::SWEET PROJECT:: The 2nd Story :: Creamy Hug [NAP]

ตอนที่ 4 : Creamy Hug [EP.4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 57

:: SWEET PROJECT ::

Title: Creamy Hug [NAP]

Author: PuddingJelly

Story: PuddingJelly

Part:
4


ย่านทงแดมุนกลับมามีชีวิตชีวาในเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน ย่านดังที่เคยเงียบเหงาในเวลากลางวันกลับคึกคักและเต็มไปด้วยแสงสีในยามค่ำคืน ใช่แล้วครับ วันนี้ผมมาทำงานแถวนี้ และวันนี้ก็เป็นผับเต็มรูปแบบซะด้วย พอพูดถึงทงแดมุนใบหน้าของเด็กคนนั้น...อันแดเนียล ก็ลอยเข้ามาในหัวผม แต่วันนี้เราคงไม่เจอกันหรอกนะ อายุยังไม่ถึงเลย ถ้ามาจริงละก็นะ ผมคงไม่เป็นอันทำงานแน่ๆ เฮ้ออออ~ ทำไมผมถึงต้องมานั่งคิดถึงเด็กคนนั้นด้วย
      
พอผับเปิดผู้คนก็ทยอยกันเข้ามา ขนาดเป็นผับชื่อดังของย่านนี้ แต่ในวันนี้คนก็ยังคงไม่เยอะมาก อาจจะเป็นเพราะเป็นวันทำงานกลางสัปดาห์ เมื่อคนไม่เยอะหน้าที่ผมก็สบายๆไม่มีอะไรมาก เพลงก็ไม่ต้องมิกซ์ให้ยุ่งยากนะเพราะคนที่จะมาแดนซ์แทบจะไม่มี ส่วนมากก็นั่งจิบเครื่องดื่มไปคุยกันไปมากกว่า มีคนเดินมาขอเพลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ที่แปลกสุดๆ วันนี้ผมยังไม่โดนขอเบอร์
       
คิดอะไรเพลินๆไปเรื่อยเปื่อย สายตาผมก็พลันไปสะดุดเข้ากับร่างบางที่วันนี้มาในชุดเสื้อยืดแขนยาวตัวยาว และกางเกงสกินนี่ ให้ตายเถอะ นี่มันผับนะ อายุก็ไม่ถึง และยังจะมาคนเดียวอีก คราวนี้มันอันตรายกว่าคราวที่แล้วหลายเท่านะ ถ้าเมาเละไม่รู้เรื่องแบบคราวที่แล้วอีกจะทำไง ผมล่ะอยากจะเดินไปลากออกมาจากร้านซะเดี๋ยวนี้เลย เฮ้ออ จริงๆเลย...อันแดเนียล
       
"ผมขอโค้กครับ"

วันนี้มาแปลกแฮะ สั่งโค้กกระป๋องเดียว แต่มันก็ทำให้ผมโล่งใจที่อย่างน้อยวันนี้เด็กนั่นคงไม่เมาแน่ๆ วัยรุ่นมาผับแต่ก็มานั่งเฉยๆเนี่ยนะ แต่จริงก็ดีแล้ว ถ้าลุกมาแดนซ์ผมว่าต้องโดนพวกขี้เมาเข้าไปนัวแน่ๆ หน้าหวานสวยอย่างกับผู้หญิงขนาดนั้น นั่นไงยังไม่ทันไรเลย ก็มีผู้ชายกลุ่มใหญ่ตรงเข้าไปหาโต๊ะที่แดเนียลนั่งอยู่


       
"ว่าไงจ๊ะน้องสาว สนใจไปนั่งดริ้งกับพวกพี่มั้ย"
       
"หน้าหวานเจี๊ยบขนาดนี้ ขอจุ๊บซักทีสิจ๊ะ"
       
"ผมเป็นผู้ชายนะครับ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงคุณเข้าใจผิดแล้ว"
       
"อย่ามายุ่งกับผมนะ!" ผมปัดมือพวกโรคจิตที่พยายามจะเข้ามาแตะตัวผม แต่พวกมันมากันหลายคนถึงผมจะเป็นผู้ชายแต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แล้วทีนี้ผมจะทำยังไงดีล่ะ ซวยแล้วสิอันแดเนียล


       
สายตาผมยังคงจับจ้องไปที่โต๊ะของแดเนียลและตอนนี้ผมกำลังโมโหมากที่จู่ๆไอ้ พวกผู้ชายสันดานแย่ก็เข้ามายุ่งกับคนของผม เอ้ย ไม่สิมายุ่งกับเด็กมัธยมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ผมก็ยังต้องพยายามควบคุมอารมณ์ไว้ก่อนเพราะอยู่ในเวลางานผมไม่อยากมี เรื่องกับแขกแต่ถ้าผมหมดความอดทนล่ะก็...

