พ่ายรักนางมารหมื่นพิษ

ตอนที่ 27 : นางมาร บทที่ 26

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,691
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 456 ครั้ง
    19 พ.ค. 63

บทที่ 26

          รถม้าสองคันมุ่งตรงเข้ามาในตัวเมืองทางเขตตอนใต้ของแคว้น นำขบวนมาด้วยหญิงสาวสวมอาภรณ์เนื้อดีสีดำขลับ ใบหน้างามมีผ้าสีดำคาดปิดอยู่เหมือนทุกครา นางดึงบังเหียนม้าให้หันกลับไปเดินเทียบด้านข้างรถม้า ที่มีสองพี่น้องช่างจ้อนั่งอยู่ด้านใน 


“สหายเราแยกกันเพียงตรงนี้เถอะ ข้ามีธุระอื่นต้องไปจัดการ” ซูหนี่ว์เลื่อนเปิดหน้าต่างรถม้าพลางเอ่ยบอกสหายเสียงเรียบ


“ซูหนี่ว์ เหตุใดเจ้าไม่ไปพักที่จวนพวกข้าก่อนเล่า” เสียงอันฉีเอ่ยออกมาจากในรถม้า


“เราค่อยเจอกันวันลงทะเบียนเถอะ ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการเสียก่อน” 


“ได้งั้นไว้เจอกันนะ” เป็นเฉินคุนที่เอ่ยตอบซูหนี่ว์ไป ขบวนรถม้าของซูหนี่ว์จึงแยกออกไปอีกทางทันที

          ตลอดระยะเวลาห้าวันในการเดินทาง ซูหนี่ว์ เฉินคุน และอันฉี สนิทสนมกันไม่น้อย เอ่ยถามกันไปมาจึงรู้กว่าทั้งสองเป็นบุตรฮูหยินเอกของเสนาบดีกรมพระคลัง บิดาของทั้งคู่ก็มีความสนิทสนมกันมากพอสมควร ตระกูลจ้าวสายรองยังอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยทำให้ทั้งคู่จำต้องเดินทางไปพักที่บ้านสายรองของตนระหว่างรอลงทะเบียนเรียนในอีกเจ็ดวัน

          ซูหนี่ว์ขี่ม้านำขบวนรถม้ามาจอดตรงจุดลับตาผู้คน จากนั้นจึงจัดการแปลงโฉมให้ซื่อซื่อให้ สวมอาภรณ์เนื้อดี สีฟ้าสดใส ดูหรูหราและสง่างาม รวบผมเป็นหญิงสาวที่ออกเรือนแล้วบนศีรษะก็ประดับปิ่นหยกหรูหราสวยงามเข้าชุดไว้หลายอัน ส่วนพี่ใหญ่ของตนจากอาภรณ์สีดำก็เปลี่ยนเป็นสีครามปักลายกิเลนสีขาว ดูหล่อเหลาและน่าเกรงขาม


“พี่ใหญ่ของข้าช่างหล่อเหลาเสียจริง พี่สาวก็งามนัก เหมาะสมกันยิ่ง ไม่สู้แต่งกันไปจริงๆ เลย” ซูหนี่ว์เอ่ยแซวทั้งคู่ทำให้ สองหนุ่มสาวผู้ฟังมีใบหน้าซับสีชมพูระเรื่อ 


“อะแฮ่ม..เดี๋ยวนี้กล้าแซวข้าแล้วหรือ” พี่ใหญ่เอ่ย แต่ดันหันหน้าหนีไปอีกทางทำให้ซูหนี่ว์ได้แต่ยิ้มกริ่ม 

          สงสัยจะจับคู่ยวนยางได้ถูกคู่เสียแล้ว ส่วนซื่อซื่อก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาจัดอาภรณ์ของตนทำเป็นไม่ได้ยินที่ซูหนี่ว์เอ่ยแซวแต่ใบหน้านวลนั้นกลับแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ


