Heart Melt :: หัวใจอุ่นไอรัก [Boy's Love]

ตอนที่ 28 : Chapter 27 :: คิดถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ก.ค. 61

               

               
                  :: Chapter 27 :: 'คิดถึง'

               ตั้งแต่วันนั้นที่ผมเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้ไอติมไป ถึงแม้ว่าน้องจะไม่อยากยอมรับมันเท่าไหร่แต่ดูเหมือนน้องจะทำตามข้อเสนอนั้นได้อย่างดีเลยล่ะครับ ดีเสียจนผมใจหายกลัวว่าไอติมจะค่อยๆ ห่างจากผมไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วเราก็จะต้องแยกจากกัน ผมยอมรับครับ ว่าผมก็เป็นแค่คนขี้ขลาดคนนึง ขนาดจะขอห่างกับน้องผมยังไม่กล้าไปพูด ไปบอกต่อหน้าเลย ทำได้แค่พิมพ์ข้อความส่งไปในแชทเพราะผมรู้ดีว่ามันเป็นข้อเสนอที่ทำร้ายจิตใจน้อง ผมกลัวว่าถ้าผมไปอยู่ต่อหน้าน้องผมคงไม่กล้าจะพูดมันออกไป หรือถ้าพูดได้จริง เมื่อเห็นน้ำตาของไอติมผมก็คงทนใจแข็งทำตามคำพูดของตัวเองไม่ได้แน่ๆ

 

               ทุกอย่างที่ผมตัดสินใจไปนั้นมันมีเหตุผลครับ เพียงแต่ผมยังไม่สามารถที่จะอธิบายให้ไอติมเข้าใจได้ ผมเพียงแค่ต้องการเวลาที่จะแก้ปัญหาและจัดการให้ทุกๆ อย่างมันเรียบร้อย หวังว่าน้องคงจะยังเชื่อในตัวผมจนกว่าจะถึงตอนนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเหมือนเป็นโรคจิตเลยครับ ทั้งที่เป็นฝ่ายขอห่างเองแท้ๆ แต่ผมก็ยังคอยตามดูน้องอยู่ห่างๆ ว่าในแต่ละวันน้องไปไหน ทำอะไรบ้าง แค่ได้เห็นว่าไอติมสบายดีผมก็พอเบาใจไปบ้าง

 

               “เหม่ออะไรอีกวะมึง ช่วงนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ” ไอ้จัสเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่นั่งเงียบมานาน วันนี้พวกเราไม่มีเรียนครับ แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้ามานานพอสมควร เพื่อนๆ ก็เลยลากผมออกมานั่งเล่นที่คาเฟ่แถวๆ มหาวิทยลัย ถึงแม้ว่าพวกมันจะรุมด่าเรื่องที่ผมขอห่างกับไอติม แต่เหมือนเป็นการด่าเพื่อเรียกสติผมมากกว่า เพราะยังไงเพื่อนก็คือเพื่อนครับ ทั้งสามคนรู้ดีว่าสภาพจิตใจผมค่อนข้างแย่จึงพยายามชวนผมไปไหนมาไหนด้วยเสมอนี่สินะครับที่เขาว่า เพื่อนแท้ย่อมไม่ทิ้งกัน

 

               “เรื่องน้องไอติมแน่ๆ เลย...”

               “เฮ้อ...” ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวันหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเค้ก นี่เค้กอ่านความคิดผมได้หรือยังไง

 

               “อะไรของมึงวะเป็นคนขอห่างเอง แล้วก็มานั่งถอนหายใจทิ้งแบบนี้ ถามจริง มีอะไรที่ยังไม่ได้บอกพวกกูอีเปล่าวะ” มิชินี่ก็อีกคน ผมคงปิดเพื่อนๆ ไม่ได้จริงๆ แหละครับ ตอนแรกที่ผมเลือกที่จะไม่บอกเพื่อนๆ ก็เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวและเรื่องภายในครอบครัว แต่ตอนนี้ผมอึดอัดเกินกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว ถ้าเล่าให้ฟังอย่างน้อยอาจจะมีใครช่วยคิดและว่าชี้ทางให้ผมได้บ้าง

 

               “จริงๆ มันก็มี... ป๊าบังคับให้กูหมั้นกับแกงส้ม...”

