็นดู “ขอบใจ”


“ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”



“อืม”














ยี่สิบสี่ปีสำหรับมนุษย์คงยาวนานนัก แต่สำหรับพ่อมดนั้นเปรียบแค่พริบตาเดียว ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่ในเมืองอาจู ห่างจากเมืองเดิมถึงสองวันเดินเท้า

เด็กน้อยในตะกร้าในวันนั้นกลายเป็นหนุ่มรูปงาม ของเล่นเด็กในบ้านกลายเป็นธนูและขวาน การวิ่งเล่นกับเพื่อนที่เคยเป็นงานอดิเรกตอนนี้กลายเป็นการล่าสัตว์ ความซนของโฮชินั่นเรียกได้ว่าถึงขีดสุด โดยเฉพาะในตอนนี้ที่เขาตัวโตและแรงเยอะกว่าอูจี พ่อมดตัวเล็กก็เลยถูกโฮชิแกล้งไม่ซ้ำวัน 


สิ่งที่เหมือนเดิมก็คงจะเป็นความทะเล้นของโฮชิ และสภาพของอูจีที่ยังเหมือนเด็กอายุสิบแปดปีไม่เปลี่ยน และเพราะความเด็กนั้นอูจีก็เลยต้องตบตาคนในเมืองอาจูด้วยการรับบทเป็นน้องชายวัยไล่เลี่ยของโฮชิไปโดยปริยาย



“อย่าลืมชวนน้องชายเจ้ามาคืนนี้ด้วยล่ะ” สหายวัยไล่เลี่ยกับโฮชิร้องบอก



“รู้แล้ว คืนนี้พบกัน” เขาโบกมือลา ผลักประตูไม้เข้าบ้าน



“กลับมาแล้วน้องชายสุดที่รัก” โฮชิพุ่งตัวเข้าไปกอดคนที่นั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้นวม แต่ก็ถูกแขนเล็กรั้งไว้ได้ก่อนที่แขนของเขาจะโอบรอบคอ



“ไปล่าสัตว์กลับมา แทนที่จะอาบน้ำก่อน สกปรก”



  “ก็อยากกอดน้องชายสุดที่รักก่อน”



“ไม่ต้อง”



ยิ่งโต อูจีเริ่มรักษาระะห่างกับโฮชิมากขึ้น จากที่เคยเอ็นดูดั่งลูกในไส้ ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเด็กนี่เริ่มทะเล้นทะลึ่งขึ้นทุกวัน



“แล้วข้าก็ไม่ใช่น้องเจ้า เอาไว้เรียกต่อหน้าเพื่อนก็พอ”



“ฮ่าๆ”


อีกสิ่งหนึ่งที่โฮชิยังเหมือนเดิมคือรอยยิ้มพาตาปิดนั่น เขาทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างๆ พลางโชว์ให้ดูกระต่ายที่เพิ่งล่ามาได้


“กระต่ายตัวแค่นี้ ข้าดีดนิ้วครั้งเดียวก็ได้แล้ว” พ่อมดหนุ่มเกทับ

“ขี้อวดชะมัด แน่จริงลองไม่ใช้พลังเวทย์สิ”



“หึ” อูจียกยิ้มมุมปาก หันกลับมาสนใจหนังสือตรงหน้าต่อ



“พี่ คืนนี้ไปกับข้านะ”



“หืม”



“งานแต่งงานของวอนอูไง จะให้ข้าไปคนเดียวหรือ”



“ก็เหมือนทุกครั้ง”



“แต่คราวนี้ข้าอยากให้พี่ไปด้วย พี่เอาแต่อยู่ในบ้าน ควรออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”



“ข้าชอบอยู่สงบๆ ออกไปก็รังแต่จะมีคนจับผิดเปล่าๆ”



“ไม่มีหรอก ในเมืองนี้ข้าแสดงเป็นพี่ชายของพี่แล้วไง ไม่มีใครสงสัยเราหรอก”



“นะ”



อูจีไม่ตอบ ยังคงอ่านหนังสือต่อไป แต่โฮชิไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้ว่ายังไงอูจีก็ต้องแพ้ลูกอ้อนของเขาอยู่ดี





จนแล้วจนรอดอูจีก็ต้องเสกเสื้อผ้าดีๆ มาใส่แล้วไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนสนิทโฮชิจนได้ งานแต่งงานนั้นจัดในป่าสน ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เทียนไขถูกจุดและแขวนบนต้นไม้รอบๆองาน สร้างบรรยากาศสีเหลืองนวลยามพระอาทิตย์เพิ่งจะตกดิน ตรงกลางมีแผ่นไม้เป็นแท่นให้บ่าวสาวได้ยืนทำพิธีสาบานรัก ล้อมรอบด้วยโต๊ะยาวและเก้าอี้ไม้เรียงราย เสียงร้องของแมลงคลอไปกับเครื่องดนตรีกะโหลกสัตว์ บรรยากาศในงานไม่วุ่นวายเท่าที่อูจีคิดไว้ เขาจึงผ่อนคลายกว่าที่คิด



พิธีในงานดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย วอนอูจุมพิตเจ้าสาวของเขา เสียงปรบมือยินดีดังก้องป่า อูจีแอบหันไปเห็นโฮชิซับน้ำตา



“ซึ้งขนาดนั้นเชียว” คนตัวเล็กแกล้งแซว



“เขาเป็นเพื่อนข้าตั้งแต่ย้ายมาเมืองนี้ ได้เป็นฝั่งเป็นฝาสักที ข้าก็โล่งใจ”