“พวกพี่ก็อายุมากแล้ว ข้ายินดีนะเจ้าคะ หากพวกพี่ๆจะ...” ซูหนี่ว์เอ่ยด้วยใบหน้าทะเล้นพลางเว้นคำให้พวกเขาไปคิดกันเอาเอง


“หนี่ว์เอ๋อร์! เดี๋ยวเถอะนะ” เป็นซื่อซื่อที่เขินอายจนทนไม่ไหวถึงกับเอ่ยเสียงดังพลางเอื้อมมือไปดึงแก้มยุ้ยๆ ของซูหนี่ว์อย่างแรง  แต่เจ้าตัวหาได้สนใจไม่ทันยังยิ้มล้อเลียนทั้งคู่ไม่เลิก


“ฮ่าๆๆ พอแล้วก็ได้ข้าไม่แซวแล้ว พี่ใหญ่เจ้าคะ ท่านจำเป็นต้องมีชื่อแล้วนะข้าจะให้ท่านใช้แซ่ ไป๋ ชื่อ เฟิงอี้ ดีหรือไม่” ซูหนี่ว์ใช้แซ่เก่าของนางมาตั้งชื่อให้กับพี่ใหญ่ของตน 


“ตามใจเจ้าเถอะ” เขาเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ 


“ซูหนี่ว์ขอคารวะ นายท่านไป๋ และฮูหยินไป๋เจ้าค่ะ คิคิ” ซูหนี่ว์เอ่ยพร้อมกับคารวะทั้งสองด้วยท่วงท่างดงามพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะคิกคัก


“สนุกใหญ่แล้วนะ นี่แน่ะ!” ซื่อซื่อเอ่ยพร้อมทั้งเขกหัวทุ้ยๆ ของซูหนี่ว์ด้วยความมันเขี้ยว


“เลิกแซวพวกเราได้แล้วน้องเล็ก ออกเดินทางกันต่อเถอะ ทางนู้นคงยืนรอต้อนรับเราเมื่อยแย่แล้ว” ไป๋ เฟิงอี้ เอ่ยจบก็ขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเอื้อมมือออกมาเพื่อรับฮูหยินกำมะลอของตนขึ้นรถม้าตามไปด้วย 

          ท่ามกลางสายตากรุ้มกริ่มของซูหนี่ว์ แต่นางก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยแซวอีกเพราะทั้งหัวทั้งแก้มของนางนั้นแดงไปหมดแล้ว

          ซูหนี่ว์กระโดดขึ้นรถม้า นำหน้าขบวนไป จนเจอกับป้ายหอบุปผาใหญ่โต มีความสูงสี่ชั้น ด้านหน้ามีเหล่าข้ารับใช้บางส่วนและเหล่า ผู้ปรุงโอสถ ผู้ปรุงพิษ ออกมายืนต้อนรับเปิดตัวการมาของนายท่านไป๋ เจ้าของหอบุปผาเสียใหญ่โต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มามุ่งดู ว่าเจ้าของหอผู้นี้คือใคร

          เมืองหนานเปียน* ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแคว้น เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งที่สุดในแคว้นหยางรองจากเมืองหลวง และยังเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าหายากมากมาย มีตั้งตลาดมืดค้าของหายาก มีโรงประมูลอยู่หลายแห่ง 

          และหอบุปผาที่กำลังจะเปิดตัวนั้นถูกกระจายข่าวเป็นวงกว้างว่าเป็นของคหบดีหนุ่มผู้ร่ำรวยที่จะเดินทางมาพร้อมกับฮูหยินวันนี้ เป็นหอที่จัดตั้งขึ้นเพื่อค้าขายโอสถและสมุนไพรชั้นดี ทั้งยังมีโรงประมูลสินค้าหายากอีกด้วย ทำให้ผู้คนในเมืองนั้นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