               “เชี่ย!” ไอ้จัสกับไอ้มิชิถึงกับสบถออกมาพร้อมกันหลังจากได้ยินความจริงจากปากผม

 

               “นั่นคือสาเหตุที่วอร์มต้องไปไหนมาไหนกับน้องแกงบ่อยๆ สินะ...” ผมพยักหน้ารับข้อสันนิษฐานของเค้ก ตอนนี้ทุกคนดูอยู่ในสภาวะตกตะลึง โดยเฉพาะจัสที่ถึงกับนั่งทึ้งผมตัวเอง ไม่แปลกหรอกครับ เพราะตอนแรกที่ป๊าบอกผม ผมก็ช็อคไม่ต่างจากพวกมันเท่าไหร่ ถึงผมกับแกงส้มจะเคยเป็นคนคุยกันตอนมัธยมปลาย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะกลับไปคุยกับน้องแล้วพัฒนาความสัมพันธ์ให้มันเกินเลยกว่าพี่น้องได้นี่ครับ

 

               “เฮ้อ... นั่นแหละ สาเหตุของปัญหาทั้งหมด กูไม่รู้ว่าเพราะป๊ารับไม่ได้เรื่องที่กูคบกับไอติมซึ่งเป็นผู้ชายรึเปล่า...”

               “กูก็พอเข้าใจป๊ามึงนะ ยิ่งบ้านมึงค่อนข้างจีนด้วย คงไม่โอเคเท่าไหร่ที่ลูกชายจะทำอะไรผิดแปลกจากกรอบหรือธรรมเนียมของสังคมปกติอะมึง แต่เดี๋ยวนะ... สรุปป๊ามึงรู้แล้วหรอว่ามึงคบกับน้องไอติม” ไอ้มิชิยื่นมามาจับบ่าผมเป็นการให้กำลังใจ

 

               “ช่วงก่อนลอยกระทงอะ กูไม่รู้เว้ย ใครจะไปคิดวะ ว่าป๊าจะมาหากูถึงห้องนี่หว่า แล้วตอนนั้นกูกับน้องก็กำลัง...”

               “เชี่ย! ป๊ามึงเข้ามาเห็นตอนมึงกำลังกดน้องเลยเหรอวะ”

 

               “สัดจัส! ไม่ใช่ไหม กูแค่กำลังเล่นกับน้อง ฟัดน้องด้วยความมันเขี้ยวเฉยๆ” พูดแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นเลยครับ ตอนนั้นเรากับกำลังมีความสุขกันมาก หลังจากที่ป๊าผมมาหา ผมก็เห็นนะว่าน้องซึมๆ ไปบ้าง แต่พอเราไปลอยกระทงด้วยกันทุกอย่างมันก็ดีขึ้นและราบรื่นมาโดยตลอด ผมเองก็ไม่เคยบอกที่บ้านหรอกครับว่าผมคบกับใคร เป็นแฟนกับใคร ไม่ได้พาไปแนะนำอย่างเป็นทางการ แล้วผมก็ไม่ได้ถามป๊าด้วยว่าตกลงวันนั้นป๊าเข้าใจว่ายังไง

 

               “แล้ววอร์มจะเอายังไงต่ออ่า...”

 

               “วอร์มไม่รู้เลยเค้ก แต่สองสามวันมานี้ไอติมหายไป วอร์มไม่เห็นน้องเลยทั้งในมหาลัยและที่หอ วอร์มไม่รู้ว่าน้องหายไปไหน ตั้งแต่ที่ขอห่างกันไปน้องก็ไม่เคยเปิดอ่านข้อความที่วอร์มส่งไปในแชทอีกเลย วอร์มไม่รู้จะไปตามหาน้องที่ไหน ก่อนหน้านี้ถึงจะไม่ได้เจอหน้ากันตรงๆ ไม่ได้คุย แต่ก็ยังพอได้เห็นหน้าน้องบ้าง แค่นั้นวอร์มก็รู้สึกแย่มากพอแล้วอะ แต่นี่น้องหายไปเลย วอร์มจะเป็นบ้าตายแล้วเค้ก”

 

               “ไม่ใช่ว่าพวกกูไม่อยากช่วยมึงนะ แต่ว่าขนาดน้องจูยังไม่รู้เลยว่าน้องไอติมหายไปไหนอะ”

               “ไอ้จัสพูดถูก เมื่อกี้น้องจูก็เพิ่งตอบแชทกูว่าน้องไอติมขาดเรียนมาสองสามวันแล้ว”

               “น้องไวท์ก็บ่นให้เค้กฟังเหมือนกัน ว่าไม่รู้ช่วงนี้น้องไอติมหายไปไหน...”