“บางทีเจ้าก็ควรจะแต่งด้วย” เสียงคุ้นเคยโผล่มาทางด้านหลัง เป็นเสียงของจุนฮวีเพื่อนสนิทของโฮชิอีกคน แน่นอนว่าสหายคนนี้ก็ออกเรือนแล้วเหมือนกันถึงได้กล้าพูด


“ในงานนี้มีสาวงามมากมาย เจ้าควรจะเลือกสักคน ส่วนน้องอูจีอย่าเพิ่งเลย รอให้อายุเท่าพวกเราก่อน”



โฮจิหลุดขำพรืด จนโดนอูจีเตะขาใต้โต๊ะ



“ขอบใจที่แนะนำจุนฮวี แต่ข้าชอบชีวิตอิสระแบบนี้” โฮชิตอบพลางอมยิ้ม



“แล้วจะมีลูกหลานทันใช้ได้อย่างไร อย่างไรซะก็ต้องการแรงงานมาเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า”



“ข้ากับน้องชายทำสองคนไหว” พูดจบหโฮชิเอื้อมมือไปกอดไหล่เล็ก อูจีเม้มปากหงุดหงิด ตามปรกติเขาไม่ถือเรื่องอาวุโส แต่สิ่งที่โฮชิทำก็ดูออกจะเกินไปเสียหน่อย



“อย่างนั้นก็ตามใจ แต่มองน้องสาวของวอนอูไว้เถิด” จุนฮวีขยิบตาให้แล้วเดินจากไป



“ปล่อยได้แล้ว” อูจีหันไปแหวโฮชิ อีกคนเลยต้องจำใจเอาแขนออก



“ไม่ออกไปคุยกับเพื่อนบ้าง พี่นั่งคนเดียวได้”



“นี่พี่ไล่ข้า”



“เปล่า”



“อยากให้ข้าไปคุยกับน้องสาวของวอนอูสินะ”



  “ไม่ใช่”



“พี่... เราอยู่ด้วยกันมากี่ปีแล้ว”



“ยี่สิบสี่”



“แล้วทำไมพี่ถึงคิดว่าข้าจะไม่รู้ว่าพี่คิดอะไรอยู่”


“แต่นางสวยดีนะ” อูจีไม่ตอบ แต่สายตามองไปบนแท่นไม้ น้องสาวของวอนอูยืนอยู่บนนั้น เธอมีรอยยิ้มสดใสแบบหาตัวจับได้ยาก


“ข้ามีคนที่หมายตาอยู่แล้ว” โฮชิพึมพัม แต่คำพูดนั้นทำให้อูจีต้องหันกลับมาจ้องหน้า



“เหลือเชื่อ”


“ไม่ถามหรือว่าข้าหมายถึงใคร”



“ไม่ได้อยากรู้” อูจีตอบนิ่งๆ ตามนิสัย แต่เขาก็ไม่ได้อยากรู้จริงๆ แหละ



“เอาเป็นว่าข้าจะอยู่กับพี่ตลอดไป ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”



“จะแต่งงานก็ได้ ข้าไม่ได้ห่วงอะไรเจ้า”



“ไม่ล่ะ” โฮชิยื่นหน้าเข้ามาประชิดอีกคน



“ข้าจะอยู่ป้วนเปี้ยนให้พี่รำคาญใจเล่น” พูดจบก็ยิ้มจนตาปิด



อูจีจ้องกลับไปตาขวาง รีบเปลี่ยนเรื่อง



“พี่จะไปเอาน้ำมาเพิ่ม จะเอาอะไรมั้ย” แต่โฮชิขำเป็นคำตอบ







อูจีเดินมาที่ซุ้มเล็กๆ ที่มีถังไม้วางเรียงราย ส่วนมากบรรจุเบียร์หมัก แต่อูจีเลือกน้ำธรรมดาจากเหยือก เพราะต้องการรักษาสติไว้ยันเช้า



เขาเห็นร่างสูงอันคุ้นเคยควบม้ามาแต่ไกล ก่อนจะกระโดดลงจากม้า ทักทายแขกเหรื่อตามทาง และพุ่งมาที่ถังเบียร์เป็นสิ่งแรก



“สบายดีไหมอูจี โฮชิล่ะ” ทหารหนุ่มร้องทัก มือถือแก้วรองเบียร์ที่ไหลมาจากถังไม้



“สบายดีทั้งข้าและโฮชิ เจ้าล่ะมินกยู



“แย่... แย่มากๆ” เขาตอบแล้วกระดกเบียร์จนหมดแก้วในครั้งเดียว



“ใจเย็นก่อน ค่อยๆ กิน”



“เย็นไม่ได้”



“มีเรื่องร้อนใจหรือ”



“ใช่ ช่วงนี้ข้าเจอแต่เรื่องประหลาด” มินกยูว่า กระดกเบียร์หมดไปอีกหนึ่งแก้ว



“ประหลาดอย่างไรหรือ”



“ข้าออกไปลาดตระเวนเป็นปรกติ แต่ช่วงนี้เมืองรอบๆ มีแต่เหตุการณ์วุ่นวาย พาลให้ข้าคิดไม่ตก”



“อย่างไร”



“เจ้าเคยไปเมืองบาสก์หรือไม่”


“เคยผ่านอยู่บ้าง”


“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเมืองนั้นอยู่ในเขตอบอุ่นเช่นเดียวกับเมืองเรา ต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมด”



“รู้”



“แต่ตอนนี้เมืองบาสก์เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว”



“ทะ... ทำไม”