          ซูหนี่ว์กระโดดลงจากรถม้าก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถม้าทำท่าทีว่าตนนั้นเป็นเพียงสาวใช้ เพียงไม่นานก็ปรากฏร่างสูงใหญ่ของ ไป๋ เฟิงอี้ คหบดีหนุ่มผู้เป็นเจ้าของหอบุปผาแห่งนี้ ตามมาด้วยร่างผอมบางของหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงาม ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีระมัดระวัง มีชายหนุ่มคอยประคองอยู่ไม่ห่างด้วยท่าทางทะนุถนอมรักใคร่ฮูหยินของตนยิ่ง ทำให้สาวเล็ก สาวใหญ่ที่มาดูหน้าตาของคหบดีหนุ่มอดที่จะอิจฉาฮูหยินผู้นี้ไม่ได้ 

“คารวะนายท่านไป๋!! คารวะไป๋ฮูหยิน!!” เสียงเอ่ยคารวะดังไปทั่วทั้งบริเวณ 

          ไป๋ เฟิงอี้ และซื่อซื่ออดที่จะขนลุกไม่ได้กับการแสดงของกลุ่มคนตรงหน้า เพิ่งตั้งชื่อให้เขาเมื่อครู่แท้ๆ เจ้าพวกนี้เตรียมพร้อมกันยิ่ง ทั้งคู่เดินเข้าหอบุปผาไปด้วยตามด้วยซูหนี่ว์ที่เดินตามไม่ห่างอยู่ข้างหลังเมื่อคนเข้ามาจนหมดประตูหอก็ปิดลง


“เล่นใหญ่กันเสียจริง” พี่ใหญ่หันไปเอ่ยกับน้องห้าของตน ที่แต่งตัวทำท่าทางราวกับตนเองเป็นผู้จัดการดูแลหอ


“ต้อนรับนายท่านกับฮูหยินทั้งทีก็ต้องยิ่งใหญ่เป็นธรรมดาขอรับ ฮ่าๆๆๆ” น้องห้าเอ่ยพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี


“หนี่ว์เอ๋อร์ เราไปเดินสำรวจหอกันเถอะ” ซื่อซื่อสลัดคราบฮูหยินผู้สูงศักดิ์หันไปเอ่ยชวนซูหนี่ว์เดินสำรวจหอบุปผาแห่งนี้อย่างตื่นเต้น


“ได้เจ้าค่ะไป๋ฮูหยิน ส่วนพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนกันได้แล้ว” ซูหนี่ว์เอ่ยตอบรับ พลางเดินสำรวจหอไปรอบๆ 

          มูลค่าของหอนี้พี่ใหญ่มาเบิกเงินกับนาง ถึงห้าล้านเหรียญทองเชียว ทำให้นางต้องขายน้ำแร่มรกตถึงหกขวด ขวดละห้าแสนเหรียญทอง และยังต้องขายน้ำแร่ทิพย์อีกสองหยด หยดละหนึ่งล้านสองแสนเหรียญทอง ถึงจะพอซื้อตึกและตกแต่งที่แห่งนี้ 

          ทั้งสองสิ่งนี้ขายได้ราคาสูงก็จริงแต่ไม่ควรนำมาขายบ่อยนักโดยเฉพาะน้ำแร่ทิพย์ เพราะมันคือสิ่งหาที่หายากระดับสิบ หากนำออกขายบ่อยๆ จะเป็นที่สงสัยเอาได้

          ซูหนี่ว์เดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างพึงพอใจ พี่ใหญ่จัดการทุกอย่างให้นางได้ตามต้องการเสียจริง ชั้นล่างจะแบ่งเป็นสัดส่วน มีห้องขายสมุนไพร ห้องขายโอสถ มีโถงนั่งเล่นตรงกลางขนาดใหญ่ไว้รับรองแขก และมีห้องตรวจรักษาอีกห้าห้อง ชั้นนี้จะวางขายสมุนไพรระดับต่ำและกลาง ราคาสมุนไพรจะไม่สูงมาก และจะตรวจรักษาให้คิดค่าตรวจเพียงหนึ่งเหรียญทองแดง หอแห่งนี้ถือคติไม่รังเกียจคนจน ผู้มีเงินน้อยก็สามารถเดินเข้ามาซื้อยาได้

