คดีฆาตกรรมเพื่อนบ้าน

  • 83% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 9,593 Views

  • 152 Comments

  • 251 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    77

    Overall
    9,593

ตอนที่ 27 : อีกครั้ง (100%) เต็มแล้วจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 776
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    27 ก.ย. 57

ตอนที่ 24 – อีกครั้ง

 

                เอกชัยมองดูกำแพงด้านหลังที่ตนกำลังจะปีนข้ามไป มันไม่ได้สูงมากเท่าไหร่นัก มันดูพอปีนขึ้นไปได้ เขาขยับชายเสื้อลายทางของเขาขึ้นมาถึงข้อศอกเพื่อเตรียมตัวจะปีนหนี ในขณะนั้นเอง กันต์กับเกศินีก็กำลังรีบเดินออกจากบ้านของจงรัก และมุ่งตรงไปยังบ้านของเอกชัยเพื่อตามหาเจ้าของบ้าน โดยสั่งวราลีแล้วว่าไม่ให้ออกไปไหนเด็ดขาด

                “ไม่เจอใคร” เกศินีพูดหลังจากดูทั่วห้องรับแขกแล้ว “ก็แสดงว่า...”

                “เขาอยู่ที่กำแพงด้านหลังแล้ว!” กันต์พูด “รีบไปกันเถอะ คุณเกศินี เราต้องจับเขาให้ได้ ก่อนที่เขาจะลอยนวลไป”

                เอกชัยกำลังปีนขึ้นไปบนกำแพง เขาเตรียมจะกระโดดลงไปอีกฟากอยู่แล้ว แต่เกศินีกับกันต์วิ่งมาทันเสียก่อน

                “หยุดก่อน คุณเอกชัย!

                เอกชัยหันกลับมามอง สีหน้าดูตกใจ

                “คุณเอกชัย ถึงคุณจะหนีไปได้ในวันนี้ แต่คุณไม่มีทางหนีไปได้ตลอดไปหรอก”

                “อย่ามาทำให้ผมเปลี่ยนใจเลย ผมจะไปแล้ว ขืนผมไม่หนี พวกคุณก็จะเรียกตำรวจมาจับผมน่ะสิ!

                เกศินีกับกันต์มองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก ขณะนั้นเอง วราลีก็แอบฝืนคำสั่งของเกศินี เธอตามทั้งสองมาจนเจอเอกชัย

                “มีอะไรกันน่ะ?”

                ทั้งสามคนหันมา วราลียืนมองเหตุการณ์อยู่อย่างสับสน

                “วราลี?” เอกชัยมองเธอ “เธอ... เธอไม่ได้หนีไปแล้วหรอกเหรอ?”

                “คุณพูดอะไรน่ะ? หนีอะไรเหรอ?” วราลีถาม

                “ก็แสดงว่ายังไม่ได้ไปแจ้งตำรวจหรอกหรือ?”

                “จะไปแจ้งได้ยังไง... ฉันออกไปได้ที่ไหนกัน?” เธอบอก

                เอกชัยดูงุนงง

                “เธอไม่ได้หนีไป แล้วก็ไม่ได้แจ้งตำรวจ เธอไม่ใช่คนฆ่าคุณรสสุคนธ์กับณวัตน์หรอกหรือ?”

                วราลีพยักหน้า

                “แสดงว่า.... คนที่ฆ่าสองคนนั่น... คือคนที่สิบแปด? เขากลับมาอีกครั้งจริงๆ งั้นหรือ?” เอกชัยพึมพำเบาๆ ไม่มีใครได้ยิน

                “คุณเอกชัย คุณกลับเข้ามาเถอะค่ะ” เกศินีอ้อนวอน

                “ไม่! พวกคุณจะเรียกตำรวจมาจับผม กลับไปให้โง่น่ะสิ” เอกชัยพูดเสียงสั่น เขายังไม่ยอมลงจากกำแพง

                “เราสัญญาว่าจะผ่อนปรนให้คุณค่ะ เราจะช่วยเหลือคุณ” เกศินีว่า

                “ผมไม่ยอมหรอก...” กันต์พูด แต่ไม่มีใครได้ยินเพราะเขาพูดเบา

                “ขอเถอะค่ะ คุณเอกชัย มันยังไม่สายเกินไป...”