“ข้าก็ไม่รู้... แล้วไม่ใช่หนาวปรกติ แต่มีหิมะตกด้วย ต้นไม้พันปีกลางเมืองเพิ่งล้มเมื่อวาน เพราะพื้นกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด ชาวเมืองพากันใจเสีย อูจี... เจ้าก็รู้ว่าไม่เคยมีหิมะในเขตนี้มาก่อน”



ทันทีที่ฟังจบมือของอูจีสั่นจนเหมือนจะถือแก้วน้ำไม่ไหว



“แล้วยังมีเมืองเซนเยอร์อีก”



“ทะ... ทำไม”



“ได้ข่าวมาว่ามีพวกพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่”



“เจ้าว่าอย่างไรนะ”



“พวกพ่อมดแม่มด... ตอนนี้วุ่นวายกันใหญ่ ชาวเมืองจับคนบริสุทธิ์มาเผากันเป็นว่าเล่น เพราะกลัวเวทย์มนตร์ขึ้นสมอง... ของพวกนั้นมีที่ไหนเล่า จริงมั้ยอูจี อ้าว...”



อูจีไม่รอให้อีกคนเล่าต่อ เขาทิ้งแก้วแล้วรีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะ เขาต้องพาโฮชิหนีไป แม้จะยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแน่ชัด ยักษ์น้ำแข็งมาถึงที่นี่จริงๆ แล้วหรือเปล่า แต่เขารู้สึกได้ถึงภัยอันตรายที่ใกล้เข้ามา






เขาหอบหายใจตอนที่มาถึงที่โต๊ะ แต่โฮชิไม่ได้อยู่ที่นั่น แม้จะมองซ้ายมองขวา กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนเก้าอี้เพื่อมองหา แต่ก็ยังหาไม่เจอ



  “โฮชิ... เจ้าอยู่ไหน...” เขาพึมพัมอย่างกระวนกระวาย ภาพความทรงจำตอนที่เขาต่อสู้กับยักษ์น้ำแข็งผุดขึ้นมาในหัว มันเหมือนฝันร้ายแม้กระทั่งตอนเขาตื่น ทุกย่างก้าว ความหนาวยะเยือก เขายังจำทุกอย่างได้แม่น



“โฮชิ...” เขาพูดเสียงค่อย รู้สึกแขนขาอ่อนแรง ริมฝีปากเริ่มซีด



“โฮชิ...” ภาพตรงหน้ากำลังจะดับวูบ ก็พลันเหลือบไปเห็นโฮชิกำลังยืนคุยกับวอนอูอยู่ เขารีบโบกไม้โบกมือ โชคดีที่วอนอูสังเกตเห็นเขาแล้วชี้มา โฮชิจึงได้ลาเพื่อนๆ เดินกลับมาที่โต๊ะ



อูจีปีนลงมาจากเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง ลูบหน้าสองสามทีก็ไม่ทำให้ความรู้สึกตอนเผชิญหน้ากับยักษ์น้ำแข็งหายไป



“ไปไหนมา” อูจีถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด


“ไปคุยกับวอนอูมา ทำไมหน้าพี่ซีดอย่างนี้...” แขนแกร่งประคองคนที่ใกล้จะล่มแหล่มิล้มแหล่ มือลูบแก้มอันซีดเซียวผิดปรกติ


“ข้า... เรา... ต้องหนีจากที่นี่... ต้องไปแล้ว...”



“ทำไม”



“ยักษ์น้ำแข็งกำลังจะมา...” อูจีทรุดตัวลงกับเก้าอี้ ใบหน้าเหยเกปานจะร้องไห้ให้ได้ เขาดึงโอชิเข้ามากอดแน่น ในตอนนี้เขาไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว แขนแกร่งกอดอีกคนไว้เพื่อปลอบใจ แม้เขาเองก็เสียสติไม่แพ้กัน



“เราต้องไปจากที่นี่... คืนนี้...” อูจีลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่โดนทักขึ้นมาก่อน



“ช้าก่อน... แล้ว... คนที่นี่ล่ะ”



“คนที่นี่... ทำไม”



“ก็พี่บอกว่ายักษ์น้ำแข็งกำลังจะมา”



“แล้วยังไง”



“พวกเขาก็ต้อง...” โฮชิอยากจะพูดคำว่าตาย แต่มันคงไม่มงคลในงานดีๆ แบบนี้ เขามองไปทางวอนอู ที่กำลังยิ้มให้กับเจ้าสาวแสนสวยของเขา เพื่อนสนิทที่สุดของเขาและคนทั้งหมดในงานนี่ต้องตายในอีกไม่ช้างั้นหรือ



“แล้วจะให้พี่ทำอย่างไร... ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องไป”



“แต่เราต้องบอกพวกเขา”



“เจ้าจะบอกยังไง” โฮชินิ่งไปเพราะคำถาม


“ใครเขาจะเชื่อเรื่องยักษ์น้ำแข็งกับพ่อมด”


“ไปได้แล้ว” อูจีดึงแขนโฮชิ แต่ร่างนั้นไม่ขยับ เขาหันมามองโฮชิก็พบว่าสายตาของเขายังคงมองที่วอนอูและเพื่อนๆ ของเขาอยู่



อูจีไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าโฮชิจะใจสลายขนาดไหนที่จะต้องบอกลาสหายรักที่อยู่ด้วยกันมาเกือบครึ่งชีวิต นี่แหละคือสาเหตุที่เขาไม่ชอบออกมาสุงสิงกับใคร เพราะเขากลัวว่ามันจะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ เขารู้อยู่แก่ใจว่าวันใดวันหนึ่งต้องจากกัน ส่วนโฮชินั้น เขาคงห้ามไม่ให้มีเพื่อนไม่ได้ เพราะนิสัยร่าเริง เข้ากับคนง่ายเป็นพื้นฐาน แต่ในเมื่อมีเพื่อนก็คงต้องทำใจยอมรับการบอกลาวันใดวันหนึ่ง