          ส่วนชั้นสอง ก็จะมีส่วนคล้ายชั้นหนึ่งอยู่มาก แต่โถงกลางต้อนรับแขกดูหรูหรากว่าหลายส่วน ชั้นสองจะขายสมุนไพรระดับสูง และโอสถระดับหกถึงระดับเก้า ราคาจะสูงกว่าการต้อนรับจึงดีกว่า มีห้องตรวจรักษาห้าห้องเหมือนกัน ภายในห้องก็ดูหรูหรากว่าชั้นหนึ่งอยู่มากไว้ต้อนรับผู้มีกระเป๋าหนัก

          ส่วนชั้นสามก็เป็นโถงประมูลขนาดใหญ่มีที่นั่งบุกนวมอย่างดี เรียงรายเป็นครึ่งวงกลม รอบเวทีขนาดใหญ่ ทั้งยังมีห้องรับรองส่วนตัวโอบล้อมโถงประมูลถึงสิบห้อง แบ่งเป็นห้องธรรมดาห้าห้อง แต่ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยงามมีเก้าอี้บุนวมอย่างดีสี่ตัว เพราะห้องธรรมดาจะรองรับได้เพียงสี่คนเท่านั้น ขนาดห้องไม่ใหญ่ไม่เล็ก และห้องใหญ่อีกห้าห้อง ภายในตกแต่งไว้อย่างหรูหรา มีทั้งเก้าอี้บุนวมหนานุ่ม โต๊ะประชุมขนาดใหญ่ สามารถใช้เป็นห้องประชุมหารือได้ด้วย รอบรับได้ถึงสิบห้าคน แต่ราคาค่าห้องใหญ่ที่ซูหนี่ว์ตั้งไว้นั้นแพงแสนแพง 

          เพราะนอกจากจะขายความหรูหราของห้องแล้วนางยังขายการบริการระดับสูงไว้ด้วย ราคาห้องใหญ่อยู่ที่หนึ่งหมื่นเหรียญทอง ห้องธรรมดาอยู่ที่ห้าพันเหรียญทอง แม้จะแพงมากแต่หากได้ลองแล้วซูหนี่ว์รับรองได้ว่าทุกคนจะต้องกลับมาใช้บริการอีกแน่นอนและหากซื้อสินค้าในการประมูล จะได้รับส่วนลดจากสินค้าที่ประมูลได้ด้วย มีบริการอาหารและชาสูตรพิเศษไว้รับรอง และของกำนัลอีกมากมายที่นางเตรียมไว้แจกผู้มาใช้บริการห้องรับรองแห่งนี้

          ส่วนชั้นสี่ นั้นเป็นที่พักของซูหนี่ว์และนายท่านใหญ่ของหอแห่งนี้ โถงรับรองหรูหราอยู่ตรงกลาง มีห้องทั้งหมดหกห้อง เป็นห้องทำงานขนาดใหญ่หนึ่งห้อง ห้องเก็บสินค้าขนาดใหญ่อีกหนึ่งห้อง และห้องพักของซูหนี่ว์ ซื่อซื่อ พี่ใหญ่และพี่ห้าคนละห้อง 

          ส่วนด้านหลังของหอประมูลนั้นจะเป็นที่พักของลูกน้องทั้งหลาย มีสวนขนาดใหญ่ตรงกลางไว้นั่งพักผ่อน ดูสบายตายิ่ง และยังมีพื้นที่ไว้ปลูกสมุนไพรด้วย พื้นที่ของหอบุปผากินพื้นที่กว้างขวาง ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในท้ายตลาด เดิมเป็นโรงเตี๊ยมที่กำลังขาดทุนเพราะคนไม่คนพลุ่งพล่านเจ้าของเดิมจึงอยากจะขาย ไป๋ เฟิงอี้จึงใช้เงินซื้อตึกนี้มาแล้วมาตกแต่งเพิ่มตามที่น้องเล็กของตนต้องการ