                “ยังไม่สายเกินไปอย่างงั้นเหรอ!? เอกชัยหันมาตวาดใส่เกศินี “ผมเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ฆ่าคนมาหลายคน ยังจะไม่สายเกินไปอีกอย่างนั้นเหรอ? โทษของผมน่ะ ต้องโดนประหารเท่านั้น! สามีคุณเองก็ตายเพราะผม! ทำไมยังต้องมาห่วงผมอีก! ทำไมต้องมาช่วยกันด้วย!?

                เกศินีพูดอะไรไม่ออก กันต์เองนั้นไม่อยากให้เอกชัยหนีออกไป เขากำลังคิดอยู่ว่าจะพูดอะไรดีที่ทำให้เอกชัยเลิกล้มการหนี และอยู่ในแยกนี้อย่างสงบๆ จนกว่าตำรวจจะมา...

                “และผมจะไม่ยอมถูกประหารด้วย” เอกชัยกล่าวเสียงกร้าว “ผมจะหนี”

                “คุณไม่สามารถหนีไปได้พ้นหรอก”

                กันต์พูดขึ้นมา ทุกคนหันมามองเขา

                “นายจะพูดอะไร? นายกันต์?” เอกชัยถาม

                “ผมจะบอกว่าคุณไม่มีทางหนีไปได้หรอก เพราะยังไง ตำรวจก็จะตามจับคุณได้วันยังค่ำ” เขาบอก “แต่คุณเองก็มีหนทางรอดง่ายๆ ทำไมมองไม่เห็น?”

                “หนทางง่ายๆ อะไร?” เอกชัยถาม กันต์แอบยิ้มตรงมุมปากนิดหน่อย เมื่อเห็นว่าเอกชัยติดกับเขาแล้ว

“คุณสามารถโยนความผิดของคุณให้คนที่สิบแปดได้นี่ ให้คนที่สิบแปดเป็นคนรับโทษทั้งหมด”

                เอกชัยได้ฟังก็อึ้งไป ใช่แล้ว เราเองก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน

                “ถึงคนที่สิบแปดจะหนีไปแล้ว แต่เราสามารถ...”

                “ไม่หรอก คนที่สิบแปดกลับมาแล้ว และคือคนที่ฆ่าคุณรสสุคนธ์กับณวัตน์”

                วราลีเกือบจะอ้าปากบอกแล้วว่า รสสุคนธ์ฆ่าตัวตายเองและณวัตน์ก็ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่กันต์ชิงพูดขึ้นก่อน

                “นั่นไงครับ! เพราะงั้น เราก็โยนความผิดให้ได้อย่างสบายๆ ไม่มีปัญหา” กันต์พูดอย่างมั่นใจ แต่ฝ่ายเอกชัยนั้นไม่มั่นใจ

                “แต่เราจะทำได้จริงๆ หรือ? อีกอย่าง...”

                เขาดูกังวล

                “อีกอย่าง.... จะมีใครยอมร่วมมือกับผมหรือเปล่า?”        

                เอกชัยหมายถึงวราลีกับเกศินี กันต์ส่งสัญญาณผ่านทางสีหน้าบอกทั้งสองว่า ยอมๆ ไปก่อนเถอะ

                “ก็ได้ค่ะ” วราลีพูดขึ้นก่อน “ฉันขอร่วมมือด้วย จะช่วยคุณโยนความผิดให้คนที่สิบแปด”

                “ฉันก็เหมือนกัน” เกศินีว่า “ฉันจะ จะช่วย....”

                เมื่อได้ฟังถึงขนาดนี้ก็ทำให้เอกชัยรู้สึกผิดอย่างมาก ทั้งๆ ที่เขาทำเรื่องเลวร้ายขนาดนี้ แต่ยังมีคนยอมช่วยเหลือเขาอยู่

                และแล้ว เอกชัยก็ล้มเลิกการหนี เขาลงมาจากกำแพง ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน

 

                ขณะที่ทุกคนพาเอกชัยไปยังบ้านของเขาเพื่อพักผ่อน วราลีก็หันมาถามกันต์

                “ทำไมต้องโกหกว่าคนที่สิบแปดเป็นคนฆ่าพวกคุณรสสุคนธ์?”