 
      
ผลัวะ!! ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาดูจากที่เมื่อกี้ผมหลับตาเพราะกลัวไอ้โรคจิตพวกนั้น ผมนี่ก็ประหลาดเนอะ สู้ไม่ได้ดันนั่งหลับตาตัวสั่นซะนี่ ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกลุ่มคนโรคจิตสามสี่คนนอนกองอยู่กับพื้น...ผมอึ้งไม่หายใครกันนะที่มาช่วยผม
       
"อ้าว...นี่คุณ..."
       
"ขอบคุณนะครับที่มาช่วยผม...อีกแล้ว" ใช่ครับเค้าคือดีเจคนที่ไปส่งผมที่หอเมื่อคืนก่อน เขาทำงานที่ร้านนี้ด้วยหรอเนี่ย ทำไมตอนเข้ามาผมไม่ทันได้สังเกตนะ ใช่สิเข้ามาแป๊บเดียวก็เกิดเรื่องเลยนี่หมดสนุกเลย

       

ในที่สุดความอดทนของผมมันก็หมดลงจนได้ถึงได้ลงไปมีเรื่องกับแขก แต่ถ้าแขกพฤติกรรมแย่ๆแบบนี้ผมก็ไม่ทนหรอก แถมยังมาทำกับเด็กคนนี้อีกขีดความอดทนผมก็เลยต่ำลงมากทีเดียว  พอผมจัดการกับลูกค้าแย่ๆเสร็จผมก็หันกลับไปมองแดเนียล เขาหลับตาแน่นตัวสั่นเป็นลูกนกเลย สงสัยคงกลัวมาก พอเขาลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่าเป็นผมเขาดูประหลาดใจอยู่นิดหน่อย แล้วรีบขอบคุณผมใหญ่เลย ไม่รู้ล่ะที่นี่อันตรายเกินไปสำหรับเขานะ ผมว่าผมควรพาเขากลับไปส่งที่หอได้แล้วเด็กดีไม่ควรอยู่ในที่แบบนี้หรอก



ผมจูงมือเขาเพื่อจะพาไปที่รถ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรคงจะเข้าใจแล้วมั้งว่า ผมจะพาไปไหน จะเชื่อใจคนอื่นง่ายเกินไปแล้วนะแดเนียลถ้าไม่ใช่ผมเขาจะยอมเดินตามมาง่ายๆ แบบนี้ไหม...
       
"ย๊า...แคป!! นี่นายรู้ตัวรึเปล่าว่าทำอะไรลงไป ทำไมถึงมีเรื่องกับลูกค้า แล้วนี่นายจะไปไหน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!!" เสียงผู้จัดการร้านตะโกนเรียกผมลั่น แต่คิดว่าผมจะสนใจหรอ ผมยังคงเดินต่อไม่ได้หยุดตามเสียงเรียก
       
"ถ้านายไม่หยุด ฉันจะไล่นายออกตั้งแต่วันนี้!" ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง...แต่คงไม่กลับไปหรอก งานน่ะเรื่องเล็กคน ข้างๆผมสำคัญะกว่าเรื่องงานเยอะ ผมยกยิ้มที่มุมปากแล้วเดินออกจากร้านไป

       

ผมยังมึนจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไม่หาย รู้ตัวอีกทีก็ถูกพาออกมานอกร้านแล้ว
       
"เดี๋ยวครับคุณ..." ผมรั้งมือไว้เพื่อให้เขาหยุดเดินพลางสายตาก็มองไปที่มือของเขาที่จับมือผมไว้อยู่และเหมือนเขาจะรู้ตัวเขาจึงปล่อยมือผมลง
       
"เอ่อ...คุณชื่อแคปใช่มั้ยครับ?"
       