โฮชินิ่งอยู่นานจนเขาใจเสีย


หรืออาจจะเป็นเขาเอง... ที่ต้องทำใจบอกลา




“เจ้าจะไม่มากับข้าก็ได้... ข้าเข้าใจ” อูจีปล่อยมือโฮชิลง



“ข้าจะไปเมืองเซนเยอร์... หากเจ้าเปลี่ยนใจ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น









โฮชิไม่ได้ตามอูจีออกมาจากเมืองจริงๆ แต่พ่อมดหนุ่มไม่ได้ติดใจอะไร เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยง วันนึงก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง ตัวเขาเองก็ทำใจไว้แล้วว่าวันนึงต้องจากกัน เขาไม่เคยหวังจะให้มาปกป้องอะไรอยู่แล้ว แม้เด็กนั่นจะเคยสัญญาว่าจะโตขึ้นมาปกป้องเขาก็เถอะ



อูจีนั่งบนม้าเงียบๆ มีเพียงเสียงแมลงในป่าเป็นเพื่อน เขาเพิ่งจากเมืองอาจูมาได้สองชั่วโมงแต่ก็คิดถึงเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กนั่นขึ้นมาเสียแล้ว แต่นับจากนี้เขาคงจะต้องเริ่มทำใจใช้ชีวิตโดยไม่มีเสียงของโฮชิมากวนให้ได้



แสงไฟของเมืองเซนเยอร์อยู่ไกลๆ อูจีค่อยโล่งอก เหตุผลที่เขามาที่เมืองนี้ แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ล่าพ่อมดอยู่ก็เพราะว่าหากยักษ์น้ำแข็งมาบุกเมืองจริงๆ เขาก็คงต้องการคนร่วมสู้ เขายังเชื่อเสมอว่าหากเขามีนักเวทย์สักคนอยู่ข้างกายแล้ว เขาจะมั่นใจในการมีชีวิตรอดมากขึ้นแน่ๆ 



อูจีหวังว่าเมืองนี้จะมีนักเวทย์กบดานอยู่มากกว่าสักหนึ่งคนให้เขาอุ่นใจ



เขาไม่ได้มุ่งตรงไปที่หมู่บ้านกลางใจเมือง เขารู้ว่านักเวทย์ไม่ชอบอาศัยตรงจุดศูนย์กลางเช่นเดียวกับเขา พวกเรามักจะสร้างบ้านห่างไกลความเจริญนิดหน่อย แต่ไม่ไกลจนแปลกตา



บ้านเล็กๆ ก่อด้วยอิฐสีขาวตั้งอยู่ตรงหน้า การออกแบบและการตกแต่งเหมือนบ้านในเกรเทลไม่มีผิด อูจีรู้ดีว่านี่คือบ้านของนักเวทย์สักคน เขาหวังว่าจะพึ่งพาได้




“สายัณห์สวัสดิ์ มีอะไรให้ช่วยหรือ” นักเวทย์หนุ่มเปิดประตูต้อนรับ ทักทายด้วยรอยยิ้ม



“ข้าเป็นคนเกรเทล... ต้องการที่พักอาศัย”


“อ่า... ถ้าอย่างนั้น... เชิญเข้ามาด้านในก่อน”



อูจีก้าวเข้าไปในตัวบ้าน อย่างที่คาดไว้ ภายในโอ่โถงหรูหรา กว้างกว่าร้อยตารางเมตรเห็นจะได้ แต่ถูกอำพรางด้วยเวทย์จากภายนอก ผู้ต้อนรับปิดประตูดังปัง แล้วล็อคกลอนแน่นหนาผิดปรกติ อูจีขมวดคิ้วสงสัย



  “ท่านมาคนเดียวหรือ” นักเวทย์อีกคนพร้อมทหารสิบนายเดินมาหาเขา ท่าทางขึงขังน่ากลัว



“มาคนเดียว”



“แล้วอีกท่านไปไหน ไม่ได้มาด้วยกันหรือ”



“ไม่ได้มาด้วย”


“ว่าอย่างไรนะ” นักเวทย์ที่ต้อนรับเขาเมื่อสักครู่ตะโกน


“ท่านว่าอย่างไรนะ... ท่านผู้นั้นไม่ได้ตามมาด้วยหรือ” ทหารด้านหลังถามอีกครั้งให้แน่ใจ



“ไม่ได้มาด้วย...”



สิ้นเสียงตอบ เสียงคุยอื้ออึงดังก้องห้องโถง นายทหารมองหน้ากันไปมา หลายคนเกิดฟึดฟัดโมโห ก่อนจะมีอีกคนพูดขึ้น



“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าไม่ควรวางใจฝากไว้กับนักเวทย์ท่านนี้”



“ข้าไม่คิดว่าองค์ชายจะไม่มา”



“เดี๋ยวก่อน” อูจียกมือ คิ้วขมวดเป็นปม “นี่มันเรื่องอะไรกัน”



นายทหารติดยศมากมายบนไหล่เดินเข้ามาประชิดตัว ตำหนิเขาเสียงเข้ม



“บุรุษที่ท่านทิ้งไว้ที่เมืองนั้นคือรัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งเกรเทล”



“ท่านหมายถึงใคร” นายทหารถอนหายใจเบือนหน้าหนี



“โฮชิหรือ...”