                “อ๋อ...” กันต์ยกมือเกาศีรษะ “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่อยากทำให้เขาลงจากกำแพงเท่านั้น”

                “อ้าว” วราลีดูงุนงง กันต์พูดต่อ

                “ยังไงเสีย พอรุ่งสาง เราก็จะเรียกตำรวจมาจับคุณเอกชัย เพราะกุญแจทั้งหมดก็อยู่กับเราแล้ว” กันต์เอ่ย “ตอนนี้ เราให้เวลาคุณเอกชัยทำใจก่อนละกัน จากนั้นค่อย.... เอ่อ จัดการอะไร... ทีหลัง”

                “อืม....” วราลีพยักหน้า และหันมายิ้มให้กันต์ “กันต์เนี่ยเป็นจอมวางแผนจริงๆ นะ”

                “อะไรนะครับ?”

                “แผนการต่างๆ ที่กันต์ให้คนอื่นทำมันเป็นทางที่ฉลาดมากเลยนะ”

                “แต่แผนการของผมก็ทำคนตายไปตั้งหลายคน...” เขาพูดเสียงเศร้า “มันไม่น่าชื่นชมหรอกครับ”

                “เราจะทำอะไรไม่ได้สินะ นอกจากนั่งรอให้ถึงฟ้าสาง” วราลีพูด

                “ครับ เมื่อรุ่งสางมาเยือน ทุกอย่างจะจบ”

 

                ระหว่างที่ทุกคนนั่งกันอยู่ในบ้านเอกชัย ตัวเอกชัยก็ได้ลุกยืนขึ้น

                “มีอะไรหรือคะ?” เกศินีถาม

                “คนที่สิบแปดบอกเองว่าเป็นคนฆ่าการิณและพรหมพร” เอกชัยว่า “ผมจะออกไปดูกระเป๋าที่ใส่ศพการิณเสียหน่อย เพราะคนที่สิบแปดอาจจะพยายามทำบางอย่างเพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เขาอาจจะทำอะไรกับศพ แล้วก็โยนความผิดให้ผมก็ได้”

                “ผมไปด้วย” กันต์เสนอ แต่วราลีขัดขึ้น

                “ไม่ต้อง ฉันไปเอง”

                เอกชัยมองวราลีอย่างชั่งใจชั่วครู่ แล้วก็อนุญาต “ได้”

                ทั้งวราลีและเอกชัยเดินออกจากบ้านไปยังที่รกร้าง วราลีเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเอาเท้าเหยียบศพใคร เอกชัยเดินหาไปทั่ว

                “กระเป๋าไม่อยู่อีกแล้ว” เอกชัยพูดเสียงสั่น “มันเป็นยังไงกันแน่?”

                “นั่นหรือเปล่า กระเป๋าน่ะ!” วราลีชี้ไปยังกระเป๋าใบหนึ่งที่วางอยู่อีกที่หนึ่ง เอกชัยเดินเข้ามา

                “ใช่ กระเป๋าใบนี้เอง มันขยับออกจากที่เดิมอีกแล้ว” เอกชัยว่า “คนที่สิบแปดเป็นคนทำจริงๆ นั่นแหละ เขาเข้ามาในแยกและซ่อนตัวอยู่นานแล้ว เพื่อฆ่าคนและขยับกระเป๋า และทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่าเพื่อนบ้านเป็นคนที่ย้ายกระเป๋า ทำให้ผมต้องฆ่าเพื่อนบ้านไปหลายคน....”

                “แต่เขาจะขยับกระเป๋าเพื่ออะไรกัน?” วราลีถาม

                “ไม่รู้สินะ...” เอกชัยมืดแปดด้าน “คนที่สิบแปดเป็นคนสังหารการิณในบ้านและทิ้งศพเอาไว้ จนผมกลับมาก็เลยเอาศพเธอยัดใส่กระเป๋า เขาอาจจะขยับกระเป๋า... ที่กระเป๋าเคลื่อนที่ได้ ก็เพื่อจะทำลายหลักฐานอะไรบางอย่างกับศพก็ได้”

                “แปลกนะคะ” วราลีสังเกต “ถ้าเป็นฉันนะ ฉันจะไม่ขยับกระเป๋า จะทำลายหลักฐานและวางไว้ที่เดิมนั่นแหละ เพราะขืนขยับกระเป๋า คนอื่นก็รู้กันพอดีว่าแอบมาทำลายหลักฐาน”

                เอกชัยเองก็เห็นด้วยกับวราลี

                “ที่เขาขยับกระเป๋านั้นเป็นเพราะว่าจะข่มขู่ฉันหรือเปล่า?”