"เราเจอกันอีกครั้งแล้วสินะครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ร้านนี่ด้วย ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่มาช่วยผมไว้ แล้วก็...ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณถูกเอ่อ...ไล่ออก" คำสุดท้ายผมพูดเบาๆและก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากผู้ชายที่ชื่อแคปเหมือนเคยเขาเอ่ยออกมาแค่สามคำสั้นๆ
       
"ไปขึ้นรถ"

เหอะ!คนประหลาด


       
เขามาส่งผมที่หอพักเหมือนคืนก่อนแต่คราวนี้ใช้เวลาไม่นานนักเพราะหอพักผม อยู่ไม่ไกลจากร้านเท่าไหร่ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใดๆระหว่างเราสองคน จะพูดง่ายๆก็คือไม่เคยมีบทสนทนาระหว่างเราสองคนที่โต้ตอบกันยาวกว่าสองประโยค ป่วยการณ์ที่ผมจะนั่งพูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียว แต่จริงๆแล้วที่ผมเลือกที่จะนั่งเงียบๆเพราะผมยังรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เขาถูกไล่ออก
       
"ขอบคุณนะครับที่มาส่ง" ขณะที่ผมลงจากรถและกำลังจะปิดประตู ผมก็ได้ยินประโยคนึงที่ทำให้ผมกลายเป็นคนบ้ายิ้มหน้าบานกลับขึ้นห้อง มันเป็นแค่ประโยคสั้นๆเบาๆ ผมคาดว่าเจ้าตัวคงตั้งใจจะพูดกับตัวเองโดยไม่ให้ผมได้ยิน แต่พลาดแล้วล่ะผมได้ยินเต็มสองหูเลย...ประโยคที่ว่าน่ะหรอ
       
"ฝันดีนะอันแดเนียล..."


       
ผมถูกไล่ออกซะแล้วล่ะ แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นความผิดของแดเนียลหรอกนะ เขาไม่ได้ร้องขอให้ผมช่วยผมเต็มใจที่จะเข้าไปช่วยเองและผมเองก็รู้ดีอยู่ แล้วว่าผลมันจะต้องเป็นแบบนี้ ผมพาเขาออกมานอกร้าน กำลังจะเดินไปที่รถแต่เขากลับรั้งมือผมไว้แล้วหยุดเดิน ผมหันกลับมาเห็นเขากำลังมองไปยังมือของเราที่จับกันอยู่ ถ้าพูดจริงๆก็คือมือผมที่จับมือเขาอยู่ ผมกลัวเขาจะไม่พอใจจึงเลือกที่จะปล่อยมือเขาลงทั้งๆ ที่ไม่อยากจะปล่อยเลยสักนิด เมื่อผมปล่อยมือเขาแล้วเขาก็พูดแจ้วๆใหญ่เลยท่าทางดูจะยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ประโยคสุดท้ายเขากลับพูดเบาๆและก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด แต่ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่แคร์สักนิดที่ผมถูกไล่ออกแค่คนตรงหน้าปลอดภัย...เท่านั้นที่ผมต้องการ แต่ปากมันก็ไม่เคยทำงานตามที่ใจคิดสักครั้งเพราะมันดันเอ่ยออกไปแค่ว่า
       
"ไปขึ้นรถ"
       
ระหว่างทางจากร้านไปยังหอพักของแดเนียล เขาเอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกเงียบๆ ไม่มีเสียงน่าฟังคอยซักนู่นถามนี่เหมือนคืนก่อนทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าเขายัง คงรู้สึกผิดอยู่ ผมขอโทษนะที่ทำให้รอยยิ้มของคุณหายไป...ผมใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าหอพักยัง ไม่อยากให้เขาไปเลย แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะรั้งไว้ เขาขอบคุณผมอีกครั้งและเปิดประตูลงรถไป ผมอยากบอกกับเขาว่าฝันดี แต่...คงได้แค่พูดเบาๆกับตัวเอง
       
"ฝันดีนะอันแดเนียล"...