“ใช่” เขาหันกลับมาตวาด



“พวกเราอุตส่าห์ไว้ใจให้ท่านเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ในที่ที่ห่างยักษ์น้ำแข็งมากที่สุด เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นคนไหวพริบดี แต่พวกเราไม่คิดว่าเจ้าจะทิ้งองค์ชายไว้ได้ลงคอ”


“ท่านทำแบบนั้นกับองค์รัชทายาทได้อย่างไร มีเพียงองค์ชายเท่านั้นที่จะนำพาเกรเทลสู่ยุคใหม่ และรอดพ้นจากยักษ์น้ำแข็งได้”


“ขะ... ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้มาก่อน”



“ข้านึกว่าเจ้าจะฉลาดมากกว่านี้” นายทหารพูดน้ำมีสีหน้าผิดหวัง เช่นเดียวกับตัวเขาเอง แต่ใครจะไปคิดว่าโฮชิจะเป็นรัชทายาท เป็นองค์ชายอะไรนั่น นี่มันเรื่องอะไรกัน



อูจียังคิดไม่ตกก็ได้ยินเสียนายทหารสั่งการให้รวบรวมกองทัพเสียก่อน



“ท่านจะไปไหน”



“ทัพยักษ์น้ำแข็งเคลื่อนตัวจากเมืองบาส์กเมื่อเย็น คาดว่าจะถึงเมืองอาจูภายในคืนนี้ เราต้องรีบไปพาองค์ชายมาที่นี่ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”



“ให้ข้าไปด้วย”



อูจีไม่รอฟังคำอนุญาติ เขาวิ่งออกจากประตูไปพร้อมกับทหารอีกหลายนาย สัมภาระถูกโยนทิ้งลงจากม้า เขาควบมันตามทหารเหล่านั้นไปในทันที เสียงร้องของม้ากว่าห้าสิบตัวร้องก้อง พวกมันถูกกระชากให้วิ่งกลับเข้าไปในป่า เสียงกระทบกันของเหล็กดังก๊องแก๊ง มาจากเสียงดาบและชุดเกราะพร้อมรบ อูจีสังหรณ์ใจว่าคงไม่ใช่แค่ไปรับตัวโฮชิอย่างเดียว แต่ถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้น พวกเขาก็คงจะพร้อมรบแน่




ไม่มีใครหยุดพักกลางทาง พวกเขาควบม้ามาถึงฝั่งตรงข้ามเมืองอาจูในเวลาเร็วกว่าที่คิดไว้ เหลือเพียงข้ามธารน้ำก็จะถึงแล้ว แต่มีบางอย่างผิดแปลกไป อูจีเพิ่งจากเมืองอาจูไปไม่ถึงครึ่งวัน แต่อากาศกลับเย็นขึ้นอย่างผิดสังเกต ยามที่เขาเป่าปากหอบ กลับมีไอน้ำออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาเสียเลย



กองทัพพากันควบม้าข้ามลำธาร มันเย็นยะเยือกจนม้าร้องโหยหวน บางตัวถึงกับถอยกลับไปตั้งหลักที่ฝั่ง แต่อูจีบังคับม้าของเขาข้ามไปได้ ก่อนจะควบเข้าเมืองไปล่วงหน้า



อูจีมาถึงกลางเมืองก่อนใคร และก็ต้องตกใจเมื่อทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ไม่มีแสงไฟหรือเสียงใดๆ ราวกับเป็นเมืองร้าง ต้นไม้ต่างๆ โดนน้ำแข็งปกคลุมเสียเกือบจำหนทางไม่ได้



“กระจายกำลังกันค้นหาองค์ชาย” เสียงนายพลที่ควบม้าตามมาร้องสั่ง อูจีไม่สนใจคำสั่งนั่น มือเย็นเฉียบของเขากระชับบังเหียนแล้วควบม้ากลับไปที่บ้าน ภาวนาว่าโฮชิของเขาจะอยู่ที่นั่น







แล้วก็เป็นจริงดั่งที่ภาวนา ร่างคุ้นเคยล้มพับอยู่หน้าบ้าน อูจีกระโดดลงจากม้ารีบคว้าตัวโฮชิเอาไว้ กระตุกผ้าที่คลุมหลังม้ามาห่มให้ความอบอุ่น



“โฮชิ ตื่นสิ”



อูจีลากร่างโตกว่าเข้าบ้าน เสกไฟขึ้นมาจากเตาผิง มือกุมขอพรเทพแห่งไฟช่วยให้ความอบอุ่นเด็กตรงหน้าแทนเขาที ไม่นานเทพท่านก็ได้ยินคำขอร้อง ร่างที่นอนแน่นิ่งก็ลืมตา อูจีโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด



“พี่… กลับมาทำไม”



“มาหาเจ้าไงเด็กโง่ บอกว่าให้ตามข้ามา ทำไมดื้อด้านนัก” อูจีเสียงสั่น หยิบผ้าห่มอีกผืนมาคลุมให้ โฮชิยกยิ้ม โอบกอดคนตัวเล็กแน่นตอนที่เขาโน้มตัวลงมาคลุมผ้า



“ไม่งั้นข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่เป็นห่วง”



“ไม่ใช่เวลามาล้อเล่น ไปเถิด เราต้องรีบหนี” อูจีผลักโฮชิออก แต่ยังไม่ทันลุก เสียงม้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระท่อม นายพลและทหารอีกห้านายเดินเข้ามาในบ้าน พวกเขาถอดหมวกและคุกเข่าทำความเคารพ



“องค์ชาย...”