 

               “วอร์มรู้เค้ก เพราะวอร์มก็ถามสองคนนั้นแล้วเหมือนกัน วอร์มกลัว... กลัวว่าน้องจะหนีไปแล้วไม่กลับมาหาวอร์มอีกแล้ว...” ผมสารภาพสิ่งที่คิดและกังวลมาโดยตลอดให้เพื่อนฟังโดยไม่กลัวเสียฟอร์มอะไรทั้งนั้น เพราะผมเองก็จนปัญญาแล้วจริงๆ ทั้งเป็นห่วง ทั้งกังวลไปหมด 

 

               “มึงลองโทรไปหาน้องรึยังวะ”

               “กูลองแล้วมึง แต่น้องปิดเครื่อง” จัสเกาหัวแก้เก้อ มันคงคิดว่าผมจะฟอร์มจัดไม่ยอมโทรไปหาน้องสินะ แต่เปล่าเลยครับ ผมลองทุกหนทางแล้ว ยิ่งนึกก็ยิ่งโกรธตัวเองที่เป็นฝ่ายผลักไอติมออกไปแบบนั้น

 

               “เค้กนึกออกแล้ว เค้กว่ามีคนนึงที่น่าจะพอช่วยได้นะวอร์ม หลังๆ มานี้เค้กเห็นน้องอยู่ด้วยกันบ่อยๆ”

               “ใครหรอเค้ก” ไอ้มิชิชิงถามตัดหน้าผม

 

               “วอร์มจำน้องมินทร์ได้ไหม ที่วอร์มเคยมาถามเค้กตอนวันลอยกระทงอ่ะ เดี๋ยวเค้กเอาไอดีไลน์น้องให้นะ วอร์มลองไปคุยกับมินทร์ดูนะ เผื่อน้องจะรู้ว่าน้องไอติมหายไปไหน” เค้กนั่งกดโทรศัพท์ตัวเองอยู่พักนึงก่อนที่จะมีรายละเอียดของบุคคลที่สาม ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอแชทของผมกับเค้ก แค่เห็นรูปดิสผมก็หงุดหงิดแล้ว รอยยิ้มแบบนี้มันเหมือนกับตอนที่ผมเจอมินทร์พร้อมไอติมแถวๆ หน้าหอสมุดตอนนั้นเลย

 

               “ขอบคุณมากนะเค้ก พวกมึงสองตัวด้วย”

               “สู้ๆ นะวอร์ม”

               “เออ พวกกูเอาใจช่วยนะเว้ย มีไรให้ช่วยก็บอก”

               “ขอให้มึงตามหาน้องเจอ แล้วก็รีบๆ แก้ปัญหาให้ได้นะ พวกกูช่วยได้แค่นี้จริงๆ ว่ะ”

 

               “งั้นกูไปตึกวารสารก่อนนะ มินทร์น่าจะอยู่ที่นั่น แล้วเจอกัน” ผมบอกลาเพื่อนๆ ทั้งสามก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่คาดว่าคนที่จะสามารถช่วยผมได้คนสุดท้ายจะอยู่ที่นั่น ระหว่างนั้นผมก็ทักแชทไปหามินทร์และได้รับการตอบรับกลับมาว่าเขาอยู่ที่ตึกคณะตามที่ผมคาดเอาไว้จริงๆ

 

               เมื่อผมมาถึงที่หมายก็พบว่ามินทร์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ถึงผมจะเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียวแต่ผมก็จำหน้าได้แม่นเลยล่ะครับ อีกอย่างคือช่วงที่ผมห่างกับไอติม หมอนี่ก็อยู่กับน้องบ่อยอย่างที่เค้กว่า แถมยังชอบอัพรูปไอติมลงแอคตัวเองอีกต่างหาก ความจริงแล้วผมก็ไม่คอยถูกชะตากับเขาเท่าไหร่หรอกครับ ผมก็พอจะดูออกว่าหมอนี่คิดไม่ซื่อกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่อนุบาลของตัวเอง ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นหนทางสุดท้ายแล้วผมคงไม่แบกหน้ามาขอความช่วยเหลือจากเขาหรอก

 

               “สวัสดีครับ พี่วอร์ม...” มินทร์ยกมือไหว้ผมและเอ่ยทักทายซึ่งผมว่าก็คงทำไปตามมารยาทเท่านั้น เพราะสีหน้าของเขาตอนนี้ดูบอกบุญไม่รับและดูไม่ได้ยินดีที่จะมาคุยกับผมเท่าไหร่

 

               “ขอโทษที่ต้องมารบกวนเวลานะ”

               “ครับ ว่าแต่... พี่มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”

               “อืม... เรื่องไอติมน่ะ เห็นว่าช่วงที่ผ่านมามินทร์กับไอติมอยู่ด้วยกันบ่อยนี่...”