       
ผมรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตผมน่าเบื่อน้อยลง คงเป็นเพราะเด็กคนนั้น ถึงแม้เราจะเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าของกันและกัน แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าน้องเขาชื่อแดเนียล และแดเนียลก็รู้จักผมในฐานะดีเจแคป เรื่องราวของเราสองคนมันคงเป็นแค่ความบังเอิญที่เกิดขึ้น ไม่นานก็คงผ่านไป ทั้งๆที่บางครั้งอยู่ดีๆหน้าของแดเนียลก็ลอยเข้ามา หรือแม้ว่าผมจะอยากไปหา หอพักเขาก็รู้แต่ผมก็ยังไม่กล้า ก็เลยทำได้เพียงปล่อยให้มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญต่อไป
       
"เฮ้ย! มินซู! คิดไรอยู่วะเดี๋ยวอมยิ้ม เดี๋ยวทำหน้าอย่างกะหมาหงอย อย่างกับคนบ้า" ไอ้ตัวน่าเบื่อในชีวิตผมมาแล้วครับ โชจงฮวาน จริงๆผมก็ไม่ได้เบื่อมันหรอก แต่เรา2คนเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เรียกได้ว่ามันคงเป็นคนเดียวที่เวลาถามอะไรมาแล้วผมไม่ตอบแต่มันรู้คำตอบของผม เจอกันทุกวัน วันละหลายๆชั่วโมงไม่เบื่อยังไงไหว
       
"เปล่านี่กูปกติดี ยังไม่ได้บ้า"

"เออๆไม่บ้าก็ไม่บ้าครับคุณชายมินซู...เอ้อ  กูไปสั่งกาแฟแป๊บนึงนะ"

"เออๆตามสบายครับคุณชายจงฮวาน~" แล้วดูมันครับ ทิ้งทรัพย์สินไว้บนโต๊ะหมดเลยทั้งกระเป๋าตังค์ กุญแจรถ โทรศัพท์ เป็นอย่างงี้ทุกทีเลยเพื่อนผม อ้าวนั่นไงมีสายเข้าด้วย ใครโทรมานะ...ผมไม่ได้เสียมารยาทนะครับแต่ผมกับมันไม่ค่อยจะมีมารยาทต่อกันสักเท่าไหร่ก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้วนี่นา แต่ความไม่มีมารยาทครั้งนี้ก็ทำให้ผมช็อคครับ สายเรียกเข้า'เนียลน้อย' ชื่อคล้ายเด็กคนนั้นเลย แถมตั้งเป็นชื่อเล่นซะด้วย...แต่แค่ชื่อมันก็น่าจะซ้ำกันได้ใช่มั้ย แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็นคนเดียวกันนั่นก็คือรูปที่ปรากฏชัดบนหน้าจอนั่น...รูปถ่ายคู่กันอย่างสนิทสนมของเพื่อนผมกับเด็กคนนั้น...อันแดเนียล

"จงฮวานโทรศัพท์มึงมีสายเข้าน่ะ" ผมตะโกนบอกมันไป แต่ในใจน่ะหรออยากรู้แทบตายว่าน้องเค้าเกี่ยวข้องอะไรกับจงฮวานทำไมถึงดูสนิทสนมกันขนาดนั้น ขณะที่ไอ้จงฮวานรับโทรศัพท์ผมก็ทำเป็นนั่งจิบกาแฟเพลินๆไม่สนใจ แต่จริงๆน่ะตั้งใจฟังเต็มที่เลย ปกติผมไม่ได้เป็ยคนชอบแอบฟังชาวบ้านเค้าคุยกันหรอกนะ แต่นี่ถือเป็นกรณียกเว้น
       
'อันยองเด็กน้อย...'
       
'พี่ก็คิดถึงเรามากๆเหมือนกัน'

'ไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง โดนใครรังแกบ้างรึเปล่า'

'อย่าลืมดูแลตัวเองดีๆนะตัวแสบ พี่เป็นห่วง'

'สร้อยข้อมือหรอ...ก็ใส่อยู่เนี่ยคร้าบ ใครจะกล้าเก็บไว้เฉยๆเดี๋ยวโดนงอนแย่เลย'

'ที่แท้ก็จะโทรมาเช็คว่าพี่ใส่มั้ยแค่นั้นเองหรอเนี่ยร้ายนะเรา'

'ครับๆบ๊ายบาย'