โฮชิเลิกคิ้ว



“กระหม่อมมารับท่านกลับนิว เกรเทล”



“ว้าว” โฮชิหันไปมองอูจีอย่างไม่น่าเชื่อ



“นี่ข้าอยู่กับองค์ชายแห่งเกรเทลมาตลอดยี่สิบสี่ปีเลยหรือ”


อูจีไม่รับมุก เขาพยุงโฮชิให้ลุกขึ้นก่อนพูดเสียงค่อย



“ข้ามากกว่าที่ต้องพูดคำนี้”


“หมายความอย่างไร”



“องค์ชาย ไม่มีเวลาแล้ว” นายพลปราดเข้ามาคว้าร่างของโฮชิออกไป แต่ด้วยความตกใจเขาจึงเกาะแขนอูจีไว้แน่น



“เดี๋ยวก่อน นี่มันเรื่องอะไรกัน” โฮชิหันไปมองอูจี เขาต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้



“โฮชิ... นายเป็นองค์ชายแห่งเกรเทล”



“รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งเกรเทล” นายพลรีบแก้ให้



“ไม่จริงหน่า” เขายกยิ้ม “ไม่ใช่เวลาเล่นตลกไม่ใช่หรือ”



“ไม่ได้ตลก” อูจีหันมายืนยัน เขาแกะมือโฮชิออกจากแขนเขา ก่อนจะก้มลงคุกเข่าตรงหน้า



“เราต้องไปกันแล้ว องค์ชาย...” อูจีพูดกับพื้น ไม่กล้าสบตา จู่ๆ เขากับเด็กในตะกร้าก็กลายเป็นคนแปลกหน้าในเสี้ยวนาที



“พี่อูจี...”



  “เราต้องไปกันแล้ว” นายพลตัดบท ดึงแขนของโฮชิให้ออกจากบ้าน แต่ทันใดนั้น...



ตึง


เสียงของหนักกระแทกพื้นดังขึ้น ทุกคนรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน อูจีหลับตา เพราะความรู้สึกนี้มันคุ้นเคยเหลือเกิน ความรู้สึกเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่เขาได้เผชิญหน้ายักษ์น้ำแข็งตัวเป็นๆ



“ข้าเห็นมันมาตัวเดียว” โฮชิกระซิบบอก แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน



“มาหลบหลังข้า” นายพลพูดแล้วดึงองค์ชายมาซ่อนด้านหลัง เช่นเดียวกับโฮชิที่รีบกระชากคนที่ก้มหน้าก้มตาแข็งทื่อให้มาหลบด้านหลังเขาอีกที



“พี่ไหวหรือไม่”


“ไหว” แม้จะตอบแบบนั้นแต่อูจีก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น โฮชิจึงต้องนั่งลงตาม


“มานี่” เขาจับคางให้อีกคนเงยหน้า ร่างเล็กสั่นระริก ความกลัวที่สุดในชีวิตของเขากำลังกล้ำกรายเข้ามา



“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะปกป้องพี่เอง” แขนของเขาโอบรอบตัวอูจี จับให้ศีรษะพิงไหล่ ลูบหลังเขาราวกับว่าอูจีเป็นเด็กตัวเล็กๆ



“ข้าอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัว” แม้อูจีจะไม่เข้าใจว่าโฮชิจะปกป้องเขาได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่มีเวทย์มนตร์ แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขืน เหมือนกับว่าเมื่อเหตุการณ์ร้ายอยู่ตรงหน้าเขาทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว





เสียงกรอบแกรบดังขึ้นที่เพดาน ทุกคนเงยหน้ามองตามเสียง เสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และวนเวียนอยู่ตรงใดตรงหนึ่งบนศีรษะ มันเงียบไปสักพัก ก่อนเพดานจะถล่มลงมาพร้อมขาของยักษ์สีขาวโพลน อูจีกัดปากแน่น พยายามไม่ส่งเสียงร้อง มือรีบแกะแขนของโฮชิออก เพราะเขาต่างหากที่ต้องเป็นคนดูแลองค์ชาย



ทหารห้านายรีบวิ่งมาล้อมโฮชิกับอูจีไว้ แม้คนตัวเล็กจะพยายามวิ่งไปล้อมด้วย แต่ก็ถูกโฮชิกอดเอวไว้แน่น


“ปล่อยข้า”



“ข้าไม่ให้พี่ออกไปสู้หรอก”



“ปล่อย”



อูจีสู้แรงโฮชิไม่ได้ แม้เขาจะมีพลังเวทย์ แต่เขายังไม่คิดจะใช้ตอนนี้ เพราะเขาอยากเก็บแรงไว้ฆ่ายักษ์เท่านั้น



แขนสีขาวเหวี่ยงลงมาเฉียดหัวพวกเขาทีละคน และแขนอีกข้างก็เหวี่ยงลงอีกในเวลาถัดมา โฮชิก้มต่ำ แต่กดศีรษะของอูจีให้ต่ำกว่าเขาเสียอีก ทหารห้านายป้องกันโฮชิสุดกำลัง และรีบร่ายเวทย์สกัดแขนยักษ์ไว้ พลังเวทย์ยึดแขนมันเข้ากับเสาบ้านทั้งซ้ายและขวา อูจีมองอย่างตกตะลึง ยี่สิบปีที่ผ่านมาทหารของเกรเทลคงซุ่มซ้อมฝึกฝนกันมาบ้าง และมันถูกใช้งานอย่างดีก็วันนี้