 

               “ใช่ครับ ก็ถ้าไออยากให้ผมไปหาตอนไหนผมก็พร้อมไปหาเสมอ หรือต่อให้บางทีไอไม่ได้อยากให้ผมไปหา แต่ผมก็ไม่อยากให้ไอต้องมานั่งซึม นั่งคิดมากอยู่คนเดียว ผมก็เลยชวนไอไปเดินถ่ายรูปเล่น ให้ลืมเรื่องแย่ๆ ในชีวิตไปบ้างน่ะครับ” ผมชักจะหงุดหงิดแล้วนะ เพราะคนตรงหน้าจ้องผมตาเขม็งพร้อมกับยกยิ้มอยากเย้ยหยัน ซ้ำยังจงใจเน้นเสียงเฉพาะคำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นเรื่องแย่ๆ ในชีวิตของไอติมอีกต่างหาก

 

               “เข้าเรื่องเลยแล้วกัน มินทร์พอจะรู้ไหมว่าตอนนี้ไอติมอยู่ที่ไหน”

               “เหอะ! งั้นผมขอถามอะไรพี่หน่อยนะครับ” มินทร์แสดงสีหน้าไม่พอใจอยากชัดเจน

               “ว่ามาสิ...”

 

               “พี่ไม่รู้ตัวบ้างเลยเหรอครับ ว่าทำอะไรผิดต่อไอไว้บ้าง ที่ผ่านมาตอนที่เขาต้องการพี่ พี่หายไปไหนมาครับ” ผมสัมผัสได้ถึงสายตาและน้ำเสียงที่เหยียดผม ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะว่าตัวเองทำผิดต่อน้องมากแค่ไหน แต่ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน ผมไม่ได้นอกใจน้องไปคบกับคนอื่นหรือหลอกลวงน้องแล้วคบซ้อนสักหน่อย  และด้วยเหตุผลบางทำให้ช่วงที่ผ่านมาผมไม่สามารถที่จะอยู่ข้างๆ ไอติมได้

 

               “ช่างมันเถอะ ผมไม่สนเหตุผลของพี่หรอกนะ แต่ทำไมวะ! ทั้งๆ ที่ไอเลือกพี่ ทำไมพี่ถึงไม่ดูแลเขาให้ดีๆ วะ แล้วยังจะมีหน้ามาถามหาไอกับผมอีกเหรอ เคยแคร์ความรู้สึกของไอบ้างไหม” ผมหน้าชาวาบตอนที่ได้ยินคำพูดของมินทร์ นั่นสินะ แทนที่ผมจะดูแลน้องให้ดี กลับกลายเป็นว่าผมนี่แหละ ที่เป็นคนทำร้ายความรู้สึกน้อง

 

               ความจริงแล้วผมอาจจะไม่คู่ควรกับน้องก็ได้ แต่ไม่ว่าจะยังไงผมก็ต้องเคลียร์กับไอติมให้ได้ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เราต้องปล่อยมือจากกันไปทั้งที่ยังเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดแบบนี้หรอก แต่หลังจากนี้ หลังจากที่ผมได้อธิบายทุกอย่างแล้วถ้าน้องจะตัดสินใจยังไงผมก็จะเคารพตามการตัดสินใจนั้น

 

               “ขอร้องล่ะมินทร์... พี่มีเรื่องต้องคุยกับไอจริงๆ ก่อนที่อะไรๆ มันจะแย่ไปกว่านี้...”

               “นี่มันยังแย่ไม่พออีกเหรอครับ พี่แม่ง! ไม่คู่ควรกับไอเลยว่ะ” มินทร์ใช้ขวดน้ำในมือฟาดเข้ากับผนังอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพอสมควรเพื่อระบายความโกรธออกมา ทำให้คนที่อยู่แถวๆ นั้น หันมามองที่พวกเราเป็นตาเดียว ผมเองก็ไม่รู้จะตอบกลับไปยังไงเหมือนกัน

 

               “.....”