ไอ้จงฮวานวางสายโทรศัพท์ไปแล้วครับ แต่ผมกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่...เด็กน้อย...คิดถึง...ตัวแสบ... เป็นห่วง...ที่สำคัญ'สร้อยข้อมือ'...ผมเหลือบมองที่ข้อมือของจงฮวาน มันใส่สร้อยข้อมือจริงๆด้วยและผมก็จำได้ว่าเคยเห็นสร้อยคล้ายๆแบบนี้ที่ข้อ มือ'เนียลน้อย'ของไอ้ฮวานเหมือนกันจะต่างกันก็แค่จี้ที่ห้อย ของเนียลน่าจะเป็นรูปแม่กุญแจ ส่วนของไอ้ฮวานเป็นลูกกุญแจ...คงจะเป็นสร้อยคู่สินะ... ทำไมผมถึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพื่อนผมมีแฟน ทั้งๆที่ผมกับมันก็อยู่ด้วยกันตลอด นี่แสดงว่าผมกำลังแอบชอบ เฮ่ยไม่สิ...แค่...บังเอิญรู้จักแฟนเพื่อนแค่นั้นเอง

"มินซู... บังมินซู... ไอ้! บัง! มิน! ซู!..."

"เฮ้ย~ อะไรเล่าตะโกนลั่นร้านเลยไอ้ฮวาน"

"มึงนั่นแหละเหม่ออะไร กูเรียกก็ไม่ได้ยิน คิดถึงใครอยู่หรือไง"

"เปล๊าา กูไม่ได้คิดถึงใครซักหน่อย แล้วมึงล่ะ คุยกับ'แฟน'เสร็จแล้วหรอ"

"เออ...วางสายไปตั้งนานแล้ว"

"คบกันนานแล้วหรอ ทำไมไม่เห็นแนะนำให้กูรู้จักเลย..."

"อ๋อ...นานแล้วรู้จักกันตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะ มึงถามทำไม สนใจแฟนกูหรอ? วันนี้มึงพูดมากผิดปกตินะมินซู"

"เปล่านี่กูจะสนใจแฟนมึงได้ยังไง รู้จักก็ไม่รู้จัก"

"อ้าวหรอ...เห็นสนอกสนใจจัง ปกติไม่เห็นจะสนอะไรเท่าไหร่ เอออ...แล้วคนที่โทรมาเมื่อกี้น่ะลูกพี่ลูกน้องกู ไม่ใช่แฟนเว่ย"

"ให้กูเชื่อหรอ? กูไปก่อนนะแล้วเจอกันในคลาส"

"มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย~ บังมินซูโหมดไหนวะ" ไอ้ฮวานตะโกนไล่หลังมาแต่ผมไม่สนใจหรอก เพราะผมยังไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนนั้นจะเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องของไอ้ฮวานมัน พี่น้องกันเค้าเป็นแบบนี้หรอ...ถ่ายรูปหน้าแทบจะติดกัน ไหนจะสร้อยคู่นั่นอีก...ผมคงต้องปล่อยให้ความบังเอิญจบลงแค่ตรงนี้แล้วล่ะ ครับในเมื่อผม'บังเอิญ' รู้เข้าว่าเขาเป็นแฟนของเพื่อนสนิทผม


     
"เฮ้...มินซู เป็นอะไรไปวะซึมเป็นหมาหงอยอีกละ" ไอ้จงฮวานเดินเข้ามาสะกิดผม ผมเงยหน้าขึ้นมามองมันแว๊บนึงแล้วก้มลงขีดๆเขียนๆอะไรเรื่อยเปื่อยลงในชีท เรียนต่อ

"..."

"เอ้า...ถามก็ไม่ตอบ นี่อย่าบอกนะว่ามึงงอนกูที่กูไม่เคยบอกมึงว่ากูมีน้องน่ะ"

"งอนพ่องสิ มึงไม่ต้องมาโกหกกูหรอกว่าเด็กคนนั้นเป็นน้องมึง มึงจะมีแฟนก็เป็นเรื่องของมึงกูก็เป็นแค่เพื่อนมึงไม่จำเป็นต้องบอกกูทุกเรื่องก็ได้"

"ได้ไงวะ ก็มึงกำลังเข้าใจกูผิดอยู่เนี่ยกูก็ต้องอธิบายให้มึงเข้าใจสิ มึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจมึงกูจะอธิบายให้มึงฟังแค่รอบเดียวนะ"