ยักษ์ตัวโตร้องทุรนทุราย เพราะคาถาที่สะกดเป็นธาตุไฟ มันค่อยๆ รัดแขนข้อมือทั้งสองข้างจนพวกเขาได้กลิ่นไหม้ ยักษ์น้ำแข็งใกล้หมดฤทธิ์ แต่หากจะจบเกมมันต้องเด็ดขาด อูจีสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของโฮชิ แล้วกระโดดไปที่กลางบ้าน เขาร่ายคาถาไฟพุ่งขึ้นไป แต่ยักษ์ที่ดิ้นไปมาทำให้เขาเล็งไม่แม่นพอ กลายเป็นเวทย์ไฟพุ่งขึ้นเฉียดตาของมันแทน



มันทุรนทุรายจนเซไปข้างหลัง ทำให้มนต์ที่ยึดข้อมือทั้งสองข้างไว้เกิดขยับ อูจีเห็นว่ามันดิ้นไม่แรงเท่าไหร่ก็หลุดจากพันธนาการไฟไปได้ เวลานี้นี่แหละที่ทำให้เขากลัวที่สุด



เมื่อมือเป็นอิสระ มันยกขึ้นขยี้ตาตัวเอง ก่อนจะลืมตาดูภาพตรงหน้า อูจีคือสิ่งแรกที่มันเห็น มันก้าวทับบ้านอีกครั้ง มือยักษ์เอื้อมลงมาจะฉวยเอาร่างเล็กไป



“อูจี” โฮชิตะโกนลั่น วิ่งฝ่าจากวงล้อมของทหารออกไป เขาดึงอูจีเข้ามาในอ้อมกอด ศีรษะถูกกดให้ต่ำลง และเป็นตัวเขาเองที่อยู่ข้างบน โฮชิคิดเพียงแค่ว่า หากยักษ์หมายจะหยิบอูจีไป มือของยักษ์ต้องได้สัมผัสตัวเขาก่อน เขาไม่มีวันปล่อยให้อูจีกลายเป็นน้ำแข็งดั่งเช่นต้นไม้ริมทางแน่





วิ้ง



เขากอดอูจีแน่น ตามองพื้น มั่นใจว่าอูจีอยู่ในอ้อมกอดเขาและปลอดภัย เงาที่พื้นสะท้อนทำให้เห็นว่ามือยักษ์ฉวยลงมา แต่เขาแปลกใจที่มันกลับไม่โดนตัวเขา



โฮชิไม่กล้าเงยหน้าหรือปล่อยอูจีออกจากอก จนแรงดิ้นคลุกคลักของอูจีทำเขายอมปล่อย ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นคือมือของยักษ์น้ำแข็งพยายามจะคว้าพวกเขาไว้แต่ทำไม่ได้



มีแสงสีฟ้าปกป้องพวกเขาอยู่ มันก่อตัวเป็นโดมครอบพวกเขาทั้งสองเอาไว้ เปรียบเสมือนกำแพงที่ยักษ์ไม่สามารถเข้ามาได้



“ทะ... ทำไม” อูจีพึมพัม หันมามองโฮชิที่ยืนตัวแข็งทื่อเพื่อดูว่าเขาปลอดภัยหรือไม่ แต่มีอะไรบางอย่างสะดุดตาเขามากกว่านั้น



“โฮชิ... มือเจ้า...”



มือของโฮชิเรืองแสงเป็นสีฟ้า อูจีได้แต่อ้าปากค้าง เช่นเดียวกับตัวเขาเอง



“องค์ชาย...” ทหารทุกนายคุกเข่าลงเมื่อได้ประจักษ์ความอัศจรรย์ตรงหน้า



ทหารที่ตอนแรกกระจายตัวตามหาองค์ชายเพิ่งจะตามเสียงยักษ์มาได้ ในที่สุดตอนนี้ทหารทั้งกองทัพก็มารวมกันที่หน้าบ้าน



ศรเวทย์ถูกยิงออกไปเป็นร้อยๆ ลูก เสียงให้สัญญาณยิงกับเสียงร้องทุรนทุรายของยักษ์ดังสลับกัน ท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานราวกับจุดพลุไฟ โฮชิคว้าอูจีมากอดแนบอกป้องกันไม่ให้โดนสะเก็ดไฟ แม้จะมีพลังเวทย์ครอบพวกเขาอยู่ก็ตาม



ไม่นานยักษ์น้ำแข็งก็ล้มลงพื้น เสียงดังสนั่น ตาปิดสนิท ตามมาด้วยเสียงเฮของกองทัพ คงจะเป็นครั้งแรกหลักจากฝึกซ้อมมาที่พวกเขาล้มยักษ์ได้จริงๆ



อูจีถอนหายใจโล่งอก แต่ขาของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง



“ข้าไม่เป็นไร”


“ไม่เป็นไรได้อย่างไร หน้าซีดเช่นนี้”



“ไม่เป็นไรจริงๆ”



“องค์ชาย เรารีบกลับนิว เกรเทลกันเถิด ก่อนที่จะมียักษ์โผล่มาอีก” ทหารนายหนึ่งพราวดพราดเข้ามา


“ไม่” โฮชิปฏิเสธ ยังคงไม่เชื่อเรื่ององค์ชายและเมืองเกรเทล สำหรับเขา เกรเทลเป็นแค่เมืองในนิทานที่อูจีเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กเท่านั้น



“ข้าจะอยู่กับพี่อูจี”



“ไม่ได้ขอรับ” นายพลคุกเข่าตรงหน้า “ท่านอาจจะได้รับอันตรายได้”



“ข้าอยู่กับพี่อูจีมายี่สิบกว่าปีได้ไม่มีปัญหา ปลอดภัยดี ไม่ต้องการใครมาคุ้มครอง”



“ปลอดภัยได้อย่างไร ท่านก็เห็นว่าเมื่อสักครู่เราเพิ่งโดนโจมตี”



“นั่นก็เพราะข้าห่างจากพี่อูจีอย่างไรเล่า ดูสิ ห่างกันไม่ถึงครึ่งวัน เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นจนได้” ประโยคหลังเขาหันไปพูดยียวนใส่คนเป็นพี่ แต่อูจีไม่ขำด้วย เขาผละตัวออกจากโฮชิเพื่อทำความเคารพ ยิ่งเมื่อสักครู่ได้เห็นพลังของโฮชิ เขาก็ยิ่งรู้ตัวว่าไม่ควรทำตัวสนิทสนมไปมากกว่านี้


เพราะอูจีเป็นแค่ประชาชนเมืองเกรเทล...