               “ผมสัญญากับไอไว้แล้ว และผมจะไม่มีวันผิดคำสัญญาเด็ดขาด ขอโทษนะครับ แต่ผมคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ” ทันทีที่คนคนเดียวซึ่งรู้ว่าไอติมอยู่ที่ไหน คนที่เป็นเหมือนความหวังสุดท้ายของผมหันหลังเดินจากไป ก็เหมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้นดับลงทำให้ทุกหนทางมืดสนิท เรี่ยวแรงทั้งหมดของผมก็เหมือนจะหมดไปด้วย ตอนนี้ผมแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น อยากจะร้องไห้ออกมาตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด

 

               ผมไม่เคยคิดเลยว่าปัญหาที่ผมเชื่อมาตลอดว่าผมจะสามารถแก้ไขและหาทางออกได้ด้วยตัวผมเองมันจะลุกลามใหญ่โตกลายเป็นเรื่องเกินกำลังของผมและเรื่องเข้าใจผิดทั้งหลายทั้งปวงที่ผมปล่อยทิ้งไว้จะย้อนกลับมาทำร้ายทั้งตัวผมเองและคนที่ผมรักสุดหัวใจ ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม ผมควรทำยังไงดี ผมไม่รู้ว่าจะต้องร้องขอหรือวิงวอนต่อสิ่งใด แต่ได้โปรดเถอะครับ ขอโอกาสให้ผมได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องด้วยเถิดนะครับ ขอโอกาสเพียงแค่สักครั้ง

 

               “ไหวเปล่า ไอ้หมา” แล้วจู่ๆ น้ำเสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้น มีไม่กี่คนหรอกครับที่เรียกผมแบบนี้ เมื่อหันไปเจอร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็สร้างความประหลาดใจให้ผมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

               “วิม... นี่มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

               “ก็รีบกลับมาช่วย กลัวว่าคนแถวนี้จะขาดใจตายเสียก่อน” อีกคนตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติผมคงคิดว่ามันตั้งใจกวนผมแน่ๆ แต่ตอนนี้ผมกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและจริงใจที่ถูกส่งมาพร้อมกับรอยยิ้มนั้น แล้วความอัดอั้นที่อยู่ในใจผมมานานก็ถูกระบายออกมาให้คนตรงหน้าฟัง

 

               “ป๊าไม่ฟังกูเลย... กูเชื่อมาตลอดนะว่าต่อให้ป๊าไม่เข้าใจขอแค่น้องเข้าใจกู อยู่ข้างๆ กูอะ กูจะต้องจัดการทุกอย่างให้มันเรียบร้อยได้ ไม่เคยคิดเลยว่ากูจะเป็นคนทำร้ายความรู้สึกน้องจนน้องหนีกูไปแบบนี้ กูไม่ไหวแล้วจริงๆ อะวิม... กูต้องทำยังไงวะ เขาถึงจะยอมฟังกูบ้างอะ วิม... มึงช่วยกูด้วยนะ กูรักน้องมากจริงๆ กูได้ไม่อยากเลิกกับน้อง กูไม่ได้อยากหมั้นกับแกงส้ม กูขอร้องล่ะ... ช่วยกูด้วยนะวิม...” เสียงของผมแหบและสั่นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากตาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกทุกอย่างที่ผมพยายามกดกลั้นไว้ภายนั้นเหมือนกำพังได้พังทลายลงมา ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ มันเจ็บไปหมด มันจุกแน่นจนพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไปแล้ว

 

               “ถึงมึงไม่ขอร้องกูก็ช่วยมึงอยู่ดีแหละวอร์ม มึงเป็นน้องชายกูนะ” วิมดึงผมเข้าไปกอด วินาทีนี้ผมไม่สนใจแล้วครับว่าคนอื่นจะมองยังไงที่ผู้ชายสองคนมายืนกอดกันอยู่ใต้ตึกคณะแบบนี้ ผมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกปวดตาและหายใจไม่ค่อยสะดวกนักจากอาการคัดจมูกซึ่งเกิดจากการร้องไห้ เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นผมก็ตั้งสติและหยุดร้องไห้พร้อมบอกกับตัวเองว่าผมต้องสู้และจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด

 

               “ร้องไห้เป็นลูกหมาถูกทิ้งเลยมึง ท่าทางจะอาการหนักจริงๆ นะคราวนี้” ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายของผมยีหัวผมเล่นก่อนจะหัวเราะชอบใจกับสภาพของผมที่เพิ่งปล่อยโฮใส่มันไปเมื่อครู่นี้

 

               “ไม่ต้องมาแซวกูเลยวิม แล้วนี่มึงกลับมานานยัง”

               “นานหลายชั่วโมงแล้ว ฮ่าๆๆ ใจเย็นดิวะ กูไม่อยากให้มึงเครียดนะ เพิ่งลงเครื่องเมื่อเช้า กลับบ้านเอาของไปเก็บ งีบพักนึงแล้วก็ออกมาหามึงนี่ไง โทรหาก็ไม่รับนะมึงอะ เดือดร้อนทำกูต้องไปถามหากับเพื่อนๆ มึง” วิมอธิบายแต่ก็ยังไม่วายกวนประสาทผมอยู่ดี สงัสยผมมัวแต่ตั้งใจคุยกับมินทร์จนไม่รับรู้ถึงแรงสั่นของโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงเลย

 

               “แสดงว่ามึงรู้เรื่องทุกอย่างแล้วใช่ไหม”

               “อืม... น้องแกงเล่าให้กูฟังหมดแล้ว เอาจริงๆ ต่อให้มึงยอมทำตามที่ป๊าสั่ง กูก็จะไม่อยมให้มึงมั่นกับน้องแกงอยู่ดี...”