                เอกชัยเอ่ยขึ้น

                “บางทีคนที่สิบแปดอาจจะ... ฉันเคยคิดนะว่าคนที่ขยับกระเป๋านั้นต้องการจะขู่เพื่อจะเรียกเงินจากฉัน จะหาทางแบล็คเมย์ฉันเรื่องการิณ”

                “เป็นไปได้ไหมว่า....” วราลีครุ่นคิด “เขาอาจจะอยากนำศพไปทิ้ง แต่ไม่มีโอกาส ก็เลยทำไม่สำเร็จเสียที”

                “คนที่สิบแปดอยู่กับเรามาตั้งแต่ตอนหกโมงเย็นจนกระทั่งบัดนี้ หลังจากฆ่าการิณก็ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในแยก คอยย้ายกระเป๋าเพื่อข่มขู่ฉัน ทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าเพื่อนบ้านเป็นคนทำ จนต้องฆ่าใครไปหลายคน แล้วจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าตัวเองคือคนฆ่าการิณและพรหมพร และฆ่าคนอื่นๆ ที่คิดจะแจ้งตำรวจ จนตอนนี้ เขาหนีไปแล้ว และกระเป๋าก็ยังขยับอยู่”

                “แสดงว่าเขากลับมาแล้ว” วราลีสังเกตได้ “เขาทำแบบนี้ ก็แสดงว่า...”

                เป็นไปไม่ได้ เธอคิด คนที่สิบแปดนั้นหนีไปแล้ว เพราะกันต์ทำให้เอกชัยเข้าใจว่าคนที่สิบแปดยังอยู่ในแยก

                แต่ว่ากระเป๋ายังคงเคลื่อนที่ได้เองอีก

                ถ้าคนที่สิบแปดไม่มีแล้ว แล้วใครกันล่ะ? ที่ขยับกระเป๋า? หรือคนที่สิบแปดกลับมาแล้วจริงๆ?

                “เราเก็บกระเป๋านี้ไว้ใกล้ตัวดีกว่า” เอกชัยเสนอขึ้นมา วราลีหันไปมองเขา

                “เก็บไว้?”

                “ใช่ ก่อนที่หลักฐานจะถูกทำลาย และฉันจะกลายเป็นคนผิด เราเอาศพไปเก็บในบ้านดีกว่า” เอกชัยพูดแล้วก็จัดการยกกระเป๋าด้วยอ้อมแขนของตัวเอง จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน

 

                “อย่างนั้นหรือครับ” กันต์พูดเมื่อวราลีเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง “กระเป๋าขยับได้เอง ตอนนั้นผมก็เห็น ตกลงมันเป็นฝีมือของคนที่สิบแปดหรือครับ”

                “มันไม่ใช่ฝีมือเพื่อนบ้านก็เป็นฝีมือคนที่สิบแปด แต่คนที่สิบแปดก็หนีไปแล้ว” เธอว่า “จะเหลือใครล่ะที่ทำ?”

                “มันแปลกนิดหน่อยนะครับ ถ้าคิดว่าคนที่สิบแปดมีจริง เขาก็อยู่กับเราตั้งแต่ตอนที่คุณเอกชัยเฝ้าประตู ในตอนนั้นก็มีแต่เพื่อนบ้านเราเท่านั้นที่เข้ามา ไม่มีใครเล็ดรอดเข้ามาอีกเลย แล้วคนที่สิบแปดเข้ามาได้ไง ใช่ ที่เขาขยับกระเป๋าก็อาจจะเพื่อทำลายหลักฐานบางอย่างที่ไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ว่า...”