"กูมีลูกพี่ลูกน้องคนนึงเป็นเด็กผู้ชายชื่ออันแดเนียล เนียลเป็นลูกของน้องสาวแท้ๆของแม่กู
กูกับเนียลโตมาด้วยกันก็เลยสนิทกันมากอย่างที่มึงเห็น แต่ครอบครัวเนียลย้ายไปอยู่ที่อังกฤษ นานๆจะกลับมาเที่ยวเกาหลีทีนึง ตอนน้องกลับมาน้องก็ไม่ได้บอกกูก่อนด้วยซ้ำ กูเลยไม่ได้บอกมึงไงว่ากูมีน้องและมึงก็เลยไม่เคยเจอน้องกู แต่ตอนนี้เนียลย้ายกลับมาเรียนที่เกาหลีแล้ว...พอใจมึงยัง?"

"..." ผมไม่ตอบอะไรไปหรอกครับ แต่ผมรู้ว่าจงฮวานมันรู้ว่าผมฟังอยู่ และผมก็เชื่อทั้งหมดที่มันพูดเพราะมันกับผมสนิทกันมานานจงฮวานไม่เคยโกหกผมเลยสักครั้ง อย่างงั้นก็แสดงว่าไอ้ฮวานกับแดเนียลก็ไม่ใช่แฟนกัน แถมยังเป็นพี่น้องที่สนิทกัน ผมกับไอ้ฮวานก็เป็นเพื่อนสนิทกัน...ดีเลย...เข้าทางพี่นี่ล่ะ! ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ความกังวลทั้งหมดเมื่อตอนกลางวันมันหายไปหมดเลยครับแค่คิดถึงหน้าเด็กคนนั้น...

"ไอ้มินซูท่าทางจะบ้าจริงๆด้วยแฮะ...อยู่ดีๆก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียวเปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงๆ"

 
To Be Continue..

cinna mon
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #23 SugarMark (@lucifersunmin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 16:12
    โห่วววว ถ้าจงฮวานไม่อธิบายนี่คงไม่มีละแคปเนียล555
    #23
    0
  2. #17 Choifai_L.joe (@choifine121) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 / 22:15
    ตอนแรกนึกว่าเรื่องจะไปกันใหญ่!!!
    แอบจิตตก คิดไปไกลกับพี่มินซู55555555
    พี่แกก็โวยวาน ไม่ฟังหน้าฟังหลังเลย....!!!
    แต่พอรู้ความจริง นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองเห็นหนทางรักอันใหญ่ยิ่งเลย555555555555
    น่าจะให้พี่จงฮวานไม่ต้องรีบอธิบาย อยากเห็นคนโมโหตาย55555555
    รู้ไปนี้พี่มินซูจะเดินหน้าจีบน้องเนียลยังไงนะ อิ อิ ต้องติดตาม^^
    ไรท์เตอร์ฟิคหนุกนานอ่า ชอบๆ
    ว่างๆแต่งคู่ชางริกด้วยนะ (ขอเลย55555)
    #17
    0
  3. #8 RWKCSJ (@myungjong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 / 03:33
    อร๊างงงงงงงงงงงงง
    เนียลเขินแคปซะแร้ว เอิ๊กกกกกกกก
     
    แต่ก็นะ มันน่าจับตีจริงๆ ไปเที่ยวสถานที่อย่างนั้นได้ยังไงกัน!!!
    คุณแม่นีเอลคะ ถ้าไม่จับน้องแต่งกะมินซู ก็พาน้องกลับอังกฤษเถอะ 
    ซนแบบนี้ น่าเป็นห่วงมาก orzzzzz
     
    บังมินซูเห็นทางสว่างแล้วสินะคะ 
    แต่กว่าจะเห็นทางสว่างก็คิดไปเองแปดตลบเลยนะคะ แหม่ 
    เพื่อนบอกตอนแรกก็ไม่เชื่อ ต้องให้อธิบายซะยาวเหยียด
    #8
    0
  4. #3 Toh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2556 / 14:27
    ไม่ค่อยเห็นโหมดนี้ของ CAP เท่าไหร่เลย 555 อ่านไปยิ้มไป สนุกมากค่ะ ^^
    #3
    0