               “เดี๋ยวนะ... ทำไมกูรู้สึกเหมือนพลาดอะไรไปเลยวะ”

 

               “เออ! มึงพลาด! พลาดที่ผลักน้องไอติมของมึงออกไปจากชีวิตเองไง! ว่าแต่... กับคนนี้มึงจริงจังแล้วใช่เปล่าวะ” ผมพยักหน้ารับคำถามของวิม ผมไม่เคยมั่นใจกับคำถามไหนเท่าคำถามนี้มาก่อน ผมจริงจังกับไอติมมากครับ เรียกได้ว่าน้องเป็นแฟนคนแรกที่ผมเปิดตัวคบเป็นแฟนเลย เพราะก่อนหน้านี้ถึงจะมีคนคุยๆ กันมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีคนไหนที่ผมเดินหน้าความสัมพันธ์ไปจนถึงขั้นที่เรียกว่าแฟนได้เลยสักคน

 

               “เออๆ กูเชื่อแล้ว ตั้งแต่เกิดมาจนโตป่านนี้กูก็เพิ่งเคยเห็นมึงร้องไห้หนักขนาดนี้ นึกว่าตอนประถมที่กูเอาไพ่ยูกิมึงไปซ่อนจะร้องหนักสุดแล้วนะ ใครจะไปคิดวะว่าวันนี้แม่งจะมานั่งร้องไห้เพราะเรื่องปัญหาหัวใจ ไอ้หมาเอ๊ย”

 

               “เชี่ยวิม! มึงนี่ก็คิดได้ ขุดเรื่องสมัยประถมไปอีก” ผมส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันวาน เราสองคนเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากครับระยะห่างสามปีของอายุไม่ได้เป็นอุปสรรค์อะไรเลย ถึงจะตีกันค่อนข้างบ่อยแต่เราก็รักกันมา ตลอดเวลาที่วิมเรียนอยู่ที่ต่างประเทศเราก็คุยกันตลอด ผมรู้สึกขอบคุณมันเหมือนกันนะที่กลับมา


               “กูสงสัยอย่างนึงว่ะ มึงได้น้องเขายัง” วิมหรี่ตามองผมด้วยสายตาจับผิด ทำไมต้องมาสงสัยเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยวะครับ ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นจะต้องรู้ไหมเนี่ย ผมต้องตอบคำถามนี้จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย ไอ้พี่บ้า

 

               “อือ...” ผมอ้อมแอ้มตอบออกไปตามความจริง

               “พีคสัด! แบบนี้นี่มึงฟันแล้วทิ้งชัดๆ น้องเขาต้องเสียใจมากแน่ๆ ถึงได้หนีมึงไปแล้วไม่กลับมาแบบนี้”

               “เชี่ยวิม~ อย่าปากเสียดิวะ ไม่กลับอะไร ไอติมต้องกลับมาหากูแน่ ไม่สิ กูนี่แหละจะตามหาน้องจนเจอแล้วพากลับมาให้ได้”

 

               “เออๆ เอาไงก็เอากัน เดี๋ยวเรื่องป๊ากูช่วยเคลียร์ให้เอง มึงไม่ต้องเป็นห่วง แต่ตอนนี้กูหิวแล้ว ไปกินเมี่ยงปลาเผากัน ชวนเพื่อนๆ มึงไปด้วยนะ เมื่อกี้ก่อนมาหามึงได้คุยกันนิดเดียวเอง เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง ไม่ได้กลับมามหาลัยตั้งนานโคตรคิดถึงเลยว่ะ” วิมล็อคคอผมแล้วออกเดินไปยังลานจอดรถพร้อมผิวปากอย่างอารมร์ดี ให้ตายเถอะครับ เวลาอยู่กับเพื่อนก็โดนไอ้จัสกับไอ้มิชิพาดแขนบนไหล่ บนหัวประจำ นี่พอมาอยู่กับพี่ชายก็ยังโดนล็อคคออีก

 