                “แต่ว่าทำไมจู่ๆ ถึงประกาศตัวล่ะว่าเป็นคนที่สิบแปดที่สังหารการิณและพรหมพร ตอนที่เรื่องใกล้จะจบ ตอนที่เราได้กุญแจจากคุณเอกชัยมาแล้ว” เขาพูด “ถ้าเขาซ่อนตัวแต่แรกก็คือไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ว่าเขามีตัวตน เขาฆ่าการิณและทำให้คุณเอกชัยเข้าใจผิดว่าสุนัขเป็นต้นเหตุ ก็ไม่มีอะไรที่ต้องมาประกาศว่าตัวเองเป็นคนฆ่า เพราะให้เข้าใจผิดกันแบบนี้น่าจะดีแล้ว ไม่สาวความถึงตัวเอง”

                “อีกอย่าง การฆ่าคุณพรหมพร เขาก็สามารถโยนความผิดให้คุณเอกชัยได้ด้วย” กันต์บอก

                “กันต์พยายามจะพูดอะไรกันแน่จ๊ะ?”

                “ผมคิดว่า... จริงๆ ผมเคยคิดว่าคนที่สิบแปดอาจจะอยู่ในแยก” เขาพูด “แต่พอนึกดูดีๆ แล้ว เราก็ไม่เคยเห็นคนที่สิบแปดจริงๆ สักที มีแต่เสียง ทำให้ผมสงสัยว่า คนที่สิบแปด ตกลงมีจริงหรือเปล่า?”

                “ถ้าไม่มีคนที่สิบแปด แสดงว่าคนฆ่าการิณ ก็อยู่ในหมู่พวกเรางั้นเหรอ?” วราลีถาม กันต์ก็ได้แต่ส่ายหน้า

                “ข้อสันนิษฐาณผมอาจจะผิดก็ได้ครับ” เขาว่า “แต่ว่าตอนนี้... เรารอตำรวจมาก่อน”

                อีกประมาณสี่สิบนาทีก็จะหกโมงเช้าแล้ว ขณะที่รุ่งสางกำลังจะมาเยือน เอกชัยก็เริ่มร้อนรน

                “เราจะโยนความผิดให้คนที่สิบแปด แต่ว่า...” เขาพึมพำ “คนที่สิบแปดหลบซ่อนอยู่ที่ไหนล่ะ?”

                เป็นความจริงที่คนที่สิบแปดสังหารคน แต่เราเองก็สังหารคนมากมายเช่นกัน

            ถ้าหาคนที่สิบแปดไม่เจอ เรื่องก็จะกลายเป็นว่า เราคือฆาตกรคนเดียว

            เรื่องแบบนี้ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

            “กันต์” เอกชัยหันไปเรียกเด็กหนุ่มที่กำลังเหม่อลอยอยู่

                “นายกันต์!” เอกชัยตะคอกจนกันต์สะดุ้ง

                “มีอะไรหรือครับ?”

                “คนที่สิบแปดอยู่ไหน?” เอกชัยถาม “คนที่จะโยนความผิดให้ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน ถ้าขืนเป็นแบบนี้”

                “อ้าว เราก็บอกตำรวจสิครับว่าคนที่สิบแปด...”

                “แล้วไอ้คนที่สิบแปดมันอยู่ไหนกันเล่า!?เอกชัยตวาดเสียงดัง กันต์ตกใจ ทุกคนด้วย เขาเข้ามาปลอบเอกชัยไม่ให้ออกอาการประสาทอีก

                “ใจเย็นๆ ก่อน คุณเอกชัย”

                “แกเป็นคนเสนอแผนนี้ แกต้องรับผิดชอบ!” เอกชัยชี้หน้ากันต์ “จะทำยังไงถ้าฉันไม่สามารถโยนความผิดให้คนที่สิบแปดได้?”