          ซูหนี่ว์เดินดูสถานที่อย่างพึงพอใจแล้วจึงเรียกพี่ใหญ่ พี่ซื่อซื่อ และพี่ห้าของตนให้ขึ้นมาที่ชั้นสี่เพื่อหารือและช่วยกันนำสมุนไพรชั้นสูงออกมาวางเรียงราย ชั้นหนึ่งนั้นถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนชั้นสองยังขาดก็เพียงสมุนไพรขั้นสูง และโอสถระดับเก้า 

          ซูหนี่ว์นำโอสถระดับแปดและเก้าออกมาเพียงห้าชนิด และสมุนไพรระดับสูงเพียงห้าชนิดออกมาวางแสดง ที่เหลือจะมีเพียงรายชื่อยาและรายชื่อสมุนไพรระดับสูงที่หอบุปผามี นางไม่คิดจะนำออกมาวางเยอะเพราะมันเป็นของที่มีราคาสูง สิ่งที่อยู่ในรายการขายแต่ไม่นำออกมาแสดงนั้นซูหนี่ว์นำมันใส่ไว้ในแหวนมิติให้พี่ใหญ่กับพี่ซื่อซื่อเป็นผู้ดูแลทั้งหมด


“พี่ห้าให้คนไปกระจายข่าวหน่อยพรุ่งนี้หอบุปผาเปิดเป็นวันแรก สินค้าทั้งหมดในหอจะลดราคาสามในสิบส่วน และจะเปิดประมูลน้ำแร่ทิพย์หนึ่งหยด น้ำแร่มรกตสองขวด โสมอายุวัฒนะระดับสิบสองดอก หญ้ามังกรระดับสิบหนึ่งต้น”


“น้องเล็กเปิดวันแรกก็ลงน้ำแร่ทิพย์เลยหรือ” พี่ห้าเอ่ยถามดวงตาเบิกกว้างนิดๆ 

          เพราะน้ำแร่ทิพย์ขึ้นชื่อเรื่องของหายากแม้รู้ว่าน้องเล็กจะมีมันมากมายก็ตามแต่ก็ไม่ควรสุ่มสี่สุ่มห้าเอาออกประมูลง่ายๆ


“เปิดหอวันแรกมันก็ต้องเล่นใหญ่หน่อยสิพี่ห้า ผู้คนจะได้จดจำ” ซูหนี่ว์เอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้พี่ห้าของตน




*เมืองหนานเปียน หนานเปียนหมายถึงทิศใต้นะคะ ไรท์เอาทิศมาตั้งเป็นชื่อเมืองด้วย เผื่อใครจะงงกันนะคะ


พี่ใหญ่มีชื่อแล้วนะคะ จากเงาธรรมดา น้องปั้นให้เป็นคหบดีผู้ร่ำรวยแล้ว

ฮ่าๆๆๆ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 456 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,046 ความคิดเห็น

  1. #930 kimurakung (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 21:08
    จับคู่ได้1คู่ละ #งานนี้รวยแน่ๆ
    #930
    0
  2. #486 aern242539 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 09:39
    หู้ยยยยยย สวยๆ รวยๆ อะจรา
    #486
    0
  3. #440 เมมฟิส (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 13:56
    สั้นจัง
    #440
    0
  4. #411 เจ้าแมว (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:31
    จัดชุดใหญ่ไฟกะพริบเลยยยย
    #411
    0
  5. #206 Onlineonzeze (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 19:07

    มีคู่พี่ใหญ่ไหมคะไรท์

    #206
    0
  6. #203 nannaphattay (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 18:42
    น้องซูเล่นใหญ่ตลอด อยากเห็นพี่ใหญ่กับซื่อซื่อเขาหวานกันอ่ะ พี่ใหญ่จะเกี้ยวซื่อซื่อยังไงน้าาาา อยากเห็นๆ
    #203
    0
  7. #201 por4312525 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 12:59

    สนุกมากๆ
    #201
    0
  8. #200 Aiwapw (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 01:14
    เหยยยยย เล่นใหญ่มากจริง
    #200
    0
  9. #199 Preen772 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 23:28
    เอาอีกๆๆๆๆๆ
    #199
    0