               หลังจากที่พวกเราฟาดปลาเผากันไปจนเรียบแล้วพี่ชายผมก็เอ่ยปากชวนทุกคนให้ไปต่อกันที่ร้านเหล้าเจ้าประจำของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ เนื่องจากวันนี้เป็นวันกลางสัปดาห์และยังไม่ดึกเท่าไหร่ ผู้คนจึงบางตากว่าปกติ วันนี้มีวิมมาด้วยก็ดีเหมือนกันผมจะได้ดื่มให้ลืมๆ ความทุกข์ที่สุมอดอยู่ตอนนี้ไปบ้าง อย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่าจะมีคนเก็บศพผมและขับรถพาผมกลับหอแน่นอน

 

               “เอาเหล้ากี่ขวดดี น้องเค้กยังไม่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์เหมือนเดิมเปล่า”

               “ขวดเดียวก็พอพี่ พรุ่งนี้พวกผมมีเรียน” ผมหันไปมองหน้าไอ้จัสที่เป็นคนตอบอย่างขัดใจ มีคนเลี้ยงทั้งทีทำเป็นเกรงใจไปได้ ไม่รู้ล่ะ วันนี้ผมอยากเมา ใครจะว่ายังไงก็ช่าง

 

               “ดูเหมือนจะมีคนอยากเมาว่ะพี่ พวกผมยังไงก็ได้อะ แล้วแต่ไอ้วอร์มดีกว่า”

               “สั่งแบล็คมาขวดนึงก่อนแล้วกัน น้องเค้กจะดื่มค็อกเทลอะไรก็สั่งได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

               “ขอบคุณครับพี่วิม”

 

               วันนี้นอกจากพี่ชายผมจะเป็นคนเลี้ยงแล้ว เพื่อนๆ ที่รักก็ยังทำหน้าที่เป็นคนชงเหล้าที่ดีอีกด้วย จัสกับมิชิผลัดกันชงและส่งแก้วให้ผมไม่มีขาดเลย พวกเรานั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อนเรื่องสัพเพเหระต่างๆ อัพเดทชีวิตซึ่งกันและกันเพราะวิมกับผมอายุห่างกันสามปี ตอนที่พวกเราเข้ามาเป็นเฟรชชี่มันก็เป็นพี่ปี4 ก็เลยทำให้เพื่อนๆ ของผมสนิทกับมันไปด้วย นานแล้วเหมือนกันที่เราไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้ ตอนนี้ผมเริ่มมึนๆ เบลอๆ แล้วเหมือนกันครับ เรื่องเล่าต่างๆ ในวงสนทนาเหมือนจะแค่เข้าหูซ้ายและทะลุออกไปทางหูขวา ผมจับใจความไม่ได้เท่าไหร่ รู้แค่ว่าตอนนี้ผมคิดถึงไอติมเหลือเกิน

 

               “เฮ้ย! เชี่ยวอร์มร้องไห้ทำไมเนี่ย”

               “ไอติม... ฮือ... กูคิดถึงน้อง น้องไอ~ หายไปไหนอ่า... ไอติม~” ผมไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนถาม แต่หันไปข้างๆ เหมือนเห็นไอติมอยู่ตรงหน้าผมเลย ผมเอื้อมมือทั้งสองข้างออกไปประครองใบหน้าเล็กนั้นไว้

 

               “ไอ...พี่ขอโทษ... พี่ผิดไปแล้ว ฮือ...”

               “วอร์ม... เค้กเอง นี่เค้กไม่ใช่น้องไอติม...” มือเรียวที่โบกไปมาอยู่ตรงหน้าผมเหมือนจะช่วยให้ภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้นมาบ้าง นี่มันเค้กเพื่อนผมจริงๆ ด้วย ถ้าจะบ้าแล้วไอ้วอร์มเอ้ย ผมคว้าหาแก้วเหล้าก่อนจะกระดกลงคอจนหมดอีกแก้วนึง มีชั่ววูบหนึ่งที่ผมมีสตินึกขึ้นได้ว่าไอติมไม่ได้อยู่ตรงนี้กับผม แต่ผมคิดถึงน้องเหลือเกิน ผมอยากระบายและเล่าความในใจทุกอย่างให้น้องได้รับรู้

 

               ถึงจะเมาแค่ไหน สุดท้ายแล้วสติที่แสนเลือนลางก็พ่ายแพ้ให้จิตใต้สำนึกที่เอาแต่ร่ำร้องและเปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและโหยหาอยู่ดี ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดเข้าแอพพลิเคชั่นสำหรับแชททันที ผมกดเข้าไปในห้องแชทระหว่างตังเองกับเจ้าแมวลายเสือหูตกแล้วนิ้วมือของผมก็กดปุ่มบันทึกเสียง

 

               “น้องไอติม... ตอนนี้ไออยู่ที่ไหน พี่ขอโทษ ฮือ... พี่ผิดไปแล้ว... ขอโอกาสให้พี่ได้ไหม ฮึก... ไอกลับมาคุยกับพี่ดีๆ เถอะนะ...”