“พี่อูจี...”



“กรุณาอย่าเรียกข้าอย่างนั้นเลย” เขาคุกเข่าลงกับพื้น



“เรียกอูจีเถิด ข้าต่ำต้อยกว่าท่านมาก”



“พี่เสียสติไปแล้วเหรอ”



“องค์ชาย เราต้องรีบไปแล้ว” นายพลไม่รอให้โฮชิได้ถามอะไรต่อ เขาคว้าแขนแล้วลากองค์ชายไปขึ้นม้าที่จัดเตรียมไว้ พร้อมกำลังพลคุ้มกันตลอดทางกลับไปเมืองเซนเยอร์



อูจีเงยหน้าจากพื้นด้วยความรู้สึกปนเป มันแย่ยิ่งกว่าตอนที่จากกับโฮชิเมื่อเย็นเสียอีก เพราะแบบนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็คงจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล ไม่มีเด็กชายโฮชิให้เขาแกล้งอีกต่อไปแล้ว มีแต่องค์ชายแห่งเกรเทลผู้สูงศักดิ์





“องค์ชาย หยุดก่อน”



โฮชิกระโดดลงจากม้าพระที่นั่ง แล้วกระโดดขึ้นม้าตัวเดียวกับอูจี แขนโอบเอวคนข้างหน้าเพื่อกระชับสายบังเหียนก่อนจะบังคับม้าวิ่งออกไป ทั้งกองทัพต่างสับสนกับการกระทำที่ไม่คาดคิด



“องค์ชาย... ท่านเสียสติไปแล้วหรือ”



“พี่เลิกเรียกข้าว่าองค์ชายก่อนจะได้หรือไม่”



อูจีไม่ตอบ แต่กลับสวนไปด้วยคำถาม



“นี่เจ้ากำลังจะขี่ไปไหน”



“ก็รอพี่บอกทางอยู่อย่างไรเล่า”


“ไม่รู้แล้วยังจะบังคับม้าอีก ดื้อด้านจริง” มือเล็กฉวยสายบังเหียนมาบังคับแทน มือใหญ่กว่ากุมมือเขาไว้อีกทีเพื่อให้ความอบอุ่น และเพราะความสูงที่ต่างกัน โฮชิจึงวางแก้มลงไปที่ผมนุ่มของอีกคนได้พอดี



“ถ้าไม่มีพี่คอยบ่นว่าข้าดื้อด้าน ข้าจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร”



เชื่อเถอะว่าอูจีอยากตอบกลับว่า ก็ตายไปเสียสิ แต่เกรงว่าหัวจะหลุดจากบ่า



“อยู่ได้สิ ต่อไปนี้ต้องอยู่ให้ได้ เพราะท่านเป็นรัชทายาทองค์สุดท้ายของเกรเทล”



“ไม่เห็นอยากเป็นเลยไอ้เกรเทลอะไรนี่...” โฮชิพูดเสียงแข็ง



“เราหนีไปกันมั้ย” จู่ๆ โฮชิก็เสนอขึ้นมา



“ท่านประสาทเสียไปแล้วจริงๆ สินะ”



โฮชิขำเป็นคำตอบ จับบังเหียนแน่นขึ้นและบังคับออกนอกเส้นทาง



“ทะ... ท่านจะทำอะไร”



“หนีไง”



“แล้วเกรเทล...”



  “ช่างมัน”



“เดี๋ยวพวกเขาก็จะตามเราเจอ”



“ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน”



“แล้วเรื่องยักษ์น้ำแข็ง...”


“พวกเขาจัดการได้หน่า”


“ทำแบบนี้ทำไม”



“เพราะข้าอยากอยู่กับพี่”



“…”



“ชีวิตที่ไม่มีพี่ ข้าไม่เอาหรอก”



อูจีไม่รู้จะตอบโต้อะไรต่อ เขาปล่อยให้เด็กในตะกร้าคนนั้นพาเขาไปอย่างไร้จุดหมาย รู้เพียงอย่างเดียวว่าขอให้เป็นที่ที่อุ่นขึ้นและห่างไกลจากยักษ์น้ำแข็งเท่านั้นพอ



แต่สำหรับโฮชิ เขารู้อยู่แก่ใจว่าทุกที่ก็อบอุ่นได้ ถ้าเขามีอูจีอยู่เคียงข้าง...




- จบบริบูรณ์ -










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #9 '' F FON.☂ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 23:40

    อุแงงงง ดีมากเลยค่ะ

    เพิ่งได้ฤกษ์ตามมาจากซีเครตซานต้า ฮือออ

    จากพ่อ(?) เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นความอบอุ่น สุดยอดวิวัฒนาการ ฮืออออออ แมมมม่ มันดือมากๆเลยนะคะ

    #9
    0
  2. #8 KNoum (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 21:56

    น่ารักกก
    #8
    0
  3. #7 Jaccy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 20:49
    ชอบมากๆเลยค่ะ ;-;
    #7
    0