                กันต์เริ่มหมดความอดทน เขาตะเบ็งเสียงตอบ

                “เพราะผมเหรอ!? ไม่ใช่หรอก เพราะคุณต่างหากที่ก่อเรื่อง”

                “เอ๊ะ! ไอ้บ้านี่ ไหนว่าจะช่วยเหลือไง” เอกชัยตะคอก

                “ช่วยสิ ช่วยจับส่งตำรวจไงล่ะ!” กันต์โกรธมากขึ้น เอกชัยได้ยินดังนั้นก็ชักปืนออกมาทันที ท่ามกลางความตกใจของคนที่เหลือ

                “กันต์ รีบขอโทษคุณเอกชัยเร็วๆ เข้า” เกศินีอ้อนวอน แต่กันต์กำลังโมโห เขาไม่กลัวปืนเลย

                “เห็นแก่ตัว” กันต์พูด “ยอมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่สนใจคนอื่นจะเป็นยังไง”

                “แกหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!

                “ไม่ ผมไม่หุบ ผมจะไม่มีวันปล่อยคนที่ฆ่าป้าที่ผมรักไปได้หรอก”

                “ไอ้เวรนี่!” เอกชัยเหนี่ยวไกทันที เป็นจังหวะพอดีกับที่เกศินีพุ่งเข้ามา ทำให้เธอถูกยิงทะลุหน้าอกจนลงไปนอนกองกับพื้น

                “แม่!!!

                อิศราวิ่งเข้าไปหามารดาของตน เกศินีเอามือกุมบาดแผลบนหน้าอก หายใจรวยริน เอกชัยมองภาพข้างหน้า เหงื่อออกทั่วตัว ขณะมองปืนของตัวเองที่ปลิดชีพคนไปอีกคนแล้ว

                “หนีเร็ว!!

                วราลีวิ่งเข้ามาอุ้มอิศราและหนีออกจากบ้าน ส่วนกันต์ยังยืนนิ่ง เขามองเอกชัยอย่างท้าทาย

                “อยากยิงก็ยิงเลย” กันต์พูด ยังไม่ขยับไปไหน เอกชัยมองกันต์ชั่วครู่ และมองไปยังเกศินีที่หมดลมหายใจไปแล้ว เขาตรงเข้าไปหาศพและค้นอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกง จนในที่สุดก็เจอกุญแจรั้ว

                “ในที่สุด มันก็กลับมาหาฉันอีกครั้ง สุดท้ายแล้วก็เป็นฉันอยู่ดีที่ชนะ” เอกชัยหัวเราะออกมา

                “ฆ่าฉันซะเลยสิ! ฆ่าให้ตายไปเลย แกจะได้ติดคุกไงล่ะ!!” กันต์ตะคอก แต่เอกชัยกลับส่ายหน้า

                “ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ไม่สิ ฉันไม่ปล่อยให้จำเลยอย่างแกหนีรอดไปได้หรอก”

                “จำเลย?” กันต์ฉงน

                “ใช่” เอกชัยยิ้ม “ในเมื่อคนที่สิบแปดไม่มี ฉันก็จะโยนความผิดทั้งหมดให้แกเสียเลย”

                “คุณทำไม่ได้หรอก!

                “ทำได้สิ” เอกชัยพูด “ทุกคนจะต้องตาย ฉันเองก็ต้องตาย และในที่สุดจะเหลือแกแค่คนเดียวเท่านั้น และฉันจะพ้นมลทิน เหลือแต่แกที่แปดเปื้อน!

                “คุณบ้าไปแล้ว คุณเอกชัย”

                “ฉันบ้ามาตั้งนานแล้ว” เอกชัยยอมรับ “มากับฉัน ไปฆ่าอีกสองคนที่เหลือกัน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #120 Σʍρeror_ɔr (@055440769) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2557 / 09:06
    อห.บ้าไปแล้ว =_________________=
    #120
    0
  2. #106 ลูกแมวตัวน้อยๆ (@noramonj) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 14:23
    เราว่าคนที่สิบแปดอาจจะโดนโทษน้อยกว่าเพราะฆ่าคนๆเดียวแล้วใช้เอกชัยเป็นเครื่องมือเพื่อฆ่าคนอื่นๆยังไงเอกชัยก็น่าจะโดนหนักกว่าเพราะว่าทำการฆาตกรรมหมู่แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าคนอื่นหลอกใช้ด้วยมันเป็นเพราะความกลัวถ้าแจ้งตำรวจตั้งแต่เรื่องการินตายก็จบ เอกชัยไม่ค่อยมีความคิดด้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่าไหร่น่ะ
    #106
    0