               “เชี่ยวอร์ม! เมาเพ้อหนักแล้วเนี่ยมึง....” มีใครสักคนดึงโทรศัพท์ออกไปจากมือผมแถมยังบ่นผมอีก ไม่รู้จะอะไรนักหนา ถึงผมจะเมาแต่ผมก็รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

               “เอาโทรศัพท์กูคืนมาเดี๋ยวนี้! กูจะคุยกับน้องไอติม ฮือ...”

               “กูว่ามึงไม่ไหวแล้วว่ะ”

               “วอร์มใจเย็นๆ ตั้งสติก่อนนะ”

 

               “น้องเค้กปล่อยมันเถอะ จัสมึงเอาโทรศัพท์คืนให้มัน ปล่อยมัน อยากทำอะไรก็ให้มันทำ เผื่อมันจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง” สุดท้ายผมก็ได้โทรศัพท์คืนมา คนที่ช่วยพูดให้ท่าทางจะเป็นวิมเพราะผมเห็นหน้าวิมลางๆ ต้องแบบนี้สิพี่ชาย ผมยกแก้วขึ้นกระดกจนหมดก่อนจะกดส่งข้อความเสียงหาเจ้าแมวลายเสือหูตกอีกครั้ง

 

               “กลับมาได้หมาย~ กลับมาหากาน~ ฮึก... กลับมารักฉันคนที่รักเธอหมดจาย... อะไรที่พลั้ง อะไรที่พลาดปาย~ ยกโทษได้ไหมคนดี... ฮือ กลับมาหาพี่เถอะนะอายติม...”

 

               “อับอายขายขี้หน้าจริงๆ เสียชื่อนักร้องนำโฟล์คซองฉิบหาย”

               “ตอนปี1 กูว่ามันเมาหนักแล้วนะ แต่รอบนี้นี่ยิ่งกว่าอีก...”

               “เค้กว่าพี่วิมพาวอร์มกลับก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวทางนี้พวกเค้กเคลียร์เอง...” ผมได้ยินบทสนทนาที่คุยกันโดยบุคคลผู้มีเสียงที่ผมคุ้นเคย แต่ก็ไม่รู้หรอกครับว่าใครเป็นใครเพราะตอนนี้ผมฟุบอยู่กับโต๊ะ

 

               ม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้มันคือความง่วงหรือปวดหัว มึนหัว หรือว่าอะไรก็แน่ รู้แค่ว่าจากนั้นสักพักก็รู้สึกเหมือนมีคนจับแขนผมไปพาดบ่าแล้วลากเดินไปไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายก็เหวี่ยงผมลงมานั่งบนเบาะลื่นๆ นี่สงสัยจะเป็นเบาะรถวิมล่ะมั้ง แต่จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ผมไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น วินาทีนี้ขอไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ทำหัวให้ว่างลืมทุกอย่างไปให้หมด ถึงแม้จะลืมเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดี หลังจากนั้นสติผมก็ดับวูบลง


.


.


.


To be Continue...


TALK:;

มาต่อแล้วค่า พอจะเรียกคะแนนสงสารให้พระเอกของเราได้บ้างมั้ยนะ

อีก 5-6 ตอนก็จะจบแล้วนะคะ มาเม้นเป็นกำลังใจ หรือให้ฟีดแบคไรท์นิดนึงนะคะ

พูดคุย ติชมได้เลยที่ #หัวใจอุ่นไอรัก ค่า ขอบคุณรีดทุกคนที่ติดตามนะคะ

มาเอาใจช่วยพี่วอร์มกับไอติมไปด้วยกันนะคะ


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

82 ความคิดเห็น

  1. #46 Jmoon (@jmoon) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:15
    เธอมาได้ทันเวลาพอดี~~~ เฮียวิมช่วยพี่วอร์มด้วยน้า แต่ถ้าจะช่วยเขกหัวสักที 2 ทีหน่อยนะคะ (โมโหๆๆ)
    #46
    0
  2. #31 คนอ่าน (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 09:03

    สู้ๆนะวอร์ม ขอให้หาน้องไอเจอไวไวนะ

    #31
    0